ชายชราอึ้งไปทันทีที่ได้ยินเออร์วินพูดก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
“ฮ่าๆๆ ไอ้หนูแกว่าอะไรนะแกบอกว่าจะเป็นระบบโลกอะไรนั่นงั้นเหรอ ฮ่าๆๆ เกิดมาข้าไม่เคยเห็นเด็กคนไหนโง่เท่าแกมาก่อน แกคงไม่รู้เลยสินะว่าโลกใบนี้มันทั้งกว้างใหญ่และตัวแกมันเล็กขนาดไหน ฮ่าๆๆ เอาเลยทำเต็มที่เลยข้าล่ะอยากเห็นตัวแกที่รู้ความจริงว่าไม่มีวันทำอะไรสำเร็จเพราะสุดท้ายตัวแกมันก็แค่ขยะชิ้นหนึ่งที่ไม่มีคุณค่าอะไรเลย ฮ่าๆๆ”
เสียงหัวเราะของใจชราเป็นไปอย่างคุ้มคลั่งทว่าเออร์วินเหลือบมองเขาอยู่แวบหนึ่งแล้วก็เดินจากมาโดยไม่สนใจเขา เด็กชายเดินมาหาพวกเจคพูดกับเขาว่า
“เดี๋ยวรบกวนคุณเจคช่วยนำพวกคนที่ถูกลักพาตัวกับตัวเหล่านี้มากองรวมกันด้วยนะครับแต่อย่าปนกันเด็ดขาดนะครับ เพราะเดี๋ยวผมจะส่งพวกคุณกลับไป”
เจคพยักหน้าแล้วแยกย้ายกับคนอื่นๆ ไปนำแต่ละคนมากองรวมกัน เนื่องจากว่าพวกโจรลักพาตัวมีแค่สองคนที่สลบไปส่วนคนอื่นๆ นั้นแค่บาดเจ็บ ทำให้มีการขัดขืนบ้างแต่ไม่เป็นผล
เรเวนไม่ได้ไปช่วยพวกเขาขนคนแต่กลับมองเด็กชายอยู่อย่างนั้นแล้วถามเขาว่า
“เธอแน่ใจเหรอฉันจะรับมือกับผู้หญิงคนนั้นคนเดียว”
เออร์วินตอบเหมือนไม่ใส่ใจว่า
“แน่ใจสิครับ”
เรเวนมองหน้าเด็กชายแล้วก็พูดว่า
“ฉันจะอยู่ช่วยเธอด้วยจะได้แต่มั่นใจว่าเธอรอดกลับไปได้”
เออร์วินพูดกลับอย่างหน้าตาเฉยว่า
“ไม่ได้หรอกครับผมต้องอยู่คนเดียวพี่สาวต้องกลับไปพร้อมกับพวกเขา”
เรเวนพูดทันทีว่า
“แล้วฉันจะมั่นใจได้ยังไงว่าเธอจะกลับไปแบบมีชีวิตอยู่”
“เรื่องนี้ผมก็บอกพี่สาวไปแล้วนี่ครับว่าความต้องการของผมครับเธอคนนั้นต่างกัน ผมต้องการจบชีวิตเธอเพื่อเคลียร์ปัญหาหลายอย่างในขณะที่เธอต้องการของที่ผมมีอยู่ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถฆ่าผมได้”
เรเวนจ้องมองเด็กชายแล้วก็พูดกับเขาว่า
“เธอยังไม่รู้ใช่ไหมว่าในโลกนี้ยังมีเวทย์มนตร์ที่ชื่อว่าเวทย์ถามวิญญาณอยู่”
“เวทย์ถามวิญญาณ?”
