“ท่านอ๋องสั่งให้องครักษ์หยกทมิฬทั้งหมดตามคนที่ถูกจับได้ครั้งก่อนไปเ้าค่ะ” ไป๋เยว่กลืนน้ำลายก่อนเอ่ยต่อ “ได้ยินว่าสังหารจนเหลือแค่หัวหน้าโจรคนเดียวก็เลยจับกลับมาเ้าค่ะ”
หลี่หยวนหยวนยิ้มเฝื่อน ั้แ่ทะลุมิติมายังที่แห่งนี้ นางต้องเผชิญหน้ากับการต่อสู้และคนตายอยู่บ่อยครั้ง
‘ในละครกับนิยายก็มีแต่พวกหมอทะลุมิติกันถึงจะเหมาะไม่ใช่เหรอ มาปุ๊บก็ช่วยรักษาพระเอกงี้ รักษาโรคให้คนสำคัญงี้ ์เอาฉันมาทำไมกันนะ’
ตอนที่คนร้ายกลุ่มนั้นโผล่มาชี้ตัว้าลักพาตัว ใช่ว่านางจะไม่ใและหวาดกลัว เพียงแต่ต้องทำใจดีสู้เสือ ต่อหน้าสาวใช้ทั้งสี่จะทำตัวขี้ขลาดไม่ได้ หากคิดจะอยู่ที่นี่ก็คงต้องทำใจให้ชิน
“ท่านอ๋องทำอย่างไรกับคนผู้นั้น”
“ถูกสังหารไปแล้วเ้าค่ะ”
คำตอบของไป๋เยว่ทำให้หลี่หยวนหยวนกลืนน้ำลายอีกครั้ง...ความตายของคนยุคโบราณช่างง่ายดายเหลือเกิน ไม่ต้องไต่สวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างยุคปัจจุบัน เพียงแค่ถูกฝ่ายตรงข้ามจับตัวได้ก็มีโอกาสสิ้นชีพได้ทุกเวลา
“อืม ก็ดี ข้าจะได้นอนหลับสนิทเสียที”
ั้แ่วันที่เจอคนร้ายลักพาตัวกลุ่มนั้น หลี่หยวนหยวนก็มีอาการหวาดระแวงอยู่บ้าง หากมีเสียงก๊อกแก๊กอยู่ใกล้ๆ ก็จะผวาตื่น นางให้ไป๋เยว่กับไป๋ซวงหอบเอาผ้าปูนอนและผ้าห่มมานอนด้วยทุกคืน
‘ต้องรีบทำตัวให้ชินเร็วๆ อยู่กับอ๋องหยาง วันหน้าคงต้องเจอคนเจ็บคนตายอีกนับไม่ถ้วน’
หลี่หยวนหยวนนึกถึงคนร้ายที่ตนและสาวใช้ทั้งสามช่วยกันยิงอาวุธลับใส่จนล้มลง แม้จะรู้ว่าพวกเขาคงไม่าเ็จนถึงชีวิต แต่สุดท้ายตนก็เป็ต้นเหตุให้คนเ่าั้ต้องตาย...จะทำอย่างไรได้ ถ้าพวกเขาไม่ตาย คนที่ตายก็ต้องเป็ตน
“ข้าด้วยเ้าค่ะ” ไป๋เยว่ยิ้มแหยๆ นางเป็เพียงสาวใช้ในจวนป๋อ ไหนเลยจะเคยผจญกับเื่อันตรายน่าหวาดหวั่นเช่นครั้งนี้
หลี่หยวนหยวนยกมือขึ้นตบที่แขนของสาวใช้เบาๆ
“เื่เช่นนี้ อาจจะเกิดอีกครั้งในวันหน้า เห็นทีเราคงต้องฝึกการป้องกันตัวเอาไว้บ้าง”
ไป๋เยว่นิ่วหน้า ั้แ่เกิดมานางยังไม่เคยจับอาวุธเข่นฆ่าเลยสักครั้ง “หวางเฟย จะฝึกวรยุทธ์หรือเ้าคะ”
“ข้าหมายถึง เราคงต้องฝึกการใช้มีดใช้ดาบเอาไว้บ้างน่ะ ในยามจวนตัวจะได้ช่วยเหลือตนเองได้”
หลังจากการส่งกุนซือหนุ่มไปกวาดล้างกลุ่มนักฆ่าที่ข้ามมาจากนอกด่านเกือบหมด การเดินทางก็ราบรื่นกระทั่งถึงชายแดนเมืองเฉินม่าย
