หลังจากที่จินลงมือสังหารทีโนสไปแล้ว ก็ได้รีบใช้พลังพิเศษของตัวเองดูดกลืนร่างของทีโนสในทันที
เคร้งง! เสียงของโซ่ตรวนบนตัวเจ้าหญิงเรเนเลสที่ถูกโยนทิ้งออกไป
เมื่อได้ทำการตรวจสอบความทรงจำ และซึมซับความรู้ความสามารถของทีโนสเสร็จสิ้นแล้วจินก็ได้ทำลายกุญแจมือและโซ่ตรวน ที่ถูกล็อคเอาไว้อยู่บนมือของเจ้าหญิงเรเนลเลส และได้ใช้พลังในการรักษาบาดแผลให้กับเจ้าหญิงซึ่งตอนนี้ยังคงนอนสลบไม่ได้สติอยู่
จิน“ความรู้และวิทยาการของพวกเผ่าเอลฟ์ต่างดาวนี่สุดยอดไปเลยแฮะทั้งความสามารถในการสร้างอาวุธและยานอวกาศ การวิวัฒนาการของเผ่าพันธุ์ ดูแล้วจะเหนือล้ำกว่ามนุษย์โลกไปมากหลายพันปีเลยทีเดียวทั้งที่ตอนนี้มนุษย์โลกยังคิดว่าตนเองเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาลกันอยู่เลยน่าละอายจริงๆ แฮะ!!”
“ในเมื่อตอนนี้เราก็สามารถที่จะขับยานลำนี้ได้แล้วงั้นก็มาดูกันหน่อยแล้วกัน ว่าแผนที่ดวงดาวของยานลำนี้ มีพิกัดบอกตำแหน่งของโลกเอาไว้หรือเปล่า?”
เมื่อจินได้เปิดดูแผนที่ดวงดาวที่อยู่บนยานลำนี้ก็ต้องพบกับความผิดหวัง เพราะแผนที่บนยานจะแสดงเพียงข้อมูลของดวงดาว และจุดที่ตั้งที่เป็นอาณานิคมของดวงดาวเฉพาะที่ยานลำนี้เคยไปมาแล้วก็เท่านั้น
แม้ว่าจะไม่ได้ตำแหน่ง และทิศทางของดาวโลกที่จินต้องการจะกลับไปแต่อย่างไรนั้นก็ถือว่าจินได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไม่น้อยเลยทีเดียว
แผนที่ของดวงดาวที่แสดงออกมาจากข้อมูลของยานลำนี้ได้บอกว่าตำแหน่งของดาวเกรปที่จินได้ถูกส่งมาอยู่นั้น เป็นกลุ่มดาวที่ดำรงอยู่ในห้วงดาราจักรทางช้างเผือกหรือก็คือแกแล็คซี่มิลค์กี้เวย์ที่โลกมนุษย์ของเราดำรงอยู่ด้วยเช่นกัน
เพียงแต่ว่าแผนที่ดวงดาวของยานลำนี้ ยังไม่สามารถที่จะระบุตำแหน่งได้ว่าโลกมนุษย์นั้นอยู่ตรงส่วนใดของดาราจักรทางช้างเผือกแห่งนี้ เนื่องจากฐานข้อมูลในการสำรวจของยานมีไม่เพียงพอ
จิน “เอาเถอะ อย่างน้อยเราก็ยังมีความหวังที่จะได้กลับโลกอยู่แม้ว่ายานลำนี้จะไม่มีข้อมูล แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ายานลำอื่นจะไม่มีแถมด้วยประสิทธิภาพของยานลำนี้เอง ก็ไม่สามารถที่จะพาเรากลับโลกได้อยู่แล้วด้วย สงสัยคงต้องลองแวะไปที่ตั้งสมาพันธ์ของเจ้าพวกนี้ดูเพราะที่นั่นมียานอวกาศ ที่มีเทคโนโลยีที่สูงกว่ายานลำนี้อีกมากมายเลยทีเดียว”
