บทที่27สู่นิกายเทวะวจนะ
ฮุ่ยไป๋ดั้นด้นมุ่งตะวันออกรอนแรมอย่างยากลำบากเป็เวลาเกือบสามเดือนในที่สุดกำแพงหินสีน้ำตาลอ่อนขัดหยาบก็ปรากฏให้นางได้เห็นรำไร กำแพงหินนี้สูงใหญ่ยิ่งทั้งยังกินอาณาเขตสุดลูกหูลูกตาเกินกว่านางจะมองได้ถ้วนทั่ว แต่เพียงป้ายหินขนาดใหญ่ที่สลักไว้บนโครงประตูด้านหน้ากำแพงจึงทำให้นางรู้ว่าตนได้เดินทางมาถึงนิกายเทวะวจนะอันเกรียงไกรแล้ว
ความยากลำบากตลอดสามเดือนที่ผ่านมานี้ขัดเกลานางจนทำให้ดูกร้านต่อโลกมากขึ้นจิตใจที่ขาวสะอาดดั่งผ้าขาวเริ่มถูกฝุ่นดินเกาะกุมมากขึ้นเรื่อยๆ ั์ตาของนางจึงมีแววความเ็าฉายชัดแม้แต่ตอนที่กำลังยินดีอยู่นี้นางก็ลืมไปแล้วว่าควรแสดงหน้าตาออกมาอย่างไร รอยยิ้มควรจะทำเช่นไรจึงจะเรียกว่ายิ้ม
ร่างที่ซูบผอมมอมแมมเดินเข้าไปหยุดอยู่หน้าประตูศิลาบานใหญ่บุรุษวัยฉกรรจ์สองผู้ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูต่างเหลือบมองนางั้แ่หัวจรดเท้า
“ขอทานน้อยที่นี่มิใช่สถานที่สำหรับเ้า จงรีบไปที่อื่นเดี๋ยวนี้"
“อีกไม่ช้าจะมีเหล่านายน้อยและคุณหนูตระกูลใหญ่มารับการคัดเลือกเ้าอย่าได้มายืนขัดขวางให้รกตาผู้คน"
ฮุ่ยไป๋นึกถึงป้ายหยกของธรรมบาลมุทราที่มอบให้ซึ่งหายไปั้แ่ตอนที่นางถูกเหล่าขอทานเข้ามาหาเื่นางจึงไม่สามารถใช้แผ่นป้ายแสดงตัวได้ จึงได้แต่กล่าวขึ้นว่า
“พี่ชายทั้งสองท่านข้ามาขอพบท่านธรรมบาลมุทรา”
บุรุษเฝ้าประตูสองผู้ได้ยินเช่นนั้นก็ต่างดูแคลนนางเป็การใหญ่
“เ้ากล่าวเหลวไหลอันใดคนอย่างเ้าคิดว่าอยากพบก็จะได้พบตัวตนที่สูงส่งอย่างท่านธรรมบาลมุทราหรือ"
“ขอทานน้อยช่างหวังสูงเกินไปแล้วรีบหลบไป ก่อนที่พวกข้าจะจับเ้าโยนออกจากที่นี่"
ฮุ่ยไป๋ยังคงยืนกราน
“พี่ชายทั้งสองข้า้าพบนางจริงๆ"
บุรุษทั้งสองมิสนใจพวกมันหันไปมองหน้ากันแล้วกล่าว
“จับมันโยนออกไปเลยดีกว่าอย่าเสียเวลาพูดเลย"
“ดีเหมือนกัน"
ก่อนที่บุรุษทั้งสองจะกระชากร่างของฮุ่ยไป๋ขึ้นฮุ่ยไป๋กล่าวเสียงดัง
“พวกท่านทำอะไรปล่อยข้า!”
“มีเื่อันใด!"
