ต้นเดือนเก้า ปีที่สามสิบแปดแห่งรัชสมัยของฮ่องเต้คังซี
หว่านซีนอนอยู่บนเตียงเตาข้างหน้าต่าง ผมยาวสลวยปรกหน้าอก ดวงตาของนางจ้องมองเข้าไปในความว่างเปล่า และกลิ่นหอมที่คุ้นเคยของดอกเหมยจางๆ ในอากาศชวนให้รู้สึกราวกับไม่ใช่เื่จริง
นางไม่รู้ว่านางนอนอยู่ที่นั่นนานเพียงใด นางรู้เพียงว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความฝันอย่างแน่นอน
นางไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมตรงหน้ามากนัก ทว่าการจัดวางข้าวของในห้องนี้ย้ำเตือนความจำว่านี่ไม่ใช่ห้องส่วนตัวของนางแต่เป็ห้องที่นางเคยอยู่เมื่อตอนเข้ารับคัดเลือกหญิงงามเพื่อเข้าวังนั่นเอง
ยามนั้นนางอายุยังไม่ถึงสิบห้าปี ั้แ่ครั้งยังเยาว์จนเติบใหญ่นางอยู่ภายใต้การดูแลเอาใจใส่ของบิดามารดา มีพี่ชายคอยปกป้องคุ้มครอง ดังนั้นเมื่อเทียบกับเด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ในวัยเดียวกันแล้วนางจึงทั้งไร้เดียงสาทั้งไม่เคยทราบถึงความร้ายกาจมากเล่ห์ที่แอบแฝงอยู่ในหัวใจของมนุษย์ ไม่เคยรับรู้ถึงปัญหานานัปการของใต้หล้าภายนอกการคุ้มครองของครอบครัวจิตใจใสสะอาดของนางมีเพียงความคิดคำนึงเกี่ยวกับความรักลึกซึ้งระหว่างชายหญิงเท่านั้น นางไม่เคยรู้ว่าคนบางคนก็ถนัดในการตีสองหน้า และสิ่งที่คนเ่าั้แสดงออกมาก็ไม่ได้ตรงกับสิ่งใจคิดเสมอไป
หว่านซีจมอยู่กับความคิดของตัวเองจนไม่ได้ยินการเคลื่อนไหวนอกประตู เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งผู้มาเยือนก็มายืนอยู่ตรงหน้านางแล้ว
“คุณหนูเป็อะไรไปเ้าคะ ไม่สบายตรงไหนหรือ”ทันทีที่ซู่เจวี้ยนเดินผ่านประตูเข้ามาก็เห็นหว่านซีน้ำตานองหน้าคาดว่าอีกฝ่ายกำลังป่วยหนักจึงอดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนกขึ้นมาทันควัน
ในฐานะนางกำนัลแห่งวังหลวง คำพูดเปรียบเปรยที่ว่า‘ชีวิตไร้ค่าดุจต้นหญ้าริมทาง’ หาใช้คำพูดเลื่อนลอยแต่อย่างใด
ซู่เจวี้ยนเป็นางกำนัลถูกคัดเลือกเข้ามาทำงานในวังหลวงในตำแหน่งเปาอี[1]และเพราะพื้นเพครอบครัวของนางไม่ได้มาจากตระกูลใหญ่อีกทั้งยังขัดสนเงินทองดังนั้นซู่เจวี้ยนจึงได้ทำแต่งานหยาบๆ ต่ำต้อยกว่าผู้อื่น ที่ได้มารับใช้หญิงงามที่ผ่านการคัดเลือกครั้งนี้ก็เพราะความซื่อสัตย์และขยันหมั่นเพียรของนางเข้าตาหวังหมัวมัวหาไม่แล้วด้วยคุณสมบัติของนางคงไม่อาจได้ทำงานที่ดีถึงเพียงนี้ได้