เมื่อเรื่องราวลงเอยเป็นแบบนี้ จินเองก็ไม่ได้ถอดใจหรือสิ้นหวังใดๆยังคงที่จะตั้งเป้าหมายหลัก คือหาหนทางในการกลับโลกของตนเองให้ได้อยู่ดี
เพราะไม่มีมนุษย์ปกติคนไหนหรอกที่ถูกส่งไปอยู่ในสถานที่ที่ตัวเองไม่รู้จัก แล้วไม่คิดจะหาทางกลับบ้านหรือสถานที่ที่ตนเองนั้นจากมาแม้ว่าจริงๆ แล้ว จินในตอนนี้จะไม่ใช่มนุษย์ปกติทั่วไปก็ตามแต่ความคิดและความรู้สึกภายในจิตใจนั้นก็ยังคงเป็นมนุษย์อยู่
ดังนั้นก่อนที่จะออกเดินทางจากดาวดวงนี้ไปจินจะต้องพาเจ้าหญิงเรเนลเลสที่ยังคงไม่ได้สติ ลงไปส่งยังดาวเกรปนี้เสียก่อน จึงได้หันตัวยานมุ่งหน้ากลับไปยังดาวเกรปในทันที
หลังจากนำยานอวกาศมาจอดหยุดอยู่ที่วงโครจรของดาวเกรปแล้วจินจึงทำการเชื่อมต่อเครื่องย้ายมวลสาร ทำการเปิดจุดวาร์ปลงไปยังตำแหน่งเดิม ที่ยานลำนี้ได้จดจำเอาไว้ก่อนหน้านั้นแล้วจึงอุ้มเจ้าหญิงที่ยังไม่ได้สติขึ้นมา แล้วเดินเข้าอุปกรณ์วาร์ปไป
วาบบบ!! ฟุ้มมมม!!
จินก้าวออกมาจากห้องลับ ที่อยู่หลังบัลลังจักรพรรดิของเมืองแบล็คไอรอนจากนั้นจึงเปิดใช้พลังของอุปกรณ์ต้านแรงโน้มถ่วง เหาะพุ่งออกจากพระราชวัง ในท่าที่อุ้มเจ้าหญิงเรเนลเลสเอาไว้
ไม่นานนัก จินก็ได้เหาะอุ้มเจ้าหญิงเรเนลเลสมาถึงยังตำแหน่งที่กองทหารนั้นตั้งกองกำลังเอาไว้อยู่
“นะ...นั่น? องค์หญิง!!องค์หญิงนี่นา? ท่านคย๊าดท่านเคนอร์ปขอรับ องค์หญิงทรงกลับมาแล้วขอรับ!” ทหารที่มองเห็นจินเหาะอุ้มเจ้าหญิงเรเนลเลสมาแต่ไกลได้ตะโกนขึ้นมา
วืดดดด!! ฟุ่บ!
เมื่อมาถึงจุดที่ตั้งของกองทหารทั้งสามอาณาจักร ซึ่งในตอนนี้กองทหารดังกล่าวยังคงไม่กล้าที่จะโยกย้ายกำลังออกไปไหนจินที่เหาะมาจากบนฟ้าจึงได้ได้ค่อยๆ ลอยต่ำลงมาสู่พื้นดินอย่างช้าๆ พร้อมกับช่วยประคองพยุงเจ้าหญิงที่เพิ่งเริ่มได้สติให้ยืนขึ้น
“โอ องค์หญิง! ท่านทรงไม่เป็นอะไรใช่ไหมพะยะค่ะ?”คย๊าดกับเคนอร์ปเจ้าเมืองแกลเลียที่รีบวิ่งเข้ามาได้เอ่ยถามขึ้น
“อา นี่เรา..อยู่ที่ไหนกัน? อ๊ะ!? ท่านลุง...แล้วบาดแผลของท่าน....?”เจ้าหญิงเรเนลเลสที่เพิ่งจะฟื้นคืนสติ รีบถามออกไปด้วยความงุนงง เพราะว่าสติของตนยังไม่เข้าที่เข้าทางจึงยังไม่สามารถลำดับเหตุการณ์และเรื่องราวต่างๆ ได้ทัน
คย๊าด “ฮ่า ฮ่า ฮ่า!ไม่เป็นไรแล้วล่ะพะยะค่ะ กระหม่อมได้ท่านจินผู้นี้ช่วยรักษาเอาไว้แล้ว”
เรเนลเลส “ระ..รักษาอย่างนั้นรึ?เป็นไปได้ยังไงกัน ก็ในเมื่อบาดแผลของท่านมัน....?”
