เจ้าของร้านส่งยิ้มรู้ทันให้หูหลันเยวี่ย"เข้าใจแล้ว เธอคบกับหนุ่มคนนี้อยู่สินะดูยังไงเธอก็เด็กกว่าเขาตั้งหลายปี คงยังไม่ถึงวัยแต่งงานหรอก!"
จากนั้นเจ้าของร้านก็หันไปมองหลินซือหย่วนที่เอามือล้วงกระเป๋าพลางหัวเราะ"พ่อหนุ่ม จะให้เงินแฟนก็ต้องใจป้ำหน่อยนะผู้ชายขี้เหนียวมันไม่ดีหรอก"
"ถิงถิง รีบไปกันเถอะ!" หูหลันเยวี่ยรีบจูงมือน้องสาวเดินหนีทันที
เธอรู้ว่าถ้าพวกเธอไม่ไปเจ้าของร้านคงจะหลอกล่อให้หลินซือหย่วนซื้อผ้าสีชมพูผืนนั้นให้ได้แน่
หลินซือหย่วนเห็นคนเดินไปแล้วก็รีบวิ่งตาม
ขายาวๆของเขาก้าวทีเดียวก็ไล่ตามสองพี่น้องที่เดินไปหลายก้าวทัน
เขาคิดว่าหูหลันเยวี่ยรีบเดินหนีเพราะโกรธที่เจ้าของร้านเข้าใจผิดว่าพวกเขาเป็นคู่รัก
"หลันเยวี่ย อย่าโกรธเลยน่า เดี๋ยวฉันซื้อขนมถั่วเขียวให้กินนะ"
หูหลันเยวี่ยถึงกับหันขวับไปมองคนที่วิ่งตามมา"ใครโกรธกัน?"
"ก็เห็นเธอเดินเร็วๆ ฉันก็นึกว่าเธอโกรธซะอีก" หลินซือหย่วนคิดอะไรก็พูดออกไปอย่างนั้น
ถึงหูหลันเยวี่ยจะได้ยินถ้อยคำที่เขาพูดแต่ก็ไม่ได้สนใจเขาอีก
เมื่อเห็นว่าหูหลันเยวี่ยไม่พูดอะไรหลินซือหย่วนก็ไม่พูดอะไรเช่นกัน ได้แต่เดินตามหลังสองพี่น้องไปเงียบๆ
หลังจากนั้นหูหลันเยวี่ยกับถิงถิงจะไปเดินเล่นที่ไหนหลินซือหย่วนก็ตามไปทุกที่
หลินซือหย่วนซื้อขนมหวานมาเต็มไปหมดทั้งเขาและย่าไม่ค่อยกินขนมหวานเท่าไหร่ แต่เขารู้ว่ามีอยู่คนหนึ่งที่ชอบกิน
ใกล้ถึงเวลาอาหารเที่ยงตลาดก็วายเกือบหมดแล้ว
"หลันเยวี่ย ถิงถิง พวกเรากินข้าวเที่ยงแล้วค่อยกลับกันเถอะ" หลินซือหย่วนเสนอ
ถิงถิงไม่ได้พูดอะไรเธอเหลือบมองหูหลันเยวี่ยที่อยู่ข้างๆ เป็นเชิงบอกว่าฉันแล้วแต่พี่สาว
หูหลันเยวี่ยหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเหงื่อบนหน้าผากก่อนจะตอบหลินซือหย่วน "ก็ได้ที่กินข้าวให้นายเลือก ส่วนค่าข้าวพวกเราจะออกคนละครึ่ง"
ในอำเภอมีร้านอาหารน้อยใหญ่อยู่หลายร้าน
ที่นี่เป็นแหล่งผลิตเครื่องเคลือบดินเผามีโรงงานเครื่องเคลือบดินเผาขนาดใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง นอกจากนั้นก็ยังมีโรงงานเล็กๆอีกมากมาย
อุตสาหกรรมเครื่องเคลือบดินเผาช่วยกระตุ้นตลาดร้านอาหารโดยรอบ
หลินซือหย่วนพาสองพี่น้องไปยังร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอ
ตอนนี้เป็นเวลาอาหารเที่ยงพอดีในร้านอาหารจึงคึกคักมาก
ดูเหมือนว่าหลินซือหย่วนจะเป็นลูกค้าประจำที่นี่พอเขามาถึง เจ้าของร้านก็รีบออกมาต้อนรับอย่างอบอุ่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นว่าหลินซือหย่วนพาสาวน้อยหน้าตาสะสวยมาด้วยตั้งสองคนเจ้าของร้านก็ถึงกับตบไหล่หลินซือหย่วนพร้อมเอ่ยแซวเขา
"ไอ้หนุ่มนี่มันแน่จริงๆ เมื่อสองวันก่อนฉันยังยุให้รีบหาแฟนอยู่เลยไม่นึกว่าแกจะหาได้เร็วขนาดนี้ สองคนนี้คงจะเป็นพี่น้องกันสินะบอกมาเร็วใครเป็นแฟนแก?"