“มันเป็นเวทย์มนตร์ชนิดหนึ่งที่สามารถเรียกวิญญาณมาสอบถามได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะพูดโกหก ทั้งนั้นผู้หญิงคนนั้นจึงไม่ต้องกลัวที่จะฆ่าเธอเพราะแค่เก็บร่างเธอไว้แล้วก็หาผู้ที่ใช้เวทย์มนต์ชนิดนี้ทุกอย่างก็จบ”
เออร์วินรู้สึกแปลกใจเพราะเขาเพิ่งเคยได้ยินเวทย์มนต์ชนิดนี้ซึ่งถ้าเป็นอย่างที่เรเวนพูดก็ไม่มีอะไรมาการันตีว่าผู้หญิงคนนั้นจะไม่ฆ่าเขา แต่เออร์วินกลับยังไม่มีท่าทีตื่นตกใจอะไรเพียงพูดกับเรเวนว่า
“แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังมีความมั่นใจอยู่ครับและผมยังคงยืนกรานที่จะให้พี่สาวกลับไปก่อน”
เรเวนจ้องมองเด็กชายแล้วก็พูดว่า
“ฉันจะไม่กลับไปถ้าไม่มีเธอกลับไปด้วย”
เออร์วินจ้องมองเธออยู่เงียบๆ พักหนึ่งก่อนจะถามเธอว่า
“พี่สาวคงไม่ได้หลงรักผมจริงๆ ใช่ไหมครับ”
เรเวนที่ได้ยินคำถามก็นึกถึงเหตุการณ์ที่ว่าถ้าเธอกลับไปโดยที่ไม่มีลูกชายของผู้หญิงจากตระกูลโรเซ็ตต้าคนนั้นเธอคงไม่มีหน้าไปพบอีกฝ่าย และก็ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นจะทำอะไรกับเธอบ้างแม้เธอจะยังสงสัยว่าทำไมผู้หญิงจากตระกูลโรเซ็ตต้าถึงมาแต่งงานกับพระราชาเมืองเล็กๆ ที่อยู่สุดขอบทวีปเช่นนี้ แต่จากการลูกสาวของเธอยังได้รับสาวใช้มาจากตระกูลหลักก็บ่งบอกได้ว่าเธอคนนี้ยังคงได้รับความสำคัญจากตระกูลหลักอยู่ไม่น้อย เธอมองหน้าเออร์วินแล้วก็ตอบไปว่า
“ถ้าฉันหลงรักเธอจริงๆ ก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่เหรอเพราะถึงยังไงฉันก็ตัดสินใจแล้วนี่ว่าจะเป็นอนุภรรยาให้เธอ”
เออร์วินที่ได้ยินคำตอบก็หน้าแดงทันทีรีบเบือนหน้าไปอีกทางหนึ่งพูดว่า
“พะพูดอะไรออกมานะครับพี่สาวเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดเล่นๆ ได้นะครับ”
เรเวนมองปฏิกิริยาการตอบสนองของเขาแล้วก็คิดในใจว่า
‘มันช่างน่ารักซะจริงๆ”
ทางด้านเจคที่ตอนนี้เข้าไปในกรงขังที่ถูกเดนิชต่อยจนเป็นแหลกพร้อมกับอุ้มร่างเด็กผู้ชายคนหนึ่งออกมา โทมัสก็ทำเช่นกันขณะที่กำลังอุ้มเด็กออกมาอยู่นั้นเจคก็พูดกับโทมัสว่า
“ดูเจ้าไม่ค่อยตกใจตอนที่เจ้าชายสู้กับคนพวกนั้นเลยนะเคยเห็นเจ้าชายสู้มาก่อนเหรอ”
โทมัสพยักหน้าแล้วตอบว่า
“ก็นะก่อนหน้านี้ก็เคยเห็นมาก่อนเป็นตอนที่เจ้าชายอาศัยเพียงคนเดียวรับมือกับนาคราชสามเศียรกริฟฟินศิลาน่ะ”
“นาคราชสามเศียรกับกริฟฟินศิลา?” เจคทวนคำด้วยความแปลกใจก่อนจะพูดว่า “พูดเป็นเล่นพื้นที่แถบนี้มันไม่มีอสูรสองตัวนี้ซะหน่อย”
โทมัสตอบหน้าตาเฉยว่า
“มันไม่ได้อยู่แถบนี้แต่มันมาจากที่อื่น”
“ฮะ?”