ในวังหลวงเต็มไปด้วยกฎระเบียบ นางกำนัลและบ่าวรับใช้ล้วนต้องปฏิบัติตามกฎจากผู้มีอำนาจเ่าั้อย่างเคร่งครัดเว้นแต่จะได้พบกับเ้านายที่ใจกว้าง และโดยปกติแล้วใน่การคัดเลือกหญิงงาม เหล่าคุณหนูและท่านหญิงทั้งหลายที่ผ่านการคัดเลือกมักจะตกรางวัลให้แก่บ่าวรับใช้มากพอสมควร
ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนซู่เจวี้ยนว่า อย่าได้ดูแคลนสตรีที่อยู่ตรงหน้าเป็อันขาดไม่ว่าภูมิหลังของครอบครัวของคุณหนูผู้นี้จะต่ำต้อยอย่างไร แต่สตรีตรงหน้าก็มีรูปร่างหน้าตาโดดเด่นงดงามซ้ำยังมีจิตใจโอบอ้อมอารี และนั่นเป็สิ่งที่ทำให้ซู่เจวี้ยนยินยอมรับใช้นางอย่างเต็มใจยิ่ง
หว่านซีจ้องมองสาวใช้ตัวน้อยตรงหน้าด้วยดวงตาว่างเปล่า ขณะพยายามคิดถึงชื่อของนางอยู่ครู่ใหญ่“ข้าสบายดีเพียงแต่กระหายน้ำนิดหน่อย”
“อย่างนั้นบ่าวจะรินชาให้ท่านนะเ้าคะ” ซูเจวี้ยนเอ่ยด้วยน้ำเสียงโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด
ไม่เป็อะไรก็ดี
ภายในกำแพงวังหลวงแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็โอรส์หรือเ้านายตำแหน่งเล็กๆหากมีอะไรเกิดขึ้นกับผู้เป็นาย บ่าวรับใช้ย่อมไม่อาจหนีพ้นโชคยังดีที่สตรีตรงหน้าของนางยังค่อนข้างรับใช้ได้ง่ายกว่าเ้านายคนอื่นนัก
หว่านซีไม่รู้ว่าซู่เจวี้ยนคิดถึงสิ่งใด และถึงแม้จะรู้ก็คงไม่ได้แปลกใจนัก วังหลวงแห่งนี้ภายนอกอาจดูสงบสุข แต่แท้จริงแล้วกลับเต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดี ก้าวพลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจนำไปสู่หุบเหวแห่งความตายได้อย่างง่ายดาย เพียงเพราะนางนอนนิ่งบนเตียงเตา ก็คิดว่านางป่วยแล้วจริงๆ หรือ
ไม่ใช่แน่นอน หว่านซีเป็โฉมสะคราญที่ทั้งสง่างามและเปี่ยมเสน่ห์ทั้งมีน้ำเสียงไพเราะจับใจ ด้วยคุณสมบัติเช่นนี้ย่อมดึงดูดความอิจฉาริษยาของผู้อื่นได้อย่างง่ายดาย
เพราะความประมาทเพียงครั้งเดียวของนาง ครั้งนี้จึงทำให้ถูกสตรีในตำหนักเดียวกันอย่างคุณหนูสั่วชั่วหลัวกลั่นแกล้งเอาจนได้
ยังดีที่คนผู้นั้นเพียงเปิดหน้าต่างกลางดึกเพื่อให้หว่านซีเป็หวัด หากเปลี่ยนเป็การซ่อนยาบางอย่าง ป่านนี้นางอาจตายหรือถูกขับออกจากวังไปแล้ว
ในวังนั้นเต็มไปด้วยผู้สูงศักดิ์มากมายหากของเช่นนี้นำเข้ามาได้ง่ายๆ เห็นทีคงจะได้เปลี่ยนผู้นั่งบัลลังก์ไม่เว้นแต่ละวันเป็แน่!