หลินซือหย่วนยืนหัวเราะกับเจ้าของร้านพลางยื่นบุหรี่ให้
ตอนที่ยื่นบุหรี่ให้เจ้าของร้านเขาก็ชี้นิ้วก้อยไปทางหูหลันเยวี่ยที่มัดผมหางม้าสูง
เจ้าของร้านพลันเข้าใจในทันที
ในร้านอาหารมีแต่ที่นั่งด้านนอกไม่มีห้องส่วนตัว
หลินซือหย่วนพาหูหลันเยวี่ยและถิงถิงไปนั่งในที่ที่ค่อนข้างเงียบสงบ
ตอนสั่งอาหารเขาตั้งใจสั่งเต้าหู้ทรงเครื่องมาโดยเฉพาะ
นอกจากเต้าหู้ทรงเครื่องแล้วเขายังสั่งอาหารธรรมดาๆ มาอีกสองสามอย่าง
พอพนักงานเสิร์ฟเดินไปแล้วหูหลันเยวี่ยก็เอ่ยปาก "หลินซือหย่วนเต้าหู้ทรงเครื่องมันแพงนะ นายจะกินจริงๆ เหรอ?"
"ไม่ต้องห่วงน่า พวกเราจะกินตับมังกรพุงหงส์ที่นี่ก็ไม่ต้องเสียเงินหรอกอย่าว่าแต่เต้าหู้ทรงเครื่องเลย"
หลินซือหย่วนหมายความว่าพวกเขาสามารถกินอาหารเที่ยงฟรีได้
เต้าหู้ทรงเครื่องเป็นอาหารขึ้นชื่อในท้องถิ่นและยังเป็นอาหารขึ้นชื่อของอาหารซานตงอีกด้วย
ในเมื่อเป็นอาหารขึ้นชื่อราคาจึงไม่ใช่ถูกๆ แน่นอน
หูหลันเยวี่ยจำได้ว่าตอนที่เธอยังอยู่ในเมืองขณะที่เธอกับพ่อแม่อุปถัมภ์ไปกินอาหารนอกบ้านเป็นครั้งคราวพวกเขายังไม่แม้แต่จะกล้าสั่งเต้าหู้ทรงเครื่องทุกครั้งเลย
ที่เต้าหู้ทรงเครื่องแพงก็เพราะว่าตอนทำต้องใช้วัตถุดิบเยอะ แถมขั้นตอนก็ยุ่งยาก
วัตถุดิบหลักของเต้าหู้ทรงเครื่องคือเต้าหู้และไส้หมู
ส่วนผสมคือมะเขือเทศและเห็ดหอม
ขั้นแรกให้หั่นเต้าหู้เป็นแท่งยาวๆจากนั้นนำไปทอดในน้ำมันให้เป็นสีเหลืองทอง แล้วตักขึ้นมาพักไว้ให้เย็น
ในขณะเดียวกันก็เอาไส้หมูไปผสมกับต้นหอมและขิงสับเหล้าทำอาหาร ซีอิ๊วขาว และเกลือ
จากนั้นก็ผ่าเต้าหู้ทอดด้านหนึ่งออกโดยที่อีกด้านหนึ่งต้องไม่ขาดออกจากกัน ทำหน้าที่เป็นฝากล่องจากนั้นขุดเนื้อเต้าหู้ด้านในออกมา
เอาเนื้อเต้าหู้ที่ขุดออกมาไปสับรวมกับเห็ดหอมจากนั้นใส่ลงในไส้หมู แล้วปรุงรสด้วยน้ำมันงาให้เข้ากัน
นำไส้หมูที่ปรุงรสแล้วมายัดใส่ในเต้าหู้ที่ขุดไว้จนเต็มจากนั้นนำไปนึ่งในหม้อประมาณสิบกว่านาที
ในช่วงเวลานี้ให้สับต้นหอมกระเทียมแล้วนำลงไปผัดในน้ำมันจากนั้นใส่มะเขือเทศที่หั่นเป็นชิ้นลงไป
ต่อมาให้ใส่แป้งมันที่ละลายน้ำแล้วลงในหม้อ
พอน้ำราดหน้าได้ที่แล้วก็ให้นำไปราดบนเต้าหู้ทรงเครื่องที่นึ่งไว้
ภายนอกเป็นสีเหลืองทองทั้งชิ้นพอกินเข้าไปแล้วรสชาติก็เข้มข้น หลังจากกินเสร็จคนก็จะติดใจรสชาติไม่รู้ลืม
นี่ก็คือเต้าหู้ทรงเครื่องอาหารขึ้นชื่อของท้องถิ่น
