ทหารเสือราชินี

    บทที่ 10

    “ถ้ากระหม่อมจะต้องตายเพราะจดหมายทั้งสองฉบับนั่น กระหม่อมไม่อาจลงไปนอนในหลุมทั้งยังแคลงใจสงสัยอยู่ได้พระเจ้าค่ะ” เมื่อกราบทูลออกไปแล้ว เขาก็ได้แต่กลั้นลมหายใจไว้หวังแต่เพียงว่าการบังอาจเปิดจดหมายในครั้งนี้จะไม่ทำให้พระราชินีกริ้วมากจนเกินไปนัก“ถ้าเจ้านำจดหมายนี่มาให้เราโดยไม่เปิดออกอ่านเสียก่อนเราคงประทับใจในความซื่อสัตย์ของเจ้าอย่างมาก แต่ขณะเดียวกันก็คงจะต้องสงสัยในสามัญสำนึกของเจ้าอยู่เหมือนกัน”จัสตินถึงกับเงยหน้าขึ้นด้วยความตระหนก แต่ก็ทันเห็นรอยแย้มสรวลที่ฉาบขึ้นในแววพระเนตรซึ่งทำให้เขาใจชื้นขึ้นได้อย่างมาก เมื่อเขาเริ่มยิ้มออกมาได้นั้น พระราชินีจึงได้ทรงสังเกตเห็น ว่าเขายังหนุ่มอยู่มาก“เจ้าชื่ออะไรหรือ พ่อหนุ่ม? ”“กระหม่อมชื่อจัสตินพระเจ้าค่ะ” เขารู้ว่าพระราชินียังทรงรอฟังต่ออยู่ แต่เขาไม่มีนามสกุลที่จะกราบทูลให้ทรงทราบได้ จะมีก็แต่บิดาที่ปฏิเสธในความเป็นบุตรของเขาเสียด้วยซ้ำ “จะทรงเรียกกระหม่อมว่าจัสติน แห่ง เชสเตอร์ก็ได้พระเจ้าค่ะ” เขาเอ่ยออกไปในที่สุด ทั้งนี้เพราะชีวิตในวัยเด็กของเขานั้นวนเวียนอยู่แต่ในเมืองเล็กๆ นั่นเสียเป็นส่วนใหญ่“เจ้าเล่าว่าช่างทองคนนั้นถูกคนร้ายฆ่าตาย อะไรทำให้เจ้าคิดว่ามันไม่ใช่เป็นแค่การปล้นทรัพย์ธรรมดา เจ้ามีเหตุผลอะไรจึงเชื่อว่าคนร้ายนั่นกําลังติดตามจดหมายทั้งสองฉบับนี่อยู่...? ”“เกอร์เวสเองก็คิดเช่นนั้นนะพระเจ้าค่ะ แต่กระหม่อมก็คงกราบทูลไม่ได้เต็มปาก ว่าสิ่งที่เขาเชื่ออยู่นั้นมันถูกต้องแล้ว กระหม่อมเชื่อมั่นว่า นี่ไม่ใช่การปล้นธรรมดาหรอกพระเจ้าค่ะ เพราะว่าสองคนนั่นมารอเวลาอยู่ก่อนหน้าแล้วด้วยซ้ำที่กระหม่อมรู้ก็เพราะกระหม่อมเป็นผู้ผ่านเส้นทางนั้นไปก่อนแล้วได้ยินคนร้าย สองคนนั่นพูดกันว่า...อย่า...ไม่ใช่เขา... ตอนนั้นกระหม่อมไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอย่างไร แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วพระเจ้าค่ะ...และ ตอนที่กระหม่อมเข้าไปถึงบริเวณที่เกอร์เวสถูกปล้นนั้น กระหม่อมเห็นคนหนึ่งกำลังค้นกระเป๋าเขาอยู่ และอีกคนหนึ่งก็ร้องถามว่า...พบไหม? ...ด้วยพระเจ้าค่ะ”จัสตินไม่ได้เอ่ยถึงกระเป๋าใส่เงินของเกอร์เวส เพราะคนร้ายทั้งสองได้กระเป๋าใบนั้นไปแล้ว แม้ว่าเกอร์เวสจะมีทรัพย์สินที่มีค่าติดตัวมาด้วยกระนั้นจดหมายทั้งสองฉบับจะต้องมีความสำคัญมากกว่าอย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นคงไม่ค้นตัวผู้เคราะห์ร้ายถึงขนาดนั้น“กระหม่อมมีความเชื่อว่า อาชบิชชัพแห่งรูอังจะต้องทรงมีสายลับอยู่ในราชสำนักฝรั่งเศส ไม่เช่นนั้นพระองค์จะได้พระราชสาส์นของพระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศสเอามาทำสำเนาได้อย่างไรล่ะพระเจ้าค่ะ และใครเล่าพระเจ้าค่ะที่จะกล้าพูดได้ว่าพระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศสเองจะไม่ทรงมีสายลับอยู่ทั่วทุกหัวระแหง“เท่าที่เรารู้จักฟิลิป