เหมือนโทัสจะกลัวว่าเจคยังตกใจไม่พอจึงพูดอีกว่า
“นอกจากนี้ก็ยังมีฟีนิกซ์ด้วย”
“ฟินิกซ์? วิหคอมตะนั่นน่ะหรอ”
โทมัสตอบขณะที่กำลังวางร่างของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังสลบไสลงบนพื้นอย่างแผ่วเบาว่า
“ยังจะมีฟีนิกซ์ไหนอีกล่ะ” เดิมที่เขาไม่ใช่คนที่ถนัดงานใช้แรงเท่าไหร่นักตามแบบฉบับของหนอนหนังสือ แต่ด้วยจากการฝึกฝนกล้ามเนื้อมาระยะหนึ่งแม้จะไม่ได้ฝึกหนักเท่ากับพวกเจค แต่ผลของการฝึกนั้นก็แสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งไม่เพียงแค่การฝึกเท่านั้นแม้แต่อาหารการกินเขาก็ได้รับการชี้แนะจากเออร์วินว่าให้เน้นหนักไปที่โปรตีนหรือก็คือเนื้อสัตว์ โทมัสในตอนนี้เข้าใจความสำคัญถึงอาหารแต่ละชนิดที่กินดีจากที่เมื่อก่อนแค่กินตามแบบที่แม่ครัวทำให้กิน ตอนนี้เขาก็เป็นฝ่ายกำหนดเมนูอาหารว่าในแต่ละมื้อจะกินอะไรโดยไม่สนว่ามันเป็นอาหารของคนชนชั้นต่ำหรือชนชั้นสูง เพราะเขามองแค่สารอาหารที่จำเป็นเท่านั้นซึ่งมันก็ให้ผลดีอย่างไม่น่าเชื่อ
เจควางร่างของเด็กผู้ชายคนหนึ่งลงบนพื้นอย่างแผ่วเบาเช่นกันแล้วถามว่า
“แล้วอาจารย์สู้กับสัตว์อสูรพวกนั้นได้ยังไง” แม้เขาจะยอมรับในความแข็งแกร่งของเออร์วินยิ่งกว่าแต่ก่อน แต่เขาก็ไม่โง่พอที่จะเชื่อว่าอาศัยแค่เออร์วินเพียงคนเดียวรับมือสัตว์อสูรเหล่านั้นได้ และก็เป็นไปตามที่เขาคาดเมื่อโทมัสตอบว่า
“อาจารย์สู้แค่สองคือนาคราชสามเศียรกับกริฟฟินศิลา ส่วนเจ้าฟินิกซ์นั่นคนที่รับมือเป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์หญิงคนนั้น”
เจคทำหน้าตะลึงทันทีเพราะไม่นึกว่าโทมัสก็เคยเห็นการต่อสู้ของอัศวินศักดิ์สิทธิ์หญิงคนนั้นจึงรีบถามทันทีว่า
“แล้วผลการต่อสู้เป็นยังไงอัศวินศักดิ์สิทธิ์แข็งแกร่งอย่างที่เขาลือกันไหม”
โทมัสนิ่งไปก่อนจะพูดว่า
“อัศวินศักดิ์สิทธิ์แข็งแกร่งกว่าอย่างเห็นได้ชัดเพียงแต่ว่าฟีนิกซ์ตัวนั้นเป็นสิ่งที่ฆ่าไม่ตายน่ะสิ แต่มันก็ทำได้แค่ฟื้นฟูบาดแผลแล้วก็โดนเล่นงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนความแข็งแกร่งของผู้หญิงคนนั้นน่ะหรอเจ้าน่าจะได้เห็นสภาพของอัศวิน 2 คนนั้นนะ”
