“ปัง!”
เสียงดังก้องไปทั่วห้องตำราหลวงที่ว่างเปล่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฮ่องเต้เทียนฮุยตบโต๊ะเช่นนี้ทว่าครั้งนี้กลับเป็นเสียงที่ดังฟังชัดที่สุด
กู้เป่ยเยวี่ยที่ยืนอยู่ข้างๆได้แต่มอง เขาได้นำคำพูดของหานอวิ๋นซีมาพูดแล้ว
ไท่เฮาที่นั่งอยู่ด้านข้างมองด้วยความโกรธ“ดีจริงๆ หานอวิ๋นซี นางหมายความว่าอย่างไรกัน?”
“กู้เป่ยเยวี่ยไม่มีหมอพิษในสำนักหมอหลวงของเจ้าที่สามารถล้างพิษได้เลยหรือ?” ฮ่องเต้เทียนฮุยถามด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
แน่นอนว่าสำนักหมอหลวงมีหมอพิษแต่เดาว่าพวกเขาไม่เคยได้ยินเรื่องพิษกาฬโรคด้วยซ้ำ
“ฮ่องเต้หากพวกเขารู้วิธีล้างพิษ พวกเขาคงดูออกว่ามันคือพิษกาฬโรคไปนานแล้วพ่ะย่ะค่ะ”กู้เป่ยเยวี่ยตอบตามความเป็นจริง
ฮ่องเต้เทียนฮุยถอนหายใจฮึดฮัดเขายืนขึ้น เอามือทั้งสองไพล่หลังและเดินไปมาอย่างใจร้อน
สิ่งที่หานอวิ๋นซีพูดฟังดูดียาแก้พิษจำเป็นต้องหารือกับฉินอ๋อง แต่นี่มันเป็นการข่มขู่เขาชัดๆ!ทำไมเขาถึงได้ถูกสตรีตัวเล็กๆ ข่มขู่ได้?
นอกจากนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาความผิดให้ฉินอ๋อง สามารถทำให้เขาติดกับดักได้แล้วแล้วจะให้ปล่อยไปง่ายๆ ได้อย่างไร!
ไม่มีทาง!
เขาทำไม่ได้!
“ใครก็ได้ประกาศรับสมัครหมอพิษ ถ้าใครสามารถล้างพิษกาฬโรคได้ผู้นั้นจะได้เป็นหัวหน้าสำนักหมอหลวง!” ฮ่องเต้เทียนฮุยโกรธจนแทบบ้า
กู้เป่ยเยวี่ยที่เป็นหัวหน้าคนปัจจุบันของสำนักหมอหลวงมีใบหน้าที่สงบและไม่พูดอะไรใดๆ
อย่างไรก็ตามในไม่ช้าเซวียกงกงก็เข้ามา “ฮ่องเต้ ไท่เฮาพ่ะย่ะค่ะมีข่าวจากจวนกั๋วจิ้วว่าคุณชายสามหมดสติไปแล้ว!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ไท่เฮาก็ลุกขึ้นทันที “อะไรนะ?”
“เมื่อครู่กระอักเลือดสีดำออกมาและหมดสติไปเลยพ่ะย่ะค่ะหมอหลวงทุกคนต่างทำอะไรไม่ถูกพวกเขาบอกว่า...บอกว่า...เตรียมตัวจัดงานศพได้เลยพ่ะย่ะค่ะ!”เซวียกงกงพูดต่ออย่างกล้าหาญ
ไท่เฮารู้สึกเพียงว่าตรงหน้าพร่ามัวแทบจะยืนไม่ไหวจนต้องจับที่ท้าวแขนของเก้าอี้เอาไว้ฮ่องเต้เทียนฮุยที่เดินไปมาก็หยุดฝีเท้าลงแล้วและมองไป
ทันใดนั้นไท่เฮาก็พูดด้วยน้ำเสียงร้อนรนว่า “ฮ่องเต้ ข้ารอไม่ได้แล้ว! รอไม่ได้แล้ว!ไม่ว่าหานอวิ๋นซีอยากจะทำอะไร ก็ปล่อยให้นางทำไปเถอะ!ตระกูลข้าต้องมีผู้สืบทอดสายเลือดต่อ!”