เสียงเจื้อยแจ้วดังมาจากเื้ัรถม้าคันหรูหราพลันเคลื่อนเข้ามาอย่างรวดเร็ว ภายในรถม้าสตรีเยาว์วัยดูงดงามสูงศักดิ์เป็ผู้เลิกม่านมู่ลี่ขึ้นกล่าว
เห็นรถม้าคันหรูจอดอยู่ด้านหน้ารู้ว่าดรุณีน้อยนางนั้นคือบุตรสาวของผู้มีตำแหน่งในนิกายเทวะวจนะ บุรุษที่เฝ้าประตูทั้งสองก็แสดงความนอบน้อมทันใด
“คุณหนูตระกูลฉินพอดีพวกเรากำลังจัดการขอทานน้อยที่ขวางทางนางนี้อยู่"
ฮุ่ยไป๋ดิ้นรนจนหลุดออกมาก่อนยืนขวางด้านหน้าถนน
“ข้ามิใช่ขอทานข้าเพียง้าพบท่านธรรมบาลมุทราเท่านั้น"
สตรีบนรถม้านางนั้นแค่นเสียงออกมาทางจมูกแล้วสั่งว่า
“เมื่อนางไม่อยากไปก็ไม่ต้องบังคับนาง"
ได้ยินเช่นนั้นฮุ่ยไป๋ก็คิดหันไปขอบคุณสตรีคนดังกล่าวทว่าคำกล่าวประโยคถัดมาของสตรีผู้งดงามสูงศักดิ์ได้ส่งให้หัวคิ้วของฮุ่ยไป๋ต้องขมวดเป็เส้นเดียว
“แต่รถม้าของข้าไม่มีตาหากมันจะเหยียบคนจนกระดูกหักก็มิอาจห้ามได้"
ย่าห์!
สตรีนางนั้นคำรามก้องกระตุ้นม้าที่ลากจูงเทียมเกวียนของตนให้ทะยานออกไปอย่างไร้ปราณี นางไม่สนด้วยซ้ำว่าร่างอันบอบบางของฮุ่ยไป๋จะได้รับอันตรายหรือไม่!
ฮุ่ยไป๋ไม่คิดว่าสตรีงดงามกลับไร้น้ำใจถึงเพียงนี้จังหวะจะโดดหลบ อาชาตัวพ่วงพีก็ทะยานผ่านมาแล้วจึงเฉียดร่างของนางจนเด็กหญิงตัวผอมบางล้มคะมำกลิ้งไปหลายตลบศีรษะกระแทกหินก้อนหนึ่งจนมีโลหิตไหลซึมออกมา
ไม่มีผู้ใดเห็นใจเด็กหญิงซูบผอมผู้นี้ซักคนนางยังมิทันจะได้ลุกขึ้นมา รถม้าอีกหลายคัน ซึ่งล้วนเป็เหล่านายน้อยและเหล่าคุณหนูของตระกูลที่มีฐานะในนิกายเทวะวจนะก็เคลื่อนผ่านมาพวกมันเหลือบมองนางด้วยหางตา ของกินเหลือๆ ได้ถูกโยนเข้าหาฮุ่ยไป๋จนตกระเกะระกะเต็มไปหมด
ในสายตาของพวกมันขอทานทั่วทั้งปฐีมิต่างจากขยะโสโครกที่มิควรค่าแก่การใส่ใจด้วยซ้ำ
แต่ทว่าโลกนี้ก็มิใช่ทุกผู้จะเป็เช่นนั้นรถม้าที่ดูเรียบง่ายคันหนึ่ง มิได้ดูโดดเด่นหรูหราดั่งเช่นคันอื่นๆ แต่เพียงการปรากฏขึ้นของมันนายประตูสองผู้ดูจะให้ความเคารพนอบน้อมกว่าเหล่าคุณหนูและคุณชายเ่าั้เป็อย่างมาก
รถม้าคันนี้หยุดอยู่ที่ด้านหน้าของฮุ่ยไป๋ประตูรถม้าเปิดออก ร่างอรชรในชุดฟ้าครามก็เยื้อย่างลงมา สตรีที่พิลาสล้ำนางหนึ่ง ทุกกิริยาสามารถสะกดทุกสายตาของผู้คนนางเดินลงมาด้วยใบหน้าที่อารี ั์ตาคู่งามมองฮุ่ยไป๋พร้อมกับขวดยาขนาดเล็กและผ้าสีขาวผืนหนึ่งยื่นให้แก่นาง
“ใช้ผงสมุนไพรนี้สามารถหยุดโลหิตได้"
ฮุ่ยไป๋มองสตรีสะคราญโฉมตรงหน้าด้วยแววสำนึกขอบคุณสตรีนางนั้นก็หยิบกล่องอาหารขนาดใหญ่ยื่นให้แก่นาง
ฮุ่ยไป๋ส่ายศีรษะสตรีสะคราญโฉมนางนั้นก็ขมวดคิ้ว
