ต้องยอมรับว่าเมื่อเผชิญหน้ากับหญิงสาวสวมกระโปรงสีเขียวที่รูปร่างสูงเพรียวตรงหน้าหลันเฟิงพลันรู้สึกใจเต้นไปชั่วพริบตาหนึ่ง
ทว่าความคิดนี้เพิ่งจะผุดขึ้นมาก็ถูกเขากำจัดออกไปอย่างรวดเร็วเขาที่ได้รับการศึกษาเื่พิธีล้างบาปในสมัยใหม่มาจึงถูกปลูกฝังเื่จริยธรรมแน่นเข้าไปในจิตใจย่อมไม่อาจเกิดความคิดที่ไม่สมควรกับหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า
และยิ่งไปกว่านั้นอีกฝ่ายยังเป็บุตรสาวของผู้นำตระกูลหยางฐานะสูงส่ง และเป็อัจฉริยะหญิงหน้าตางดงามที่มีชื่อเสียงในตำบลเฟิงคนไร้ค่าที่เป็อัจฉริยะในอดีตอย่างเขาจะคู่ควรกับอีกฝ่ายได้อย่างไร
“จุ๊ๆไม่ได้พบกันสามปี แม่หนูคนนี้นับวันยิ่งงดงามมากขึ้นเรื่อยๆ เ้าหนูไม่อย่างนั้นเ้าก็ตกลงปลงใจกับนางเสียสิ”
เงาโปร่งแสงของชายชราปรากฏขึ้นข้างกายหลันเฟิงั้แ่เมื่อไรก็สุดจะรู้ได้
บนหน้าผากของหลันเฟิงพลันมีเส้นสีดำปรากฏขึ้นหนึ่งแถวกำลังพยายามยั้งมือไม่ให้ต่อยชายชราเอาไว้ เพราะี้เีจะสนใจอีกฝ่าย
ชายชราพิจารณามองหญิงสาวอย่างละเอียดสองสามแวบก่อนเผยรอยยิ้มหยอกเย้าออกมา จากนั้นก็เอ่ยชักจูงหลันเฟิงอยู่ข้างหูต่อ“จากประสบการณ์หลายปีของข้า แม่หนูผู้นี้คือแม่นางแสนดีที่หายาก นางมาชอบเ้าเช่นนี้เ้าทำบุญมากี่ชาติกันเนี่ย เ้าหนู หากปฏิเสธนาง เ้าจะต้องเสียใจเข้าสักวัน”
“กร๊อบ”
หลันเฟิงกำหมัดแน่นเสียงข้อต่อนิ้วดังกังวาน
“ฮ่า ๆๆๆ”
ชายชราที่อยู่ด้านข้างกลับยิ่งส่งเสียงหัวเราะอย่างพึงพอใจออกมา
“พี่หลันเฟิง”ข้างกายหลันเฟิงมีเสียงแ่เบาดังขึ้น หญิงสาวเหมือนกระต่ายที่ตื่นกลัวร่างเล็กสั่นเทาเล็กน้อย ศีรษะก้มต่ำ เอ่ยเรียกอย่างขลาดกลัวตามจิตใต้สำนึก
เมื่อนึกถึงท่าทางที่ตนปฏิบัติกับหญิงสาวผู้นี้ตลอดสามปีที่ผ่านมาหลันเฟิงก็เผยแววละอายใจเล็กๆ ออกมาแววตาเ็าที่ไม่ได้ถูกหน้ากากปิดบังเอาไว้ค่อยๆ อ่อนโยนขึ้น
“ขอโทษ” หลันเฟิงเงียบขรึมไปชั่วครู่แล้วพลันเอ่ยด้วยรอยยิ้มน้อยๆ
เสียงยังคงเสียดแก้วหูแต่กลับไม่อาจปิดกั้นความรู้สึกที่ส่งออกไปได้
นางเงยหน้าขึ้นมองหลันเฟิงแวบหนึ่งแล้วนิ่งอึ้งด้วยความตื่นตะลึงสองสามแวบ จากนั้นก็ก้มหน้างุดอย่างรวดเร็วแววตาของหญิงสาวดูสับสน ทั้งตกตะลึงระคนดีใจ ทั้งกังวล แต่สุดท้ายก็ตอบไปว่า“ไม่เป็ไร”