ฮ่องเต้เทียนฮุยขมวดคิ้วแน่นและลังเล
“ฮ่องเต้!หรือว่าท่านอยากจะเห็นตระกูลของข้าไม่ผู้สืบทอดอย่างนั้นหรือ?” ไท่เฮาพูดด้วยน้ำเสียงโกรธเคือง
ฮ่องเต้เทียนฮุยลังเลใจอย่างมากแต่เมื่อเผชิญกับโรคระบาดและความตายแล้ว เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้จึงพูดอย่างเย็นชาว่า “กู้เป่ยเยวี่ยไปบอกหานอวิ๋นซีให้ช่วยชีวิตคุณชายสามให้ปลอดภัยก่อน แล้วข้าจะให้นางไปพบฉินอ๋อง!”
ทันทีที่ได้ยินข่าวดีหานอวิ๋นซีก็เด้งตัวขึ้นจากที่นั่งอย่างตื่นเต้น ฟ้าย่อมมีทางออกให้คนเราเสมอครั้งนี้นางต้องการแสดงให้อี้ไท่เฟยเห็นว่านางไม่ได้สูงส่งมีอำนาจและมีคนคอยหนุนหลังอย่างองค์หญิงหรงเล่อ นางพึ่งพามือทั้งสองและความสามารถของนางเองก็สามารถต่อกรกับฮ่องเต้เทียนฮุยได้ และยังสามารถช่วยหลงเฟยเยี่ยได้ด้วย!
หานอวิ๋นซีมีความสุขมากคว้าแขนของกู้เป่ยเยวี่ยอย่างไม่ตั้งใจ “รีบไปที่จวนกั๋วจิ้วกันเถอะ!”
กู้เป่ยเยวี่ยมองไปที่มือที่เรียวและบอบบางของนางในแววตาก็เผยความคิดถึง แต่เขายังคงยิ้มอย่างใจเย็นและผละออกมาอย่างไร้ร่องรอย“หวังเฟย เชิญทางนี้ รถม้าพร้อมแล้ว”
การเคลื่อนไหวของกู้เป่ยเยวี่ยเป็นธรรมชาติมากหัวใจของหานอวิ๋นซีเองก็เปิดกว้าง แม้ว่าจะถูกผละออกไปแต่นางก็ไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติในการจับมือทั้งสองคนไม่ได้เขินอายและทั้งคู่ก็เดินไปที่ประตูด้านข้าง
กู้เป่ยเยวี่ยเองก็คิดว่าเป็นเพราะนางเป็นคนจิตใจไม่ฟุ้งซ่านและเป็นคนใจกว้างจึงได้กล้าทำอย่างเปิดเผยเช่นนี้
สำหรับยาแก้พิษของพิษกาฬโรคหานอวิ๋นซีมีสูตรแต่ไม่มียา อย่างไรก็ตามด้วยวิชาฝังเข็มของนางจะสามารถรักษาชีวิตคุณชายสามไปได้อีกหลายวัน!
ยิ่งไปกว่านั้นแม้ว่าจะมียาอยู่ แต่ในช่วงสำคัญเช่นนี้ นางจะไม่ใช้ยาก่อนจนกว่าจะได้พบกับหลงเฟยเยี่ย
ก่อนที่พวกเขาจะมาถึงจวนกั๋วจิ้วข่าวก็ไปถึงจวนกั๋วจิ้วแล้ว ทันทีที่พวกเขามาถึงประตูก็มีคนออกมาต้อนรับและรีบพาพวกเขาไปที่ห้องของคุณชายสาม
“หมอหลวงกู้อยู่ที่นี่ทุกคนไม่ต้องเข้ามา” หานอวิ๋นซียังคงปฏิบัติตามกฎเดิม
เมื่อได้ยินคำพูดนี้เหล่ากั๋วจิ้วก็พูดด้วยน้ำเสียงโกรธเคืองว่า “หานอวิ๋นซี เจ้าจะทำอะไรกับซานเอ๋อร์? มีอะไรที่ไม่สามารถให้คนอื่นดูได้อย่างนั้นหรือ? เกิดมีอะไรผิดพลาดเจ้าจะรับมันไหวหรือไร?”
“เหล่ากั๋วจิ้วข้าสามารถอธิบายให้เจ้าฟังได้อย่างชัดเจนว่าข้าจะทำอะไร? แต่กลัวว่าหากอธิบายจนเจ้าเข้าใจแล้วคงได้เตรียมตัวจัดงานศพหลานของท่านจริงๆ” หานอวิ๋นซีพูดอย่างเย็นชา
“เจ้า!”เหล่ากั๋วจิ้วโมโหขึ้นมา หานอวิ๋นซียืนกอดอกและพิงเสาด้านข้างด้วยท่าทางที่ว่าก็แล้วแต่เจ้าก็แล้วกัน
เมื่อเห็นเช่นนี้เหล่ากั๋วจิ้วก็กระวนกระวาย “ก็ได้! เจ้าจะทำอะไรก็แล้วแต่เจ้า รีบช่วยเขาก่อน!”
