บทที่ 4 ฆาตกรต่อเนื่องะเิโรงน้ำชา
'คุณหนูเป็ผู้ใดขโมยกระเื้ัคาไปเ้าคะ'
'ไม่ใช่เ้ารึ'
'บ่าวเพิ่งสิบสองนะเ้าคะ!จะปีนขึ้นหลังคาไปได้อย่างไร'
'อืม คงไม่ใช่เ้าจริงๆ
'คุณหนู ท่านไปแกล้งผู้ใดมาเ้าคะเหตุใดพวกเขาแค้นกระทั่งมาเอากระเื้ัคาเรือนไปเช่นนี้'
'เยอะ!'
........................................
ฮัดชิ่ว!
"ไม่สบายหรือขอรับ"
เสวี่ยเฟิ่งหยุดเช็ดกระบี่เงยหน้ามองฉางิแล้วกล่าวเสียงเข้ม "หลายปีมานี้ เ้าเคยเห็นข้าป่วยหรือ?"
ฉางิส่ายหน้าเป็คำตอบขณะยืนทรงตัวย่อเข่างอแขนยกถังน้ำ ถึงหลายปีไม่ป่วย แต่เมื่อคืนอาจป่วยก็ได้ไม่อย่างนั้นคงไม่ไปนั่งตากลมเฝ้าคนบนหลังคาเรือนผู้อื่นกระทั่งดึกดื่นค่อนคืนกระมัง
"เ้ามีปัญหา?"
สองขาฉางิซวนเซสายตาคุณชายน่ากลัวยิ่ง ผู้ใดจะกล้า "ไม่มี! ไม่มีขอรับ"
เมื่อคืนไม่รู้คุณชายนึกครึ้มใจสิ่งใดเล่นชวนฉางิไปเดินเล่นเล่นไปเล่นมาไม่รู้เล่นอย่างไรให้ไปโผล่บนหลังคาเรือนจวนสกุลหลินหากเป็จวนอื่นก็คงไม่เหนื่อยมากเท่านี้ ใครจะคาดคิดว่าเรือนคุณหนูหลินเวรยามเข้มงวด...แค่ชายตาบอดผู้เดียว!ยังไม่ทันเข้าใกล้พี่ท่านกำลังภายในเหนือชั้นถึงขั้นได้ยินเสียงผู้บุกรุกั้แ่สิบลี้[1] อะไรจะเทพขนาดนั้น
กระนั้นคุณชายก็ไม่ยอมแพ้รอจนดึกดื่นค่อนคืนชายตาบอดหายลับออกจากจวน พวกเขาถึงได้โผล่ศีรษะขึ้นจากหลังคาเรือนหายใจหายคอสะดวกขึ้นหน่อย ทว่าไม่ทันได้โล่งใจนานคุณชายเกือบคว้าตัวฉางิไว้ไม่ทัน เห็นคุณหนูหลินถือมีดเล่มใหญ่เดินอาดๆกลับเรือน ทั้งตัวยังเต็มไปด้วยเืคนขวัญอ่อนบนหลังคาแข้งขาสั่นปวกเปียกกลิ้งไถลลงมาครึ่งทางคุณหนูหลินผู้นี้ช่างไม่เหมือนมนุษย์มนานัก
อย่าว่าแต่บ่าวเลยคุณชายเห็นยังอึ้งหากไม่เพราะฉางิกำลังจะตก เห็นทีคุณชายได้อ้าปากค้างเช่นนั้นทั้งคือเป็แน่
เวลาผ่านล่วงเข้ายามสาม[2] คุณชายยังคงปักหลักอยู่บนหลังคาเรือนไม่ยอมกลับบ้านกลับช่อง ยังรื้อกระเบื้องออกมาอีกสองสามแผ่นนั่งเท้าคางมองคุณหนูหลินหลับปุ๋ยบนเตียง ใบหน้าคุณชายยิ้มแล้วยิ้มอีกฉางิทนไม่ไหว นั่งตบยุ่งก็แล้ว นับกระเบื้องทุกแผ่นก็แล้วเช่นนั้นเอนตัวนอนมันบนหลังคาเรือนเสียเลย
ไม่รู้เวลาผ่านไปเท่าใดคุณชายจากที่ยิ้มสีหน้าพลันเปลี่ยน แววตาดำขมึงราวกับผู้ใดแย่งของหวงยกเท้าถีบฉางิจนกลิ้งตก กล่าวเสียงห้วนชวนกลับจวน
