อีกไม่กี่ชั่วยามจะถึงเช้าของวันใหม่
เฟยอวิ๋นยังคงนอนขดตัวอยู่ในผ้าห่ม่เวลาเช่นนี้เขามิอาจที่จะข่มตาให้หลับลงได้แม้แต่น้อยที่เป็เช่นนั้นเพียงเพราะว่า จิตใจในตอนนี้ช่างเปราะบางยิ่งนัก หัวใจของเขาสั่นสะท้านดูว้าวุ่นยิ่งราวกับว่ามันแทบจะะเิออกมาจากหน้าอก ดวงตาทั้งสองข้างเอ่อล้นรื้อไหลไปด้วยน้ำตาเขาอยากจะร้องไห้แทบใจจะขาด อยากะโออกมาดังๆ เผื่อว่าหากทำเช่นนั้นมันอาจทำให้เขาได้ระบายออกมาบ้าง แต่ทว่าเขาก็ทำได้แค่เพียงขบกรามแน่น ข่มจิตใจที่ปวดร้าวเอาไว้เบื้องลึก
ก่อนที่เขาจะเอ่ยพึมพำในลำคอ ด้วยเสียงอันแ่เบาสั่นเครือ
“ลืมตาตื่นข้าก็นอนอยู่ในโลงศพหินบิดากับมารดาของข้าเป็ใครก็ยังไม่อาจรู้ได้?เส้นพลังปราณิญญาก็ขาดสะบั้นไร้ซึ่งหนทางรักษา แล้วยังมีพวกสารเลวที่ตามล่าอีกพวกเขากำลังหาอะไรกันแน่?” มือทั้งสองข้างจิกกำเข้าหากันจนแน่น
ทว่าหลังจากสงบใจลงได้ครู่หนึ่งั์ตาของเขาก็ฉายแวววูบไหวเป็ประกายหัวใจจากที่ก่อนหน้านั้นแทบจะแตกสลายออกจากกันเป็เสี่ยงๆทว่าในตอนนี้กลับแปรเปลี่ยนมาเป็มุ่งมั่นเพื่อสิ่งที่ตนเองจะต้องก้าวต่อไปในอนาคต
นั้นก็คือการหาหนทางเพื่อความ ‘แข็งแกร่ง’
รุ่งอรุณแสงประกายสีทองฉาบย้อมไปทั่วท้องฟ้า
เฟยอวิ๋นกำลังฝึกวิชาหมัดอย่างมุ่งมั่นเช่นเดิม
แววตาของเขาวูบวาบราวกับมีเปลวไฟที่โหมพัดกระหน่ำอยู่ด้านในพร้อมทั้งฉายแววแห่งความเคือดแค้นชิงชังอย่างชัดเจน จิตสังหารแผ่พุ่งผุดพลายขึ้นในหัวใจอย่างฉับพลันใบหน้าก็ดูจริงจังเป็อย่างมากกว่าครั้งก่อนที่ผ่านมาร่างกายของเขาถูกชโลมไปด้วยเม็ดเหงื่อราวกับยืนตากฝนมาก็ไม่ปาน
และหมัดที่ปล่อยออกไปในแต่ละครั้ง ก็ดูราวกับบ้าคลั่งดั่งคนไร้สติพร้อมกับแผดเสียงคำรามก้องไปทั่วทั้งป่า ราวกับคนเสียจิติญญาตัวตนทำให้ต้นไม้หลายต้น กลายเป็ที่ระบายอารมณ์ได้อย่างดีเยี่ยมใน่เวลาเช่นนี้
ในขณะที่เขาฝึกโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้างหยางซุนจี้เองก็ปรากฏกายยืนมองอยู่ไม่ห่างมือสองข้างไพล่หลังดูการกระทำของเฟยอวิ๋นอย่างไม่กะพริบตาเช่นกันและแอบสงสารอยู่ในใจ ถึงโชคชะตาอันอาภัพของเด็กหนุ่มยิ่งนัก
เสียงเข้มขึงดังขึ้น ทว่าก็แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน
“เฟยอวิ๋น...เ้าหยุดฝึกก่อน ปู่เองมีของอะไรจะให้เ้า”
หมัดสุดท้ายก่อนที่จะถูกชกออกไปในอากาศ ก็พลันชะงักค้างลงทันทีหลังจากได้ยินเสียงเรียก เฟยอวิ๋นจึงรีบดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็วก่อนพลางรีบเดินมาหาชายชรา โดยที่มือทั้งสองข้างยังโชกชุ่มไปด้วยโลหิตของตนก่อนยกประสานคารวะอย่างนอบน้อม
หยางซุนจี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย หลังจากนั้นจึงให้เฟยอวิ๋นนั่งขัดสมาธิลงแล้วหลับตาประสานมือเพื่อเข้าสู่ห้วงจิตสงบใจ และถึงแม้จะไร้ซึ่งหนทางของผู้บ่มเพาะพลังปราณิญญาแต่การนั่งสมาธิเพื่อสงบจิตใจนั้น เฟยอวิ๋นจำเป็ต้องฝึกฝนเอาไว้เช่นกัน
เมื่อเสียงหายใจของเด็กหนุ่มดูผ่อนคลายแ่เบาจิตใจสงบนิ่งกลับมามั่นคงหนักแน่นขึ้นหยางซุนจี้ได้วางกำไลแขนสีเงินชิ้นหนึ่งลงบนฝ่ามือของเขา พร้อมกับวางฝ่ามือตัวเองทาบทับลงไปประกายแสงก็สว่างวาบจ้าขึ้นซึ่งนั้นแสดงว่าเฟยอวิ๋นได้เป็เ้าของสมบัติชิ้นนั้นอย่างสมบูรณ์
หลังจากนั้นท่านปู่หยาง ก็พลางสะบัดมือขึ้นหนึ่งครั้งไปด้านหน้า
ทันใดนั้น!...
‘แก่นผลึกิญญาธาตุอสูร’ ที่เปล่งประกายเรืองแสงสีเขียวบางเบาซึ่งมันมีจำนวนทั้งหมด ‘หนึ่งร้อย’แก่นผลึก ก็พลันปรากฏลอยหมุนเคว้งขึ้นในอากาศก่อนที่แก่นผลึกทั้งหมดจะกระจายตัวแบ่งออกไปเป็ห้าชั้นโดยในแต่ละชั้นมีจำนวนยี่สิบแก่นผลึกด้วยกัน ได้หมุนวนเป็วงกลมอย่างช้าๆล้อมรอบตัวของเฟยอวิ๋น ที่ตอนนี้เขายังคงนั่งหลับตาสงบนิ่ง
แก่นผลึกแต่ละชิ้น มันเป็ผลึกขนาดเล็กทรงรูปไข่โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณไม่ถึงครึ่งซุ่นด้วยซ้ำ
ซึ่งผู้ฝึกพลังปราณิญญาขั้น ‘หลอมแก่นจิติญญา’ ต้องดูดซับยี่สิบแก่นผลึกต่อหนึ่งขั้นถ้าหากรวมทุกขั้นแล้วก็ต้องดูดซับถึง ‘ร้อยหกสิบแก่นผลึกิญญาธาตุอสูร’ถึงจะสามารถ ‘ก้าวข้ามไปสู่อีกขั้น’ ได้
โดยใน ‘ขั้นหลอมแก่นจิติญญา’นี้ มันมีด้วยกันทั้งหมดอยู่ ‘แปดขั้น’ด้วยกัน!
และถ้าหากเด็กหนุ่มสามารถดูดซับแก่นผลึกได้ทั้งหมดที่อยู่ตรงหน้าในตอนนี้
เฟยอวิ๋นจะสามารถก้าวข้ามการตัดผ่านพลังปราณิญญาไปสู่ ‘ขั้นที่ห้า’ ในทันที!