แม้ว่าจะมองไม่เห็นใบหน้าภายใต้หน้ากากแต่ความรู้สึกที่ชายหนุ่มมอบให้นางทางสายตากลับดูเหมือนจะย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อน ดูเหมือนว่าความเชื่อมั่นและความมั่นใจที่หายไปเมื่อสามปีก่อนจะกลับมาแล้ว
และสิ่งที่น่าดึงดูดที่สุดของชายหนุ่มสำหรับนางก็คือความเชื่อมั่นและมั่นใจของเขา
“ความจริงแล้วเ้าไม่จำเป็ต้องทำดีกับข้าเช่นนี้” หลันเฟิงเบี่ยงกายไปด้านข้างเล็กน้อยเลื่อนสายตาออกจากเรือนร่างของหญิงสาว พลางถอนหายใจเฮือกหนึ่งอย่างเศร้าสร้อยน้ำเสียงที่เจือความขมฝาดและแหบแห้งอย่างเยาะเย้ยของตนเองดังมาจากปากของหลันเฟิง“ข้าไม่ใช่คุณชายเฟิงที่ทุกคนต่างชื่นชมเหมือนเมื่อสามปีก่อนแล้วข้าในยามนี้เป็แค่คนไร้ค่า แม้แต่ยาจกข้างถนนก็ยังสู้ไม่ได้คนเช่นนี้คุ่มค้าให้เ้าทำดีด้วยหรือ”
“ไม่”
ใบหน้าดวงเล็กสีขาวเนียนของหยางเสวี่ยเงยขึ้นมาเพราะนางตื่นเต้นเกินไปมันจึงเผยสีแดงระเรื่อออกมา
นางกำหมัดเป็กำปั้นเล็กๆดวงตาสีดำสนิทคู่งามเปล่งประกายอย่างที่เปรียบมิได้ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนแรง“ในใจของเสวี่ยเอ๋อร์ พี่หลันเฟิงย่อมเป็คนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในใต้หล้าตลอดไป! ผู้ใดก็ไม่อาจใส่ร้ายป้ายสีพี่หลันเฟิงได้ แม้แต่ตัวท่านเองก็ไม่ได้!”
กระโปรงสีเขียวของนางสะบัดไปมาเบาๆหญิงสาวที่อ่อนโยนและว่านอนสอนง่ายในความทรงจำตลอดมาเอ่ยแย้งหลันเฟิงเป็ครั้งแรกราวกับแมวน้อยที่กำลังโมโหตัวหนึ่ง
หลันเฟิงรู้สึกตื้นตันเขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง แล้วเก็บซ่อนความรู้สึก
เดิมเขาคิดว่าการห่างเหินการหายไปจากสายตาของหญิงสาวสามปีจะทำให้นางค่อยๆ ลืมเลือนเขาไป ต่อให้หัวใจของนางจะร้อนแรงแค่ไหนก็จะค่อยๆเย็นลง แต่คิดไม่ถึงว่าความรู้สึกที่หญิงสาวมีต่อเขากลับเพิ่มมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปนานวัน
ทว่าแม้หลันเฟิงจะซาบซึ้งใจแต่ก็รู้สึกปวดหัวเช่นกัน
ยิ่งหญิงสาวดีต่อเขามากเท่าไรเขาก็ยิ่งรู้สึกละอายใจมากขึ้นเท่านั้น การติดหนี้บุญคุณสามงามเป็สิ่งที่ผู้ชายรับไม่ได้ที่สุด!