“หากไม่้าอาหารแล้วเ้า้าสิ่งใด"
ฮุ่ยไป๋กล่าวเสียงแ่เบา
“ข้า้าพบท่านธรรมบาลมุทรา"
มุมปากของสตรีนางนั้นผุดขึ้นน้อยๆ
“เ้าก็้าคัดเลือกเข้าเป็ศิษย์นิกายเทวะวจนะหรือ"
“ท่านหัวหน้าหน่วยสามแห่งวิหารปัญญาท่านมิควรลดตัวไปแปดเปื้อนกับตัวตนชั้นต่ำเช่นนั้น"
เสียงของบุรุษผู้เฝ้าประตูกล่าวขึ้นด้วยความนอบน้อมต่อสตรีในอาภรณ์สีฟ้าคราม
สตรีนางนั้นไม่มีความโกรธขึงหรือโทสะแต่นางได้หันมากล่าวด้วยเหตุและผลดั่งผู้ทรงปัญญา
“พวกเ้าประเสริฐนักหรือถึงได้ตัดสินแลดูถูกผู้อื่น…เทวะวจนะคือสิ่งใด เทวะวจนะคือแสงสว่างที่ค้ำจุนโลก และนำทางให้แก่ทุกผู้มิใช่หรือหากยังคงแบ่งชั้นวรรณะกันเช่นนี้ ใยจะมิขัดต่อหลักแห่งเทวะวจนะ… พวกเ้าสมควรที่จะขอโทษต่อนาง"
เหล่าผู้เฝ้าประตูต่างก้มหน้าหงุดพวกมันปากกล่าววาจาขอโทษ แต่หางตาที่เหลือบมองฮุ่ยไป๋ยังคงแฝงความหยามหยันเช่นเดิม
สตรีสะคราญโฉมในชุดคลุมสีฟ้าครามหันไปกล่าวกับฮุ่ยไป๋ว่า
“ท่านธรรมบาลมุทราแม้แต่ตัวข้าก็มิใช่เื่ง่ายที่จะเข้าพบได้แต่เอาเป็ว่าข้าจะช่วยเ้าในเบื้องต้น วิหารมุทรามีการคัดเลือกศิษย์เข้าสู่สำนักในรอบปีข้าสามารถช่วยเ้าในเื่การสมัครได้ ส่วนจะมีวาสนาได้เข้าถึงตัวท่านธรรมบาลมุทราหรือไม่นั้นล้วนขึ้นอยู่กับตัวเ้าแล้ว"
ฮุ่ยไป๋โคลงศีรษะให้แก่นาง
“ขอบพระคุณที่เมตตาน้ำใจนี้ข้าจะไม่มีทางลืมเลือนตลอดชีวิต"
“เ้ามิต้องติดค้างน้ำใจข้าขอแค่มีใจที่จะเข้าสู่วจนะ มีใจที่จะช่วยเหลือปฐีด้วยหลักคำสอนแห่งเทวะ เท่านี้ก็นับเป็การตอบแทนที่ประเสริฐแล้ว"
ฮุ่ยไป๋กล่าวว่า
“ขอเรียนถามท่านมีนามสูงส่งว่าอย่างไร”
สตรีนางนั้นแย้มยิ้ม
“เจียวมิ่งนามนี้ไม่สูงส่งอันใด"
ฮุ่ยไป๋พึมพำ
“ท่านนับเป็ผู้มีชีวิตและจิตใจที่อ่อนโยนสมกับนามจริงๆ"
เจียวมิ่งกล่าวถามกลับ
“แล้วเ้าเล่า”
“ฮุ่ย…”
ฮุ่ยไป๋กำลังจะเอ่ยปากกล่าวชื่อของตนแต่พอกล่าวคำว่าฮุ่ยออกมา ชื่อของฮุ่ยจวินก็ผุดขึ้นในหัว ความเ็ปก็แล่นแปลบในจิตใจนางจึงกล่าวว่า
“ข้าไม่มีชื่อ”
เจียวมิ่งขมวดคิ้วน้อยๆ
“เพราะเหตุใด?..ข้ามิเคยได้ยินมาก่อนว่าคนผู้หนึ่งจะไม่มีชื่อ”
ั์ตาที่เ็าของฮุ่ยไป๋ฉายแววรวดร้าว
“เพราะชื่อที่ตายไปแล้วมีไปก็เพียงแต่สร้างความเ็ป”
เจียวมิ่งไม่เข้าใจในความหมายภายใต้วาจาของฮุ่ยไป๋เป็ฮุ่ยไป๋ที่กล่าวต่อ
“ไว้ข้ามีชื่อเมื่อไหร่ข้าจะบอกท่านเป็คนแรก"
เงียบเล็กน้อยก่อนที่นางจะมองไปที่รถม้าคันหรูหราที่เห็นแต่เงาลางๆบนหนทางซึ่งห่างออกไปไกล
“แล้วท่านรู้จักนามของผู้ที่อยู่บนรถม้าคันนั้นหรือไม่"
เจียวมิ่งมองนางก่อนพริ้มตาลงแล้วกล่าวตอบ
