กลิ่นคลาวเลือดลอยฝุ้งกลุ่นอยู่ในอากาศจนบางคนแทบอาเจียน เสียงโหยหวนยังคงดังไม่ขาดช่วง เศษชิ้นส่วนร่างกายขาดกระเด็นเกลื่อนพื้น หยาดโลหิตหลั่งรินไหลนองย้อมเมืองสุริยันให้กลายเป็นทะเลเลือดสีแดงสด กี่ร้อยกี่พันชีวิตของผู้เล่นที่สังเวยเพื่อให้นครอันโออ่านี้คงอยู่ สัตว์อสูร อาชญากรกี่ชีวิตที่สูญสิ้นเพื่อเป้าหมายของพวกตน ต่างฝ่ายต่างสู้เพื่อสิ่งที่ตนเองเชื่อมั่น แม้จะไม่รู้ว่าสุดท้ายผลออกมาเป็นเช่นไร
ในขณะที่สนามรบดุเดือดถึงขีดสุดบ่งบอกเป็นนัยน์ว่าอีกไม่นานคงถึงจุดสิ้นสุด วินาทีนั้นเองทั้งหมดพลันหยุดมือกระทันหันโดยไม่ได้นัดหมาย เงยหน้าขึ้นท้องฟ้าจ้องมองบางสิ่งเป็นตาเดียว
แรงกดดันมหาศาลขุมหนึ่งจนแทบหายใจไม่ออกแผ่ซ่านปกคลุมทั่วเมืองสุริยัน คลื่นลมที่บ้าคลั่งสงบนิ่ง ราวกับตกอยู่ใต้มนต์ขลัง บุรุษผมสีขาวยาวเลยกลางหลัง ใบหน้าคมสันแววตาสงบนิ่งแฝงความลี้ลับสุดจะหยั่งในชุดเกราะหนังมังกรสีดำปนสีเลือดยิ่งดูลึกลับ มุมปากยิ้มละมุนแฝงความหวานเป็นนัยน์ชวนหลงไหลคล้ายหยอกล้อชื้อเชิญ ให้ความรู้สึกเจ้าเล่ห์ชอบพิกล เขากำลังเดินผิวปากมือไพ่หลังย่ามเท้าในเวหาอย่างสบายอารมณ์ คนผู้นั้นมีใบหน้าละไม้คล้ายศิลาสามในสี่ส่วน หรืออาจจะต้องบอกว่าคล้ายแทบจะทุกระเบียบนิ้วก็ว่าได้ ราวกับเป็นศิลาในช่วงอายุ 17-18 ปี
ทุกคนเกิดคำถามขึ้นภายในจิตใจเหมือนกันว่า เขาคือใคร? เหตุใดถึงมีใบหน้าคล้ายกับศิลามากนัก ไม่เพียงเท่านั้น แม้กระทั่งสัมผัส กลิ่นอาย ความลี้ลับยังแท่บจะถอดแบบศิลามาทุกระเบียบนิ้ว แต่ต่างกันตรงที่ชายคนนั้นดูเลือดเย็นและอำมหิตกว่าแถมยังดูบ้าบิ่นอย่างชัดเจน แผ่ความศักดิ์สิทธิ์ออกมาตลอดเวลา
“โย่ว...” ชายหนุ่มยิ้ม กล่าวทักศิลาอย่างสนิทสนม “ไม่เจอกันแป๊บเดียวนี่เจ้าเล่นซะเละเทะเลยนะ ไม่คิดเลยว่าแผนการของเจ้าจะได้ผลดีถึงเพียงนี้”
ศิลาหลับตาถอนหายใจพร้อมส่ายหัวอย่างละอา “อย่าพูดเหมือนเราสนิทกันจะได้ไหม เดี๋ยวใครเขาจะคิดว่าฉันกับแกเป็นพวกเดียวกัน ไดอาโบ” เขาเน้นเสียงท้ายประโยค
สิ้นคำพูดศิลาทุกคนอุทานพร้อมเสียงเดียวกัน
ไดอาโบ!!.....