แก่นผลึกจำนวนหนึ่งร้อยชิ้น เปล่งแสงสว่างเจิดจ้าราวกับเป็หิ่งห้อยบินวนอยู่รายรอบในบริเวณนั้น แสงสีเขียวสวยงามของมัน กับทำให้ดูไม่แสบตามากนักแต่ถ้าหากว่ามองจากระยะใกล้ มันกลับงดงามยิ่ง
พื้นที่โดยรอบบริเวณกว่าห้าสิบก้าวในครรลองสายตาแทบจะมองเห็นสรรพสิ่งรอบข้างได้อย่างชัดเจนมากขึ้นแม้กระทั่งยืนมองอยู่ในหมู่บ้านตรงตีนเขาเบื้องล่าง ยังสามารถมองเห็นแสงสว่างนั้นลอดส่องออกมาจากป่าหนาทึบได้อย่างชัดเจน
ทันใดนั้น แก่นผลึกชั้นแรกที่อยู่แถวล่างสุดซึ่งมีจำนวนยี่สิบชิ้นก็เริ่มหมุนเร็วขึ้นจนไม่สามารถที่จะมองเห็นรูปร่างของมันด้วยตาเปล่าได้
ก่อนที่แก่นผลึกชิ้นแรกจะพุ่งตรงเข้าไปที่กลางฝ่ามือของเด็กหนุ่มซึ่งมีกำไลแขนสีเงินวางอยู่หลังจากแก่นผลึกชิ้นแรกที่พุ่งหายลับเข้าไปในกำไลแขนสีเงิน ก็ตามมาด้วยชิ้นที่สอง...ชิ้นที่สาม...ชิ้นที่สิบ...จนกระทั่งถึงชิ้นที่ยี่สิบแล้วหายวับไปราวอากาศธาตุ
หลังจากนั้นแก่นผลึกชั้นที่สอง ก็พุ่งต่อเนื่องไปยังกำไลแขนมิติสีเงินตามมาด้วยชั้นที่สาม ชั้นที่สี่ และสุดท้ายชั้นที่ห้า
เมื่อทุกอย่างจบสิ้นลง เฟยอวิ๋นก็ลืมตาขึ้นช้าๆ ก่อนหยัดกายลุกขึ้นยืนแล้วก้มตัวคารวะขอบพระคุณท่านปู่หยาง
“กำไลแขนมิตินี้ข้ามอบให้เ้าเ้าจงเก็บมันไว้ติดกายตลอดเวลาด้วยเช่นกันหากว่าวันใดที่เ้าสามารถฝึกฝนพลังปราณิญญาได้แล้วของสิ่งนี้จะมีประโยชน์กับเ้าอย่างมากในอนาคต”
หลังจากนั้นเฟยอวิ๋นก็เก็บกำไลข้อมือยัดเข้าไปที่สาบเสื้อของตนเองโดยที่ยังไม่้าสวมใส่มันในตอนนี้
แล้วทั้งสองคนก็ลงเขาเพื่อกลับไปยังเรือนที่พัก
เมื่อกลับมาถึงยังเรือนที่พัก ปรากฎว่ามีบุคคลเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนซึ่งกำลังนั่งดื่มสุราพูดคุยกับลุงเฉินอย่างออกรส พร้อมกับหัวเราะกว้างเห็นฟันซี่ขาวเหลียงเฉินจึงแนะนำให้เฟยอวิ๋นได้รู้จักกับบุรุษผู้นี้ ซึ่งมีชื่อว่า ‘ซุนเป่าชิง’
ซุนเป่าชิง เป็ศิษย์อีกคนของปรมาจารย์หยางซุนจี้นิสัยของเขาร่าเริงสนุกสนานอยู่เสมอซึ่งต่างจากเหลียงเฉินที่ดูเคร่งขรึมเป็ผู้ใหญ่กว่ามาก แต่ทว่าศิษย์ทั้งสองคนท่านปู่หยางให้ความสำคัญกับพวกเขาอย่างมาก หลังจากคารวะซุนเป่าชิงเสร็จเฟยอวิ๋นจึงขอตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า
หลังจากที่เฟยอวิ๋นคล้อยหลังเดินจากไปซุนเป่าชิงก็กดเสียงต่ำกล่าวออกไปว่า