เจครู้ดีว่าโทมัสหมายถึงออกัสกับไลลาซึ่งเขาจำได้ดีถึงท่าทางที่พยายามทำตัวให้ดูเป็นปกติของทั้งสองคนเมื่อมาฝึกกับพวกเขาใหม่ๆ ตอนแรกเขาก็คิดว่าเป็นเพราะประมาทในความสวยของคาทาริน่าแม้จะแปลกใจที่ไลลาเองก็มีอาการเช่นเดียวกัน ทว่าในความสงสัยของเขานี้อันนากับจูนเคยพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามันไม่ใช่แบบที่เขาคิด แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรและคิดว่ามันเป็นคำพูดลอยๆ จนตอนนี้เขาเริ่มมั่นใจแล้วว่านั่นคืออาการหวาดกลัวนั่นเอง
หลังจากนั้นพวกเจคกับโทมัสก็ช่วยกันนำตัวคนที่ถูกลักพาตัวมากองรวมกัน จากนั้นก็ลากคนที่บาดเจ็บซึ่งก็คือพวกโจรลักพาตัวทั้งหลายมากองรวมกันใกล้ๆ ชายชราที่ใบหน้ามีรอยแผลเป็นคนนั้นเห็นได้ชัดจากแววตาอาฆาตบ่งบอกถึงความไม่ยินยอม แต่ตัวเขาในตอนนี้เสียเลือดจนไม่เหลือเรี่ยวแรงจะต่อต้านอีก แล้วก็มีคนอื่นๆ ที่พยายามขัดขืนเพราะถูกเล่นงานที่หัวเข่าแต่สุดท้ายก็รับกำปั้นจากพวกเจคไปจนสลบ
เนียกลับมีเรียมองการกระทำของพวกเขาเหล่านั้นด้วยความสงสัย ความจริงแล้วพวกเธอก็อยากกลับไปให้เมืองเต็มที จึงไม่เข้าใจว่าคนเหล่านี้มัวทำอะไรกันอยู่แทนที่จะรีบกลับ
“นี่พี่เจคทำไมถึงไม่รีบกลับกันคะป่านนี้พี่อันนาคงเป็นห่วงหนูแย่แล้ว”
เนียพูดขึ้นในขณะที่มีเรียก็เป็นห่วงพ่อกับแม่ของเธอพอว่าเขาจะกังวล เจคก็ตอบว่า
“ไม่ต้องห่วงหรอกเดี๋ยวก็ได้กลับเป็นเด็กดีแล้วรอสักครู่นึงนะเนีย”
เนียอยากกลับไปที่บ้านพยักหน้าอย่างว่าง่าย เมื่อทุกคนถูกนำมากองเรียงกันเรียบร้อยเออร์วินที่ถือตากุหลาบสีทองในมือก็พูดกับพวกเขาว่า
“เดี๋ยวรบกวนผู้คนมารวมกลุ่มกันเลยครับผมจะได้ส่งทุกคนกลับไปพร้อมกันทีเดียว”
มีเรียที่ได้ฟังก็ทวนคำด้วยความสงสัย
“ส่งกลับหรือเพคะ?”
ในขณะที่เนียนั้นดูจะให้ความสนใจตรากุหลาบสีทองในมือของเออร์วินเป็นพิเศษจนเอาแต่จ้องมองไม่วางตาพร้อมกับพรึมพำออกมาว่า
“เป็นดอกไม้ที่สวยจังเลย”
เจคได้ทำการพาเนียมารวมกลุ่มกับคนอื่นๆ มีเรียที่เห็นดังนั้นก็ยังไม่เข้าใจแต่ก็ปฏิบัติตามด้วยความสงสัยว่าเจ้าชายคนนี้จะทำอะไรกันแน่ เมื่อทุกคนรวมกลุ่มกันเสร็จแล้วกลับเหลือเพียงแค่เรเวนที่ยังคงยืนอยู่ข้างเออร์วิน พวกเจคก็รู้ได้ทันทีว่าเธอคนนี้มีจุดประสงค์อะไรเออร์วินหันไปพูดกับเธอว่า
“พี่สาวจะไม่กลับไปกับพวกเขาจริงๆ หรอครับอย่าลืมนะครับว่าผมต้องการให้พี่สาวพาคนพวกนั้นไปซ่อนที่ถ้ำใต้หน้าผา ทั้งยังต้องจัดการให้มั่นใจว่าพวกเขาจะไม่สามารถใช้เวทย์มนต์ได้อีก”
เรเวนหันมาสบตากับเขาแล้วพูดว่า
“ฉันรู้แต่ฉันปล่อยให้เธอเผชิญหน้ากับผู้หญิงคนนั้นตามลำพังไม่ได้จริงๆ”
เออร์วินกลับยิ้มแล้วพูดกับเธอว่า