นั่นน่ะหรอมหาเทพสงคราม อีกหนึ่งบอสของโลก
“ว่าแต่แกเถอะ มาทำอะไร? อย่าบอกนะว่าเดินเล่นกินลมชมวิวเพลินๆ คงไม่ม๊างงงง....”
“อ่าว!.. ข้าก็มาทำงานของข้าไง ที่เคยให้สัญญากับเจ้าไว้ พอดีเห็นเจ้าโดนรุมอยู่เลยว่าจะมาช่วย หวังดีนะเนี้ย คนอุส่าเป็นห่วง” มหาเทพสงครามตาสลดกระพริบตาปริบๆ ร้องไห้กระซิกกระซิก
เห็นชัดว่าแกล้งทำ....
“ขอบใจ แต่ฉันไหว เพราะงั้น ไปซะ”
สุริยะเทพและมนตรายืนตัวแข็งทื่อ กลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ ไดอาโบหันมองสองบุรุษก่อนจะเบิกตาถล่นพูดทีเล่นทีจริงว่า
“โอ่ว..สุริยะเทพ มนตรา สวัสดี ข้าชื่อไดอาโบ มหาเทพสงคราม ตัวตนที่ทัดเทียมกับเจ้าและจันทราเทพ ฝากตัวด้วย ยินดีที่ได้รู้จัก พวกเราสี่คนมาสนิทกันดีกว่า เน๊อะ...”
ศิลาจุมขมับปวดกะบาล จะไม่ให้เขาเหนื่อยใจได้ยังไงก็ไอ้หมอนั่นมันใช้หน้าตาอยู่และยังมาทำนิสัยแหลไม่เลิกแบบนี้ ความรู้สึกแบบเหมือนมองดูตัวเองอีกเวอร์ชั่น แล้วแบบนี้จะไม่เข้าอนาถใจเลยหรอ เหอ...ไอ้นี่คงบ้าไปแล้วคนเขาจะฆ่ากันอยู่ลอมล่อบอกให้รักกันไว้สนิทกันไว้เป็นเพื่อนกันเถอะ
โอ่วให้ตายเถอะ.. ศิลารับไม่ได้ หมดกันภาพพจณ์ที่สะสมมา
ไดอาโบชะงักกึก แอบมีเม็ดเหงื่อไหลบนหน้า เมื่อพี่ท่านบังเอิญปรายหางตาลงมองด้านล่างเห็นสตรีหนึ่งแว๊บๆ มหาเทพสงครามใจเต้นถี่รัวมือไม้สั่นอย่างไร้สาเหตุผลไร้ต้นตอและที่มา
“งั้นข้าขอตัวก่อนจะดีกว่า เจ้าก็อย่าตายซะล่ะ” มหาเทพสงครามพุ่งพรวดหายเข้าไปในใต้ดินของเมืองสุริยันทันทีพร้อมคำถามที่เกิดขึ้นในจิตใจ
ไอ้ความรู้สึกหวานกลัวนี้มันอะไร เหตุใดข้าถึงรู้สึกเช่นนี้ ความรู้สึกที่เหมือนว่ากำลังเผชิญกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่ตัวตนที่แข็งแกร่งชนิดที่ไม่ว่าจะทำไงก็ไม่สามารถเอาชนะได้ ความรู้สึกที่พร้อมจะน้อมรับฟังทำตามทุกสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วขณะ ทำไมกัน
ชายหนุ่มรีบตั้งสติเพื่อไม่ให้สมาธิแตกกระเจิงตะเลิดไปไกลลิบโลก
มนตราแสยะยิ้มเห็นศิลาเปิดช่องว่าง ไม้คฑาเวทมนต์สะบัดวูบวาบ ดวงตาทอประกายกระจ่างใส ไม้คฑาเวทมนต์ส่องแสงเจิดจ้าจนตาพร่า กรีดวาดวงเวทย์ในอากาศชั่วพริบตาจ้าวนครกระแทกเสียงกังวาล
“มหาเวทย์หมื่นหอกหยาดพิรุณ” หอกน้ำมากมายดุจดาวบนท้องฟ้าโหมกระหน่ำโจมตีศิลาอย่างบ้าคลั่ง