ทว่าไม่ไปเปล่าฉางิอยากเอ่ยถามคุณชายมากเหตุใดไม่จัดกระเบื้องให้เข้าที่เสียก่อนแล้วจะถือกลับไปด้วยเยี่ยงนี้หรือคุณชายไม่เอ่ยตอบสิ่งใด เพียงมองกระเบื้องในมือเห็นว่ายังน้อยอยู่จึงรื้อไปเกือบหมดแถบ อุ้มกระเบื้องขนมาเต็มอ้อมแขนไม่วายยืมแขนฉางิด้วย
พอถามว่าจะกลับจวนเช่นนี้หรือคุณชายกลับอยากไปเล่นที่จวนอื่นต่อสุดท้ายความโชคร้ายจึงมาตกที่จวนสกุลเจินบนหลังคาเรือนจ้าวเหออี้พร้อมกระเบื้องมุงหลังคาอีกหอบใหญ่
เช้าวันรุ่งขึ้นเหออี้เปิดประตูออกมานึกว่าฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย มารกระเบื้องตนใดไหลลงมาเกือบทับหัวเขาเล่นเอาตกอกใจนหอบแฮกๆ ไม่กล้าออกจากเรือนไปอีกสามวัน
พอข่าวถึงหูคุณชายวันนั้นทั้งวันคุณชายอารมณ์ดียิ่ง ...นี่หรือของฝากจากหางโจวจากเรือนคุณหนูหลินชัดๆ
ฮัดชิ่ว!
"ให้ตามท่านหมอหรือไม่ขอรับ"
คุณชายตวัดตามองขู่รังสีอำมหิตสว่างวาบ บ่าวผู้น้อยโดดไปเต็มๆ ถังน้ำหนักๆในมือจึงลื่นหลุดอย่างช่วยไม่ได้ เสียงดังซ่าจากน้ำในถังไหลนองเต็มพื้น
"เพิ่มอีกหนึ่งชั่วยาม"
นรก!ผู้ใดบอกว่าอารมณ์ดีทั้งวัน...
ฉางิกระวีกระวาดเก็บถังน้ำวิ่งไปยังบ่อด้านหลังเรือน สวนทางกับพ่อบ้านพอดี
พ่อบ้านจวนเฉารีบร้อนเดินเข้ามาในมือถือซองจดหมายซึ่งห่อด้วยผ้าปักทอด้วยดิ้นทองอย่างดีมาถึงก็โค้งตัวคารวะคุณชายอย่างนอบน้อม "คุณชายขอรับมีจดหมายจากเมืองหลวงพร้อมคนขอรับ"
เสวี่ยเฟิ่งหยุดมือที่เช็ดกระบี่อีกครั้งมองจดหมายในมือพ่อบ้าน จากนั้นค่อยยื่นมือไปรับแล้วเปิดอ่าน สักพักจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายว่า"คนเล่าตอนนี้อยู่ที่ใด"
"บ่าวให้รอยังลานฝึกหลังจวนขอรับด้วยจำนวนคนมีมากจึงหาสถานที่เหมาะสมให้ไม่ได้ แต่จะให้อยู่ที่ลานกว้างหน้าจวนพวกเขา...พวกเขาช่าง เฮ้อ คุณชายขอรับท่านจะให้บ่าวย้ายคนเ่าั้ไปที่อื่นหรือไม่ขอรับ"
"อะไรจะทำให้เ้าหนักใจขนาดนั้น"เสวี่ยเฟิ่งเก็บกระบี่เข้าฝัก ะโลงจากชานเรือนแล้วส่งกระบี่ให้พ่อบ้านก่อนเดินตรงไปยังลานฝึกหลังจวน
ฉางิหิ้วน้ำในถังมาสองถังพอเห็นคุณชายเดินออกไปจึงยกไปวางข้างเสา แล้วก้าวยาวๆ ตามคุณชายไปด้วย
เสวี่ยเฟิ่งเดินมาถึงข้างเรือนฝึกซ้อมก็สามารถมองเห็นกลุ่มคนราวๆสามสิบ...ห้าสิบ? ยกมาเป็กองทัพหรืออย่างไร!ตอนแรกที่เห็นในจดหมายเขายังไม่อยากจะเชื่อหญิงผู้นั้นจะกังวลอะไรนักหนาถึงขั้นส่งมาเยอะเพียงนี้ยิ่งเยอะยิ่งเป็จุดสนใจมิใช่หรือ แต่ถ้ายิ่งเยอะแล้วแต่งตัวเช่นนี้...