“นี่พี่สาวหึงผมขนาดนี้เลยเหรอครับแบบนี้ผมก็เขินแย่สิครับ”
เรเวนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“นี่ฉันจริงจังนะถึงแม้ว่าเธอจะมั่นใจว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ฆ่าเธอก็ไม่ได้มีอะไรการันตีสักหน่อยดิว่าผู้หญิงคนนั้นจะไม่ฆ่าเธอจริงๆ ฉันก็ไม่บอกเธอไปนี่ว่าในโลกนี้ยังมีสิ่งที่เรียกว่าเวทย์ถามวิญญาณอยู่”
เออร์วินที่ยังคงยิ้มให้เธอพูดด้วยท่าทางสบายๆ ว่า
“ผมรู้นะครับว่าพี่สาวเป็นห่วงผมแต่พี่สาวก็คงจะเชื่อใจผมบ้างนะครับเหลือพี่สาวคิดว่าผมเป็นคนโง่ที่วิ่งหาความตายหรอครับ”
“ฉันไม่ได้คิดว่าเธอเป็นคนโง่แต่ฉันคิดว่าเธอเป็นคนบ้าที่ทำอะไรไม่รู้จักคิด เธอก็เคยพูดอยู่ไม่ใช่หรอว่าความสามารถที่ผู้หญิงคนนั้นแสดงออกในคืนนั้นไม่ใช่ความสามารถทั้งหมดของเธอ และอีกอย่างถ้าปล่อยให้เธอเป็นอะไรไปฉันคงไม่มีหน้าไปพบแม่เธอแน่”
เออร์วินมองเรเวนด้วยสายตาแปลกๆ ก่อนจะถามว่า
“พี่สาวคงไม่ได้คิดว่าอาจจะทำให้คะแนนในสายตาท่านแม่ตกลงถ้าไม่ได้กลับไปพร้อมกับผมใช่ไหมครับ”
เรเวนมองหน้าอีกฝ่ายแล้วก็ตอบซื่อๆ ไปว่า
“นั่นก็มีส่วนแต่หลักๆ แล้วฉันเป็นห่วงเธอและไม่ไว้ใจที่จะให้เธอเผชิญหน้าครับผู้หญิงคนนั้นเพียงคนเดียว”
“นั่นพี่สาวหึงผมนี่”
เรเวนรู้ว่าเขาต้องการเบี่ยงประเด็นจึงตอบไปว่า
“ใช่หึงเธอมากมีอะไรไหม”
เออร์วินที่เห็นว่าเรเวนไม่หลงกลแผนเบี่ยงประเด็นของเขา ทั้งที่ยังพูดออกมาหน้าตาเฉยก็หน้าแดงแล้วเบือนสายตาไปทางอื่น
“พะพูดอะไรออกมานะครับพี่สาวเรื่องแบบนี้จะพูดพล่อยๆ ไม่ได้นะครับ”
“ฉันไม่ได้พูดพล่อยๆ นะฉันพูดจริง”
เรเวนที่เห็นท่าทีเอียงอายของเขาก็อ่อนลงเล็กน้อยพูดกับเขาว่า
“ฉันรู้ว่าเธอเป็นคนฉลาดฉันจะไม่บอกให้เธอระวังตัวหรอกนะแต่ว่าถึงยังไงเธอก็ยังเด็กเกินกว่าที่จะรู้ว่าโลกใบนี้มันเป็นยังไง เพื่อให้มั่นใจว่าเธอจะกลับไปได้อย่างปลอดภัยให้ฉันอยู่กับเธอเถอะนะ”
เออร์วินหันมามองแล้วสบตากับเรเวนก่อนจะพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า
“เหมือนพี่สาวจะลืมข้อตกลงไปแล้วนะครับว่าพวกเราร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์เท่านั้น และพี่สาวยังเคยพูดว่าถ้าเห็นท่าไม่ดีเมื่อไหร่พี่สาวจะชิ่งก่อนผมทันที ทำไมวันนี้ถึงไม่ทำเหมือนที่พูดในวันนั้นล่ะครับ”