“พี่หลันเฟิงขอร้องล่ะ อย่าไปจากเสวี่ยเอ๋อร์ อย่าไล่เสวี่ยเอ๋อร์ไปเลย ได้หรือไม่” ใบหน้าดวงเล็กที่เปี่ยมเสน่ห์ดวงนั้นอ้อนวอนอย่างน่าสงสาร
หลันเฟิงใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มจ้องมองหญิงสาวที่ผิวขาวราวกับหยกไขมันแพะแล้วเอ่ย “ใครบอกว่าข้าจะไล่เ้าไปกัน”
หญิงสาวท่าทางดีใจแล้วจ้องมองหลันเฟิงด้วยความประหลาดใจคิ้วเรียวยาวเลิกขึ้นเป็เส้นโค้งราวกับจันทร์เสี้ยวน่าเย้ายวนอย่างช้าๆสีหน้าเช่นนี้ของนางแฝงไว้ด้วยเสน่ห์เล็กๆ อย่างคาดไม่ถึง
“แต่งงานแต่งงาน” เงาร่างชายชราปรากฏขึ้นข้างกายหลันเฟิงอีกครั้งทำลายบรรยากาศอบอุ่นฉากนี้ไปเสียหมด
"เสียงดังชะมัดไปเล่นโคลนตรงนั้นไป๊” หลันเฟิงมองค้อนพลางเบะปากขณะเอ่ย
“เอ๋?” รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้างหยางเสวี่ยมองหลันเฟิงอย่างฉงน
“เอ่อ...ข้าไม่ได้พูดกับเ้า”หลันเฟิงตบหน้าผาก มองข้ามเงาร่างชายชราข้างกายไป เขาหุบยิ้ม ลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนเอ่ยปากกับหญิงสาวอย่างยากลำบาก “เอ่อ...เสวี่ยเอ๋อร์เ้าช่วยข้าหน่อยได้หรือไม่”
ศีรษะเล็กๆพยักหน้าอย่างรวดเร็ว “ได้สิ”
หลันเฟิงมองหญิงสาวอย่างตกตะลึงและงงงันแวบหนึ่ง“เ้าไม่ถามว่าเื่อะไร ก็ตบปากรับคำแล้วหรือ”
หญิงสาวเผยรอยยิ้มหวานหยดย้อยออกมาแล้วเอ่ยพร้อมกับหัวเราะคิกคักว่า“ไม่ต้องถามหรอก ไม่ว่าพี่หลันเฟิงอยากให้เสวี่ยเอ๋อร์ช่วยอะไรเสวี่ยเอ๋อร์ก็ตกลงทั้งนั้น”
“เ้านี่นะอย่าเอาแต่พูดเกี้ยวข้าเช่นนี้สิ” หางตาของหลันเฟิงพลันมีน้ำตารื้นขึ้นมา
จากนั้นหลันเฟิงก็ชะงักไปเล็กน้อยสีหน้าพลันจริงจัง ตรึกตรองอยู่ชั่วครู่ แล้วเอ่ยด้วยเสียงที่แห้งผาก “ข้า้าทรายถงซาหนึ่งชั่งทว่าเ้าเองก็รู้ ชื่อข้าถูกจัดอยู่ในบัญชีดำของร้านค้าต่างๆ ในตำบลเฟิงแล้วและยิ่งไปกว่านั้นทรายถงซาหนึ่งชั่งก็มีค่าเท่ากับแปดร้อยเหรียญทองขาวเงินจำนวนมากขนาดนั้นข้าย่อมหาไม่ได้...”
