บทที่ 11 พี่ค่ะขออีกสักรอบ!!
หรือว่ามันกลัวผ้าเหลือง จะยังไงได้ ผ้าเหลืองก็มีความเป็นสิริมงคลแถมยังมีบารมีแผ่ออกมา ดูไปแล้วคงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชิ้นหนึ่งก็ว่าได้ คงจะทำให้มันกลัวก็ได้ แต่พอนุ๊กคิดแบบนั้น เขาก็ลองหันกลับไปมองที่เจ้าด่างอีกที่ แต่คราวนี้ความศักดิ์สิทธิ์ที่คิดไว้ก่อนหน้านี้ มันถูกกัดแทะกินไปเกือบถึงหน่องของหลวงพี่ที่ยืนเอามือลูบหัวเจ้าด่างอันเต็มไปด้วยความรัก ความเมตตา
วินาทีนั้นมันคงเป็นเรื่องบ้ามาก ถ้านุ๊กไม่พยายามทำอะไรสักอย่าง
“หลวงพี่ ผมว่า เจ้าด่างน่าจะหิ้วนะครับ ลองหาอะไรให้มันกินเพิ่มดีกว่าไหมกระดูกไก่ที่ให้ไปไม่น่าจะพอนะครับ”
“เอางั้นหรอโยม มันก็น่าจะใช้นะ นี้มันก็ตั้ง 3 วันแล้ว ที่อาตมาไม่เห็นมันเลย งั้น เดี๋ยวอาตมาไปหาก่อน ฝากดูมันด้วยล่ะ”
แล้วหลวงพี่ก็หันหลังพร้อมกับสะบัดจีวรที่เจ้าด่างกัดอยู่ จนปากที่กำลังกัดจีวรหลุดออกจากผ้าจีวรมา แต่มีหรือหมาอย่างเจ้าด่างมันจะปล่อยไปง่ายๆมันวิ่งตามหลังหลวงพี่ไปทันที่
พอนุ๊กเห็นอย่างนั้น เขาสบโอกาสที่มันวิ่งตามหลังหลวงพี่ เหนี่ยวไกปืนที่อยู่ในมือแล้วยิงไปที่ลำตัวมันจนร้อง เอ๋ง!! ออกมาครั้งสุดท้ายแล้วล้มลงไปกับพื้น เลือดไหลออกมาเต็มกุฏิ แต่มีหรือที่พระหนุ่มรูปนี่จะไม่รู้ว่านุ๊กทำอะไร
หลวงพี่หันหน้าพร้อมกับสีหน้าไม่อยากเชื่อว่า โยมที่พึงคุยกันไปเมื่อกี่ พอคล้อยหลังหันไป ถึงกับหยิบปืนมายิงเจ้าด่างที่น่ารักอย่างนี้ได้ยังไง พอเห็นแบบนั้นด้วยความที่เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหรือจะปล่อยผ่านไปง่ายๆ
“ทำอะไรนะโยม บาปกรรมแท้ ไปฆ่าเจ้าด่างมันทำไม”
“ฟังผมนะหลวงพี่”
แต่ยังไม่ทันที่นุ๊กจะอธิบายอะไร พอเจ้าด่างตาย เหมือนพวกหมา แมวในวัด มันคงได้ยินเสียงปืนบวกกับกลิ่นคาวเลือดที่ออกมาจากเจ้าด่าง พวกมันรวมตัวมุ่งหน้ากันมาที่กุฏิทันที่ พอนุ๊กเห็นแบบนั้นเขาส่งปืนในมือให้เมย์แล้วบอกกับเธอไปว่า
“เอาล่ะเมย์ เก็บปืนนี่ไหว ไอ้วิทย์มันสอนแล้วใช้ไหมว่าใช้อย่างไง”
“ค่ะ สอนแล้ว แต่เราจะไปทางไหนดี”
พร้อมกับชี้นิ้วออกไปนอกกุฏิแล้วบอกกับนุ๊กไปว่า
“นั้นไงพี่เห็นไหม พวกมันมากันเต็มเลย”
