บทที่ 20 สนมคนโปรด
มารดาของชิวหลินเหม่ามีชื่อว่าฮวาจุ้ยเตี๋ย ประทับอยู่ที่ตำหนักถังหนิง ซึ่งเป็ตำหนักที่อยู่ใกล้กับตำหนักจงกงมากที่สุด
ฮ่องเต้โปรดปรานพระสนมฮวาจุ้ยเตี๋ยเป็อย่างมากจึงพระราชทานนามให้ว่า ‘เตี๋ย’ ซึ่งแปลว่าผีเสื้อ ทุกคนรู้ดีว่าพระสนมเตี๋ยเป็หนึ่งในสี่พระสนมเอก แม้ว่าจะเป็เพียงพระสนมแต่ในปัจจุบันตำหนักจงกงได้สูญเสียอำนาจไปแล้ว ฮองเฮาเอาแต่สวดมนต์ทั้งวัน ฮ่องเต้ก็ทำเป็ไม่สนใจ ดังนั้นอำนาจในวังหลังจึงตกเป็ของฮวาจุ้ยเตี๋ยโดยปริยาย
แม้ฮวาจุ้ยเตี๋ยจะอายุใกล้สี่สิบแล้ว เพราะดูแลตัวเองอย่างดี ไม่เพียงแต่ไม่สูญเสียความงามแต่กลับยิ่งมีเสน่ห์เย้ายวนมากขึ้น จนทำให้ฮ่องเต้หลงใหลได้ปลื้ม ถึงขนาดแต่งตั้งให้ชิวหลินเหม่าซึ่งมีสติปัญญาธรรมดาเป็องค์รัชทายาท
ชิวหลินเหม่าเดินทางมาถึงวังหลัง บรรดาสนมที่พบเจอเขาตลอดทางต่างโค้งคำนับด้วยความเคารพ นี่คือองค์รัชทายาทในปัจจุบันใครจะกล้าล่วงเกินกัน?
ชิวหลินเหม่ายังคงมีใจกำหนัด จ้องมองเหล่านางกำนัลสาวสวยไม่วางตา เหล่านางกำนัลต่างพากันหวาดกลัวจนต้องเดินอ้อมไปอีกทาง เพราะนางกำนัลที่ถูกองค์รัชทายาทหมายตา มักจะไม่ค่อยมีจุดจบที่ดีนัก
ผ่านดงต้นชบาแล้วเดินผ่านสวนท้อก็มาถึงตำหนักถังหนิง ซึ่งเป็ศูนย์กลางของวังหลังตำหนักของพระสนมเตี๋ยผู้ทรงอำนาจ เพียงเข้าใกล้ก็ได้กลิ่นหอมแปลก ๆ โชยมา
นั่นเป็เครื่องหอมหายากจากแคว้นซีอวี้ มีเพียงพระสนมเตี๋ยในวังหลังเท่านั้นที่มี แม้แต่ฮองเฮาก็ไม่มีวาสนาเช่นนี้ ไทเฮาเองก็สิ้นพระชนม์ไปนานแล้ว ใครจะกล้าขัดพระทัยพระสนมเตี๋ยได้
อารมณ์ของชิวหลินเหม่าดีขึ้น พระมารดาของเขามีไหวพริบและต้องมีแผนการที่สมบูรณ์แบบอย่างแน่นอน เพื่อให้เขาคว้าโอกาสนี้และดึงชิวหลินรุ่ยลงมาในครั้งเดียว
นางกำนัลและขันทีส่งข่าวไปเรื่อย ๆ ผ่านม่านสีม่วงหลายชั้น จึงได้ยินเสียงหวานราวน้ำผึ้งว่า “ลูกรัก”
ม่านถูกเปิดออก ลูกปัดที่ประดับอยู่กระทบกันส่งเสียงไพเราะ มือเรียวสวยดั่งต้นหอมเปิดม่านออก ปลายนิ้วมือที่ทาด้วยสีแดงสดใสกว่าชาดแดงชวนให้หลงใหล
แม้ปกติชิวหลินเหม่าจะหยิ่งยโส แต่เมื่อได้พบมารดา เขาก็ยังคงก้มศีรษะอย่างนอบน้อมด้วยความเคารพ เขาเคารพมารดาของเขาอย่างยิ่ง เพราะหากปราศจากฮวาจุ้ยเตี๋ย เขาก็คงไม่ได้มาอยู่ในตำแหน่งองค์รัชทายาทอย่างในวันนี้