เสวี่ยเฟิ่งหลุดขำรอจนเดินมาถึงค่อยเอ่ยถามประโยคแรก "คนจากพรรคกระยาจกหรือ?"
หนึ่งในหัวหน้าพลันหน้าเจื่อนลงทันควันแน่นอนว่าพวกเขาก็รู้สึกอับอายไม่แพ้กัน "นายน้อย"เมื่อหัวหน้าเอ่ยพร้อมคุกเข่าข้างหนึ่งคารวะ ที่เหลือก็ทำกันอย่างพร้อมเพรียงเอ่ยเรียกนายน้อยตามๆ กัน
นายน้อยของพวกเขาเดินมานั่งชันเข่ายังโขดหินประดับตรงหน้าแล้วกล่าวถามว่า "นี่คือทั้งหมดใช่หรือไม่"
"ยังอยู่นอกเมืองอีกยี่สิบนายขอรับ"
เอ๊ะ!?
นี่ยังไม่หมดอีกรึจะบุกตีเมืองหนานจิงหรืออย่างไร รวมๆ แล้วตอนนี้ในมือเขามีกำลังทหารอยู่ราวๆ...หนึ่งร้อย
เสวี่ยเฟิ่งได้แต่พยักหน้ารับรู้ส่งๆหากคิดจะส่งกลับ หญิงผู้นั้นต้องส่งมาอีกเป็กองทัพแน่กระมังแล้วจะจัดการคนเหล่านี้อย่างไรดี
"คุณชายจะเปิดโรงเก็บข้าวอาจารย์เฉาแจกขอทานหรือขอรับ"ฉางิเพิ่งตามมาถึงกระซิบแ่เบาข้างหูคุณชาย ไม่รู้ว่าเบาขนาดไหนถึงลอยไปเข้าหูหัวหน้ากลุ่มคนเหล่านี้ด้วยจนอีกฝ่ายตวัดสายตาฆ่าฟันส่งมาให้ ฉางิถึงกับยืดหลังตรง
จากนั้นเสวี่ยเฟิ่งก็ยุ่งอยู่กับการจัดการคนเหล่านี้ไปอีกหลายวัน
...มีข่าวเล่าลือในยุทธภพมาว่าเมื่อร้อยปีก่อนได้ถือกำเนิดชายผู้เป็อัจฉริยะด้านเพลงพิณ ปรมาจารย์กู่ฉินสะท้านยุทธจักรเขาใช้ทั้งชีวิตอุทิศให้กับบทเพลงอันเป็ตำนานประพันธ์และผสานบทเพลงทั้งสี่ขึ้นเป็เพลงเดียวมีชื่อเรียกว่า...เพลงพิณสี่ผสานสังหารหมู่มารภายหลังเรียกกันติดปากว่าเพลงพิณต้องห้าม---
พึ่บ!!