“ท่านอาจารย์ข้าได้ไปสืบความมาแล้วที่ ‘วิหารปราณศักดิ์สิทธิ์โบราณ’เื่นี้ไม่น่ามีอะไรให้ผิดพลาดอย่างแน่นอนขอรับ” ซุนเป่าชิงยิ้มกว้างเอ่ยออกมาด้วยอาการตื่นเต้น ซึ่งทำให้เหลียงเฉินที่ยืนอยู่ข้างๆก็พลอยตื้นเต้นไปด้วยเช่นกัน
“อืมม...” หยางซุนจี้สูดหายใจยาว สีหน้าเองก็ดูผ่อนคลายลงอย่างมากหลังจากที่อึดอัดมาเนิ่นนาน กับสิ่งที่ทุกคนตามหาแทบพลิกแผ่นดินและก้นบึ้งของจิตใจก็รู้สึกตื่นเต้นเช่นเดียวกันกับลูกศิษย์ทั้งสองก่อนพลางพยักหน้าขึ้นลงสองสามครั้ง
“ข้าไปสืบมาได้ความว่า...สิ่งที่พวกเขากำลังตามหากันอย่างบ้าคลั่งนั้นมันก็คือ! ‘คัมภีร์เบญจธาตุเทวา’ซุนเป่าชิงกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น สีหน้าดูจริงจังอย่างมาก
“อะไรนะ!!!...คัมภีร์เบญจธาตุเทวาเช่นนั้นรึ?นี่มัน...คัมภีร์ ‘ระดับหกวิถี’ เชียวนะ!!!”
เมื่อทั้งสองได้ฟังเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะอ้าปากกว้าง ดวงตาเบิกโพลงแล้วร้องะโออกมาพร้อมกัน พวกเขาแทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยินก่อนที่หยางซุนจี้จะสงบสติอารมณ์ลงได้ก่อน สูดหายใจยาวลึกพลางพูดเสริมต่อไปอีกว่า
“คัมภีร์เบญจธาตุเทวา! เช่นนั้นรึ...ชื่อเดิมของมันคือ ‘คัมภีร์วิถีเทวา’จัดอยู่ในระดับคัมภีร์์อันสูงส่ง ตามที่ข้าได้อ่านตำราบันทึกมาก่อนหน้า ในนั้นระบุเอาไว้ว่ามันเป็คัมภีร์โบราณกาลั้แ่ยุคสมัยเริ่มแรกของการก่อกำเนิดผู้บ่มเพาะบำเพ็ญเพียรกระมัง กระทั่งถึงในตอนนี้คัมภีร์เล่มนี้ไม่รู้ว่ามันผ่านกาลเวลามานานเท่าใดและก็ยังไม่แน่ชัดถึงความมีอยู่ของมัน
แต่ตาม ‘ตำนานโบราณกาล’เล่าว่า
เมื่อคนผู้นั้นได้เข้าสู่วิถีแห่งการบ่มเพาะพลังปราณิญญาจนถึงขั้นสูงสุดที่แม้แต่มนุษย์หรือเผ่าพันธุ์อื่นๆ ก็ที่มิอาจก้าวข้ามผ่านพ้นมันไปได้ซึ่งไม่ต่างจากแหงนหน้ามอง์ตัวของเขาเองก็ได้หายตัวไปจากดินแดนแห่งนี้เสียแล้วและไม่ได้กลับมาอีกเลยชั่วนิรันดร์ ส่วนคัมภีร์ลับเล่มนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยราวหมอกควันด้วยเช่นกัน จนกระทั่งจนถึงบัดนี้
แต่ทว่าจากแหล่งข้อมูลที่มีคนบันทึกเอาไว้เพียงน้อยนิดและคำบอกเล่าต่อๆ กันมาของบรรพชนหลายรุ่น บอกว่าคนผู้นั้นได้เดินทางไปยัง์และเป็กำลังสำคัญคนหนึ่ง ที่ได้ร่วมต่อสู้เคืองบ่าเคืองไหล่กับเหล่าทวยเทพบน์เพื่อที่จะกำจัดเผ่าพันธุ์อสูรปีศาจ และมารอเวจี ที่พวกมันยกทัพกันมาหมายจะยึดครองโลกมนุษย์!