“ท่านแม่” เสียงของเขาฟังดูเคารพอย่างยิ่ง
ฮวาจุ้ยเตี๋ยเดินออกมาจากม่านหลายชั้น ไม่น่าเชื่อเลยว่านางจะอายุใกล้สี่สิบแล้ว ผิวที่ขาวราวไข่มุก คิ้วเรียวสวยราวูเาที่อยู่ไกล ดวงตาคมดุจหงส์ เพียงเหลือบมองก็ทำให้ผู้คนยอมสยบโดยไม่รู้ตัว
“ลูกรัก” ฮวาจุ้ยเตี๋ย เห็นชิวหลินเหม่ามาก็ดีใจมาก แต่ยังคงสงวนท่าทีขณะนั่งลงบนที่นั่ง “หลายวันแล้วที่ไม่ได้เจอเ้า มาลองชิมขนมใหม่ที่แม่ให้คนทำมาให้สิ รสน้ำผึ้งเ้าน่าจะชอบ”
ชิวหลินเหม่ามองดูเหล่าขันทีที่อยู่ข้างกายก่อนจะกล่าวว่า “ลูกมีเื่สำคัญต้องปรึกษากับพระมารดา”
ฮวาจุ้ยเตี๋ยเงยหน้าขึ้นเมื่อเห็นสายตาของชิวหลินเหม่าก็รู้ว่าเื่นี้คงไม่ธรรมดา นางโบกมือเบา ๆ ขันทีที่อยู่ข้างกายก็เข้าใจและถอยออกไป
เพียงไม่นาน ภายในตำหนักก็เหลือเพียงพวกเขาสองคนแม่ลูก ฮวาจุ้ยเตี๋ยให้ชิวหลินเหม่านั่งลงบนตั่ง “เ้าว่ามาเถิด”
ชิวหลินเหม่าขยับเข้าไปใกล้อีกนิด “ท่านแม่ ท่านยังจำลู่จือฉิงได้อยู่หรือไม่?”
ลู่จือฉิง? ดวงตาของฮวาจุ้ยเตี๋ยวาบขึ้นครู่หนึ่ง นางจะลืมลู่จือฉิงได้อย่างไร ตอนนั้นนังหญิงแพศยาผู้นั้นตั้งครรภ์ลูกของราชวงศ์ โชคดีที่นางตัดสินใจได้ทันท่วงที ให้องค์รัชทายาทจัดการนางไปเสียแต่เนิ่น ๆ
“นางทำไมหรือ?” ฮวาจุ้ยเตี๋ยพูดด้วยท่าทีสงบนิ่ง “ไม่ใช่ว่านางตายไปนานแล้วหรอกหรือ?”
“นางกลับมาแล้ว!” ชิวหลินเหม่าพูดออกไปอย่างรวดเร็ว
“เหลวไหล! คนตายไปแล้วจะกลับมาได้อย่างไร?”
“ไม่ใช่นางที่กลับมา แต่มีคนที่หน้าตาเหมือนนางทุกกระเบียดนิ้ว แม้แต่ชื่อก็เหมือนกันทุกตัวอักษร”
ฮวาจุ้ยเตี๋ยชะงักไปเล็กน้อย “หน้าตาเหมือนกัน? คงจะแต่งหน้าปลอมตัวมาล่ะสิ”
“จะแต่งหน้าปลอมตัวหรือไม่ แต่นี่ก็เป็โอกาสดีไม่ใช่หรือขอรับ” ชิวหลินเหม่าเตือนฮวาจุ้ยเตี๋ย
ใช่แล้ว! ตอนนี้ฝ่าากำลังจะพระราชทานสมรสให้กับชิวหลินรุ่ยและองค์หญิง อาจเป็ไปได้ว่าชิวหลินรุ่ยได้ยินข่าวนี้ จึงหาคนมาปลอมเป็พระชายาเพื่อหลอกลวงฝ่าา
สีหน้าของฮวาจุ้ยเตี๋ยเคร่งขรึมขึ้น “จริงด้วย ไม่ว่าจะแต่งหน้าปลอมตัวหรือไม่ ชิวหลินรุ่ยก็หนีความผิดฐานหลอกลวงฮ่องเต้ไม่พ้นอยู่ดี นี่เป็โอกาสดี โอกาสดีที่หาได้ยากยิ่งนัก!”