ชายหนุ่มตกใจเล็กน้อยไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะร่ายมหาเวทย์ได้เร็วขนาดนี้ แต่เขาก็รู้อีกหนึ่งข้อเสียของมหาเวทย์ แม้จะมีพลังทำลายล้างมหาศาล ในขณะเดียวกันผู้ใช้ก็ต้องจ่ายพลังวิญญาณและพลังสมาธิในจำนวนที่มหาศาลเช่นกัน และในโลกนี้ไม่มีใครที่มีมานาไม่จำกัด แม้แต่เขาเองจะให้ใช้มหาเวทย์ติดต่อกันหกเจ็ดบทก็ยังเป็นเรื่องที่ลำบาก คงต้องบอกว่าการทำแบบนั้นมันฝืนธรรมชาติเลยก็ว่าได้
ผู้ที่มีมานาไม่จำกัดไม่มีแน่ในโลกใบนี้ แต่ถ้ามีพลังวิญญาณมหาศาลชนิดเขาเองยังเทียบไม่ติด ศิลาก็รู้จักอยู่คนหนึ่ง นั่นแม่หวานใจของเขา หากเขาสามารถใช้มหาเวทมนต์ได้เจ็ดบท คงต้องบอกว่าฟ้าครามสามารถใช้ได้มากกว่ายี่สิบบท
ศิลาหน้าเคร่งอย่างเห็นได้ชัด สองสุดยอดจอมเวทย์เป็นอะไรที่ตึงมือพอสมควร ยังไม่ทันที่การโจมตีของมนตราจะจู่โจมศิลาสุริยะเทพก็ตวาดลั่น
“มหาเวทย์ หมื่นพยัคอัสนี”
พยัค หอกน้ำ โอบร้อมจู่โจมศิลารอบทิศทาง
ชายหนุ่มแสยะยิ้ม กล่าวเสียงเฉียบ “ไร้เดียงสาเกินไปแล้ว ลืมไปหรือไงว่าอวตารของฉันเป็นใคร”
เสียงหวานใสดังกระหึ่มกังวาล “อนันตกาลล้อมจันทร์ ปกป้องไร้พ่าย”
กงจักรในมืออวตารคนรักของศิลาขยับวูบขยายวงขึ้นขนามหึมาก่อนจะสวมร่างศิลาไว้ตรงใจกลางกงจักร ม่านพลังพุ่งรอบตัวกลายเป็นเสาแสงดูดกลืนทุกการโจมตีที่เข้ามาเล่นเอาสุริยะเทพและมนตราเบิกตาถลนด้วยความไม่อยากเชื่อ ยังไม่หายตกใจการโจมตีของพวกตนก็ถูกยิงย้อนออกมาโจมตีพวกเขาเองด้วยพลังที่มากกว่าเดิม
ศิลาเปิดช่องรายชื่อเพื่อนรีบกดตกลงรับตำแหน่งหัวหน้ากิลด์ Destroyer ที่เพิร์จเปลี่ยนถ่ายโอนอำนาจคืนมาให้เขา
สุริยะเทพและมนตราขยับหลบการโจมตีที่สะท้อนกลับมาอย่างแยบยลพร้อมกับเบิกตาตลึงในสิ่งที่ศิลากำลังทำ
ฟ้าครามเงยหน้ามองพี่ศิของเธอด้วยแววตาประหลาดใจ ออร่าพลังสีดำกระจ่างดาวลอยทะลักออกมาจากร่างชายหนุ่มไม่ขาดสายพร้อมกับพลังเวทมนต์มหาศาลที่สามารถกลืนได้ทั้งโลกหล้า
ศิลาขยับปากพูดบางอย่าง ฟ้าครามอ่านปากเขารู้ทันทีว่าคนรักของเธอนั้นพูดกับเธอว่าให้พาสดายุ สัมพาทีและพวกหงอคงหนีไป
