ลู่เฟยเดินตรงไปยังประตูข้างอย่างเรียบง่ายแต่ก็ไม่มีผู้ใดสังเกตุมันเลยหรือแม้จะเห็นแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรพวกเหล่าอวุโสทั้งหมดก็ยังจับกุมลู่เทียนฉีไม่ปล่อยจนกว่าจะแน่ใจว่าจะไม่เกิดเื่อะไร
ลู่เฟยก้าวเดินอย่างเงียบเชียบจนไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าพร้อมกับซุกซ่อนรัสมีพลังลมปราณของตนเองบวกกับคนอื่นก็ไม่ได้สนใจมันซักเท่าไหร่ลู่เฟยจึงเดินมาถึงประตูข้างอย่างง่ายดายไม่มีแม้ซักคนที่เห็นลู่เฟยหันกลับไปทางลู่เทียนฉีแต่เพียงแค่แว๊บเดียวลู่เฟยก็หันกลับขาซ้ายก้าวออกจากประตูข้างจนสุดท้ายตัวลู่เฟยก็ออกมานี่เป็การออกมาภายนอกตระกูลเป็ครั้งแรก
แต่ทันใดนั้นไหล่ซ้ายของลู่เฟยก็ถูกตะบบอย่างบางเบาตามมาด้วยน้ำเสียงบุรุษวัยกลางคน“ลู่เฟย เ้าคิดทำสิ่งใด?” เ้าของเสียงนี้ก็คือมู่หวังเฟิงมันสวมอาภรณ์สีขาวทั้งตัวดูสูงส่งไม่เหมือนพ่อบ้านเลยแม้แต่น้อยแม้ในตระกูลจะเกิดเื่ราวมากมายก็เหมือนจะไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับมัน
“ข้าจะไปช่วยนาง หรือท่านคิดขวางข้า?” ลู่เฟยแปลกใจอย่างมากที่มู่หวังเฟิงไม่ได้กังขาแม่แต่น้อยถึงเื่ที่มันปกปิดรัสมีพลังได้กลับกันลู่เฟยกลับไม่รู้ถึงการมีตัวตนของอีกฝ่ายขนาดระยะห่างกันเพียงแค่ไม่กี่นิ้ว
มู่หวังเฟิง “ข้าไม่ได้จะมาขวางทางหรืออ้อนวอนอะไรแต่อย่างใด”
“แล้วท่านมีธุระอันใดกับข้า” ลู่เฟยรับรู้ได้เลยว่านี่ไม่ใช่การขวางทางรั้งไว้หรือถ่วงเวลาอันใดแววตาของมู่หวังเฟิงจริงจังยิ่งคงจะเป็เื่สำคัญอย่างมาก
มู่หวังเฟิงเอ่ยเสียงเบา “เ้าจะต้องรู้ความจริงเกี่ยวกับตัวเอง” เอ่ยจบมันก็เดินไปยังใต้ต้นไม้ใหญ่แถวๆนั้น ลู่เฟยก็เดินตาม
ลู่เฟยคิ้วขมวดเอ่ยถามอย่างสงสัย “ความจริงอะไร แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้า”
มู่หวังเฟิงเอ่ยเสียงต่ำ“ลู่เทียนฉีไม่ใช่พ่อแท้ๆของเ้า!”
!!!!!! “ว่าอะไร” ลู่เฟยรู้สึกแตกตื่นอย่างมากกับเื่นี้แต่เมื่อหวนนึกทบทวนดูลู่เฟยก็ไม่เคยได้พบเห็นแม่ของตัวเองเลยแม้แต่น้อยลู่เทียนฉีก็ไม่เคยเอ่ยถึงเื่นี้แม้ซักครั้งเดียว ...นี่ข้ากลับลืมเื่สำคัญเช่นนี้ไปได้
มู่หวังเฟิงเอ่ยต่ออย่างจริงจัง“แม่ของเ้าแซ่มู่ ส่วนชื่อข้าไม่รู้ นางเป็สตรีที่งดงามอันดับหนึ่งจะให้เรียกว่าเทพธิดาจุติลงมายังโลกยังไม่เกินเลยแต่เทพธิดาผู้นี้กลับอ่อนโยนเมตตายิ่งเมื่อราวเกือบยี่สิบปีนางได้พบกับบรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่อยู่ในสถานการณ์เลวร้ายนางไม่รีรอที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือจนปลอดภัยเมื่อบุรุษผู้นั้นได้พบปะพูดคุยโดยตรงกับนางแต่ก็เป็เพียงเวลาสั้นไม่ถึงสามสิบลมหายใจด้วยซ้ำเมื่อนางเดินจากไปบุรุษผู้นั้นก็ยังคงติดอยู่ในห้วงแห่งความฝันลุ่มหลงจนเวลาผ่านไปนานเกือบสองปีบุรุษหนุ่มก็ยังคงมิอาจตัดใจจากนางได้ได้แต่ภาวนาหวังว่าจะได้พบนางอีกแล้วความตั้งใจภาวนาเกือบสองปีสุดท้ายก็สัมฤทธิ์ผลบุรุษหนุ่มได้พบกับนางอีกครั้งความงดงามราวเทพธิดาของนางก็ยังคงอยู่เหมือนเดิมแต่ครั้งนี้ไม่ได้บังเอิญครั้งนี้กลับเป็นางที่มาหามันด้วยความตั้งใจ หากแต่นางไม่ได้มาคนเดียวนางอุ้มทารกน้อยมาด้วยนั่นก็คือเ้าส่วนบรุษผู้นี้ก็คือลู่เทียนฉี นางเอ่ยวาจาไม่กี่คำลู่เทียนฉีก็ตอบตกลงเลี้ยงเ้าไม่ถามถึงเหตุผลเลยซักนิดแล้วมันยังเลี้ยงเ้าดีอย่างกับลูกแท้ๆถึงกับคิดให้สืบทอดตำแหน่งผู้นำต่อถึงเวลาจะผ่านไปสิบกว่าปีจนมาถึงตอนนี้ลู่เทียนฉีก็ยังคงไม่อาจตัดใจจากนางไม่คิดหาสตรีใดมาเคียงข้าง” มู่หวังเฟิงถอนหายใจเอ่ยต่อ “เห้อ..นี่ไม่ต่างจากโดนคำสาป”
ลู่เฟยได้สบสายตาฟังอย่างตั้งใจก็รู้ว่าวาจานี้ไม่ใช่เื่โป้ปดก็อดที่จะรู้สึกเวทนาลู่เทียนฉีไม่ได้อีกใจหนึ่งก็รู้สึกนับถือถึงความแน่แน่ว “แล้วท่านเล่า เกี่ยวอันใดกับข้าไม่ใช่ว่าท่านพ่อรับเลี้ยงท่านมา?”
มู่หวังเฟิง “ก็ทำนองนั้นตอนข้าอายุสิบเก้าปีข้าถูกรับเลี้ยงมาจริงด้วยวิธีที่วางไว้ทั้งหมดก็เพื่อที่จะคอยดูแลเ้า” เอ่ยถึง ‘วิทีที่วาง’ ไว้มุมปากมันก็ปรากฏรอยยิ้มเล็กๆ
ลู่เฟยเอ่ยมุมปากยกยิ้มเล็กน้อย“วิธีของท่านข้าก็พอจะได้ยินมาจากพ่อข้าอยู่บ้าง” ลู่เทียนฉีเล่าให้ฟังบ่อยครั้งว่าสมัยตอนเป็หนุ่มมันกับมู่หวังเฟิงต่างก็เป็สหายรู้ใจกันแต่ทั้งสองคนก็เดินเส้นทางคนละสายลู่เทียนฉีฝึกวรยุทธ์มู่หวังเฟิงเป็เพียงเด็กธรรมดาไร้บ้านที่อยู่แถวๆตระกูลลู่เมื่อลู่เทียนฉีอายุเยอะก็เริ่มจะมีตำแหน่งจึงรับมู่หวังเฟิงเข้ามาถึงจะบอกว่าเป็วิธีที่วางไว้แต่ลู่เฟยก็รับรู้ได้ว่ามิตรภาพของทั้งสองนั้นไม่ใช่เื่เสแสร้ง
ลู่เฟยเอะใจขึ้น “แล้วพี่หญิงเล่า?”
มู่หวังเฟิงส่ายศีรษะเอ่ย“นางไม่ได้เกี่ยวพันกับเื่นี้ ข้าเพียงอังเอิญเห็นนางนอนหมดสภาพอยู่ตรงนี้” เอ่ยจบมันก็ชี้นิ้วลงไปที่ที่ยืนอยู่ก็คือใต้ต้นไม้หน้าประตูพรรคที่ทั้งสองยืนคุยกัน
ลู่เฟย “งั้นแสดงว่า...”
มู่หวังเฟิงส่ายศีรษะด้วยสีหน้าจนปัญญา“เดิมทีข้าก็มีหน้าที่คอยดูแลเ้า ครั้งนี้ที่เ้าจะทำไม่ต่างจากเอาชีวิตไปทิ้ง..แต่ข้าก็ต้องเคารพการตัดสินใจของเ้า ข้าจะไม่ขวางทางหากยังยืนยันที่จะไป”
ลู่เฟย “แล้วท่านไม่คิดจะช่วยนาง?”