พอนุ๊กมองตามที่เมย์ชี้ไปเขาก็บอกกลับไปว่า
“ฝ่ามันออกไปนี่และ หลวงพี่จะไปกับพวกผมไหม”
“ไปไหนโยม แล้วโยมหยิบปืนมาจะยิงใครอีกล่ะ มันไม่ดีนะโยม บาปกรรม เก็บไว้เถอะ ดั่งคำพระที่ว่า *สติ เตสัง นิวารณัง สติเป็นเครื่องกั้นกระแส กระแสในที่นี่โยมรู้ไหม”
“เก็บกระแสไว้ก่อนหลวงพี่ รีบไปเร็วเข้า”
แล้วนุ๊กก็พลักไปที่หลังหลวงพี่ให้วิ่งออกไปจากกุฏิ
พอลงกุฏิกันมานุ๊กกระชับดาบในมือแล้วเปิดใช้งานทักษะ 4 ทิศ 8 แฉกทันที่ ทักษะที่ใช้คือการหัดพลิกเหลี่ยมสู่ทิศทั้งสี่ และการหัดเคลื่อนตัววนเป็นวน มันเป็นระดับแรกของทักษะที่สามารถใช้ได้
“ติ๊ง!! … ท่านเปิดใช้ทักษะ 4 ทิศ 8 แฉก ระดับ 1 ท่านสามารถใช้ทักษะได้ ภายในระยะเวลาที่ระบบกำหนด โดยขึ้นอยู่กับพลังวิญญาณของท่าน กำหนดค่าดังนี้ 1 พลังวิญญาณเท่ากับระยะเวลา 1 นาที”
พอข้อมูลมานุ๊กก็รู้ว่าตัวเขาใช้ทักษะได้แค่ 5 นาทีเท่านั้น
“เอาล่ะเมย์คอยระวังหลังให้พี่ เราจะฝ่าออกไปกัน”
แล้วพวกเขาก็ฝ่าฝูงหมา แมวกลายพันธุ์พวกนั้น พอนุ๊กเปิดใช้ทักษะ แล้วจับดาบตวัดฟันไปที่พวกมันแต่ละตัว
หลังจากเปิดใช้งานทักษะแล้ว การเคลื่อนตัวของนุ๊กกลายเป็นลักษณะวนเป็นวนและการก้าวเท้าแต่ละครั้งของเขา เป็นการก้าวเท้าไปข้างหน้าแล้วฟันดาบออกไป แล้วกลับมาที่เดิม แล้วก้าวไปทางซ้าย,ขวา,หน้า,หลัง แล้วกลับที่เดิม เป็นการก้าวเท้าอยู่ ทั้ง 4 ทิศเปรียบเสมือนการก้าวไปในทิศทางต่างๆ เหนือ ใต้ ออก ตก แล้วกลับมาตรงจุดศูนย์กลางอยู่อย่างนั้น มันคือจุดเด่นในทักษะท่าเท้า 4 ทิศ 8 แฉก พอครบ 5 นาที นุ๊กตะโกนไปที่ เมย์กับพระหนุ่มที่ตามมาด้วย
“วิ่งเร็วเข้า พี่สกัดไม่อยู่แล้ว ไปเร็วววว”
พอเมย์และพระหนุ่มรูปนั้นได้ยิน พวกเขารีบวิ่งกันทันที่
“เร็วเข้า พี่ไม่รู้ว่ามันจะมาเพิ่มกันอีกไหม หลวงพี่ หมา แมวในวัดมีกี่ตัวครับ”
“เออ อาตมา ว่าพวกหมา แมว รวมๆแล้วน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 40 ตัว แต่โยมไปฟันพวกมันทำไม อาตมาว่าเราเรียกเทศบาล มาดีกว่าไหม ถ้ามันเป็นพิษสุนัขบ้า นี้มันอันตรายนะ คงต้องตามคนที่เขารู้วิธีจัดการพวกมัน น่าจะเข้าท่ากว่านะ เราจะได้ไม่เป็นอันตรายกัน”
เอาอีกแล้ว พอนุ๊กได้ยินหลวงพี่พูดขึ้นมา รู้สึกอยากถามคนที่เลียงหลวงพี่มาว่า เหนื่อยไหม