ฟ้าครามเรียกสัตว์รับใช้ของเธอทั้งหมดกลับมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับพุ่งเหาะหนีออกมาจากเมืองสุริยัน อินาริคิดจะไล่ตามแต่ทว่าก็ถูกความขลังของพลังเวทมนต์ที่แผ่มาจากศิลาสะกดเอาไว้จนไม่สามารถขยับตัวได้ ทุกชีวิต ทุกสรรพสิ่งตกอยู่ในความนิ่งเงียบสงัดราวกับเวลานั้นหยุดลง
ปั้ง... ชิงหลงเอามือทุบโต๊ะรุกยืนพรวด สายตาตลึงงันมองจอมอนิเตอร์อย่างลุ้นระทึก และไม่อยากเชื่อ “ไม่จริงน่า!!...นั่นมัน มหาเวทมนต์ระดับตำนานจักรวาล”
แสงสีดำกระจ่างดาวพร่างพรายขับทอสีรุ้งวาววาม มองดูคล้ายแสงของจักรวาลทางช้างเผือก สาดออกจากร่างศิลาไม่หยุดพร้อมวงเวทมนต์หนึ่งปรากฎทาบผืนฟ้าครอบคลุมทั่วนคร ดวงแสงสีดำสีรุ้งระยิบระยับลอยอยู่ระดับหน้าผาก ศิลาใช้สองมือโอบดวงแสงนั้นประครองนิ่มนวลมาอยู่ระดับอก
“สุริยะเทพหยุดมัน! เร็ว....!!” มนตราบอกอย่างเร่งรีบร้อนรน
สองหนุ่มถลาเข้าหาศิลาทว่าก็ถูกคลื่นพลังดีดสะท้อนออกมา
อั๊ก... สองบุรุษกลิ้งไถลกับพื้นจวนเจียนจะตายอยู่ลอมล่อ
“มันอะไร” สุริยะเทพสงสัย “แค่คลื่นพลังก็เกือบฆ่าพวกเราได้”
มนตราตอบเสียงหวาดหวั่น “หนึ่งในมหาเวทมนต์ในตำนานระดับจักรวาล แต่ข้าไม่รู้ว่าเป็นเวทย์อะไร”
ศิลาถอนหายใจเหลือบมองอินาริ “อินาริ เธออย่าตายซะล่ะ”
แสงสีแสงออโรลร่าสาดออกจากวงเวทมนต์เหนือผืนฟ้าย้อมทั่วหล้าสว่างไสวงดงามตาตรึง
“จบสงครามกันที” ศิลากล่าว “ยูนิเวิร์สรอร์ สำแดงเดช”
ตายกันหมดแน่!!..
อินาริ สุริยะเทพ มนตราเกิดความเดียวกัน ผู้เล่นที่ไม่ใช่ยอดฝีมือดูมันเป็นแค่บอลแสงธรรมดา หากทว่าผู้เล่นยอดฝีมือนั้นสัมผัสได้ถึงพลังเวทมนต์มหาศาลที่สามารถสั่นคลอนได้กระทั่งจักรวาล
วงเวทมนต์สีดำดุจทางช้างเผือกอีกหนึ่งวงปรากฎขึ้นทั่วผืนดินพร้อมกับตอนนั้นเองเสียงประกบมือของศิลาดังกังวาลบีบดวงแสงแตกละเอียด แสงสีรุ้งสีดำกระจ่างดาวสาดออกจากอุ้มมือส่องสว่างเจิดจรัสจนตาพร่า ต้องหลับตาอย่างช่วยไม่ได้ เสี้ยววินาทีแสงยูนิเวิร์สรอร์ก็อาบชะโลมทั่วบริเวณ
ศิลาขยับร่าง พุ่งเข้าหาอินาริด้วยท่าร่างความเร็วเหนือแสง
“หมอบ!!..” เขาตวาดลั่น ทว่าหญิงสาวยืนหลับตาทำได้เพียงงุ่นงง ศิลารีบกดร่างเธอนอนหมอบกับพื้นเอาตัวเองบังแสงยูนิเวิร์สรอร์หลายวินาทีผ่านไปทุกอย่างสงบลงเผยให้เห็นลานกว้างอันเงียบสงัดจนน่าใจหาย แทบดูไม่ออกเลยว่าที่นี่เคยเป็นสนามรบ