“หากอยากรู้จักเพราะ้าแก้แค้นการที่ไม่รู้จักจะนับว่าประเสริฐกว่า การไร้ซึ่งจิตอันอาฆาตแค้น จะทำให้เ้ามีชีวิตเกิดสุขกว่าที่เป็"
ฮุ่ยไป๋ไม่โต้แย้งเพราะคำพูดของสตรีเบื้องหน้าล้วนถูกต้อง แต่ว่าไม่พูดคัดค้าน ก็ไม่ได้หมายความว่านางจะไม่กระทำ
“ขอบพระคุณที่ชี้แนะ"
เจียวมิ่งเป็ธุระให้แก่ฮุ่ยไป๋ในการจัดแจงเสื้อผ้าค่าที่พัก และมอบค่าสมัครเข้าคัดเลือกเป็ศิษย์แห่งวิหารมุทรา การเป็ศิษยานุศิษย์ทั่วไปของนิกายเทวะวจนะแน่นอนว่าแค่มีความศรัทธาก็สามารถเป็ศิษยานุศิษย์ได้แต่ทว่าหาก้าเป็ศิษย์แลเป็กองกำลังหลักของนิกายเทวะวจนะ มันผู้นั้นจักต้องมีความสามารถที่โดดเด่นขึ้นมากกว่าคนธรรมดาทั่วไปต้องมีแววและพร์ แต่หากไร้ซึ่งพร์มันผู้นั้นก็จักต้องมีทรัพย์มากพอที่จะพาตนให้ไปยืนในจุดที่ผู้คนใฝ่ฝันได้
ฮุ่ยไป๋แน่นอนว่าภายนอกของนางล้วนไม่ถูกจัดอยู่ในคนสองกลุ่มที่ว่าพร์ไม่มีใครเห็น ส่วนจุดที่คนเห็นก็มิต่างจากขอทานยากไร้ หากมิได้รับการช่วยเหลือจากเจียวมิ่งนางคงไม่มีโอกาสได้เข้ามายังนิกายเทวะวจนะอันดูศักดิ์สิทธิ์และสูงส่งแห่งนี้แน่
แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานางระกำลำบากมากเกินไป รอนแรมมากเกินไป คลุกอยู่แต่กับฝุ่นดินมากกว่าเตียงนอน เช่นนั้นแม้จะใส่ชุดที่ดูดีขึ้นแต่ภาพของขอทานน้อยก็ดูจะปกปิดได้มิหมด
สายตาดูแคลนของผู้คนที่ถือยศถือศักดิ์จึงมองมาที่นางเป็จุดเดียวเสียงซุบซิบนินทาที่ดังเกินกว่าคำว่านินทาก็อึงอนไปทั่วบริเวณ คำเ่าั้ล้วนมีแต่เพียงคำดูถูกทั้งสิ้น
ฮุ่ยไป๋ไม่สนใจอนิจจังชีวิตก็เป็เฉกเช่นนี้ เพราะนางไม่มีพลังอำนาจจึงไม่แปลกที่จะถูกผู้คนหยามหยันดูแคลนแต่หากวันใดที่นางมีอำนาจขึ้นมา แน่นอนว่าคนเหล่านี้จะต้องรู้สึก!
สตรีสะคราญโฉมที่ถูกเรียกขานว่าคุณหนูตระกูลฉินสตรีที่บังคับให้รถม้าพุ่งชนฮุ่ยไป๋ นางชำเลืองมองฮุ่ยไป๋แวบหนึ่งด้วยความเกลียดชังั้แ่แรกเห็นนางก็รู้สึกไม่ถูกชะตากับเด็กหญิงผู้นี้แล้ว ยิ่งเห็นขอทานน้อยผู้นี้กล้าลอยหน้าลอยตาในงานคัดเลือกตัวแทนเข้าสู่วิหารมุทราอันทรงเกียรตินางยิ่งไม่ชอบใจเป็การใหญ่ นิ้วเรียวงามกวักขึ้นช้าๆ บุคคลในชุดคลุมดำสองผู้ก็ปรากฏ
“เจียวมิ่งคิดหักหน้าข้าดี ข้าจะทำให้นางได้เห็น… จะใช้เงินตรากี่่ หรือจะใช้ทองกี่เสี้ยวก็ตามแต่ขอเพียงเอาเด็กขอทานออกไป เอาใบหน้าที่เหม็นเขียวให้พ้นจากหน้าข้าและสามารถหักหน้าเจียวมิ่งได้ก็พอ"
บุคคลชุดดำน้อมรับแล้วพวกมันก็มุ่งเข้าหาคนของนิกายเทวะวจนะที่ทำหน้าที่รับสมัครบุคคลที่มาร่วมคัดเลือกทันทีก่อนที่ฮุ่ยไป๋จะไปถึง
.