ชิวหลินเหม่าได้ยินพระมารดาคิดเช่นเดียวกับเขา ทำให้เขามั่นใจมากขึ้น แต่ก็ยังลังเล “แต่ลูกไม่รู้ว่าจะใช้โอกาสนี้ได้อย่างไร ฝ่าายังทรงระแวง ลูกเกรงว่า…”
“หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ!” ฮวาจุ้ยเตี๋ยลดเสียงลง “เ้าคิดว่าที่นี่คือที่ไหนกัน เ้ากล้าพูดเื่เช่นนี้ได้อย่างไร!”
“ลูกทราบถึงความผิดของตนเองแล้วขอรับ” ชิวหลินเหม่ารีบน้อมรับความผิด
“เอาละ สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือให้เสด็จพ่อของเ้ารู้เื่นี้โดยเร็วที่สุด ก่อนที่ชิวหลินรุ่ยจะย้ายคน ๆ นั้นออกไป”
“ไม่มีทางหรอกท่านแม่” ชิวหลินเหม่ารีบปฏิเสธ “ลูกได้ส่งคนไปค้นที่จวนของอ๋องรุ่ยแล้ว ถึงแม้จะไม่พบร่องรอยคน แต่กลับพบของเล่นเด็กแทน…”
“ของเล่นเด็ก?!” ฮวาจุ้ยเตี๋ยได้ยินดังนั้นจึงรีบลุกขึ้นนั่งตัวตรง
“ใช่แล้ว” ชิวหลินเหม่ามีสีหน้าเคร่งขรึมลง “ที่จวนอ๋องรุ่ยมีของเล่นเด็ก”
ฮวาจุ้ยเตี๋ยรีบพูดขัดเขา “เ้าไปกราบทูลฝ่าาเมื่อไหร่ อย่าได้พูดถึงเื่เด็กเป็อันขาด”
ชิวหลินเหม่าคิดแล้วก็เข้าใจเหตุผล มารดาของเขาช่างฉลาดยิ่งนัก เขาจึงพยักหน้ารับปากว่าจะไม่นำเื่นี้ไปกราบทูลฝ่าา
“ฝ่าาทรงโปรดปรานเ้า เ้าเพียงแค่กราบทูลเื่นี้ก็พอ” ฮวาจุ้ยเตี๋ยให้คำแนะนำชิวหลินเหม่า “แต่จำไว้ ต้องพูดให้ดี”
ชิวหลินเหม่าไม่เข้าใจความหมายของฮวาจุ้ยเตี๋ย นางจึงกระซิบที่ข้างหูของชิวหลินเหม่า เมื่อได้ฟังแผนการของฮวาจุ้ยเตี๋ยแล้วมุมปากของชิวหลินเหม่าก็ยกยิ้มอย่างเ้าเล่ห์
ชิวหลินรุ่ย ครั้งนี้ข้าอยากรู้นักว่าเ้าจะหนีไปได้อย่างไร?
ตำหนักหยางซิน
ฮ่องเต้กำลังทรงพิจารณาฎีกาอยู่ในตำหนัก ปกติพระองค์ไม่ทรงขยันในราชกิจเช่นนี้ แต่ตอนนี้เกิดอุทกภัยทางใต้ ทุกที่ต่างส่งข่าวร้ายมาทำให้พระองค์ทรงกังวลพระทัยยิ่งนัก
ขันทีใหญ่คอยฝนหมึกและรับใช้อยู่ข้าง ๆ เห็นฮ่องเต้ทรงทำสีหน้าเคร่งเครียดก็ถึงกับไม่กล้าทำเสียงดังแม้แต่น้อย
จังหวะนั้นเองก็มีคนมาแจ้งที่หน้าประตูว่า “องค์รัชทายาทขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
ขันทีใหญ่ส่งสายตาให้ทหารองครักษ์ เขาจึงถอยออกไป
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรฎีกาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเงยพระพักตร์ขึ้น พระองค์มีพระนามว่าชิวไท่ซือ เป็จักรพรรดิองค์ที่สี่แห่งแคว้นเหลียง พระพักตร์งดงาม พระชนมายุราวห้าสิบพรรษา
สีพระพักตร์ของฮ่องเต้มักจะดูหม่นหมอง พระเนตรก็ดูลึกลับยากจะคาดเดาความคิด เมื่อพระองค์ทรงเหลือบมองไปด้านข้าง ขันทีใหญ่ก็รีบถวายน้ำชาทันที
หลังจากจิบน้ำชาแล้ว จึงตรัสถามว่า “ตอนนี้ยามใดแล้ว?”
“ทูลฝ่าา ตอนนี้ยามอู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีใหญ่ลดเสียงลงอย่างระมัดระวัง
“ยามอู่กระนั้นหรือ?”