การยืมเงินหญิงสาวที่อายุน้อยกว่าตนเช่นนี้ย่อมเป็เื่ที่ยากจะเอ่ยปากสำหรับบุรุษทุกคนแต่เขากลับจำใจต้องเอ่ยปาก “ดังนั้น เ้าช่วยข้าหาทรายถงซาหนึ่งชั่งได้หรือไม่คิดเสียว่าข้ายืมเ้าก็แล้วกัน วันหน้า...ข้าจะต้องคืนให้เ้าเป็เท่าตัวแน่นอน”
“พี่หลันเฟิง ท่าน้าทรายถงซาไปทำอะไรหรือ”หัวคิ้วคู่งามขมวดมุ่นเล็กน้อย หยางเสวี่ยรู้สึกฉงนและประหลาดใจ
ทรายถงซาเป็วัตถุดิบแร่ที่มีพิษสูงแม้แต่ช่างตีเหล็กก็ต้องจัดการกับพิษที่อยู่ในนั้นอย่างระมัดระวังถึงจะกล้าวางใจใช้มัน
ความรุนแรงของพิษที่ปะปนอยู่ในทรายถงซาหนึ่งชั่งแม้แต่ยอดฝีมือระดับดาราคนหนึ่งก็ไม่กล้าดูแคลน
“เหตุผลนั้นคงอธิบายให้เ้าเข้าใจในระยะเวลาอันสั้นไม่ได้เอาเป็ว่าสิ่งนี้มีประโยชน์กับข้ามาก” ระหว่างที่พูดหางตาก็เหลือบเห็นสีหน้ากังวลของหญิงสาวหลันเฟิงพลันเดาความคิดของหญิงสาวออกทันทีจึงอดที่จะเอ่ยอย่างหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ “เ้าคงไม่ได้คิดว่าข้าเตรียมทรายถงซาเพื่อฆ่าตัวตายหรอกกระมัง”
ชั่วขณะที่หญิงสาวถูกหลันเฟิงเดาความคิดออกก็พลันก้มหน้างุดรู้สึกผิดเล็กน้อย
“เ้าวางใจเถอะข้าทนทรมานจากพิษผีดิบมาได้สามปี จะมายอมแพ้ง่ายๆ เช่นนี้ได้อย่างไร อีกอย่างหากข้า้าฆ่าตัวตายจริงๆ แค่หนึ่งเหลี่ยง[1]ก็พอแล้วจะ้าตั้งหนึ่งชั่งไปทำไมกัน” หลันเฟิงถอนหายใจก่อนส่ายศีรษะพร้อมรอยยิ้มขื่นบนใบหน้า
พอหยางเสวี่ยครุ่นคิดให้ละเอียดก็รู้สึกว่าที่หลันเฟิงพูดมีเหตุผล ศีรษะเล็กๆ พยักลงเล็กน้อยแล้วเม้มปากพลางเอ่ยว่า“ก็ได้ อีกเดี๋ยวข้าจะไปซื้อทรายถงซาหนึ่งชั่งที่ร้านช่างตีเหล็ก แล้วจะนำมาให้ท่านก่อนฟ้ามืด”นางไม่ได้เอ่ยถึงเื่ใช้คืนอย่างชาญฉลาด
หลังจากผ่านไปชั่วครู่หญิงสาวก็ะโโลดเต้นออกไปจากลานเล็กๆ ของตระกูลหลันใบหน้าดวงเล็กที่วิจิตรงดงามดวงนั้นประดับไปด้วยรอยยิ้ม
“ยามนี้ที่ยังทำดีกับข้าเกรงว่าทั้งตระกูลหยางคงมีเพียงนางคนเดียวแล้ว” หลันเฟิงมองหญิงสาวจากไปเนิ่นนานถึงได้ถอนสายตากลับมา ก่อนฉีกยิ้มเยาะเย้ยตนเองแล้วโคลงศีรษะอย่างเงียบเชียบ
ิญญาศาสตราก้านเจี้ยงที่เห็นหลันเฟิงยืนนิ่งไม่ไหวติงก็อดไม่ไหวหยอกเย้าไปว่า “เหอะ ใจเต้นล่ะสิ?”