.
.
ภายใต้วิหารที่แหลมชะรูดสูงใหญ่สร้างขึ้นจากหินขัดหยาบหายากเนื้อดี ประดับประดาด้วยวัสดุที่หายาก ดูจากภายนอกนับเป็ประติมากรรมที่งดงามยากหาใดเทียบเปรียบส่วนภายในวิหารแห่งนี้ยิ่งดูราวแดน์เนรมิตก็ปาน
ภายในวิหารมีสามบุรุษชราและหนึ่งสตรีกลางคนนั่งบนเก้าอี้คนละทิศทางสีหน้าของพวกมันล้วนดูจริงจังตรึงเครียด
“ผาอดีตสมควรจะเงียบสงบแต่ทว่ากลับทอแสงเจิดจ้าขึ้นอีกหน”
“ครานี้เป็แสงสีทอง…เ้าว่าผาอดีตจะผิดพลาดหรือไม่"
“ผาอดีตมิเคยผิดพลาดแสงแห่งเทวะวจนะมิเคยโกหก”
“เช่นนั้นเ้าจะบอกว่าสายเืตระกูลเฟยยังหลงเหลือ?"
“นั่นคือสิ่งที่พวกเราต้องตรวจสอบและจัดการให้เร็วที่สุดจะปล่อยให้สายเือันตรายเติบโตขึ้นมิได้"
“การไล่ล่าสังหารตระกูลเฟยจนสิ้นเมื่อครานั้นไม่คิดว่าจะมีปลาหลุดแห”
“ปลาหลุดแหแล้วจะยังไงขอเพียงอยู่ในบ่อแห่งนี้ อย่างไรพวกเราก็จักตามมันพบ"
บุรุษชราในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มทอดถอนใจแล้วส่ายศีรษะ
“บางทีมันอาจอยู่คนละบ่อแลหลุดพ้นจากบ่อโคลนไปแล้วก็ได้เมื่อมันอยู่คนละบ่อ มิได้ถลำลึกแล้ว ก็ควรจะมอบความเมตตาแห่งวจนะแก่มัน นี่จึงนับเป็สิ่งที่ประเสริฐ"
“ธรรมบาลปัญญาวันๆ ท่านก็คอยเอาแต่ขัดคอพวกเรา หรือท่านเคยเห็นมารตัวใดกลับใจได้บ้าง”
บุรุษชราที่ถูกเรียกขานว่าธรรมบาลปัญญาส่ายศีรษะ
“มารอยู่ที่ใจมิใช่สายเืหากใจเป็มารก็คือมาร หากหลุดพ้นได้ย่อมมิใช่มาร สายเืตระกูลหลงแล้วเป็ไร สายเืตระกูลเฟยแล้วเป็ไรผู้ฝึกวิชาแตกต่างแล้วจะเป็ไร ขอเพียงมีจิตมุ่งในความดีและความถูกต้องก็ไม่สมควรที่จะเป็มารหรือแม้แต่ทารกที่เกิดมายังสามารถเป็มารได้ในทันที"
“ข้าคร้านที่จะถกเื่เชาว์ปัญญากับเ้าเอาเป็ว่าสิ่งที่มหาเทวะผู้ยิ่งใหญ่บอกว่าผิดก็คือผิด มิอาจละเว้น!”
สตรีกลางคนกล่าวว่า
“วันหลังเมื่อมีการประชุมธรรมบาลมิต้องเชิญธรรมบาลปัญญามาแล้ว มาก็ชวนขัดใจเสียเปล่า"
กล่าวจบนางก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที
“นั่นเ้าจะไปไหนหรือจะไปดูการคัดเลือกศิษย์ใหม่เข้าวิหาร"
สตรีกลางคนกล่าวโดยมิหันหลังกลับ
“เื่ไร้สาระเช่นนั้นมิควรค่าแก่การใส่ใจ…ค้นหาสายเืตระกูลเฟยจึงจะสำคัญกว่า"
บุรุษในชุดคลุมแดงผงกศีรษะน้อยๆก่อนกล่าวกับสองบุรุษชราที่เหลือ
“เช่นนั้นก็แยกย้ายกันไปจัดการในเื่นี้…ปิดประชุม”