หลี่หยวนหยวนกับสาวใช้มองดูทิวทัศน์สองข้างทางด้วยความตื่นตาตื่นใจกับต้นไม้ใหญ่ที่มีใบไม้หลากสี
หลังจากเกิดเหตุการณ์ลักพาตัว หลี่หยวนหยวนจึงให้ซุนมามา ไป๋เยว่ และไป๋ซวงมานั่งรถม้าคันเดียวกันกับนาง
“ทางเข้ายังสวยถึงเพียงนี้ ไม่รู้ว่าเมืองเฉินม่ายจะงดงามสักเพียงไหน” ไป๋เยว่เอ่ยขึ้น
“พวกเ้าเคยได้ยินเื่เมืองเฉินม่ายบ้างหรือไม่”
ซุนมามายิ้มน้อยๆ “ข้าเคยได้ยินเ้าค่ะ เขาบอกว่าเมืองเฉินม่ายเป็เมืองหลังม่านหมอก ทางเข้าจะเป็ทางเดินทางระหว่างูเา หากผ่านหมอกหนาทึบไปแล้ว จะได้เห็นเมืองที่งดงามด้วยต้นไม้ที่มีใบหลากสี”
“อย่างนั้นหรือ” หลี่หยวนหยวนนึกถึงภาพถ่ายและคลิปรายการท่องเที่ยวที่ตนเคยดู นางจึงยื่นหน้าออกจากรถม้า
หยางหลีเหว่ยชักม้าวนมาดูท้ายขบวน พลันสบตากับนางเข้าพอดี พอเห็นใบหน้าผุดผ่องกำลังยิ้มพราวมองทิวไม้ข้างทาง ใจเขาก็หวั่นไหว นึกถึงใบหน้าของนางในยามที่กำลังส่งเสียงรัญจวนเบาๆ ใต้ร่างของเขาบนเตียงใหญ่คืนเข้าหอ
‘บ้าจริง! ข้ากับนางทำเช่นนั้นก็เพราะฤทธิ์ยาบ้าๆ นั่นแท้ๆ เหตุใดจะต้องหวนคิดด้วย’
หลี่หยวนหยวนรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกคนจ้องมองจึงหันไปตามสัญชาตญาณ พอเห็นสายตาคมกล้าของอ๋อง หยาง นางจึงผลุบศีรษะกลับเข้าไป
รถม้าขบวนใหญ่เคลื่อนที่ผ่านช่องเขา ที่เต็มไปด้วยม่านหมอกขาวบาง หลี่หยวนหยวนยื่นมือออกจากนอกหน้าต่างรถม้า นางได้ััความเย็นชื้นก็รู้สึกหนาวขึ้นมาเล็กน้อย
“หนาวหรือเ้าคะ” ซุนมามายิ้ม ก่อนจะหันไปหยิบเอาผ้าคลุมไหล่ที่นำมาด้วยส่งให้
พอเดินทางเข้าในเขตเฉินม่ายอากาศก็เย็นลง
“เมืองนี้กว่าครึ่งล้อมด้วยูเาสูง อากาศน่าจะหนาวกว่าเมืองที่เราผ่าน” หลี่หยวนหยวนก้มมองดูแผนที่
ยามนี้กำลังย่างเข้าฤดูหนาว ในเมืองที่มีูเาและต้นไม้หนาแน่นเช่นนี้ก็น่าจะหนาวมาก
“เราเตรียมเสื้อหนาวมามากหรือไม่”
“ไม่ต้องห่วงเ้าค่ะ ข้าน้อยเก็บมาหีบใหญ่เลยทีเดียว” ไป๋ซวงเอ่ยยิ้มๆ นางเป็ผู้เก็บเสื้อผ้าของพระชายาทั้งหมด
“หวางเฟย ที่นี่ต่อให้หนาวก็ไม่มีหิมะหรอกเ้าค่ะ เป็เมืองทางใต้ ก็น่าจะหนาวพอๆ กับที่เมืองหลวง”
หลี่หยวนหยวนนิ่งไป นางไม่รู้ว่าคำว่าหนาวพอๆ กับที่เมืองหลวงของซุนมามานั้นหนาวเท่าใด แต่ดูจากอากาศที่เป็อยู่ก็น่าจะมี่อุณหภูมิเช่นเดียวกับเมืองในยุคปัจจุบันที่ตนอยู่อาศัยเพราะบ้านมรดกอยู่ไม่ห่างจากเมืองหลวงมากนัก