คย๊าด “ฮ่า ฮ่า ฮ่า!หายสนิทดีแล้วพะยะค่ะ”
จิน “เอาล่ะ เมื่อในตอนนี้เจ้าก็ได้กลับมาอยู่บนดาวเกรปเหมือนเดิมแล้วข้าคงต้องขอตัวลาก่อนล่ะ”
เรเนลเลส “บนดาวอย่างนั้นรึ? อ๊ะ!?..ใช่แล้วเราถูกจับตัวไปนี่? แล้วเจ้า?...อ๊ะเดี๋ยวสิ! เจ้าอย่าเพิ่งไป!”
เจ้าหญิงเรเนลเลสที่เพิ่งได้สติคืนมา และได้เห็นว่าจินกำลังจะรีบจากไปจึงได้รั้งตัวเอาไว้ก่อน เพราะนอกจากจินจะเป็นผู้มีพระคุณ ที่ช่วยเหลือผู้คนบนดาวและคนทั้งสามอาณาจักรเอาไว้แล้ว
ที่สำคัญตัวเองที่เป็นถึงเจ้าหญิง ยังได้ถูกช่วยชีวิตเอาไว้โดยจินอีกด้วยจะปล่อยให้ไปง่ายๆ ได้อย่างไร แม้ว่าพวกตนจะเป็นเผ่าพันธุ์ที่ล้าหลัง แต่ก็ยังรู้จักแยกแยะผิดชอบรูว่าสมควรที่จะตอบแทนแก่ผู้ที่มีบุญคุณต่อตนเองอย่างไร
จิน “หืม? มีอะไรอีกงั้นเหรอ?”
ในตอนแรก จินอยากจะรีบออกเดินทาง เพราะว่าตนนั้นได้หมดธุระกับที่นี่แล้วอีกอย่างจินเองก็ไม่ได้ต้องการอยากจะยุ่งเกี่ยวกับผู้คนบนดาวดวงนี้มากซักเท่าไหร่นัก
เพราะอย่างไรเสีย ตนก็เป็นคนที่มาจากดาวดวงอื่น อยู่ที่นี่นานไปเห็นว่าคงจะไม่ดีต่อคนบนดาวนี้
เรเนลเลส “คือ..เราเพียงแค่อยากจะขอบคุณท่านและก็อยากจะรู้ว่า แท้ที่จริงแล้ว...ท่านนั้นเป็นใครกันแน่?”
จิน “อ้อ เรื่องขอบคุณน่ะไม่เป็นไรหรอก ข้าเพียงแค่อดไม่ได้ที่จะช่วยก็เท่านั้นเองเจ้าอย่าได้คิดอะไรมากเลย”
“ไม่ได้หรอกนะท่านจิน! ท่านอุตส่าห์ช่วยชีวิตพวกเราเอาไว้ทั้งทีโดยเฉพาะข้าที่ท่านได้ช่วยเอาไว้ อย่างน้อยก็ขอให้พวกเราได้ ตอบแทนท่านบ้างซักเล็กน้อยก็ยังดี”คย๊าดที่กล่าวแทรกจินกับเจ้าหญิงขึ้นมา
เรเนลเลส “ท่านลุงท่านรู้จักกับผู้มีพระคุณท่านนี้ด้วยอย่างนั้นรึ?”