เรเวนจ้องหน้าเขาซึ่งแม้แต่เธอเองก็ยังรู้สึกสับสนไม่น้อยเพราะเธอเองก็ตอบไม่ได้เช่นกัน จริงอยู่ที่เธอเคยพูดว่าจะเป็นอนุภรรยาให้เขาสาเหตุนั้นก็เพราะต้องการยืมพลังอำนาจของตระกูลโรเซ็ตต้ามาช่วยในการล้างแค้นตามคำแนะนำของเกรซ และก็อย่างที่เขาบอกเธอไม่มีเหตุผลที่จะร่วมหัวจมท้ายไปกับเขาเลยแม้แต่น้อย แต่ไม่รู้ทำไมบางส่วนในใจเธอถึงบอกว่าจะปล่อยให้เขาเผชิญหน้าอันตรายคนเดียวไม่ได้เด็ดขาด แม้เธอจะเคยเห็นเขาต่อสู้มาหลายครั้งแต่กลับศัตรูที่เขาต้องเผชิญหน้าในครั้งนี้แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง และมันก็ไม่เหมือนกับเหตุการณ์ในคืนนั้นที่เขามีทั้งบิดาบารอนเดรียนรวมทั้งเบลน แม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่าคนพวกนี้มีความสามารถระดับไหนแต่มันก็ยังดีกว่าคืนนี้ที่เขาตัดสินใจเผชิญหน้าด้วยตัวเพียงคนเดียว
เออร์วินที่เห็นว่าอยู่ๆ เธอก็เงียบไปจึงพูดว่า
“พี่สาวอย่าลืมสิครับว่าผมต้องพึ่งพาความสามารถของพี่สาวพาพวกโจรลักพาตัวไปเก็บไว้ที่ถ้ำใต้หน้าผา เพราะข้อมูลเกี่ยวกับวงจรใต้ดินของคนเหล่านี้มันจะมีประโยชน์กับแผนการของผมในอนาคต และมันยังเป็นประโยชน์กับพี่สาวด้วยเพราะถ้าผมไม่รอดกลับไปแล้วพี่สาวยังมีชีวิตอยู่แผนการล้างแค้นของพี่สาวก็ยังมีความเป็นไปได้อยู่”
เรเวนสบตากับเขาแล้วหันไปมองโทมัสที่ตอนนี้รวมกลุ่มกับทุกคนก่อนจะตะโกนบอกเขาว่า
“คุณโทมัสเดี๋ยวฉันรบกวนฝากพวกจนว่าพาตัวเอาไว้กับคุณหน่อยได้ไหมคะอย่าลืมนะคะว่าต้องจัดการอย่าให้พวกเขาร่ายเวทย์มนต์ได้ รบกวนหน่อยนะคะคุณโทมัส”
โทมัสที่เห็นการโต้เถียงของเออร์วินกับเรเวนแม้จะไม่ได้ยินคำพูดแต่เมื่อได้ยินเสียงตะโกนเช่นนี้ก็เดาได้ว่าทั้งสองคนเถียงกันเรื่องอะไร พูดตามตรงเขาเองก็ไม่ไว้ใจที่จะให้เออร์วินสู้อยู่คนเดียวเช่นกัน ตัวเขานั้นเข้าใจความร้ายแรงถึงปัญหาที่ดีว่าถ้าปล่อยอัศวินศักดิ์สิทธิ์คนนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วเรื่องของพวกเขาจะต้องถูกเธอสืบได้แน่นอนดังนั้นเขาจึงไม่เห็นค้านที่เออร์วินตัดสินใจจะแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ เพียงแต่เขาไม่สามารถอยู่ช่วยเหลือได้เพราะเขาไม่ใช่สายบู๊ การที่เรเวนตัดสินใจอยู่ช่วยเออร์วินจึงทำให้เขาเบาใจขึ้นมาก ตอนนี้เขาได้สัมผัสเพียงแค่ขอบประตูของโลกที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์แน่นอนว่าเขาย่อมต้องรู้สึกอัศจรรย์ไม่น้อย และหากเออร์วินเป็นอะไรไป ซึ่งอัศจรรย์เหล่านั้นคงได้กลายเป็นหมันเป็นแน่แท้และเขาก็ไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น