“คุณหนูชาเ้าค่ะ” ซู่เจวี้ยนยกถ้วยชามาตรงหน้านางอย่างระมัดระวัง
หว่านซีเอื้อมมือไปหยิบชาขึ้นมาจิบ น้ำอุ่นร้อนในปากทำให้นางรู้สึกดีขึ้นมาก“ซู่เจวี้ยนอีกสักครู่เ้าไปแจ้งหมัวมัวบอกว่าอาการป่วยของข้าหายดีแล้ว ไม่จำเป็ต้องดื่มยาอีก”
ซู่เจวี้ยนมองท่าทางเรียบเฉยของหว่านซี ก่อนหดไหล่ของตนโดยไม่รู้ตัว นางรู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่จู่ๆก็เห็นคุณหนูหวันเหยียนเปลี่ยนไปเป็คนละคน
“เ้าค่ะ”
อาการป่วยของหว่านซีไม่ได้ร้ายแรงแต่เพราะมีผู้สูงศักดิ์ในวังมากเกินไป ดังนั้นจึงต้องทำทุกสิ่งด้วยความระมัดระวัง หากเป็หว่านซีคนก่อน เมื่อเจอเื่เช่นนี้ นางอาจจะปล่อยให้ผู้อื่นกดข่มโดยไม่รู้ตัว และยินยอมดื่มยาที่ถูกเปลี่ยนแปลงบางอย่างลงไปอย่างโง่เขลาทว่าบัดนี้นางไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว
ช่างดีนักที่ได้ย้อนกลับมาใน่เวลานี้ นางจำได้แม่นว่าองค์ชายเก้าเคยกล่าวไว้ว่าเขาตกหลุมรักนางเพียงแค่ได้เห็นหญิงงามในอุทยานหลวงชั่วครู่เดียวเท่านั้น แม้ว่าในที่สุดนางจะต้องออกจากวังหลวง แต่นางก็ได้เข้าไปอยู่ในตำหนักขององค์ชายเก้า และั้แ่บัดนั้นเป็ต้นมานางก็ได้รับความโปรดปรานและเกียรติยศมิรู้สิ้น
แต่ก็เพราะนางยึดถือคุณธรรม และยึดมั่นในหน้าที่ ทำให้ต้องพบกับจุดจบที่น่าหดหู่เช่นนั้น รู้อย่างนี้แล้วนางก็อยากทำตัวร้ายกาจและยโสโอหังบ้าง เพราะไม่ว่าจุดจบจะเป็อย่างไร อย่างน้อยนางก็ยังคงมีความสุขใจบ้าง
ยามนี้รอบที่สองของการคัดเลือกหญิงงามผ่านพ้นไปแล้ว หญิงงามที่ได้รับถุงหอมจะมีขันทีพาไปยังลานที่จัดเตรียมไว้ล่วงหน้า และหญิงงามที่ได้รับดอกไม้ที่ทำจากผ้าไหมจะสามารถเดินออกจากประตูเฉินอู่[2]และกลับบ้านได้
หว่านซีถูกจัดให้อยู่ในเรือนหลวงทางทิศเหนือของพระตำหนักฉู่ซิว[3] ห้องโถงใหญ่ของที่นี่ยังไม่มีพระสนมพำนักอยู่อีกทั้งยังมีเรือนหลายหลังในตำหนักแห่งนี้ ดังนั้นโถงด้านหลังของที่นี่จึงถูกใช้สำหรับรับรองบรรดาสตรีที่รอการคัดเลือกรอบต่อไป
โดยทั่วไปแล้วหญิงงามที่ผ่านการคัดเลือกในวังไม่ว่าจะเป็ชาวแมนจู มองโกลหรือชาวฮั่น ล้วนแต่อาศัยอยู่ที่นี่ และเช่นเดียวกับปีก่อนๆ เหล่าหญิงงามมักจะอาศัยอยู่ในวังเป็เวลาหนึ่งถึงสองเดือนเพื่อทำความคุ้นเคยกับมารยาท ขนบธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ ในวัง
ใน่เวลานี้ จะมีสตรีบางคนที่ถูกส่งออกจากวังด้วยเหตุผลต่างๆนานา อย่างไม่ปฏิบัติตามกฎหรือประพฤติตนพลั้งพลาดไม่เหมาะสม ดังเช่นหว่านซีถูกกลั่นแกล้งจนป่วย และทำให้ถูกส่งออกไปในที่สุด นางไม่ใช่คนแรก และไม่ใช่คนสุดท้ายที่ถูกกระทำเช่นนี้
นางปลุกปลอบใจตนเองอีกครั้งและก่อนที่คนอื่นๆ จะกลับมา หว่านซีก็อดทนต่อความรู้สึกไม่สบายตัวก่อนลุกจากเตียงแล้วเดินไปรอบๆ จนเหงื่อออกเมื่อสั่วชั่วหลัวซึ่งอยู่ในห้องเดียวกันกลับมาที่ห้อง นางก็รู้สึกดีขึ้นมากพอสมควรแล้ว
หว่านซีรู้ว่า ตราบใดที่นางสามารถอดทนจนถึงที่สุด เมื่อได้รับการ ‘บันทึกนาม’ และ ‘บันทึกตำแหน่ง’ เท่านี้สถานะนางก็จะมั่นคงอย่างแท้จริง และแม้ต่อไปนางจะถูกมอบให้อิ้นถัง แต่อย่างน้อยครั้งนี้นางก็มีสถานะเป็สตรีผู้สูงศักดิ์ ไม่ใช่อนุภรรยาที่พระชายาสามารถกำจัดออกไปเมื่อใดก็ได้อีกแล้ว