ประเมินจากแผนที่แล้ว เมืองที่นางอยู่ในยุคปัจจุบันกับแคว้นนี้น่าจะตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน
“อืม...น่าอย่างนั้นก็ดีหน่อย ข้าไม่ชอบอากาศหนาวจัด รู้สึกว่ามันทรมานเกินไป”
ซุนมามาทำหน้าฉงน คุณหนูรองชอบอากาศหนาวยิ่งกว่าผู้ใด ใน่ฤดูหนาวนางมักจะออกมาวิ่งะโโลดเต้นอยู่ที่สวนในจวนเสมอ
หลี่หยวนหยวนรู้สึกถึงความเงียบของซุนมามา นางจึงมองหน้าสาวใช้าุโแล้วยิ้มออกมา
“ร่างกายข้าถูกพิษก็เลยไม่ทนความเย็นน่ะ หากหนาวมากๆ คงจะทรมานน่าดู”
“เช่นนี้นี่เอง ข้าจะได้คอยระวังเ้าค่ะ”
ความทรงจำก็ผุดขึ้นมา...หลี่หยวนหยวนชอบหิมะมาก ในตอนที่นางเป็เด็ก บิดาเคยพาเดินทางไปเมืองทางเหนือ นางออกมาปั้นหิมะเล่นจนเป็หวัด กลับกันกับติงหยวนหยวนที่กลัวความหนาวเย็น ครั้งหนึ่งพ่อกับแม่พาเธอไปเที่ยวเมืองที่มีหิมะ เธอเอาแต่หนาวสั่น ออกมาเจอหิมะเพียงครั้งเดียวก็เป็หวัด จากนั้นก็ไม่สบายเอาแต่ซุกตัวในผ้าห่มและเปิดเครื่องทำความร้อน ครอบครัวของติงหยวนหยวนจึงไม่ไปเที่ยวเขตหนาวอีกเลย
หลี่หยวนหยวนนึกดีใจที่เ้าของร่างมิได้แต่งงานไปกับบุรุษแดนเหนือ ไม่เช่นนั้นนางคงตายใน่หิมะตกอย่างแน่นอน
ขบวนรถม้าจอดหน้าซุ้มประตูใหญ่ ั้แ่หลี่หยวนหยวนนั่งรถผ่านเข้าประตูเมืองมา นี่เป็ซุ้มประตูที่ใหญ่เป็อันดับสองรองจากซุ้มประตูศาลาว่าการเมือง
นางเงยหน้าขึ้นอ่านป้าย ‘จวนหนิงเฉิงอ๋อง’ ก่อนจะมองเข้าไปในด้านใน ที่นี่โอ่อ่าใหญ่โตยิ่งกว่าจวนอ๋องที่อยู่ในเมืองหลวงมาก
“หวางเฟย เชิญท่านพักเรือนด้านในขอรับ” เฉาเฟิงผายมือเชิญหลี่หยวนหยวนและสาวใช้ไปยังเรือนที่เตรียมไว้เพื่อนาง
แม้หยางหลีเหว่ยจะไม่ชอบนางสักเพียงใดก็ยังคงรักษาหน้าตาของตน
กุนซือหนุ่มเดินนำพระชายาของท่านอ๋องไปถึงเรือนขนาดกลางหลังหนึ่ง แม้จะเทียบกับเรือนอื่นๆ แล้วเป็ขนาดกลาง แต่หลี่หยวนหยวนเห็นว่าใหญ่เท่ากับเรือนที่ใหญ่ที่สุดของจวนอ๋องในเมืองหลวง
ซุนมามาหันไปกำกับสาวใช้และบ่าวไพร่ให้เก็บข้าวของให้เรียบร้อย หลี่หยวนหยวนเดินชมเรือนไปรอบๆ นางเห็นว่าหยางหลีเหว่ยจงใจเลือกเรือนให้นางอยู่ห่างจากเรือนพักของเขามาก
จากวันนั้น นางก็ได้มีโอกาสพบเขาเพียงตอนเย็นบนโต๊ะรับประทานอาหารเพราะไท่เฟย้าให้คนในครอบครัวอยู่พร้อมหน้า
****************