กริ้งงง... เสียงหนึ่งดังกังวาลท่ามกลางความเงียบ มันไม่ใช่เสียงอะไรหากแต่เป็นผลึกรูปหยดน้ำเจ็ดก้อนที่ดร็อปออกมาจากสุริยะเทพ
อินาริลืมตาขึ้นเชื้องช้าสิ่งแรกที่เห็นคือแขนเนียนนุ่มของชายหนุ่มเล่นเอาเธอร้อนผ่าวไปทั่วร่าง ค่อยๆเบือนหน้าเงยมองเขาด้วยความไม่เข้าใจ ทั้งดีใจ ทั้งมีความสุข ทั้งประหลาดใจ ในเวลาเดียวกัน จนต้องอุทานเรียกชื่อเขาออกมาอย่างเหม่อลอยนิ่มนวลหวานหยด
“ศะ..ศิ..ศิลา”
“อ่ะ...เอ่อ..อืม..ขอโทษที พอดีฉันยังให้เธอตายไม่ได้” เขารีบรุกรนรานเล็กน้อยพร้อมกับเหงื่อผุดขึ้นบนใบหน้าอันซีดเผือด
ตายห่าน ตายแน่ๆ ถ้าน้องฟ้ารู้คอจะขาดไหมล่ะงานนี้
อินาริปิดอาการหน้าแดงไม่มิดค่อยๆรุกนั่ง หน้ามุ้ยเล็กน้อยพร้อมกับบ่นพึมพลัม
ชิ.. ว่าแล้ว มีหรือจะช่วยชีวิตฟรีๆนี่ถ้าไม่อยากใช้งานคงเชือดเราทิ้งไปแล้วซินะ
หญิงสาวกวาดสายตามองรอบๆ
“หายหมดเลย” อินารริตกใจ “สุริยะเทพล่ะ”
“ตายแล้ว” ศิลากล่าวน้ำเสียงเรียบเฉย
อินาริสงบลงเล็กน้อย ไม่ต่างไปจากที่เธอคาดการณ์ เธอรู้อยู่แล้ว ถ้าหากศิลามาเองทุกอย่างจะต้องลงเอยแบบนี้ อันที่จริงกองกำลังของเธอที่สามารถต้อต้านอาชญากรได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องปฏิหาริย์มหัศจรรย์มากแล้ว
ศิลาหันไปสั่งเหล่าลูกน้องของตน “พวกนายกลับไปที่ตำหนักศิลาก่อน ที่นี่ยังเหลือตัวอันตรายอีกสามตน”
ครับ
สามตน? อินาริงง
“ใช่สามตน พาลี องค์ราม และไดอาโบ”
“ใช่สามแน่หรอ ไม่ใช่ว่าสี่ตนหรอกเลอะ พาลี องค์ราม ไดอาโบ และก็นาย และอะไรล่ะที่ว่าจะให้ฉันช่วย” อินาริเล่นแง้งอนนิดๆ กอดอกเชิดตามประสาฉบับหญิงสาวแบบว่าได้ทีก็ขอหน่อย โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีบ๋อยบ่อย
ศิลาเปิดวินโดว์ขึ้นมาเพิ่มรายชื่อหญิงสาวเป็นเพื่อน อินาริไม่รีรอกดตอบรับทันควัน “เอาไว้ผมจะติดต่อไป” เขาหลับตานิ่งชั่วครู่
เหลือเวลาอีกยี่สิบห้านาที ก่อนที่ผลข้างเคียงของห้วงเวลาแห่งศิลาจะส่งผล
“ศิลาระวังไอ้ลิงกัง” เสียงไดอาโบร้องไหวๆดังลั่นมาแต่ไกลๆ
ศิลาเบิกตาทลึ่ง เห็นพาลีพุ่งทะยานเข้าหาดวงใจภูตที่ตกอยู่
เขารีบเข้าขัดขวางแต่ทว่าความเร็วของศิลาตกลงอย่างมากจากผลของสกิลพรแห่งพระอิศวร
เสร็จกัน.. ศิลานึกเสียใจ
มันโผล่มาจากไหน ทำไมถึงสัมผัสตัวการคงอยู่ของมันไม่ได้ ทั้งที่สามารถรับรู้ทุกอย่างภายในโลกหล้าได้ แต่ทำไมเมื่อครู่ถึงสัมผัสพญาวานรตนนี้ไม่ได้