เช่นนั้นหานอวิ๋นซีจึงจะยืดหลังให้ตรงและเข้าไปในห้องก่อนปิดประตู นางพูดอย่างจริงจังว่า “เหล่ากั๋วจิ้วการเรียกข้าด้วยชื่อจริงเช่นนี้ถือเป็นความผิด เมื่อครู่ถือว่าแล้วไปอย่าได้มีครั้งหน้าอีกล่ะ”
นางพูดจบก็ปิดประตูอย่างแรงปล่อยให้เหล่ากั๋วจิ้วตกตะลึงอ้าปากค้างอยู่ที่ประตู
กู้เป่ยเยวี่ยที่ดูจากด้านข้างก็ไม่รู้ว่าจะพูดกับสตรีผู้นี้อย่างไรดีสตรีผู้นี้ไม่เคยโดนเอาเปรียบแม้แต่น้อยเลยจริงๆ เห็นได้ชัดว่าดูบอบบางมากแต่กลับกล้าที่จะพูดออกมา
สตรีเช่นนี้ไม่ต้องพูดถึงเมืองหลวงเลย แม้แต่ทั่วทั้งอาณาจักรเทียนหนิงก็ไม่สามารถหาได้อีก
กู้เป่ยเยวี่ยรู้สึกโชคดีมากถ้าไม่ใช่ตอนที่มู่ชิงอู่ถูกวางยา บางทีเขาก็อาจจะไม่สามารถเข้ามาได้เช่นกัน
ความจริงแล้วหานอวิ๋นซีไม่ต้องการความช่วยเหลือจากกู้เป่ยเยวี่ย นางสามารถจัดการได้ด้วยตัวเองแต่ราวกับว่าคุ้นเคยแล้ว จึงปล่อยให้กู้เป่ยเยวี่ยคอยดูอยู่ข้างๆ
ด้วยท่าทีที่จริงจังเคร่งครัดหานอวิ๋นซียืนยันอีกครั้งว่าเป็นพิษกาฬโรค จากนั้นจึงเริ่มใช้เข็มเพื่อล้างพิษ
การล้างพิษของพิษกาฬโรควิธีที่ดีที่สุดคือการหายาแก้พิษ หากไม่มียาแก้พิษก็ทำได้เพียงอาศัยการล้างพิษเพื่อบรรเทาอาการและชะลอเวลาพิษเพื่อรักษาชีวิต
ต้องบอกว่าถ้าฮ่องเต้เทียนฮุยลังเลอีกหน่อยหรือถ้ากู้เป่ยเยวี่ยไม่พบว่าโรคระบาดเป็นโรคระบาดที่มีพิษได้ทันเวลาคุณชายสามจะต้องตายอย่างแน่นอน
หานอวิ๋นซีพยายามขับพิษออกมาให้มากที่สุดครึ่งชั่วยามต่อมา นางดึงเข็มออก ถือว่าเสร็จสิ้น!
กู้เป่ยเยวี่ยส่งผ้าเช็ดหน้าที่สะอาดไปอย่างรวดเร็ว
หานอวิ๋นซียิ้มและรับมา“ขอบคุณนะ”
ทันทีที่เปิดประตูครอบครัวของเหล่ากั๋วจิ้วทุกคนก็มารวมตัวกันและถามคำถามอย่างพร้อมเพรียงกันแม้ว่าเหล่ากั๋วจิ้วจะไม่เปิดปากพูดอีก แต่ก็ประหม่าไม่น้อยเช่นกัน
“ตอนนี้สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ชั่วขณะนี้น่าจะอยู่ได้สักห้าหรือหกวัน เพื่อช่วยเขาแล้ว ยังคงต้องการยาแก้พิษ”หานอวิ๋นซีพูดอย่างจริงจัง
"แล้วยาแก้พิษล่ะ!"เหล่ากั๋วจิ้วอดไม่ได้ที่จะพูดออกมา
ใครจะรู้หานอวิ๋นซีกลับตอบว่า “เช่นนั้นคงต้องรอข่าวจากฮ่องเต้แล้วล่ะ!”
คำพูดนี้...หมายความว่าอย่างไรกัน?
ทุกคนต่างงงงวยเหล่ากั๋วจิ้วเองก็ประหลาดใจมาก ไม่รู้ว่าเพราะอะไรหานอวิ๋นซีถึงไม่มีเวลาอยู่ที่นี่ได้ และในขณะที่ทุกคนกำลังงุนงงนางก็ผลักกู้เป่ยเยวี่ยไปด้านหน้า แทบรอไม่ไหวที่จะออกไป
นางแทบรอไม่ไหวที่จะได้พบกับหลงเฟยเยี่ย!