เฮ้อ! ก็ได้แต่ถอนหายใจ แล้วมองไปที่หน้าหลวงพี่ ทำไมถึงมีคนมองโลกเป็นสีชมพูได้ขนาดนี้ มันเกินไปแล้ว นี่มัน พระตัวอย่าง บุคคลแห่งปี อยู่แห่งหนตำบลใด ต้องมาทำความรู้จักเอาไว้ หากท่านเป็นอะไรไป นี้มันหายนะของชาติชัดๆ สามารถบอกได้ว่านี้และ พระที่เราต้องการ คนแบบนี้และ เราควรเก็บไว้
“พี่นุ๊กรีบไปกันดีกว่า พวกมันเริ่มมากันเพิ่มแล้ว”
“เทศบาล เทศบาล มาจับหมา พิษสุนัขบ้า พ่องงงงงเหอะ! เทศบาลไหนกันวะ นาทีนี่มันยังมีเทศบาลอยู่อีกหรอ ไม่เอาลืมดีกว่า” นุ๊กคงอยู่ในภวังค์ งง กับคำพูดของหลวงพี่ เขาได้แต่พึมพำไปแล้วก็ส่ายหัวไปด้วย
นุ๊กมองหน้าหลวงพี่ แล้วก็ส่ายหัว พอเห็นหน้าหลวงพี่แล้ว เขาไม่รู้จะพูดอะไรขึ้นมามันหมดคำพูดไปเลย มีคนเคยบอกไว้ว่า ฮีโรในหนังมักจะมีตัวแพ้ทางกัน มันไม่ใช้คำพูดที่กล่าวมาลอย ๆ วันนี้นี่และที่ได้รับรู้ความรู้สึกนั้น
“เออ กูยอม กูยอมแล้ว”
แล้วนุ๊กก็รีบวิ่งกลับไปที่รถโดยไม่สนใจ หมา แมว ที่เหลือ วิ่งอย่างเดี๋ยว วิ่งเหมือนว่าอยากจะลืมอะไรสักอย่าง
สักพักพวกเขาก็เห็นผู้ชายคนหนึ่ง ยืนอยู่ข้างหน้า แล้วเหตุการณ์เดิมมันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
“อ้าว! โยมจักรหายไปไหนมา ตั้ง 3 วันแน่ะ ดูสิหมา,แมว พากันติดพิษสุนัขบ้ากันหมดแล้ว ฝากติดต่อเทศบาลที่ จะได้ให้เขามาจัดการ”
พอนุ๊กได้ยินหลวงพี่พูดเท่านั้นและ
พอแล้วไม่เอาอีกแล้ว ถ้านี้มันคือความฝันโปรดให้กูตื่นที่ ใครก็ได้ช่วยลูกช้างด้วย! ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!
ส่วนอีกด้าน หลังจากวิทย์จุดพลุสัญญาณขึ้นฟ้า เขาวิ่งไม่หยุดจนในที่สุดก็มาถึงหน้าหมู่บ้านจนได้
“เชี่ยเอ๊ย ถึงสักที่ให้กูวิ่งเป็นม้าเลย แล้วพวกนั้นจะไปที่ไหนกัน เอาไงดีว่ะ”
วิทย์มองไปรอบ ๆเพื่อว่าจะเจอสัญลักษณ์อะไรพิเศษที่พวกนุ๊กทิ้งไว้ให้ แล้วก็ไปหยุดที่หน้าถนนทางเข้าหมู่บ้าน เห็นคำว่า วัด ถูกพ่นไว้บนพื้น
เขาเดินไปดูใกล้ๆ แต่แล้วพื้นดินก็เริ่มสั่นสะเทื่อน ครืนนนน! พอปิดตาแล้วตั้งใจฟัง แล้วพยายามค้นหาว่าเสียงนั้นมาจากไหน
ไม่นาน วิทย์ก็เปิดตาแล้วมองไปที่ถนนใหญ่ แล้วก็เห็นสิ่งที่ไม่อยากเจอมันมากที่สุด