เจ้ามั่นใจได้เลยว่าทรงมีสายลับมากมายยิ่งเสียกว่าสำนึกแห่งบาปบุญคุณโทษด้วยซ้ำ” เอลิเนอร์ทรงนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ด้วยทรงหมกมุ่นอยู่กับความคิดในพระทัยขณะที่จัสตินเริ่มจะคิดว่าหรือพระราชินีจะทรงลืมไปแล้วว่ายังมีเขานั่งอยู่เบื้องพระพักตร์ เอลิเนอร์ก็รับสั่งขึ้นว่า“เจ้าน่ะสร้างคุณงามความดีอันยิ่งใหญ่ทีเดียวนะจัสตินแห่ง เชสเตอร์ เอาละ ตอนนี้เรามีงานบางอย่างที่จะใช้ให้เจ้าทำ เราต้องการรู้ว่าฆาตกรที่ฆ่าเกอร์เวส ฟิทซ์ แรนดอล์ฟนั้นเป็นใครและฆ่าเขาเพราะอะไร? ”จัสตินถึงกับตาค้างจ้องมองพระพักตร์อยู่อย่างนั้น ไม่แน่ใจว่าหูตนเองฟั่นเฟือนไปหรือเปล่า“เอ้อ...กระหม่อมไม่เข้าใจพระเจ้าค่ะ คือกระหม่อมมีความเชื่อว่านายอำเภอแห่งแฮมไชร์ น่าจะมีความสามารถในการติดตามตัวคนร้ายมากกว่ากระหม่อมนะพระเจ้าค่ะ”“เราไม่เห็นด้วย เราคิดว่าเจ้าเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะทำงานนี้และเจ้าก็ยังสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีอีกด้วย เจ้าเป็นเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จำหน้าคนร้ายได้เพราะฉะนั้นถ้าเจ้าเห็นหน้ามันอีกเมื่อไรเจ้าจะต้องรู้ได้ทันที”เอลิเนอร์ทรงหยุดเว้นระยะไปเป็นครู่ พระเนตรจับอยู่ที่ใบหน้าของจัสติน ก่อนจะรับสั่งต่อว่า“ยิ่งกว่านั้น ดูมันเป็นเรื่องปกติธรรมดามากที่เจ้าจะกลับไปที่วินเชสเตอร์ ไปสืบดูให้รู้ว่า ทางการจับคนร้ายได้หรือยัง ทั้งเจ้ายังจะต้องไปแสดงความเสียใจกับครอบครัวของฟิทซ์ แรนดอล์ฟอีกด้วย เราคิดว่าจะไม่มีผู้ใดสงสัยเจ้าในเรื่องนี้อย่างแน่นอน ตรงกันข้าม ครอบครัวของเขาจะต้องต้อนรับเจ้าด้วยความยินดีเสียด้วยซ้ำ ทั้งยังจะต้องขอบคุณในน้ำใจของเจ้าอีกด้วย เพราะเจ้าได้ใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถแล้วที่จะช่วยชีวิตเขาไว้ แต่ถึงอย่างไรเจ้าก็ยังช่วยชีวิตคนรับใช้ของเขาไว้ได้คนหนึ่งอยู่ดี”“พระเจ้าค่ะ” จัสตินกราบทูลอย่างจนปัญญา “แต่ทำไมจะต้องเป็นกระหม่อมด้วยล่ะพระเจ้าค่ะ? ”“ก็เพื่อที่จะผดุงความยุติธรรมไว้ไงล่ะ” เอลิเนอร์รับสั่งด้วยพระสุรเสียงราบเรียบจัสตินเมินหน้าเสียทางหนึ่งด้วยไม่ต้องการให้พระราชินีทรงเห็นความฉงนสนเท่ห์ที่กำลังเกิดอยู่ในใจยามนี้ ที่จริงมันก็มีเหตุผลอย่างยิ่งที่พระราชินีจะทรงมีพระประสงค์ให้คนร้ายถูกลงโทษ ถนนทุกสายควรจะปลอดภัยสำหรับผู้เดินทาง และนั่นเป็นสิ่งหนึ่งแห่งข้อสัญญาระหว่างกษัตริย์ผู้ทรงเป็นผู้ปกครองกับพสกนิกรของพระองค์ และยังสามารถพูดได้อย่างเต็มปากด้วย ว่าช่างทองผู้นั้นเสียชีวิตในราชการแต่กระนั้นมันก็ยังมีอะไรบางอย่างที่มากกว่าซึ่งแฝงอยู่ในพระประสงค์ของพระราชินี จัสตินไม่อาจอธิบายได้ว่าเพราะเหตุใดเขาจึงมั่นใจว่าจะต้องเป็นเช่นนั้น แต่ไม่สงสัยเลยว่าจะต้องมีบางสิ่งที่แอบแฝงอยู่อย่างแน่นอน“และถ้ากระหม่อมสามารถหาตัวคนร้ายได้ จะทรงให้กระหม่อมแจ้งความแก่นายอำเภอด้วยหรือเปล่าพระเจ้าค่ะ? ”“ไม่ต้อง...