ทันทีที่หานอวิ๋นซีเข้าไปในวังก็ตรงไปที่ตำหนักหุยสื่อฮ่องเต้เทียนฮุยไม่ได้ผิดสัญญา แต่ถึงแม้ว่าเขาจะต้องการผิดสัญญาเขาก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากหานอวิ๋นซีได้
ตำหนักหุยสื่อเป็นสถานที่ที่กักตัวของฮ่องเต้ตำหนักไม่ใหญ่มากนัก ผนังทั้งสี่ด้านไม่มีหน้าต่างและมีแค่ประตูเพียงบานเดียวสามารถจินตนาการได้เลยว่าชีวิตข้างในจะน่าเบื่อแค่ไหน
เซียวกงกงเปิดประตู“หวังเฟย เชิญ”
หานอวิ๋นซีรีบวิ่งไปเข้ามาในวังแต่เมื่อมาถึงหน้าประตู กลับรู้สึกกลัวที่จะก้าวเข้าไป หัวใจเองก็เต้นเร็ว
หลงเฟยเยี่ยเห็นนางแล้วจะมีปฏิกิริยาอย่างไรกันนะ?
“หวังเฟยเชิญพ่ะย่ะค่ะ” เซวียกงกงพูดอีกครั้ง
หานอวิ๋นซีที่เพิ่งเดินเข้าไปและทันทีที่เข้าไป ประตูก็ถูกปิดลง
ในตำหนักว่างเปล่านอกจากห้องเล็กๆ แล้วก็ไม่มีอะไรอีกเลย ประตูถูกปิด บริเวณรอบๆก็เต็มไปด้วยความเงียบ
หานอวิ๋นซีเดินไปที่ประตูแล้วเคาะเบาๆ“ท่านอ๋อง”
อย่างไรก็ตามไม่มีใครตอบนาง
“ท่านอ๋องท่านอยู่ในนั้นหรือไม่? ท่านอ๋อง?” หานอวิ๋นซีเรียกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่าก็ไม่มีใครตอบกลับมา
ในลานไม่มีใครอยู่ดังนั้นหลงเฟยเยี่ยต้องอยู่ในห้องนี้อย่างแน่นอน แต่ทำไมเขาถึงไม่ตอบล่ะ?
หรือเกิดเรื่องอะไรขึ้น? ฮ่องเต้เทียนฮุยลงโทษเขาหรือไม่? หรือป่วยแล้วติดโรคระบาดเหมือนกัน?
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้หานอวิ๋นซีก็ตื่นตกใจและวิตกกังวล “หลงเฟยเยี่ย!”
นางตะโกนผลักประตูเปิดเข้าไป แต่ก็กลับพบว่าห้องว่างเปล่า
แล้วคนล่ะ?
ในขณะเดียวกันหลงเฟยเยี่ยกำลังนั่งอยู่บนคานหลังคาปากที่เคร่งขรึมโดยธรรมชาติของเขาโค้งเล็กน้อย ทว่าก็ยังไม่ส่งเสียงใดๆ
“หลงเฟยเยี่ย!”
“หลงเฟยเยี่ยท่านอยู่ไหน? ท่านอยู่หรือไม่?”
หานอวิ๋นซีเดินออกจากห้องตะโกนอย่างกระวนกระวาย
ยิ่งนางคิดมากเท่าไรก็ยิ่งมีบางอย่างผิดปกติ จนนางสูญเสียความมั่นใจในตัวเองไปเป็นไปได้หรือไม่ว่าฮ่องเต้เทียนฮุยมีเล่ห์เหลี่ยมกับนาง? หลงเฟยเยี่ยคงไม่...ต้องรู้ว่าความผิดของการขัดขืนพระราชกฤษฎีกาตามกฎหมายแล้วฮ่องเต้เทียนฮุยสามารถประหารชีวิตเขาได้
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้หานอวิ๋นซีก็รีบไปที่ประตูใหญ่ แต่ในขณะเดียวกัน หลงเฟยเยี่ยก็อ้าปากพูดขึ้นมา“หานอวิ๋นซี ใครอนุญาตให้เจ้าเรียกข้าด้วยชื่อเช่นนั้น?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้หานอวิ๋นซีก็หยุดฝีเท้าลงทันทีและหันศีรษะไปมองที่หลังคา เมื่อนางเห็นหลงเฟยเยี่ยนั่งอยู่บนหลังคาสูงอย่างเย่อหยิ่งครอบงำ ลึกลับ เย็นชา และสง่างาม ราวกับพระเจ้าที่สูงตระหง่านเหนือเมฆดวงตาลึกคู่นั้นกำลังจ้องมองมาที่นางในเวลานี้
หานอวิ๋นซีผงะไปครู่หนึ่งจากนั้นก็หัวเราะออกมาและโพล่งออกมาอย่างโง่เขลาว่า “หลงเฟยเยี่ย ท่านไม่เป็นไร!ท่านทำข้ากลัวแทบตาย!”