“ไอ้พวกเวร พวกมึงมาหมู่บ้านนี้กันทำไม มึงเห็นป้ายหมู่บ้านไหม เขาเขียนตัวเบ้อเร่อเลยว่า อยู่ดีมีสุข เกรงใจคนที่อยู่ในหมู่บ้านบ้าง กว่าจะคิดชื่อนี้ได้ เขาต้องอดหลับอดนอน กัน 3 วัน 3 คืน แล้วดูพวกมึง มากันทำม่ายยยยยยยยยย! รู้จักเคารพกันบ้าง อ่านปากนะ เคา-รบ หัดเกรงใจป้ายด้วย มึงรู้ไหม นี้มันป้ายอาจารย์คง เป็นคนเจิมเลยนะ ศักดิ์สิทธิ์มาก ถ้าไม่จ่าย 30,000 นี้เขาไม่เจิมให้รู้ไหม เคารพป้ายนิดนึง นั้นนนนยังไม่ไปอีก
วินาทีที่เห็นฝูงทะเลซอมบี้ วิทย์ไม่อยากจะเชื่อว่าทำไมมันต้องมาที่หมู่บ้านนี่ด้วย เขาได้แต่มองไปที่พวกมันแล้วบ่นส่งพวกมันไป แต่เขาก็รู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ที่ทำแบบนั้น
วิทย์เลยได้แต่กลับมาคิดถึงคำว่า วัด ที่พวกนุ๊กทิ้งไว้ จำได้ว่า วัด มันอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านไป 3 กิโลเมตร แต่ 3 กิโลเมตรกับสถานการณ์แบบนี้ ถ้าจะให้วิ่งไปแบบตอนออกจากหมู่บ้าน ไม่ต้องสืบ ไม่ต้องส่งสำนวน ไม่ต้องส่งฟ้องศาล ก็คงจะรู้ว่าผลมันจะลงเอยยังไง
วิทย์มองไปรอบ ๆอีกที่เพื่อจะหาอะไรที่ช่วยเขาได้จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ แล้วก็ไปหยุดอยู่ที่ ข้างป้อมยาม มันเป็น Suzuki Smash!! พอเห็นมอเตอร์ไซค์ เขาอุทานออกมา
“แหวน..ของข้า ฟ้าส่งให้เราคู่กัน กูรอดแล้ว!!
เมื่อสายตาเขามองไปที่ สแมช คันนั้น ในหัวเหมือนมีเพลงของวงดนตรีร็อกในตำนานอย่าง วงควีน มาเล่นในหัว มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้
วิทย์เดินไปที่ป้อมยามทันที่ พอเข้าไปข้างใน ก็พยายามค้นหากุญแจ สแมช คันนั้นทันที่ ไม่นานก็เจอกุญแจ เขารีบออกมาแล้วเสียบกุญแจพร้อมกับสตาร์ บรึนน!! พอมองไปที่ฝูงซอมบี้ที่กำลังเข้ามา
“ฮ่าฮ่า บรึนนน!! รักเลย เสียงชั่งบาดหูเสียนี่กระไร พี่ค่ะขออีกสักรอบ บรึนนน!! ฮ่าฮ่า สนุกโว้ย”
วิทย์คิดว่าตอนนั้นมันบ้ามาก อาจเป็นเรื่องบังเอิญหรืออะไรก็แล้วแต่ ที่ทำให้เจอ สแมช คันนี่ บางคนอาจบอกว่ามันคือพรหมลิขิต
แต่วินาทีที่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์เท่านั้นและ เหมือนตัววิทย์ได้ปลดปล่อยอารมณ์ออกมาจากสถานการณ์อันตึงเครียด คงบอกได้ว่ามันคือความหลงใหลในขณะนั้น อารมณ์มันมาจังหวะมันได้