มู่หวังเฟิงเอ่ย “ตอนแรกข้าก็คิดช่วย แต่ดูแล้วเื่นี้ไม่ได้เป็เพียงเื่ของคนคนเดียวมันเกี่ยวโยงถึงคนทั้งตระกูลแม้แต่ลู่เทียนฉียังไม่สามารถทำได้”
ลู่เฟยพยักหน้าอย่างเข้าใจเอ่ย “แล้วท่านหละ”
มู่หวังเฟิงสะบัดหน้าไปทางในตระกูล“ข้ายังมีสหายที่ต้องคอยดูแล”
ลู่เฟยสบสายตาไปยังมู่หวังเฟิงนี่เป็สายตาอันดุดันครั้งสุดท้ายที่จะได้เจอกันงานนี้ต้องลุยเดี่ยวเท่านั้นเพื่อที่จะไม่ต้องมากระทบผู้อื่นเพียงเพราะคนคนเดียวก็แสดงว่านับแต่ออกจากประตูพรรคไป ลู่เฟยก็ไม่ใช่ลู่เฟยอีกแล้ว จะเหลือเพียงแต่ ‘เฟย’
ลู่เฟยเอ่ย “ท่านอา ฝากดูแลท่านพ่อข้าด้วย ข้าขอลา” เอ่ยจบลู่เฟยก็หันกลับเดินตรงออกไป
มู่หวังเฟิงเอ่ย“ข้าเชื่อในตัวเ้าพอๆกับเชื่อว่าแสงแดดย่อมร้อนลมหิมะย่อมหนาวดวงดาวบนฟ้ายามราตรีย่อมส่องแสงและที่สำคัญเ้าต้องเชื่อมั่นในตัวเอง นับแต่นี้ไป เ้าไม่ใช่ลู่เฟย แต่เ้าคือมู่เฟย..”
ลู่เฟยหันกลับมาทันควัญจนทำให้มู่หวังเฟิงแสดงสีหน้างง ลู่เฟยพลันเอ่ย “ม๊ายไม่ไม่ ยังไงชาตินี้ข้าก็ไม่ขอแซ่มู่เด็ดขาด” เอ่ยจบลู่เฟยก็มุมปากยกยิ้มโบกมือลาวิ่งหายลับเข้าไปในดงป่า
มู่หวังเฟิงพึมพัมกับตัวเอง“ข้าต้องขออภัยที่ขัดคำสั่งแต่จะให้ข้าทนดูเด็กหนุ่มผู้นี้ต้องมาพังทลายข้าคงทำไม่ได้จริงๆจะต้องมีซักวันที่พลังหลากหลายในตัวเขาจะฟื้นตื่นหวังว่าจะรักษาชีวิตไว้ได้ตลอดรอดฝั่ง”
ณ บนูเาที่ตั้งตระกูลลู่ภายในป่าเวลาก็ผ่านไปราวยี่สิบนาที
ลู่เฟยวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดพร้อมกับปกปิดรัสมีพลังพลังยุทธ์ของลู่เฟยนั้นอยู่เพียงชั้นแรกเริ่มขั้นหกแต่ความเร็วของมันนับว่าเร็วกว่าที่ควรจะเป็ถึงสิบเท่า! ลู่เทียนฉีก็บอกเื่พลังยุทธของเหล่าอวุโสให้ฟัง ลู่เฟยก็ได้ครุ่นคิดดูแล้วพร้อมกับเห็นเหล่าผู้อวุโสออกกระบวนท่าแล้วดูเหมือนว่าคงจะใช้ออกเต็มที่แล้วจริงๆแต่พลังที่ออกมากลับแทบจะไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วนของพลังจริงๆในความรู้ของลู่เฟย ลู่เฟยจึงสรุปได้สองอย่างว่าผู้คนตระกูลลู่ฝึกลมปราณผิดวิธีหรืออาจเป็เพราะพื้นที่แถวนี้พลังปราณธรรมชาติเจือจางยิ่งจนทำให้คนแถวนี้ไม่รู้ว่าพลังลมปราณจริงๆมันเป็ยังไงจึงใช้ออกไม่ได้อย่างแรกกับอย่างหลัง อย่างหลังดูสมเหตุสมผลกว่าอย่างยิ่งเพราะว่าจะจะฝึกลมปราณให้ผิดวิธียังยากกว่าฝึกแบบธรรมดาเสียอีก
มาตอนนี้เองที่ลู่เฟยชะลอลงเปลี่ยนเป็เดินย่องจนเข้าใกล้พอที่จะมองเห็นออกไปนอกป่าทันใดนั้นลู่เฟยกัดริมฝีปากสีหน้าแววตากลับกลายเป็จริงจังหมื่นส่วนเพราะว่าข้างนอกป่าตรงหน้าลู่เฟยก็คือ รถม้าของตระกูลฟง