ฉินเซวียนตั้งใจไว้แล้วว่าจะสั่งสอนหานเซินให้หลาบจำ ครั้งแรกที่หมอนี่แทงก้นเธอ เธอยังพอทำใจเชื่อว่าเขาเป็เด็กมาใหม่ เืร้อนและยังไม่รู้ความ แต่พอมาเจอเหตุการณ์บนรถไฟฟ้า มันก็ยากที่จะคิดว่าเป็แค่เื่บังเอิญ
เมื่อมั่นใจว่าคนตรงหน้าคือพวกโรคจิตเป็ภัยสังคมที่ต้องจัดการ ฉินเซวียนก็หักนิ้ว ยืดเส้นยืดสายแล้วก้าวเข้าหาอีกฝ่าย ดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธ
“เริ่มเลย!” เธอออกคำสั่ง
*ปัง!*
เสียงของฉินเซวียนยังไม่ทันหาย หานเซินก็เหวี่ยงหมัดใส่หน้าเธอทันที แรงปะทะทำให้หญิงสาวต้องถอยไปหลายก้าว มือยกขึ้นจับจมูกอย่างไม่อยากเชื่อ ตาจ้องหานเซินด้วยความตกตะลึง
เธอไม่เคยเจอผู้ชายแบบนี้มาก่อน ปกติในสถานการณ์ที่ต้องต่อสู้กันในห้องฝึก ควรจะเป็การเดินเข้ามากลางสนามแล้วตั้งท่าก่อน ยิ่งกว่านั้น ผู้ชายทั่วไปมักจะพยายามทำตัวเป็สุภาพบุรุษต่อหน้าผู้หญิง ต่อให้พวกเขาสู้ไม่ไหวก็ต้องแสดงความแมนให้เห็นบ้าง แต่นี่อะไร คนคนนี้ไม่สนใจจะทำเื่พวกนั้นสักนิด หมัดของเขาพุ่งเข้ามาตรง ๆ โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า แถมยังชกใส่ใบหน้าที่ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันของเธอที่เป็ผู้หญิงอีก! ในโลกนี้มีผู้ชายที่กล้าต่อยหน้าผู้หญิงแรง ๆ แบบไม่บอกไม่กล่าวอย่างนี้ด้วยเหรอ?
‘เด็กนี่ไม่รู้ความจริง ๆ เหรอเนี่ย?’
“ขอโทษ... ขอโทษ... ยังไม่เริ่มใช่ไหม?” หานเซินกล่าวขอโทษรัว ๆ หน้าเริ่มซีด จริง ๆ เขาคิดไว้ว่าจะยอมอยู่นิ่ง ๆ หลบให้น้อยหน่อย ทำตัวเหมือนกระสอบทรายให้เธอได้ระบายความโกรธออกไปบ้างแล้วขอโทษอีกครั้งให้เื่จบง่าย ๆ เพราะอย่างไรเขาก็ต้องมาที่สถานีเทเลพอร์ตนี้บ่อย ๆ มันคงไม่ใช่เื่ดีแน่ถ้าเขาจะมีเื่กับหัวหน้าสถานี
แต่เมื่อครู่…ตัวเขาเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าหมัดที่ปล่อยออกไปส่ง ๆ จะชกโดนจมูกของฉินเซวียนเข้าเต็ม ๆ จนทำให้จมูกได้รูปแดงช้ำทันที แล้วตอนนี้ดวงตาของเธอก็เริ่มมีน้ำตาคลอด้วยความเจ็บแล้วด้วย
ฉินเซวียนสะบัดศีรษะไล่ความมึนงง เธอยืนตั้งหลักเล็กน้อยก่อนตอบคำถาม
“เริ่มแล้ว เรามา…” แต่ก่อนที่ทหารหญิงจะพูดจบ หมัดฮุกแบบเดิมก็ซัดซ้ำเข้าที่เดิมเป๊ะ!
หานเซินฟังแค่คำแรกก็คิดว่าเธอสั่งให้สู้ต่อ เขาจึงปล่อยหมัดอีกรอบโดยไม่รอ และคราวนี้ก็โดนจมูกของเธอเต็ม ๆ อีกหน
จมูกที่กำลังปวดอยู่แล้วของฉินเซวียนโดนกระแทกซ้ำเข้าไปเต็มเปา เธอเจ็บจนทนไม่ไหวต้องทรุดลงไปนั่งกับพื้นและเอามือกุมไว้ น้ำตาไหลพราก
“เอ่อ ผมคิดว่าคุณบอกให้สู้ต่อ…” หานเซินอธิบายใบหน้าเหยเก พยายามก้มลงดูแผลของอีกฝ่าย
“ฉันจะฆ่าแก!”