หลินหลานหรูปิดบันทึกเก่าเล่มหนึ่งแล้วโยนมันทิ้งไปข้างหลังตกยังขอบหน้าต่าง เอนไปเอนมาจากนั้นก็ร่วงไปอีกต่อจ๋อม...ลงไปลอยในบ่อปลาเสียอย่างนั้น
บันทึกเล่มนี้นานมาแล้วนางบังเอิญเจอในร้านหนังสือหัวมุมถนนเขตตลาดย่านสิ่งทอการค้าผ้าจากต่างเมืองเดิมทีเหมือนไม่มีอะไร ทว่าตัวอักษรหวัดๆ ไม่กี่ตัวบนหน้าปกกระตุ้นความสนใจของนางนั่นคือ 'สังหาร' ในบันทึกบอกเล่าตำนานวิชาลับต่างๆที่ใช้สังหารศัตรูในยุทธภพ บ้างก็ว่าสาบสูญ บ้างก็ว่าเื่หลอกเด็กแต่มีเื่เล่าหนึ่งที่ดูสมเหตุสมผล อำนาจของบทเพลงขับกล่อมให้คนหลงใหล
ในเมื่อโลกนี้เื่วิชาตัวเบากำลังภายในยังสามารถมีได้ แล้วเหตุใดเพียงแค่บทเพลงหนึ่งจะสังหารคนไม่ได้น่าเสียดายที่ในบันทึกเก่าๆดำครึเล่มนี้นอกจากพรรณนาถึงความร้ายกาจของมันอย่างอื่นล้วนไร้ประโยชน์หรือบางที...หากบันทึกนี้แทรกเคล็ดวิชาเพลงพิณต้องห้ามไว้จริงคงไม่ตกมาถึงมือนางอย่างง่ายดายกระมัง
ดังนั้นแล้วสิ่งที่นาง้าเวลานี้คือเคล็ดวิชาเพลงพิณต้องห้าม
เฉิงอิ้นเดินเข้าเรือนมาเห็นคุณหนูมองจ้องกระเื้ัคา้าอยู่ ในใจนางคงจะรู้สึกตงิดๆกับสีที่แปลกไป เขาหาซื้อกระเบื้องสีที่เข้ากันกับของเดิมแล้วแต่วันนั้นหาซื้อไม่ได้จริงๆ พอคุณหนูรู้เข้าจึงไล่ให้เขาไปซื้อสีมาแล้วทาทับกระเบื้องพวกนี้เสีย
ทว่าจนแล้วจนรอดกระเบื้องสีแปลกตานี้ก็ขึ้นไปอยู่บนหลังคาจนได้ด้วยว่าหลินหานฉีจัดการเองเสร็จสรรพ คุณหนูกลับจากเรือนใหญ่เห็นเข้าก็อึ้งกิมกี่พูดอะไรไม่ออกสักคำ
เป็เพราะสีกระเบื้องไม่สม่ำเสมอหลินหลานหรูจึงมองขึ้นไปบ่อยๆ พอมองแล้วก็หงุดหงิด หงุดหงิดแล้วก็โมโหจากนั้นก็พาลไปลงที่สาวใช้เมื่อวานนางเลยให้คนไปจัดการหาซื้อกระเบื้องใหม่มาเปลี่ยนเป็รอบที่สองหากกลับมาแล้วยังเห็นอีกคงต้องรื้อทั้งหลังคาแล้วเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด
กับแค่กระเบื้องมุงหลังคายังยุ่งยากเพียงนี้ต้องโทษหัวขโมยอดอยากพวกนั้น กระทั่งกระเบื้องยังไม่เว้น!
"คุณหนู รถม้าพร้อมแล้วขอรับ"
หลินหลานหรูละสายตาจากกระเบื้องไปที่เฉิงอิ้นเดิมทีวันนี้่บ่ายนางต้องเรียนกู่ฉินกับอาจารย์ฝูเต้าเป็วันสุดท้ายโดยครึ่งปีก่อนนางได้ปล่อยข่าวเื่เพลงพิณต้องห้ามออกไปเพื่อล่อปรมาจารย์เพลงพิณผู้คลั่งไคล้ในบทเพลงสังหารเข้ามาในเมืองและขอให้จิวซื่อติดประกาศหาอาจารย์ผู้มีความสามารถด้านกู่ฉินมาสอนและพักในจวน
กระทั่งเจอเข้ากับฝูเต้าประวัติและชื่อเสียงของเขานางก็ศึกษามาเป็อย่างดีคนผู้นี้นับว่ารู้เื่เพลงพิณต้องห้ามไม่น้อย นางออกไปข้างนอกกลับมาคงทันกระมัง