คย๊าด “ฮ่า ฮ่า ฮ่า!องค์หญิง บุรุษหนุ่มผู้นี้มีนามว่าจิน เป็นนักรบรับจ้างจากเมืองของเราท่านเองก็เคยเจอกับเค้าครั้งหนึ่ง ที่หมู่บ้านของกระหม่อมยังไงล่ะพะยะค่ะ”
เรเนลเลส “อ๊ะ!เราจำได้แล้ว คนคนนั้นนี่เอง แต่ว่าคนคนนั้น?....ข้าไม่เชื่อหรอกนะว่าท่านจะเป็นนักรบรับจ้างน่ะเพราะว่าไม่มีนักรบรับจ้างที่ไหน จะมีความสามารถมากพอที่จะต่อกรกับพวกเทพชั่วช้าเหล่านั้นได้หรอกนะแท้ที่จริงแล้วท่านเป็นใครพอจะบอกเราได้หรือไม่?”
จิน “เอ่ออ..เอาล่ะ ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าก็จะบอกพวกเจ้าให้รู้แล้วกันนะเอาจริงๆ ถ้าจะให้ว่ากันตามตรงแล้ว ไอ้คนที่พวกเจ้าเรียกกันว่าเทพน่ะมันไม่ใช่เทพจริงๆ หรอกนะ แต่ว่าเป็นมนุษย์ต่างดาวต่างหาก”
คย๊าด? “ไม่ใช่เทพ? แต่เป็นมนุษย์ต่างดาว อย่างนั้นรึ?แล้ว มันเป็นแบบไหนกันล่ะ..ไอ้มนุษย์ต่างดาวที่ว่าเนี่ย?”
จิน? “ถ้าจะอธิบายให้ท่านเข้าใจง่ายๆ ก็คือ มนุษย์ต่างดาวน่ะหมายถึงผู้ที่มาจากดาวดวงอื่น ไม่ได้เป็นผู้คนที่อยู่บนดาวดวงนี้ยังไงล่ะ”
คย๊าด!! “ผู้ที่มาจากดาวดวงอื่นอย่างนั้นเรอะ!? เช่นนั้น ก็เป็นอย่างเช่นที่องค์หญิงเคยคาดเดาเอาไว้เลยล่ะสิ!!”
จิน!?“เอ๋?...นี่พวกท่านรู้อยู่ก่อนหน้านี้แล้วอย่างงั้นรึ?”
เรเนลเลส “ไม่ใช่หรอก! ก่อนหน้านี้ข้าก็แค่เพียงคาดเดาน่ะเพราะในสมัยอดีตเคยมีเรื่องเล่าอยู่ว่า ครั้งหนึ่งเคยมีผู้ที่อาศัยอยู่ที่ดาวดวงอื่นได้เดินทางมาเยือนพวกเราแล้วก็สอนความรู้อารยะธรรมต่างๆ ให้แก่ผู้คนสมัยก่อน จนทำให้ความรู้ต่างๆ ถูกส่งต่อมายังพวกเราจนมาถึงปัจจุบันนี้แหละ”
“เราก็เลยคิดว่า พวกที่ร่วมกันทรยศอาณาจักรและได้นำอาวุธที่ล้ำยุคและทรงพลัง เข้ามายังอาณาจักรของพวกเรา น่าจะเป็นพวกคนนอกที่มาจากดาวดวงอื่นตามเรื่องเล่าแต่พอได้มาเห็นตัวจริงของพวกมัน ที่มีหน้าตาเหมือนกับพวกเรา แถมยังมีพลังอำนาจนั่นอีกข้าก็เลยตัดประเด็นนี้ทิ้งไป แล้วคิดว่าพวกมันเป็นเทพจริงๆ น่ะ”
จิน “อ้อ..เป็นแบบนี้นี่เอง แต่จริงๆ แล้วพวกมันก็ไม่ได้มีหน้าตาเหมือนกับพวกเจ้าหรอกนะพวกมันใช้วิธีปลอมตัวมาน่ะ”
คย๊าด “ปลอมตัวมาอย่างนั้นรึ? เป็นไปได้ยังไง?วิธีไหนกันที่จะสามารถปลอมแปลงตัวตน จนเหมือนกับผู้คนบนดาวดวงนี้ได้?”