โทมัสพยักหน้าทันที
“รับทราบนะครับถ้าอย่างนั้นก็ฝากดูแลอาจารย์ด้วยนะครับคุณเรเวนแล้วก็ไม่ต้องห่วงนะครับผมจะจัดการเรื่องนี้ให้ดีที่สุด แม้แต่พ่อเองก็จะไม่มีทางทราบเช่นกันว่าคนพวกนี้เป็นใคร”
เรเวนที่เมื่อได้คำตอบก็หันมายิ้มให้เออร์วิน
“ทีนี้ก็หมดปัญหาแล้วใช่ไหม”
เออร์วินถอนหายใจก่อนจะเพ่งมองไปที่ตรากุหลาบสีทองในมือท่านใดนั้นลูกกุหลาบสีทองบนตราก็เรืองแสง พร้อมกับรอยสักหนามกุหลาบที่ข้อมือของเขาลูกกุหลาบสีทองแบบเดียวกับบนตราปรากฏขึ้นตรงพื้นจุดที่ทุกคนยืนรวมกันอยู่ เนียกับมีเรียรู้สึกตื่นตาตื่นใจไม่น้อยกับภาพที่เห็นมีเรียที่ใช้สายตามองมายังเออร์วิน การที่เขาไม่ได้ยืนรวมกลุ่มกับทุกคนบนตรากุหลาบบนพื้นทำให้เธอเริ่มคิดอะไรได้บางอย่าง แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดอะไรตรากุหลาบสีทองบนพื้นก็สว่างจ้าแล้วก็ดับวูบลงพร้อมกับทุกคนที่หายไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับว่าพวกเขาไม่เคยมีอยู่ นอกจากหลักฐานเกี่ยวกับร่องรอยของขบวนรถม้าและการต่อสู้เมื่อครู่นี้ เช่นเดียวกับรอยสักเถาวัลย์มันข้อมือของเออร์วินที่ตอนนี้มันก็หายไปแล้วเช่นกัน
เออร์วินเก็บตรากุหลาบลงในกระเป๋ากางเกงทำการชักปืนลูกโม่ทั้งสองกระบอกออกมาจากซองปืนที่เอวซ้ายขวาแล้วพูดว่า
“ไหนๆ ก็มาถึงแล้วออกมาคุยกันหน่อยไม่ดีกว่าเหรอครับ” เขาหันไปมองทางหนึ่งซึ่งเป็นป่าที่เต็มไปด้วยความมืดมิดแล้วพูดต่อว่า “คุณนักเดินทางคาทาริน่าไม่สิต้องเรียกคุณว่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์ดาบประกายแสงคาทาริน่า เฟย์ไรน์”
เรเวนที่ได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกตกใจไม่น้อยแล้วหันไปมองทิศทางเดียวกับที่เออร์วินมองไป แล้วก็มีเงาคนก้าวออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง มองจากรูปร่างเห็นเป็นผู้หญิงแล้วเงานั้นก็เดินมาหาพวกเขา จนในที่สุดจากแสงจันทร์และกองเพลิงที่พวกโจรลักพาตัวเป็นคนจุดขึ้นก็เผยให้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่มีใบหน้างดงามจนชนให้หลงใหล ผิวสีขาวเปล่งปลั่งผมสีทองยาวสลวยดวงตาสีน้ำทะเลลึก ซึ่งแน่นอนว่าเธอคนนี้ก็คืออัศวินศักดิ์สิทธิ์คาทาริน่าที่เด็กชายพูดถึงนั่นเอง
คาทาริน่ามองเออร์วินแล้วก็พูดว่า
“เป็นเธอจริงๆ ด้วยสินะ”