ถ้าเป็นปกติเขาจะไม่ออกอาการมากขนาดนี้ แล้วจะไม่ทำอย่างนั้นเด็ดขาด มันจะทำให้เสียภาพหลัก คุณชายผู้แสนเย็นชา แต่ยังดีที่ตอนนั้นไม่มีใครเห็นเขา
พอปลดปล่อยอารมณ์ออกมา วิทย์เริ่มกลับมามีสมาธิตรงหน้า แล้วหยิบปืนพก SIG P226 Navy ออกมา อย่างแรกที่เขาทำหลังจากหยิบออกมา เช็คลูกกระสุนในแม็กว่ามีเท่าไร พอมองไปในแม็กก็เห็นว่ายังมีลูกอยู่ในนั้น 15 นัด เขาได้แต่ถอนหายใจออกมา
“เฮ้อ 15 นัด กับฝูงทะเลซอมบี้ เอาวะ”
หลังจากนับลูกกระสุนเช็คปืนเรียบร้อย วิทย์หันไปมองฝูงซอมบี้ที่กำลังเดินเข้ามา พวกมันพากันเดินเลี้ยวเข้ามาที่ทางเข้าหมู่บ้าน ซึ่งมันห่างจากตัววิทย์ประมาณ 300 เมตร พอมองไปที่มันแล้วก็เห็นว่า พวกมันเดินทิ้งระยะห่างพอสมควร พอจะให้เขาขี่มอเตอร์ไซค์ฝ่าหนีไปได้
จะทำไงได้พอเห็นอย่างนั้น วิทย์ตัดสินใจทันที่
“บรึนนน! สแมชลูกพ่อ”
ภาพที่เขาขี่มอเตอร์ไซค์พุ่งเข้าหาฝูงซอมบี้ ดูไปแล้วคล้ายกับขุนศึกที่ขี่ม้าพุ่งเข้าหาทหารเลว
แต่พอกำลังจะออกตัวขี่มอเตอร์ไซค์ฝ่าฝูงซอมบี้ เสียงเพลงจากไหนไม่รู้เหมือนมีผู้กำกับ ใส่เพลงประกอบให้อย่างนั้น แต่เสียงที่ได้ยิน มันเข้ากับองค์ประกอบแต่มันไม่เข้ากับสถานการณ์ที่เป็นอยู่
วิทย์คิดว่าถ้าอยู่ในสถานการณ์แบบนี้มันควรจะเป็นเพลงที่ปลุกใจ ฮึกเหิม ให้กำลังใจ เช่นเพลง พระเจ้าตาก ของลุงๆคาราบาวเขา แต่มันกับเป็น ......
มันคือ เพลง มอเตอร์ไซค์ฮ่าง ของวงร็อคแสลง ซะอย่างงั้น พอวิทย์ได้ยินคำว่า มอเตอร์ไซค์ฮ่าง เท่านั้นและ มันเจ็บปวด เขาได้แต่มอง สแมช!! ที่เขาขี่ แล้วอยากจะบอกกับมันว่า “อย่าไปสนใจลูกพ่อ”
วิทย์ไม่รู้ว่าเสียงมันออกมาได้ยังไง อาจเป็นตอนที่เขาเข้าไปหากุญแจในป้อมยามก็ได้ แต่เหตุบังเอิญบนโลก บางครั้งมันก็ไม่ต้องการคำอธิบาย แล้วเขาก็ไม่สนใจมันด้วย ฟ้าหมายเหมือนจะบันทอนกำลังใจ ทำเหมือนต้องการบอกว่า มอเตอร์ไซค์เอ็งมันจะทำให้เอ็งรอดไปจากฝูงทะเลซอมบี้ได้หรอ
แต่วิทย์คิดว่าประโยคที่บอกว่า *ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน นั้นมันชั่งเป็นคำพูดที่บรรยายและเหมาะกับสถานการณ์ตอนนี้มาก
“หึ ใครสนกัน บรึนนน! สแมชลูกพ่อไปเว้ย บรึนนน!”