จิน “พวกมันมีอุปกรณ์พิเศษบางชนิดน่ะที่จะสามารถทำให้สภาพร่างกาย ปรับเปลี่ยนจนมีสภาพเหมือนกับพวกท่านได้”
เรเนลเลส “แล้วทำไมท่านถึงได้รู้เรื่องของพวกมันล่ะแล้วยังจะพลังที่ท่านมีอีก หรือว่า!?...ท่านเองก็เป็นผู้ที่มาจากดาวดวงอื่นเช่นพวกมันกัน?”
ในตอนนี้ ต่างฝ่ายต่างแลกเปลี่ยนคำถามกันอย่างเมามันจนจินแทบจะไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่า คำถามบางอย่างนั้น ค่อยๆ ถูกองค์หญิงต้อนเข้ามาเพื่อที่จะได้สามารถรับรู้ถึงตัวตนของจินได้ ทำให้จินที่เพิ่งรู้สึกตัวเอียงคอมองเจ้าหญิงแล้วหัวเราะลั่นออกมาทันที
จิน!? “ฮ่ะ ฮ่า ฮ่า! เจ้านี่ฉลาดจริงๆ สมแล้วที่เจ้านั้นเป็นถึงเจ้าหญิง ใช่แล้วล่ะ! ข้าเอง เป็นก็เป็นผู้ที่มาจากดาวดวงอื่นเช่นกัน”
คย๊าด!!!???
เรเนลเลส!?“ระ...เรื่องจริง! อย่างนั้นเหรอ? ถ้าท่านเป็นผู้ที่มาจากดาวดวงอื่นเหมือนกับพวกมัน แล้วทำไม? ท่านถึงได้....?”
จิน “ทำไมถึงได้ยื่นมือ เข้ามาช่วยพวกเจ้าอย่างนั้นน่ะเหรอ?ก็เพราะว่าข้ากับพวกมัน ไม่ใช่พวกเดียวกันยังไงล่ะแล้วข้าก็ไม่ชอบในสิ่งที่พวกมันทำด้วย ถึงแม้ว่าข้าจะมาจากต่างดาวเหมือนกัน แต่ก็เป็นดาวคนละดวงกันนะไม่ใช่เผ่าพันธุ์เดียวกันกับพวกมัน พูดไปก็ไม่เท่าตาเห็น ดังนั้นเดี๋ยวข้าจะแสดงให้พวกเจ้าดู?”
หลังจากที่ได้กล่าวอธิบายเรื่องราวของมนุษย์ต่างดาวให้แก่เจ้าหญิงและบรรดาผู้คนโดยรอบได้ฟัง เพื่อให้ทุกคนได้สามารถเข้าใจเรื่องราวต่างๆได้ง่ายขึ้น จินจึงได้พาทุกคนมายืนล้อมร่างของเมมบา ชาวเผ่าพันธุ์เอลฟ์คนสุดท้ายที่ยังคงนอนหมดสติอยู่
ไม่น่าเชื่อ เมมบาที่ขนาดถูกตัดแขนขาดทั้งสองข้างจนเลือดออกจนแทบจะหมดตัวอยู่แล้ว แต่ก็ยังสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้ ที่สำคัญก็คือ เจ้าทีโนสไม่ได้นำร่างของเมมบากลับไปบนยานด้วยไม่น่าเชื่อว่าเผ่าพันธุ์ของพวกมัน จะทิ้งพรรคพวกของตัวเองได้ลงคอ
แต่ก็เป็นเรื่องดี ที่ในตอนนี้ จินนั้นสามารถใช้ร่างของเมมบาในการพิสูจน์และบอกกล่าวเรื่องราวให้กับผู้คนบนดาวดวงนี้ได้
เมื่อเห็นว่าทุกคนกำลังจ้องมองมายังจินด้วยความสงสัยจินก็ได้ทำการชี้นิ้วไปยังร่างของเมมบา ปลดปล่อยพลังลำแสงจากปลายนิ้ว เข้าทำลายอุปกรณ์บางอย่างที่อยู่บนร่างกายของเมมบา
แต่พลังแสงดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น แต่ได้ทะลุผ่านร่างของเมมบาลงไปยังพื้นดิน
และแล้วเผ่าพันธุ์เอลฟ์คนสุดท้ายเมมบา ก็ได้สิ้นชีวิตลงไปในทันที!