แต่ทว่าคัมภีร์เล่มนั้นก็ยังคงมีปริศนาอันมากมายว่าเขาผู้นั้นได้มันมายังไง? หรือว่าคัมภีร์เล่มนั้นเขาเองจะเป็คนสลักมันขึ้นมาเองกันแน่หลังจากที่เขาสามารถบรรลุจุดสูงสุดของพลังปราณิญญาในระดับหนึ่งเื่นี้ก็ยากจะคาดเดานัก
เพราะไม่ว่าจะเป็เคล็ดวิชาเวทที่เหนือล้ำจนเกินจะจินตนาการซึ่งสามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน แม้กระทั่งทำลายดวงดาวได้ทั้งดวง หรือเคล็ดวิชาอื่นๆทั่วไป รวมไปถึงการสร้างศาสตราเวทิญญาต่างๆ ก็ล้วนแล้วแต่น่าสะพรึงกลัวทั้งนั้นมันจึงทำให้คนหลายๆ รุ่นที่บำเพ็ญเพียรผ่านมาในอดีต ก็เฝ้าหวังรอคอยและใฝ่ฝันว่าอาจจะมีสักวัน สักวันที่มันจะปรากฏเปิดเผยออกมาอีกครั้งเพื่อให้คนทั้งโลกได้ตื่นตะลึงกัน
และถ้าหากมันปรากฏขึ้นที่ใดมาจริงๆนั้นก็เท่ากับว่าโลหิตของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรมากมายจะไหลชโลมฉาบย้อมไปทั่วทั้งแผ่นดินอย่างแน่นอน!” หลังจากเล่าเื่ราวนั้นจบลงหยางซุนจี้ก็คิ้วขมวดมุ่นขึ้น สีหน้าก็ดูวิตกกังวลไม่น้อยถึงอนาคตในวันข้างหน้าและร่องรอยแห่งความสงสัยนั้น ยังได้ปรากฏอยู่บนใบหน้าของเขาในขณะกล่าวเช่นกัน
ว่านี้มันเื่อะไรกันแน่? ทำไมถึงมีคนปล่อยข่าวไร้สาระนี้ออกมา ที่สามารถสร้างหายนะให้กับคนอื่นได้มากมายเช่นนี้
นั้นไม่เท่ากับว่า จะทำให้ผู้บ่มเพาะมากมายทั่วทั้งสี่ดินแดนต้องออกตามหากันให้วุ่นวาย จนกระทั่งเกิดการต่อสู้แย่งชิงกันขึ้นอย่างบ้าคลั่งหรอกหรือ?...
แล้วโลกแห่งผู้บ่มเพาะ จะสงบสุขได้ยังไงกันต่อจากนี้
.
.
.
.
.
………………………………
ก่อนจะมีสายลมหวีดหวือหมุนม้วนควบแน่นเข้าด้วยกันพลันกลับกลายเป็ลูกศรอากาศธาตุโปร่งแสง แล้วพุ่งแหวกอากาศราวกับสายฟ้าด้วยความเร็วที่น่าสะพรึงกลัวและด้วยความเร็วจากพลังปราณิญญาของผู้บ่มเพาะระดับสี่ดาราที่อัดควบแน่นเป็ลูกศร มันจึงพุ่งเสียบทะลุกลางลำตัวของอีกาดำตัวนั้นอย่างแม่นยำและเร็วยิ่ง
ตูม!
เสียงะเิดังขึ้นบนท้องฟ้า อีกาดำตัวนั้นกลับกลายเป็เมฆหมอกจางหายไปในอากาศธาตุทันที
“ซุนเป่าชิง มีคนตามเ้ามา!!!” หยางซุนจี้ดวงตาหดแคบลง กล่าวตวาดเสียงดังตำหนิออกไป