ชีวิตก่อน นางไม่สนใจสถานะของตนเองแต่ชีวิตนี้นางไม่้าเพียงสถานะเล็กๆ เหมือนตอนนั้นอีกแล้ว นางอยากจะปีนให้สูงขึ้นสูงขึ้นจนกระทั่งพระชายาได้แต่หวาดกลัวทว่าไม่กล้าแตะต้องนางแม้แต่ปลายเล็บ
“หว่านซี เ้าหายดีแล้วนี่ดีจริงๆข้าได้ยินพวกสาวใช้พูดกันว่าหากอาการหวัดของเ้าไม่ดีขึ้น พวกนางจะรายงานหมัวมัวผู้ดูแลและส่งเ้าออกจากวัง” คนที่พูดคือคุณหนูสั่วชั่วหลัว สตรีที่พักห้องเดียวกันกับนาง ยิ่งไปกว่านั้นความเจ็บป่วยของหว่านซีก็ต้องขอบคุณนางเช่นกัน
“อย่างนั้นหรือ น่าเสียดายจังที่ความปรารถนาของคนพวกนั้นไม่อาจเป็จริงได้” หว่านซีก้มหน้าลงพลางเล่นกับผ้าเช็ดหน้าในมือ ริมฝีปากผุดรอยยิ้มเลือนราง น้ำเสียงเจือความประชดประชัน
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น คุณหนูสั่วชั่วหลัวก็ผงะไปเล็กน้อย จากนั้นจึงสะบัดผ้าเช็ดหน้าในมือ แสร้งทำเป็ผ่อนคลายก่อนเอ่ยว่า “ข้าไม่รู้ว่าคำพูดของน้องสาวหมายความว่าอย่างไร”
แม้จะน่าเสียดายที่นางยังไม่อาจกำจัดหว่านซีออกไปได้ในยามนี้แต่คุณหนูสั่วชั่วหลัวก็รู้อยู่แก่ใจว่าหากบุ่มบ่ามทำสิ่งใดลงไป คนเดียวที่จะโชคร้ายคือตัวนางเอง ดังนั้นแม้ว่านางจะมีแผนการใดก็ตาม แต่นี่ก็ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม
หว่านซีหัวเราะเบาๆและไม่ได้ไล่ต้อนอีกฝ่าย อย่างไรเื่นี้ก็ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน แทนที่จะเผชิญหน้ากันและทำให้เื่ยุ่งยากเกินควร นางเชื่อว่าการรอโอกาสอันเหมาะสมเพื่อโจมตีศัตรูในจุดตายย่อมดีกว่า
เมื่อมองไปที่หว่านซีที่ยิ้มแฝงนัยบางอย่าง คุณหนูสั่วชั่วหลัวพลันรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูกมือที่ถือผ้าเช็ดหน้าอยู่กำแน่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
ระหว่างการคัดเลือกหญิงงามการที่บรรดาหญิงงามจะต่อสู้และคอยกีดกันกันนั้นย่อมเป็เื่ปกติสิ่งที่แตกต่างออกไปคือผู้ใดจะมีเล่ห์เหลี่ยมมากกว่ากันเท่านั้น
เดิมที คุณหนูสั่วชั่วหลัว้าโจมตีหว่านซีเพียงเพราะรูปลักษณ์ที่โดดเด่นและความไร้เดียงสาของนาง ดูเหมือนว่านางจะประเมินอีกฝ่ายต่ำไปเสียแล้ว
[1] นางกำนัลที่มีหน้าที่รับใช้ทั่วไป เป็นางกำนัลระดับต่ำอีกความหมายคือทาสในเรือนหลังสมัยราชวงศ์ชิง
[2] ประตูทิศเหนือของพระราชวังต้องห้ามในกรุงปักกิ่ง ก่อสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1420 ในสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ แรกเริ่มประตูนี้มีชื่อว่า ประตูเสวียนอู่ (玄武門, ประตูเต่าดำ) เนื่องจากประตูนี้เป็ประตูหลังของวังแรงงานช่างก่อสร้างรวมถึงสตรีที่เข้ารับคัดเลือกเป็นางในจะต้องเข้าออกวังผ่านประตูนี้
[3]ที่ประทับของพระนางฉื่อซี (慈禧太后) หรือซีไทเฮา (西太后) ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันตกของหมู่ตำหนักเฉียนชิง ฉู่ (儲) แปลว่า สะสม,อดออม คำว่า ซิ่ว (秀) แปลว่า ยอดเยี่ยม,เลิศล้ำ