“ใจเต้นกับผีน่ะสิไป ไปตกปลากันเถอะ” หลันเฟิงกลอกตาใส่ชายชรา แล้วหันกายเดินกลับไปในลาน
"เป็ดถึงตายก็ยังปากแข็ง[2]"ิญญาศาสตราก้านเจี้ยงเองก็ลอยตามไปด้วย ท่าทางเหมือนยังอยากจะไปหยอกล้อต่อ
หลันเฟิงเก็บอุปกรณ์ตกปลาอย่างคล่องแคล่วไม่นานก็เตรียมตัวพร้อม
เขาลังเลเล็กน้อยก่อนก็นำขนมโก๋ครึ่งหนึ่งในตะกร้าที่หญิงสาวนำมาให้ใส่เข้าไปในถังเหล็ก แล้วเดินออกจากลานไป
“ท่านพ่อข้าไปตกปลาที่หลังลานนะ” เขาะโไปทางหลันเสียนหลงที่กำลังสานตะกร้าไม้ไผ่อยู่ในลานยามเสียงแหบแห้งเสียดแก้วหูสิ้นเสียง ชายหนุ่มก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว
ด้านนอกประตูหลักของจวนตระกูลหยางคือถนนสายใหญ่ที่คึกคักของตำบลเฟิงด้านนอกประตูหลังคือแม่น้ำหยกวารี แม่น้ำขนาดใหญ่ที่ตัดผ่านตำบลเฟิงและตรงข้ามแม่น้ำหยกวารีก็คือูเาเสวียนหนิวที่มีปีศาจอสูรยึดครองอยู่
ทัศนียภาพรอบๆแม่น้ำหยกวารีงดงามมาก ไอิญญาหนาแน่นเป็สถานที่ที่เหมาะกับการฝึกฝนที่หายากแห่งหนึ่ง
ยามที่เงาร่างของหลันเฟิงปรากฏตัวด้านนอกประตูหลังมองปราดเดียวก็เห็นคนตระกูลหยางจำนวนมากกำลังนั่งขัดสมาธิฝึกฝนอยู่มีทั้งคนที่กำลังหัวเราะร่วน คนที่ส่งเสียงโวกเหวกโวยวาย คนที่เงียบสงบ ทุกคนล้วนเป็ใบหน้าที่คุ้นเคยและผู้ที่ยึดครองตำแหน่งที่ดีที่สุดย่อมเป็สามในสี่ยอดอัจฉริยะของตระกูลหยางอย่างไม่ต้องสงสัย
หลานชายของท่านาุโใหญ่หยางเอ้านามว่าหยางจ้าน
บุตรชายของาุโรองหยางเจิ้นนามว่าหยางกวง
อัจฉริยะจากญาติสายรองที่มีภูมิหลังธรรมดาสามัญนามว่าหลัวเทียน
ส่วนอัจฉริยะอีกคนของตระกูลหยางย่อมเป็บุตรสาวของผู้นำตระกูลหยาง หยางเสวี่ย
เมื่อเหล่าฝูงชนที่กำลังคึกครื้นมองเห็นเงาร่างของหลันเฟิงก็เงียบลงอย่างรวดเร็ว
พวกเขาปิดจมูกแล้วถอยห่างออกไปอย่างรังเกียจจากนั้นถึงได้ผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง
หลันเฟิงจดจำสีหน้าเ็ารังเกียจและเกลียดชังรอบๆ ไว้ด้วยสีหน้าราบเรียบ ก่อนหัวเราะอย่างขมขื่นเป็การเยาะเย้ยตนเอง“เพิ่งผ่านไปแค่สามปี คนเหล่านี้ก็เปลี่ยนไปรวดเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
ใบหน้าน่าขันของคนเหล่านี้ที่เคยประจบประแจงและเข้าหาตนยังคงชัดเจนในหัวของหลันเฟิง
หลังจากที่หลันเฟิงเยาะเย้ยตนเองเล็กน้อยก็ถืออุปกรณ์ตกปลาและถังเหล็กไปที่ริมแม่น้ำด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกไม่พูดจา บางทีอาจเป็เพราะเขาชินกับใบหน้าเช่นนั้นแล้ว
ั้แ่วินาทีที่เขาตกมาจากแท่นเทวาสูญเสียราศีของอัจฉริยะไป เขาก็ไม่มีคุณสมบัติที่ทำให้คนเหล่านี้หวาดกลัวหรือต้องเข้าหาอีกแล้ว
“ข้าไม่ได้รับการต้อนรับั้แ่เมื่อไหร่กันนะ”ชายหนุ่มมองผู้คนรอบๆ ที่ทยอยกันเลี่ยงออกไปราวกับหลบตัวซวยอย่างไรอย่างนั้นริมฝีปากของชายหนุ่มก็ดูเหมือนจะเผยรอยยิ้มเยาะออกมายิ่งกว่าเดิม
[1] 1เหลี่ยง เท่ากับ 50 กรัมในสมัยปัจจุบัน ในโบราณ เท่ากับ 1/16 ชั่ง
[2] เป็ดถึงตายก็ยังปากแข็งหมายถึง คนที่ดื้อรั้นไม่ยอมรับความผิดพลาดของตนเอง