“ฝ่าา องค์รัชทายาทยังรออยู่ด้านนอกพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีใหญ่รับใช้มานานปีจึงรู้จักเอาตัวรอดดี ฮ่องเต้ตอนนี้ทรงหงุดหงิดพระทัย แต่ยังคงห่วงใยองค์รัชทายาท เมื่อถึงเวลาจำเป็ก็ต้องเตือนความจำพระองค์
“หลินเหม่าหรือ? ให้เขาเข้ามาเถิด”
ขันทีใหญ่เอ่ยเสียงแหลมเล็ก “เชิญองค์รัชทายาทเข้าเฝ้า!”
เมื่อชิวหลินเหม่ามาถึงหน้าชิวไท่ซือ เขาก็จะวางตัวอย่างสง่างาม เดินเหินเป็ระเบียบ ให้ดูเหมาะสมกับที่เป็ว่าที่ฮ่องเต้ในอนาคต
เมื่อชิวไท่ซือเห็นชิวหลินเหม่าเข้ามา ความหงุดหงิดในใจก็บรรเทาลงบ้าง เพราะความรักที่ทรงมีต่อสนมเตี๋ยทำให้พระองค์ทรงโปรดปรานโอรสองค์นี้มากที่สุด อีกทั้งชิวหลินเหม่าก็ทำหน้าที่รัชทายาทได้ดีตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้พระองค์รู้สึกพอพระทัยมาก
ชิวหลินเหม่ายืนห่างออกไปสิบก้าวก่อนจะคุกเข่าลงอย่างนอบน้อม สองมือประสานกันแล้วกราบลงกับพื้น “ลูกถวายบังคมเสด็จพ่อ”
“หลินเหม่า ลุกขึ้นเถิด” เสียงของชิวไท่ซือมีความรักใคร่เอ็นดูอยู่ด้วย
ชิวหลินเหม่าลุกขึ้นยืนอย่างนอบน้อม
“เ้ามาถึงนี่ มีเื่อะไรจะบอกข้าหรือ?”
“ทูลเสด็จพ่อ ลูกมีเื่สำคัญจะกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ” ชิวหลินเหม่ากล่าวด้วยสีหน้ายินดี
ชิวไท่ซือเห็นท่าทางเช่นนั้นก็คิดว่าเป็เื่ดี “อ้อ ไหนลองพูดมาให้ข้าฟังหน่อยสิ”
ชิวหลินเหม่านึกถึงคำพูดของมารดาแล้วกล่าวด้วยความยินดีว่า
“ลูกมาเพื่อแสดงความยินดีกับเสด็จพ่อ ขณะนี้พระชายาของน้องสามได้กลับมาแล้ว นับเป็เื่ที่น่ายินดีของราชวงศ์อย่างยิ่งพ่ะย่ะค่ะ”
รอยยิ้มของชิวไท่ซือค่อย ๆ หายไป น้องสาม? องค์ชายสามชิวหลินรุ่ย? ชิวไท่ซือจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าชิวหลินรุ่ยสูญเสียชายาและลูกไปเมื่อห้าปีก่อน และตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่ว่าชิวไท่ซือจะเสนอหรือพระราชทานงานสมรสให้หลายครั้ง แต่เขาก็ไม่ยอมรับ ไม่ใช่เพราะยังเสียใจเื่ที่ชายาเสียชีวิตไปแล้วหรอกหรือ?
เวลานี้พระชายาขององค์ชายรุ่ยที่ชิวหลินเหม่าพูดถึง ต้องหมายถึงพระชายาผู้ล่วงลับของเขาแน่นอน รอยยิ้มของชิวไท่ซือหายไปและถูกแทนที่ด้วยความเ็า
ชิวหลินเหม่าเห็นชิวไท่ซือเปลี่ยนสีหน้า ก็รู้ว่าอีกฝ่ายเริ่มสงสัยแล้วและรู้สึกยินดีอย่างเงียบ ๆ ในใจ
“ตอนนี้พระชายายังอยู่ที่จวนอ๋องรุ่ย นี่ไม่ใช่เื่น่ายินดีของราชวงศ์หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“บังอาจ!” ชิวไท่ซือปาม้วนฎีกาในมือทิ้ง “คนตายไปแล้วจะกลับมาได้เยี่ยงไร! เ้าในฐานะองค์รัชทายาทกลับเชื่อเื่เหลวไหลเช่นนี้ได้อย่างไร!”