ระหว่างที่ขี่ฝ่าออกไปวิทย์ก็เล็งปืนยิง ปัง! ปัง!ไปที่ซอมบี้ด้วย โชคยังดีที่ซอมบี้กลุ่มแรกที่เขาเจอ มันเป็นซอมบี้ระดับ 1 เป็นส่วนมากแต่ก็พอมีระดับ 2 อยู่ในกลุ่มนั้น พอลูกกระสุนใกล้หมด
วิทย์หยิบคมเมฆาขึ้นมาทันที่ พอจับไปที่ไม้ ก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ใช้มันมานานแล้ว ตั้งแต่ได้ปืนมา เขาลืมไปเลย แต่พอคิดไปคิดมา ตัวคมเมฆามันก็ดีกว่าอาวุธอื่นที่เขามีตอนนี้ แถมตัวมันยังเพิ่มประสิทธิภาพมาแล้ว
พอซอมบี้ระดับ 1 เข้ามาในระยะ วิทย์ฟาดไปที่หัวมันทันที่ ตอนนี้ตัวเขาเหมือนทหารม้าที่ใช้ดาบฟันฆ่าศึก เสียงมันดัง ผัวะ! โพละ! จนหัวซอมบี้เละอย่างกับลูกโป่งแตก
“อั้ยยะ! โครตแรง สุดยอด ให้มันได้อย่างนี้สิวะ”
แต่เสียที่มันมีความยาวแค่ 70 เซนติเมตร เท่านั้น วิทย์เลยมักใช้ปืนลูกซองเป็นส่วนมาก ถ้าให้ถือคมเมฆาไปหวดกับ D1 ก่อนหน้านี้ เขาคงตายตั้งแต่ ฟาดไม้ไปที่มันแล้ว
แต่เขาก็อยากลองเหมือนกัน ว่าผลมันจะเป็นยังไง ถ้าเกิดฟาดไปที่หัวแล้วมันไม่ตายนี้ บันเทิงเลยที่เดียว พอคิดถึงมันแล้วก็คิดว่าตัวเองโชคดีเหมือนกัน ที่ไม่คิดจะทำแบบนั้น
ส่วนซอมบี้ที่พากันเข้ามา พวกมันเริ่มรวมตัวอยู่กันเป็นกลุ่มก้อนมากขึ้น พอวิทย์เห็นแบบนั้นจึงตัดสินใจว่า ไม่ควรเสียเวลาอีกแล้ว หากอยู่สู้กับพวกมันไปเรื่อย ๆ เขาได้หมดแรงตายก่อนแน่
วินาทีนั้น วิทย์เร่งเครื่องขี่ฝ่าออกไป
“บรึน! บรึนนนนน สแมชลูกพ่อ!”
จังหวะที่วิทย์ขี่ฝ่าเข้ามาในฝูงซอมบี้ เขาก็เข้าไปอยู่ในวงล้อมซอมบี้แล้ว
วิทย์พยายาม หาจังหวะและช่องว่างเพื่อออกไปจากฝูงซอมบี้ที่ล้อมอยู่ พอเห็นช่องว่าง ก็ตัดสินใจขี่พุ่งฝ่าวงล้อมออกไปทันที่
หลบขวาปาดซ้าย แล้วหลบซ้ายปาดขวา หลบซอมบี้ที่พุ่งกันเข้ามา จนในที่สุดก็หลุดออกมาจากฝูงซอมบี้ได้
เขารีบเลี้ยวซ้ายตรงไปที่ วัด ทันที่ พร้อมกับชูนิ้วกลางให้ซอมบี้ที่ตามเข้ามา แล้วตะโกนพร้อมกับหัวเราะสะใจออกไปว่า
“บอกเลย สแมช!! พี่ไม่ฮ่างนะ ฮ่าฮ่า!!”
พอวิทย์ขี่มอเตอร์ไซค์มาได้สักพัก ก็มาถึงหน้าถนนทางเข้าวัด พอขี่เข้าไป ก็เห็นฝูงสุนัขกลายพันธุ์รอกันเต็มถนน ดูจากจำนวนแล้วมีไม่ต่ำกว่า 10 ตัว
พอเห็นแล้ว วิทย์ควักปืนพกออกมาแล้วยิงไปที่สุนัขกลายพันธุ์ตัวที่ใกล้ที่สุด ปัง! พอเสียงปัง!แรกเท่านั้นและ พวกที่เหลือต่างรุมจู่โจมเขาทันที่
จังหวะนั้นวิทย์รีบเร่งเครื่องขี่ฝ่าออกไป แต่มันก็ไม่ง่ายเลย เพราะสุนัขกลายพันธุ์แต่ละตัววิ่งกันเร็วมาก