เจ้าไม่ต้องพูดอะไรกับใครทั้งสิ้น แต่ให้เจ้าเดินทางกลับมาให้รายงานให้เรารู้โดยด่วน และจะต้องรายงานแก่เราเพียงคนเดียวเท่านั้น”บัดนี้สิ่งที่ระแวงสงสัยอยู่ในใจได้รับการยืนยันแล้ว แต่ถึงสงสัยไปก็จะได้อะไรขึ้นมาเล่า...? สิ่งที่เป็นพระประสงค์ส่วนพระองค์เช่นนี้ ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถปฏิเสธได้อยู่แล้ว ไม่มีพระราชินีองค์ไหนในโลกที่จะถูกขัดพระประสงค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชินีองค์นี้“กระหม่อมคิดว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น กระหม่อมคงจะต้องมีเอกสารในการมอบอำนาจด้วยพระเจ้าค่ะ ถ้าจะทรงมีพระเมตตาเอกสารที่ระบุว่ากระหม่อมปฏิบัติหน้าที่ในนามแห่งพระองค์ กระหม่อมมองเห็นอยู่ว่า ถ้ากระหม่อมจะต้องลงไปอยู่ในน้ำลึกอย่างน้อยก็ควรจะมีห่วงชูชีพด้วยนะพระเจ้าค่ะ”“เจ้านี่ช่างเป็นเด็กฉลาดจริงๆ ” เอลิเนอร์ทรงแย้มสรวล พระสุรเสียงบอกความชื่นชม “ความฉลาดนั่นแหละที่จะทำให้เจ้าประสบความสำเร็จในชีวิต...เอ้า...ไปรินไวน์มาหน่อยสิ แล้วก็ช่วยหยิบเครื่องเขียนบนโต๊ะมาให้เราด้วย”จัสตินปฏิบัติตามพระเสาวนีย์ และครู่ต่อมา ถุงเงินรางวัลก็เข้ามาอยู่ในมือ เขาครุ่นคิดอยู่ในใจ ว่ามันเป็นมารยาทที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง ถ้าเขาจะลองนับดูในตอนนี้ แต่น้ำหนักที่บรรจุลงในถุงใบนั้น ก็บอกให้รู้ได้ ว่ามันเป็นเงินก้อนใหญ่ทีเดียว...จัสตินไม่เข้าใจและไม่กล้าพอที่จะกราบทูลพระราชินี ว่าเพราะเหตุใด จึงทรงยืนยันที่จะหาตัวฆาตกรที่ฆ่าช่างทองผู้นั้นให้ได้ แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังสามารถกราบทูลถามได้ว่า...“เพราะเหตุใดจึงต้องเป็นกระหม่อมด้วยล่ะพระเจ้าค่ะ? ”มันคล้ายกับว่าเขามีสิทธิ์ที่จะรับรู้เพียงเท่านั้น ด้วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ทำในครั้งนี้ มันเป็นเรื่องที่เสี่ยงต่อชีวิตอย่างยิ่งแม้ว่ารางวัลที่จะได้รับต่อไปในภายหลังนั้นจะยิ่งใหญ่เพียงไหนก็ตาม“กระหม่อมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งพระเจ้าค่ะ ที่ประทานโอกาสให้กระหม่อมได้ทำงานชิ้นนี้ และทรงมีความไว้วางพระทัยในตัวกระหม่อม แต่กระนั้นกระหม่อมก็ยังสงสัยอยู่ดี ว่าเพราะเหตุใด ทั้งนี้เพราะโดยความเป็นจริงแล้ว กระหม่อมก็เป็นเพียงคนแปลกหน้าคนหนึ่งสำหรับใต้ฝ่าพระบาทเท่านั้นนะพระเจ้าค่ะ“พ่อหนุ่ม จริงๆ น่ะเรามีความรู้เกี่ยวกับตัวเจ้ามากกว่าที่เจ้าคิดอยู่หลายเท่านัก เจ้าน่ะเป็นคนที่มีความกล้าหาญอย่างหาตัวจับยากทีเดียว ไม่มีใครจะหลอกเจ้าได้หรอกนะ เพราะเจ้าไม่ใช่คนประเภทที่จะเชื่อถือไว้วางใจในใครง่ายๆ เจ้ามีคุณสมบัติพิเศษหลายอย่างอยู่ในตัว”ทรงหยิบแก้วไวน์ขึ้นจิบ เมื่อหยุดเว้นระยะลง แล้วจึงได้รับสั่งต่อว่า“เจ้าเป็นเจ้าของม้าตัวนั้นซึ่งมีฝีเท้าจัดมาก และเจ้าก็ยังรู้จักวิธีการใช้ดาบ ซึ่งเป็นเรื่องที่น้อยคนนักจะเรียนรู้ได้โดยง่ายและเจ้าก็ยังอ่านจดหมายเหล่านี้ได้ ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่าเจ้าเป็นบุคคลที่ได้รับการศึกษามาอย่างดีเลิศ จริงไหมล่ะ จัสตินแห่ง เชสเตอร์ สิ่งที่เจ้าขาดไปก็เห็นจะมีอยู่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือนามสกุลของเจ้า”