เมื่ออาการเจ็บจุกหายไป ความแค้นสุดขีดก็เข้ามาแทนที่ ฉินเซวียนที่โกรธจนหน้ามืดดีดตัวขึ้นจากพื้น ลืมเลือนกฎทุกอย่างแล้ววิ่งเข้าซัดหานเซินด้วยทุกศาสตร์การต่อสู้และทุกกระบวนท่าที่คิดออก หมัด เท้า เข่า ศอก ถูกประเคนเข้าใส่เด็กหนุ่มตรงหน้าไม่ปรานี
*ตุบตับ ๆ*
หานเซินพยายามป้องกันตัวสุดชีวิต เขาค้นพบในวินาทีนี้เองว่าเทคนิคการต่อสู้และศิลปะการป้องกันตัวที่ได้เรียนจากโรงเรียนรัฐฯ เล็ก ๆ ของตนนั้นใช้รับมือกับฉินเซวียนไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว การป้องกันของเขาถูกเจาะเข้าอย่างง่ายดายภายในสองกระบวนท่า ความพยายามในการสวนกลับของเขาก็ไม่เป็ผลเมื่อคู่ต่อสู้เตรียมพร้อมรอรับมืออยู่แล้ว สุดท้ายหลังจากพยายามยื้อจนถึงกระบวนท่าที่สิบเขาก็ล้มลงไปกองกับพื้น เนื้อตัวน่วมไปหมด
“นายต้านฉันได้ไม่ถึงห้าสิบกระบวนท่า คราวหน้าค่อยว่ากันใหม่” ดูเหมือนอารมณ์ของฉินเซวียนจะเย็นลงบ้างแต่ความโกรธยังไม่จางหาย เธอพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดก่อนจะหันหลังเดินจากไป ปล่อยให้หานเซินนอนเจ็บอยู่บนพื้น
เด็กหนุ่มยิ้มขมขื่นขณะดันตัวลุกขึ้น ถึงจะใส่ชุดป้องกันที่ช่วยลดแรงปะทะไปได้มากเขาก็ยังทั้งเจ็บทั้งจุกและทั่วทั้งตัวคงจะมีรอยช้ำหลายที่ แต่ยังถือว่าโชคดีที่ไม่มีอาการาเ็หนัก วันนี้เขาให้ฉินเซวียนระบายอารมณ์กับตัวเขาไปแล้ว ทว่าดูเหมือนมันจะไม่ได้ช่วยให้เธอหายโกรธสักเท่าไหร่ ยิ่งกว่านั้นเขากำลังสังหรณ์ใจว่าเธอกำลังโมโหหนักกว่าเดิมอีก
.
.
หานเซินกลับถึงบ้านก็ได้พักผ่อน ส่วนฉินเซวียนยังคงอยู่ที่สถานีเทเลพอร์ต หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนชุดเสร็จ เธอก็ดึงภาพและข้อมูลการต่อสู้กับหานเซินเมื่อครู่ขึ้นมาเตรียมจะลบออก
ในฐานะหัวหน้าสถานีเทเลพอร์ต และผู้หญิงที่แข็งแกร่งที่สุดในฐานพักพิงเกราะเหล็ก ฉินเซวียนรู้สึกขายหน้าที่ถูก ‘ไอ้คลั่งทะลวงก้น’ ชกจนน้ำตาไหลเหมือนเด็กผู้หญิงถูกแกล้ง เธอยอมให้ใครเห็นภาพน่าขายหน้านั่นไม่ได้เด็ดขาด
อย่างไรก็ตามก่อนที่จะลบ เธอลองเปิดดูเร็ว ๆ อีกครั้งตามนิสัย ซึ่งสิ่งที่เห็นก็ทำให้รู้สึกใไม่น้อย ตอนแรกเธอคิดว่าที่ถูกชกเพราะตัวเองประมาท แต่เมื่อดูภาพการต่อสู้อย่างละเอียดหลาย ๆ รอบจากหลาย ๆ มุม ฉินเซวียนกลับพบว่าความประมาทเป็แค่ส่วนหนึ่ง ที่หานเซินสามารถต่อยเธอได้ ไม่ใช่เพราะเธอไม่ระวังเพียงอย่างเดียว…
“หรือว่า…” ฉินเซวียนพึมพำ คิ้วเรียวขมวดมุ่น เธอเลื่อนดูคลิปตอนที่โดนชกซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบก่อนจะดูคลิปเต็มทั้งหมดซ้ำอีกหลายหน รวมถึงลองตรวจสอบข้อมูลที่ชุดฝึกต่อสู้บันทึกไว้