ชายผู้นี้ที่แท้ก็อยู่บนหลังคานี่เอง คนข้างนอกต่างกังวลเกี่ยวกับเขาแต่เขากลับดูผ่อนคลายอย่างมาก
“เจ้ากลัวอะไร?” หลงเฟยเยี่ยเลิกคิ้วและถามกลับ
เอ่อ…
นางกลัวอะไรเมื่อครู่...นางกลัวมากอย่างนั้นหรือ?
หานอวิ๋นซีเงยหน้าขึ้นมองหลงเฟยเยี่ยหลังจากนั้นก็กระตุกมุมปากและตอบแบบติดตลกว่า “ข้ากลัวว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับท่านข้าคงต้องถูกฝังไปด้วยนะสิ”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมาความโค้งของปากของหลงเฟยเยี่ยก็หายไปทันที เขาลงมาและถามอย่างเย็นชาว่า“เจ้าเข้ามาได้อย่างไร?”
ผ่านมาตั้งหลายวันเสด็จแม่ก็ไม่มา สันนิษฐานว่าฮ่องเต้คงออกคำสั่งแต่ไม่คาดคิดว่าสตรีผู้นี้จะเข้ามาได้ ซึ่งทำให้เขาประหลาดใจจริงๆ
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือ หานอวิ๋นซีตอบเขาว่า “ข้ามาที่นี่เพื่อช่วยท่าน”
หลงเฟยเยี่ยที่เริ่มสงสัยหานอวิ๋นซีก็บอกเขาทันทีเกี่ยวกับโรคระบาดที่มีพิษนางพูดไปพลางยิ้มแย้มแจ่มใสด้วยความสุข เปล่งประกายด้วยความยินดีและไม่ได้สังเกตว่าหลงเฟยเยี่ยเองก็มองมาที่นางตลอดเวลาและไม่เคยละสายตาไป
ความจริงแล้วเขาไม่ต้องการให้นางช่วยเขา ฮ่องเต้เทียนฮุยไม่ได้ขังเขาไว้ในคุกใต้ดินโดยตรงแต่กักขังเขาไว้ในตำหนักนี่เพียงพอที่จะแสดงว่าฮ่องเต้เทียนฮุยได้ทิ้งทางออกไว้และค่อนข้างกลัว
เขาอายุน้อยที่สุดในบรรดาองค์ชายทั้งยังเป็นญาติที่อ่อนแอที่สุดอีกด้วย เขาสามารถเอาชีวิตรอดจากการต่อสู้อันดุเดือดเพื่อชิงบัลลังก์ในตอนนั้นมาได้แน่นอนว่าเขามีความสามารถ
ก่อนหน้านี้ฮ่องเต้เทียนฮุยไม่สามารถทำอะไรเขาได้แต่ตอนนี้เขายิ่งไม่สามารถทำอะไรได้ยิ่งกว่าเดิม
“ทำไมเจ้าต้องช่วยข้าด้วยล่ะ?” หลงเฟยเยี่ยถามอีกครั้ง แววตาที่ให้ความสนใจจ้องตรงไปที่หานอวิ๋นซี
การจ้องมองที่ครอบงำเช่นนี้ดูเหมือนจะเจาะเข้าไปในหัวใจของนางโดยตรงหานอวิ๋นซีรีบหลบตาทันที หัวใจของนางเต้นเร็วขึ้นและเร็วขึ้น
ใครจะรู้ว่าจู่ๆหลงเฟยเยี่ยกลับเข้ามาใกล้ และหานอวิ๋นซีก็ถูกห่อหุ้มด้วยรัศมีอันทรงพลังเต็มไปด้วยการกดขี่
เพราะไม่อยากถูกฝังอย่างนั้นหรือ?
หลงเฟยเยี่ยคิดว่าถ้าสตรีผู้นี้กล้าตอบแบบนั้นเขาจะต้องทำให้นางเสียใจอย่างแน่นอน!