ส่วนฝูเต้าแน่นอนว่าย่อมอาศัยโอกาสนี้สอนคุณหนูสกุลหลินเพื่อแลกกับที่พัก...หลังจากปล่อยข่าวครั้งนั้นออกไปก็เงียบหายมานานถึงเวลาที่นางต้องลงมือปิดฉากเสียที
หลินหลานหรูเดินกลับเข้าไปในห้องชั้นในหยิบถุงผ้าสีแดงมาห่อกล่องไม้ขนาดใบไม่ใหญ่ หิ้วออกมาแล้วส่งต่อให้เฉิงอิ้น
กล่องนี้ถึงไม่หนักก็ใหญ่พอให้คนสงสัยได้เฉิงอิ้นจึงเอ่ยถาม "สิ่งนี้คืออะไรขอรับ"
นางไม่ได้ตอบในทันทีรอจนเดินพ้นหน้าประตูเรือนออกมา จึงคลี่ยิ้มเบาบางแล้วกล่าวขึ้นลอยๆ"ะเิอย่างไรเล่า"
รถม้าจอดรอทางหลังจวนนางแอบออกมาจึงให้เฉิงอิ้นเรียกรถม้าจากข้างนอกใช้เสร็จก็จ่ายเงินแล้วแยกย้ายกันไป ดังนั้นรถม้าคันนี้สภาพจึงดูไม่ค่อยดีเท่าใดคงผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชน แต่นางให้เงินไปตั้งเยอะ หาได้แค่นี้หรือ
เอาเถิด...หลินหลานหรูไม่ใช่คนเื่มากแค่พานางไปถึงที่หมายก็นับว่าใช้ได้แล้ว นางจึงก้าวเหยียบแท่นวางเท้าขึ้นไป...ขึ้นไปบ้าอะไร เหยียบแท่นวางเท้าแล้วก็ยังสูง ขานางยกไม่ถึง "เฉิงอิ้น!"
"ขออภัยขอรับ"
ขออภัยอะไรของเ้า ยังไม่รีบมาอุ้มนางขึ้นอีก
หลินหลานหรูขึ้นรถม้าไปเรียบร้อยแล้วพลันหางตาสังเกตเห็นตัวอะไรแวบๆ ะโข้ามกำแพงออกไป นางไม่ได้ใส่ใจกับเ้าตัวแวบๆนั่น ให้เฉิงอิ้นปล่อยม่านหน้าประตูลง สั่งคนรถให้เคลื่อนรถม้าออกไปยังถนนใหญ่
รถม้าเคลื่อนที่ออกมาได้ไม่นานกลับหยุดชะงักกะทันหัน ทั้งตัวนางยังเกือบถลาไปด้านหน้าจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ว่า "อยากตายรึ"
เฉิงอิ้นนั่งคู่กับสารถีบังขับม้าด้านนอกได้ยินเสียงเล็กๆ กังวานใสของคุณหนูชัดเจนต่อให้คุณหนูแหกปากร้องดังกว่านี้ว่าจะฆ่าคนสุดท้ายทุกถ้อยคำที่พ่นออกจากปากจิ้มลิ้มล้วนแต่ฟังดูน่ารักทั้งสิ้น"ขออภัยขอรับคุณหนู ข้างหน้ามีเหตุทะเลาะวิวาท การเดินทางเลยติดขัดกว่ารถม้าและฝูงชนจะขยับได้คงต้องใช้เวลาสักพัก ท่านจะให้ข้าจัดการหรือไม่"
จะจัดการหรือ จัดการอย่างไรตีหัวพวกเขา? หลินหลานหรูเกิดสนใจใคร่รู้ขึ้นมาเลิกม่านหน้าต่างเก่าขาดขึ้นแล้วโผล่ศีรษะเล็กๆ ของนางออกไปดูอา...ท้องฟ้าแจ่มใสยิ่ง ไม่ถูกละ...จากตรงนี้นางสามารถเห็นเหตุการณ์ได้อย่างถนัดตา
เฮ่ยๆนั่นไม่เรียกว่าทะเลาะวิวาทแล้ว ลงมือฆ่าเอาให้ตายกันชัดๆ ทั้งดาบทั้งกระบี่ห้างร้านรวงแถบนั้นเป็ขยะสะอาดๆ ไปแล้วทว่าไม่รอให้หลินหลานหรูได้ชื่นชมความงามมากกว่านี้ พริบตานั้นหอกดาบไร้ตาอาวุธสังหารพุ่งเข้าหา เป็ดาบยาวเงินเหล็กกล้า ด้ามจับยังพันด้วยผ้าสีแดงขาดผุมีจี้หยกเล็กๆ ห้อยไว้ นางจ้องเขม็งเห็นปลายดาบคมกริบ...นั่นเล็งยังหัวนางอย่างแน่นอน
เหตุใดต้องจ้องกันเล่าฮ้ะ!