“ใช่จริง ๆ ท่าทางการต่อสู้ของหมอนี่แย่มาก ทั้งตั้งการ์ดทั้งวางเท้าเหมือนรู้แค่เบสิกง่าย ๆ และก็ทำเป็อยู่แค่นั้น เป็พวกนักเรียนจบภาคบังคับทั่วไปของแท้ แต่รู้แค่นั้นแล้วทำไมถึงลอบจู่โจมได้รวดเร็วและเฉียบขาดขนาดนี้ล่ะ…”
ฉินเซวียนพูดกับตัวเองขณะยังคงย้อนดูคลิปไปเรื่อย ๆ
“เขาไม่รู้เทคนิคอะไรเลยจริง ๆ นะเนี่ย… นักสู้ที่อาศัยชั้นเชิงในการต่อสู้ไม่มีทางเคลื่อนไหวแบบนี้แน่…
แน่ะ! พอเราตั้งตัวได้เข้าหน่อยก็เป๋ไปเลย ดูยังไงก็ไม่ใช่แกล้งทำด้วยสิ… มีแต่ตอนที่จู่โจมกะทันหันครั้งแรกที่เรารับมือไม่ได้เลย… โจมตีแบบที่คู่ต่อสู้ไม่รู้ตัวเลย?... ลอบโจมตี?…
จริงสิ! จิตสังหาร! ตอนโดนหมัดฮุกของเด็กนั่น เราไม่รู้สึกถึงจิตสังหารเลยนี่…
ไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ไม่แฝงเจตนาต่อสู้ แต่การจู่โจมรวดเร็วรุนแรง… แบบนี้มันเหมือน…หน่วยลอบสังหาร! พวกนักฆ่าที่ช่ำชองการลอบสังหาร ปลอมตัวให้ดูธรรมดาปะปนกับคนทั่วไป แล้วลงมือฆ่าเหยื่อไม่ให้รู้ตัว และไม่เหลือร่องรอย…
แต่ก็ไม่น่าเป็ไปได้ เขาเพิ่งเรียนจบไม่นาน อายุก็น้อยมาก อีกอย่างพอตอนที่ต้องสู้จริง ๆ ฝีมือกลับห่วยแตกสุด ๆ ถ้าเราเป็คนคัดเลือกนักฆ่าคงตัดหมอนี่ออกจากรายชื่อก่อนคนแรก… หรือว่านายหานเซินนี่จะมีร่างกายพิเศษ? ที่เป็พร์ั้แ่เกิด…ประมาณว่าร่างกายสามารถเคลื่อนไหวจู่โจมคู่ต่อสู้ได้โดยไม่ต้องผ่านการประมวลผลจากสมองแบบนั้นเหรอ?”
ฉินเซวียนวิเคราะห์อยู่นานแต่ก็ไม่เจอคำตอบที่มีความเป็ไปได้ สุดท้ายก็ได้แต่สรุปกับตัวเองว่านี่อาจเป็พร์ประหลาดที่ติดตัวมาั้แ่เกิดของหานเซิน
หญิงสาวเดาไปแบบนั้นโดยไม่รู้เลยว่าข้อสันนิษฐานของเธอถูกต้องถึงครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งที่เธอยังไม่รู้นั่นคือ…
ตอนที่หานเซินเข้าสู่ก็อดแซงก์ทัวรีครั้งแรกเขาเริ่มต้นจากศูนย์ ไร้ทรัพยากรทุกอย่าง มีเพียงมีดสั้นธรรมดา ๆ พกติดตัวเข้ามา ยิ่งในวันนั้น หลังจากเขาเผลอมีเื่กับฉินเซวียนและทำให้ถูกโอรส์เคืองแค้นจนกีดกันไม่ให้เขามีที่ยืนในฐานพักพิง ชีวิตในก็อดแซงก์ทัวรีที่เริ่มจากศูนย์ก็กลายเป็ติดลบ
ไม่มีใครกล้าคบค้าสมาคมกับเขา ไม่มีใครยอมทำการค้า หรือแม้แต่จะหาคนที่ยอมพูดคุยด้วยดี ๆ ก็มีน้อยมาก ขณะเดียวกันตัวเขาก็ไม่มีประสบการณ์ใด ๆ เกี่ยวกับการล่าสัตว์อสูรมาก่อนเลย หานเซินในตอนนั้นจึงได้แต่ต้องพึ่งมีดโลหะผสมราคาถูกที่เอาติดตัวเข้ามาลุยเดี่ยวออกล่า
เมื่อเป็แบบนี้แม้แต่การล่าสัตว์อสูรระดับต่ำสุดอย่างอสูรสามัญก็นับว่าเป็เื่เสี่ยงชีวิตสำหรับเขา