ฟ้าวววว... ศรธนูสีทองสว่างเจิดจ้าพุ่งจากคันธนูของชายหนุ่มกายสีเขียว ควงสว่านแหวกอากาศโจมตีศิลาบริเวณลำคอ
ศิลาหันมองเบิกตาตลึง ด้วยความเร็วระดับนี้ไม่มีทางเลยที่จะหลบพ้น
ฉัวะ!.. อั๊ก ศรพลายวาตปักเสียบทะลุลำคอศิลาอย่างจัง เขากระอักเลือดออกมากองโต ลอยลิ่วกระเด็นตามสภาวะแรงศรก่อนจะตกกระแทกพื้นกลิ้งขลุกๆ
“ศิลาาาาา” อินาริร้องออกมาด้วยความตกใจ ความรู้สึกเหมือนถูกอะไรกระชากบางสิ่งที่สำคัญออกจากร่าง ว่าแต่ทำไมกันล่ะ ทำไมเธอต้องร้อนรน เขาเป็นศัตรูไม่ใช่หรอ ดีเสียอีกหากเขาตายผลประโยชน์มากมายมหาศาลจะตกมาอยู่กับกิลด์ของเธออย่างแน่นอน อีกทั้งระดับเลเวลของเขาก็จะลดลงจากการตาย มีแต่เรื่องดีๆทั้งนั้น แต่เธอก็ทนดูเขาสภาพแบบนี้ไม่ได้
หญิงสาวรุกยืนก่อนพุ่งตัวเข้ามาหมายจะประครองชายหนุ่ม ที่นอนแน่นิ่ง
บึ่ม..! เกิดระเบิดขวางหน้าเธอเอาไว้อย่างกระทันหัน อินาริมองขึ้นด้านบนเห็นหญิงสาวแสนคุ้นตาพร้อมเสียงนุ่มเย็นชาถามกับเธอ
“นั่นเธอคิดจะทำอะไร” ฟ้าครามค่อยๆลอยลงมาขวางอินาริด้วยสายตาแข็งกร้าว ก่อนจะหันมาประครองศิลาไว้ในอ้อมแขนดึงเอาลูกธนูออก เป่าสายลมหนึ่งอาบร่างชายหนุ่ม
แอ๊กๆๆๆ... ศิลาสำลักตาตั้งมองหน้าหวานใจ
“ฟ้า? นี่พี่ตายจากการถูกโจมตีครั้งเดียว?” เขาถามย้ำให้แน่ใจ
“ค่ะ โลหิตหนุมานที่อยู่ในร่างพี่พลังของเขาใกล้หมดหรือยัง”
“ถึงขีดจำกัดและล่ะ กลับไปต้องบำเพ็ญเร่งฟื้นฟู แต่ว่าก่อนอื่น”
ฟ้าครามและศิลา มองพญาวานรขนสีเขียววาววาม กำลังมองดวงใจภูตด้วยอารมณ์พึงพอใจ ท่าทางมีความสุขไม่น้อย
“ในที่สุดข้าก็ได้มา ที่เหลือก็แค่วงแหวนโลกา เศษวิญญาณธรรมชาติ”
ศิลามองหน้าหวานใจ “น้องฟ้าคะ ช่วยพี่โค่นไอ้เจ้าลิงกังนี่ทีจะได้ไหม”
เจ้าหล่อนอยากจะโบกให้สักปาบ มาขอให้ชงให้ช่วยอะไรล่ะ ทำยังกับเป็นคนอื่นคนไกลทำไมต้องเกรงใจกัน
“สำหรับเรายังมีอะไรต้องเกรงใจกันอีกหรอค่ะ ขอแค่พี่บอกมาคำเดียวหนูก็พร้อมทำทุกอย่างอยู่แล้ว ว่าแต่ ไดอาโบ?” ฟ้าครามมองขึ้นฟ้า ไดอาโบกำลังขับเขี้ยวกับองค์รามอย่างสูสี “พี่ศิขา ฟ้าว่าเราลุยกันเลยดีกว่าค่ะ ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่ากับพี่ยิ่งใกล้จะได้รับผลกระทบห้วงเวลาแห่งศิลา”