เฉิงอิ้นพลิกกายลงจากที่นั่งอย่างว่องไวด้วยว่าเขาไม่ได้พกกระบี่มาด้วยจังหวะที่จะเอื้อมให้ถึงตัวหลินหลานหรูก่อนปลายดาบจึงช้าไป
ฟวับ
แคร่ง
ฉึก!
"(OoO)" คุณหนูหลิน
"(0.0)" เฉิงอิ้น
เป็กระบี่ดำสกัดดาบเงินเปลี่ยนทิศทางตรงหน้านางในยามนี้กระบี่ดำสั่นดิกๆ เสียบเข้าผนังรถม้าดังฉึกวัดดูขนาดแล้วชิดจมูกนางเพียงเส้นขน อูย...ใจหายใจคว่ำ
"คุณหนู!"เฉิงอิ้นทะยานมาถึงไม่รอให้พูดอะไรปลอบขวัญมากความ จับศีรษะนางกดยัดเข้าในรถม้า
เด็กหญิงเค้นคำเอ่ยในใจทันที เ้า! ขณะเดียวกันอีกมือก็ลูบศีรษะตัวเองป้อยๆไม่ใช่หัวนางยุบแล้วรึ
เฉิงอิ้นหยิบดาบเงินบนพื้นถนนขึ้นมากวาดตามองรอบเดียวจากนั้นค่อยหันไปกล่าวขอบคุณบุรุษชุดดำเ้าของกระบี่ที่ช่วยสกัดดาบเงินเมื่อครู่"รบกวนท่านแล้ว หากไม่ว่าอะไรช่วยดึงกระบี่กลับไปด้วย"
เ้าของกระบี่ดำหรี่ตามองชายตาบอดตรงหน้าขนาดตาบอดยังว่องไวได้ถึงขั้นนี้ นับว่าวรยุทธ์เข้าขั้นเทพคนมีความสามารถระดับนี้เหตุใดยอมเป็สุนัขคอยรับใช้ผู้อื่นเขาจึงลอบมองเข้าไปในรถม้า เห็นเสี้ยวหน้าของเด็กน้อยโผล่ออกมา ในใจนึกฉงนเมื่อครู่ก็เช่นกัน เห็นๆ อยู่ว่าดาบพุ่งมาอย่างนั้นยังไม่คิดหลบจะกล้าบ้าบิ่นอะไรเทือกนั้น
เฉิงอิ้นมองตามสายตาบุรุษผู้นี้ั้แ่แรกย่อมเห็นคุณหนูโผล่หน้าออกมา จึงจับยัดศีรษะนางเข้าไปอีกรอบได้ยินเสียงสบถด่าหลายคำดังจากข้างใน ทุกคำล้วนแต่เป็ 'เ้าตายๆ' ทั้งยังกระทืบเท้าอีกตึกๆ
บุรุษชุดดำดึงกระบี่กลับแล้วเก็บเข้าฝักกล่าวชื่นชมคุณหนูบนรถม้าไปว่า"ข้าไปมาหลายที่ไม่เคยเห็นผู้ใดใจเด็ดเท่าคุณหนูเห็นคมดาบลอยมาตรงหน้ายังไม่รู้จักหลบนับว่าข้าได้เปิดหูเปิดตาเจอผู้มีความสามารถสูงส่งไม่หลบคมดาบแล้วยังรอดมาได้"
อึ๊ก คนบนรถม้าถึงกับสะอึก ความสามารถสูงส่งใดกันนางใจนลืมขยับต่างหากเล่า พูดเช่นนี้หากเมื่อครู่เขาไม่สกัดดาบเล่มนั้นเห็นนางหัวขาดจะไม่เปิดหูเปิดตามากกว่านี้หรือ
หลินหลานหรูอยากโผล่ศีรษะออกไปอีกรอบแต่ติดที่คนข้างนอกหน้าต่างเกรงว่าจะถูกจับยัดเข้ามาอีก ดังนั้นนางจึงกล่าวสวนกลับด้วยน้ำเสียงทรงพลังออกไปแทน"ท่านจอมยุทธ์ เป็ท่านที่ช่วยข้าไว้ ผู้มีความสามารถสูงส่งใดกันข้ามิกล้ารับจะอย่างไรให้ข้าเป็เ้ามือเลี้ยงข้าวท่านสักมื้อเป็การขอบคุณเถิด"