โดยเฉพาะเมื่อสัตว์อสูรระดับสามัญโดยส่วนใหญ่มักอยู่รวมกันเป็ฝูง! หานเซินทำอะไรไม่ได้ นอกเสียจากต้องรอจังหวะลอบจู่โจมเฉพาะตัวที่หลุดเดี่ยวออกมาอยู่ตามลำพังเท่านั้น ซึ่งส่วนมากโอกาสก็มักจะมีเพียงครั้งเดียว ดังนั้นเขาจึงต้องอาศัยความแม่นยำและทำให้ว่องไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะถ้าพลาดจนถูกฝูงสัตว์อสูรล้อมไว้ เขาไม่มีทางหนีรอดแน่นอน
และการจะเพิ่มโอกาสสำเร็จรวมถึงลดความเสี่ยงให้มากที่สุดได้ เขาต้องฝึกฝนวิธีการซุ่มโจมตีและลอบสังหาร โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการพยายามไม่ให้สัตว์อสูรระดับสามัญที่มีประสาทรับรู้ไวกว่ามนุษย์ััถึงอันตรายได้
ใน่เดือนแรก ๆ หานเซินจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกฝนทักษะนี้ ที่สำคัญนี่เป็การปลุกพร์ ‘การจู่โจมไว’ ที่เขาเองก็ไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ให้ตื่นขึ้น
อันที่จริง หานเซินก็ผ่านความล้มเหลวมาหลายต่อหลายครั้ง กระทั่งเขาเริ่มเรียนรู้ที่จะซ่อนอารมณ์และเจตนาฆ่าหรือที่เรียกว่า ‘จิตสังหาร’ ไว้เพื่อไม่ให้เหยื่อรับรู้ถึงภัยคุกคาม…ความสำเร็จจึงเกิดขึ้น
หลังจากนั้น เด็กหนุ่มก็เริ่มเข้าใกล้สัตว์อสูรระดับสามัญที่ไม่ค่อยระวังตัวหรือมีนิสัยขี้ระแวงได้โดยที่พวกมันก็ไม่ทันรู้ถึงอันตรายและในที่สุดก็ถูกเขาฆ่าตายโดยไม่รู้ตัว
แม้จะดูเป็วิธีที่ค่อนข้างขี้ขลาด แต่ ณ เวลานั้นมันคือหนทางเดียวที่ทำให้หานเซินอยู่รอดได้ในก็อดแซงก์ทัวรี หานเซินใช้วิธีนี้ซ้ำ ๆ ไปพร้อมกับพยายามปรับปรุงมันอยู่เรื่อย ๆ แม้เวลาจะผ่านไปไม่นาน แต่การฝึกอย่างต่อเนื่องจากประสบการณ์จริงที่เดิมพันด้วยชีวิตก็ทำให้พร์ที่มีอยู่เดิมได้รับการพัฒนาอย่างก้าวะโ
ความสามารถของเขาก็เหมือนสสารแข็งแกร่งที่สุดในจักรวาลที่ถูกขัดขึ้นรูปและลับคมอย่างดีจนเปลี่ยนเป็อาวุธทรงพลังได้
ตอนหลังที่หานเซินเริ่มพยายามล่าอสูรระดับโบราณ เขาก็ยังคงฝึกฝนและปรับใช้การลอบโจมตีฉับไวของตัวเองอยู่ จนมาถึงตอนนี้มันฝังรากลึกลงในกระดูกสันหลังและกลายเป็สัญชาตญาณของเขาไปแล้ว
ถึงฝีมือการต่อสู้ของหานเซินจะยังห่างไกลจากการเป็นักสู้มืออาชีพ แต่ในแง่ของความไวและเฉียบขาดในการจับจังหวะเพื่อโจมตีเขาไม่ด้อยไปกว่าใครทั้งนั้น เพราะทักษะเหล่านี้จำเป็ต่อการเอาชีวิตรอดของเขาในก็อดแซงก์ทัวรี ใน่เวลาระหว่างความเป็กับความตาย ความไวในการลงมือคือสิ่งจำเป็ที่ต้องมีและต้องช่ำชองให้ได้ ไม่ใช่แค่ใช้สำหรับการล่าสัตว์อสูรแต่รวมถึงการรับมือกับมนุษย์ที่ไม่ประสงค์ดีบางคนด้วย…
.
.
.