หูหลันเยวี่ยไม่ได้กินอาหารจานนี้มานานแล้วดังนั้นตอนที่เต้าหู้ทรงเครื่องจานใหญ่ถูกยกมาวางบนโต๊ะมันจึงทำให้เธอรู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปในวันวาน
ถิงถิงก็อดไม่ได้ที่จะเลียริมฝีปาก
ท่าทางอยากกินของสองพี่น้องไม่สามารถรอดพ้นสายตาของหลินซือหย่วนไปได้
หลินซือหย่วนลุกขึ้นไปที่ห้องครัวด้านหลังเพียงครู่เดียวก็กลับมาพร้อมกับเต้าหู้ทรงเครื่องจานใหญ่อีกจาน
"พวกเธอสองพี่น้องกินคนละจานก็ได้" หลินซือหย่วนยกจานใหม่มาวางตรงหน้าหูหลันเยวี่ย
"หลินซือหย่วน นายเป็นญาติกับเจ้าของร้านนี้เหรอ?" หูหลันเยวี่ยถามด้วยความสงสัย
หลินซือหย่วนตอบแบบเลี่ยงๆ"ก็ถือว่าเป็นญาติมั้ง รีบกินเถอะ เย็นแล้วจะไม่อร่อย"
เห็นได้ชัดว่าหลินซือหย่วนไม่อยากพูดอะไรมากหูหลันเยวี่ยก็รู้ความไม่ถามต่อ
เมื่อเผชิญหน้ากับอาหารอร่อยๆที่น่าลิ้มลอง หูหลันเยวี่ยก็เลยเอาเรื่องลดน้ำหนักพักไว้ก่อน
ลดน้ำหนักค่อยว่ากันวันหลังแต่ของอร่อยๆ แบบนี้ไม่ได้เจอกันง่ายๆ
หูหลันเยวี่ยเห็นโทรศัพท์อยู่ที่โต๊ะเก็บเงินของร้านอาหาร
เธอก็อดไม่ได้ที่จะมองมันหลายครั้ง
พริบตาเดียวเธอก็กลับมาอยู่กับพ่อแม่แท้ๆ ได้เกือบเดือนแล้ว
เธอจำได้ว่าในชาติที่แล้วหลังจากที่กลับมาได้ครึ่งเดือน เพราะคิดถึงพ่อแม่อุปถัมภ์มากเหลือเกินเธอจึงร้องไห้จนพ่อต้องพามาที่อำเภอเพื่อโทรศัพท์หาพวกเขา
หูฉางหมินพาเธอไปโทรศัพท์ที่ร้านสหกรณ์ในอำเภอ
โทรศัพท์ครั้งนั้นเสียเงินไปเกือบสิบหยวน
เธอเห็นพ่อขมวดคิ้วแล้วล้วงเงินยับๆออกมาจากกระเป๋าหลายใบ ดูท่าทางเหมือนรู้สึกเสียดายมาก
ตอนนั้นเธอยังรังเกียจว่าพ่อขี้เหนียว
หารู้ไม่ว่าที่บ้านไม่มีเงินจริงๆถ้ามีเงิน พ่อแม่จะทนยอมยกน้องคนเล็กที่เพิ่งคลอดให้คนอื่นไปได้อย่างไร?
"อยากโทรศัพท์หาพ่อแม่อุปถัมภ์เหรอ?" เสียงของหลินซือหย่วนดังขึ้นข้างหูทำให้หูหลันเยวี่ยดึงสติกลับคืนมาในทันที
"ไม่ได้อยากซะหน่อย" หูหลันเยวี่ยปฏิเสธเสียงแข็ง
เธอคิดถึงพ่อแม่อุปถัมภ์ก็จริงแต่ไม่ได้คิดจะโทรศัพท์หาพวกเขา
ในขณะเดียวกันหูหลันเยวี่ยก็พบว่าหลินซือหย่วนเหมือนมีญาณวิเศษสามารถจับความนึกคิดในใจของเธอได้
หลินซือหย่วนมองลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาวที่เต็มไปด้วยความกังวลใจก่อนจะกระซิบเบาๆ ข้างหูเธอ "อยากโทรก็โทรเถอะฉันเชื่อว่าพวกลุงฉางหมินคงไม่ว่าอะไรหรอกที่ในใจเธอยังคิดถึงพ่อแม่อุปถัมภ์เพราะพวกเขาก็เลี้ยงดูเธอมาตั้งสิบแปดปี"