โกหก! คุณหนูหลินยิ้มเ้าเล่ห์นางกำลังล่อลวงผู้อื่นอีกแล้ว นั่นเพราะกระบี่ดำที่เกือบเฉือนจมูกนางเล่มนั้นลักษณะคุ้นตาอาศัยโอกาสนี้หลอกสอบถามที่มาไม่แน่เขาอาจเป็คนที่นางรู้จักเื้ัวันหน้าคงได้ใช้ประโยชน์กระบี่ดำของคนผู้นี้
ทว่าชายหนุ่มระวังตัวยิ่งกล่าวปฏิเสธนางอย่างไม่เสียมารยาท "ทำให้คุณหนูผิดหวังแล้วข้ายังมีธุระอื่นต่อ คงรั้งอยู่ในเมืองนี้ไม่นาน"
"ถ้าเช่นนั้นเรียนถามชื่อแซ่วันหน้าได้พบพาน ตอบแทนบุญคุณก็ยังไม่สาย...ท่านคงไม่รังเกียจถึงขั้นปิดบังชื่อแซ่กระมัง" นางดักทางไว้เสร็จสรรพ
คนฟังหางคิ้วกระตุกเหลือบมองชายตาบอดข้างรถม้าตอนนี้ก็ยังยืนนิ่งมองตรงไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมายเช่นเดิม คงจะตาบอดจริงๆเห็นทีคุณหนูผู้นี้คงไม่ใช่เด็กน้อยธรรมดาเขาจึงคิดอยากทดสอบความสามารถของผู้ติดตามนางสักหน่อย"เช่นนั้นคงทำให้คุณหนูผิดหวังอีกแล้ว"
บุรุษชุดดำกล่าวจบก็กระชับกระบี่ดำในมือเตรียมชักออกจากฝัก ทว่าเขาชักกระบี่ได้เพียงครึ่ง...
เฉิงอิ้นขยับเท้าเตะก้อนหินเล็กๆบนพื้น ส่งเข้าปะทะข้อมือของคนชุดดำ มือที่จับด้ามกระบี่จึงคลายออกอย่างรวดเร็วกระบี่ดำเลื่อนกลับเข้าฝักตามเดิม
คนชุดดำใไปเพียงชั่วครู่แล้วแปรเปลี่ยนเป็ความพึงพอใจแทนนับว่าวันนี้เขาเจอยอดฝีมือ ลงมือได้รุนแรงเฉียบคม หากคิดประลองกันจริงๆ เกรงว่าผู้ชนะคงยากตัดสิน"ขออภัย ข้าไม่คิดลงมือ เพียงแต่มีเหตุผลที่ไม่อาจบอกชื่อแซ่ได้ยุทธภพกว้างใหญ่ หากไม่เดินบนเส้นทางเดียวกันคงยากจะพบหน้าข้าช่วยคนไม่หวังสิ่งตอบแทน เช่นนั้นก็แล้วกันเถิด ขอลาตรงนี้"
กล่าวจบก็ยกมือประสานเดินหายลับเข้ามุมอาคารร้านค้าด้านข้าง
หลินหลานหรูยิ้ม เ้าไม่หวังแต่ข้าหวัง อยากดูหน้าคนผู้นี้สักหน่อยจึงคิดโผล่ศีรษะออกไปอีกรอบ หากแต่เป็เฉิงอิ้นเลื่อนบานหน้าต่างปิดดังปังเกือบงับปลายจมูกนาง "เ้า!"
"นั่งดีๆ ขอรับ"กล่าวเพียงเท่านั้น เขาก็สั่งให้คนบังคับรถม้าเปลี่ยนเส้นทาง แล้วขว้างดาบเงินในมือส่งคืนเ้าของเฉียดหน้าอีกฝ่ายฉึก เล่นเอาเ้าของดาบสะดุ้งโหยง
__________________________________
[1] ลี้ (หลี่) เป็หน่วยมาตรวัดของจีนเท่ากับความยาว 15 อิ่น เทียบประมาณ 500 เมตร
[2] ยามสาม หรือ ยามโฉ่ว คือ ่เวลาระหว่าง 01.00 น. – 03.00 น.