พอเห็นพวกมันวิ่งตามมา ถ้าใครเห็นอาจคิดว่า มันเหมือนว่าสุนัขพวกนี่กำลังวิ่งตามบุรุษไปรษณีย์ ที่กำลังไปส่งจดหมายอยู่ ซึ่งมันคงเป็นภาพที่เราคุ้นตากัน แต่สิ่งหนึ่งที่บุรุษไปรษณีย์ไม่เจอเหมือนเขา คือสุนัขเหล่านี้แม่งไม่ได้ไล่เพื่อความสนุกหรือหยอกล้อเหมือนที่บุรุษไปรษณีย์เจอ แต่มันกำลังไล่ฆ่าวิทย์ บางครั้งโลกมักจะโหดร้ายกับเราเสมอ
ปัง! วิทย์ยิงสุนัขที่ขวางทางวิ่งมอเตอร์ไซค์อยู่
“เชี่ย!! พวกหมาเวรเกือบไปแล้ว”
ตอนนี้เหลือพวกสุนัขกลายพันธุ์อีก 7 ตัวที่ยังไม่ตาย แถมลูกกระสุนที่อยู่ในแม๊กก็หมดแล้ว
ตอนนี้วิทย์เหลืออาวุธแค่ คมเมฆากับปืนลูกซอง M4 ที่เอาไว้ฟาดตีได้อย่างเดียว วิทย์คิดว่าถ้าปืนที่มีอยู่ พวกมันเติมกระสุนเองได้ มันจะดีสักแค่ไหน แต่ก็ได้แต่หวัง ว่าระบบจะจัดอะไรแบบนั้นให้เขาได้ใช้บ้าง
หลังจากที่วิทย์ยิงสุนัขกลายพันธุ์ ด้วยลูกกระสุนสุดท้ายที่มีไปแล้ว เขาบิดคันเร่ง ขี่ออกไปทันที่
สถานการณ์หลังจากที่ขี่มอเตอร์ไซค์ออกไป มันเหมือนอยู่ในสนามแข่งรถ แต่คู่แข็งไม่ธรรมดาเลย ความเร็วขณะวิ่งพอกับรถที่วิทย์ขี่มา แถมยังดุอีกด้วย ถ้าเบียดหรือปาดเลนเขา บอกเลยว่าขาอาจจะหายไปได้ ค่อนข้างเป็นการแข่งขันที่เถือนพอสมควร แต่ที่กล่าวมานั้น อาจจะรู้แล้วว่าคู่แข่งนั้นเป็นใคร ถ้าการแข่งขันนี้เกิดก่อนที่จะมีระยะเปลี่ยนโลก เราคงคิดว่าคู่แข่ง ไม่มีทางสู้กับ สแมช!! ได้แน่
แต่เมื่อโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว วิทย์ก็ต้องเต็มที่กับการแข่งนี้แล้วเขาก็สวมวิญญาณนักแข่งเลยก็ว่าได้ ความเร็วมี 160 เขาก็บิดยัน 160 แต่ความเร็วมักจะตามมากับสายลมอุ่นๆ เขาถึงบอกกันว่า <ขับขี่ปลอดภัยให้สวมหมวกกันน็อค>!!
แต่วิทย์อยากบอกไปว่า “น๊อคไม่กลัว กลัวแต่ลมนี้และ” เพราะลมทำให้เขาแสบตามาก มันเหมือนเขาอยู่หน้าพัดลมโรงงาน 2 ตัว เปิดเบอร์ 3แล้วพัดจ่อไปที่หน้าเขา มันเป็นอะไรที่อันตรายมาก แต่มันทำไงได้ระหว่างแสบตากับโดนหมากัดตาย เขาเลือกแสบตาดีกว่า จนในที่สุดเขาก็สลัดจากสุนัขกลายพันธุ์ทั้ง 7 ตัวได้
สักพักรถมอเตอร์ไซค์เริ่มชะลอความเร็วลง วิทย์เห็นวัดอยู่ข้างหน้าไม่ไกลแล้ว
พอเห็น วัด กับรถที่จอดอยู่ ความรู้สึกเขามันผสมปนแปกันไปหมดไม่รู้ว่า จะดีใจหรือเสียใจดี เพราะสิ่งที่เขาเห็นต่อมาคือ.........
"สติ เตสัง นิวารณัง" สติเป็นเครื่องกั้นกระแส กระแสตัณหา กระแสทิฎฐิ กระแสกิเลส กระแสทุจริต กระแสอวิชชา กระแสเหล่านี้อันปัญญาปิดกั้นไว้