บัลลังก์เสน่หา

    พันไว้ด้วยไฟเสน่หา 3



    รุ่งอรุณมาเยือนองค์ชายฝานจิ้งตื่นบรรทมแล้ว หากแต่ยังทรงรั้งพระองค์ไว้บนพระที่ สองแขนของหยางเสียยังคงวางอยู่บนพระวรกายเพราะยิ่งตกดึกเจ้าของร่างน้อยยิ่งกอดซุกเบียดร่างเข้าหาไออุ่นจากพระอุระกว้างแข็งแกร่งพระหัตถ์ใหญ่ทรงเขี่ยปอยผมดำขลับเล่นไปมา ไม่เป็นการเสียเวลาสักนิดที่จะทรงเฝ้าคอยให้หญิงสาวตื่นขึ้นมา

            เสียงนกร้องเซ็งแซ่ในตอนสาย หยางเสียจึงค่อยปรือตาขึ้นเชื่องช้ายังรู้สึกปวดหนักที่หัว ปวดจนต้องหลับตาลงอีกหนหญิงสาวกอดกระชับรับไออุ่นจากม้วนผ้าห่มผืนใหญ่เป็นเช้าที่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นแสนสบายมากที่สุดตั้งแต่ล่วงเข้าฤดูหนาวมา

            แต่...ทำไมผ้าห่มถึงได้มีเสียงตึก...ตึก ตึก...ตึกด้วยอยากรู้ให้แน่ชัด    หญิงสาวจึงพยายามเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอีกครั้งก่อนจะยกหน้าขึ้นจากม้วนผ้าห่มและไล่สายตาสูงขึ้นทีละน้อย

            “ตื่นแล้วหรือ” สุรเสียงทุ้มต่ำที่มีแต่ความนุ่มนวลขององค์ชายฝานจิ้งช่วยปลุกหยางเสียให้ตื่นจากความง่วงงุน

            “ท่านแม่ทัพ!” หยางเสียร้องสุดเสียงจนปวดจี๊ดขึ้นในหัว เจ้าของดวงหน้าเล็กๆนั้นต้องซบลงบนพระอุระกว้าง ก่อนรีบฝืนตัวลุกพรวดขึ้นนั่งอย่างโอนเอนมือน้อยยกกดคลึงเน้นยังขมับ

            “อย่าเพิ่งลุกกะทันหันสิ” สองพระกรโอบไหล่บางประคองร่างหญิงสาวให้ตั้งตรง

            มือหยางเสียกุมที่อกเสื้อ ความคิดในหัวตีกันสารพัดนางมาอยู่บนแท่นบรรทมได้อย่างไร แถมเสื้อนอกยังถูกถอดออกไปอีกหญิงสาวเคลื่อนถดตัวถอยออกจากอ้อมพระกรที่เกาะกุมรวดเร็ว

            “อย่าเพิ่ง...หยางเสีย อย่า!” พระองค์ทรงร้องห้ามไว้ไม่ทันเจ้าร่างน้อยถอยตัวหนีห่างจนร่วงหล่นลงอีกฟากหนึ่งของแท่นบรรทม พระองค์อยากจะทรงพระสรวลก็สรวลไม่ออกเจ้าจะกลัวอะไรนักหนา ทีเมื่อคืนกอดเอาซุกเอาไม่ยอมห่างพระหัตถ์ใหญ่ยื่นส่งลงไปยังร่างบอบบางที่นอนหงายแอ้งแม้งอยู่บนพื้นกระโจม โชคดีแค่ไหนแล้วที่ไม่หัวร้างข้างแตกไปเพราะแท่นบรรทมไม่ได้สูงมากนัก

            หยางเสียไม่ได้ส่งมือให้องค์ชายฝานจิ้งหญิงสาวรีบลุกขึ้นสำรวจร่างกายตัวเอง เห็นว่าเสื้อตัวในยังอยู่ดีผ้าแถบด้านในก็ยังไม่ได้ถูกคลายออก จึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกพลางเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ของคนที่ประทับอยู่บนพระที่

            “คิดว่าข้าจะทำอะไรเจ้ารึ”ทรงนึกอยากเย้านางบ้างโทษฐานที่ก่อกวนป่วนพระทัยให้หวั่นไหวมาทั้งคืน

            “ก็...ก็ เมื่อคืนข้าทำเรื่องอะไรหรือเปล่าขอรับ”หยางเสียถามอึกอัก

            องค์ชายฝานจิ้งทรงแสร้งทำท่าครุ่นคิด“ไม่มีอะไรนี่ ก็แค่ขึ้นมานอนบนนี้”

            “เอ่อ...นอนเฉยๆ หรือขอรับ”

            คนถูกถามพยักพระพักตร์ ก็นางนอนเฉยจริงๆพระองค์ต่างหากที่ไม่ทรงสามารถข่มพระทัยให้บรรทมนิ่งเฉยอยู่ได้

            “ข้าไม่ได้ทำอะไรน่าอายหรือทำเรื่องให้พระองค์เข้าใจข้าผิดแน่นะขอรับ”หยางเสียลองหยั่งเชิง นางนอนกอดพระองค์กลมดิกขนาดนั้น จะไม่ทรงรู้แล้วหรือว่านางเป็นผู้หญิง!

            แล้วถ้าไม่ทรงรู้ล่ะ...ชายกับชายนอนกอดกันทั้งคืนมันจะไม่ผิดปรกติไปหน่อยหรือ

            โอ๊ย...อย่าให้ข้าเจอท่านนะรองแม่ทัพเหอ! หญิงสาวคาดโทษคนต้นเหตุที่สร้างปัญหาให้นาง

            “ดื่มเหล้าแล้วขาดสติก็เป็นแบบนี้”

            “ข้าไม่... อูย!” ยิ่งส่งเสียงดังก็ยิ่งปวดจี๊ดมีเสียงหวีดๆในหัว “รอง    แม่ทัพเหอเป็นคนกรอกเหล้าข้าเองนะขอรับ”

            “แต่เจ้าดื่มเหล้าก็ดีไปอย่างนา”

            หยางเสียได้ยินถ้อยดำรัสก็รู้สึกงุนงง นางกินเหล้าแล้วมันดีตรงไหนผลของมันเท่าที่ผ่านมานี่ ล้วนไม่มีเรื่องน่ายินดีเลย

            “เพราะเจ้ากอดข้า มันอุ่นกว่าห่มผ้าเสียอีก”สายพระเนตรพราวแพรวไม่ปิดบังถ้อยดำรัสกรุ้มกริ่มทำให้หยางเสียร้อนวูบวาบไปทั้งตัวจนแทบจะละลายกลายเป็นน้ำกองอยู่ตรงนี้

            นี่นางจะแก้ไขความเข้าใจผิดของท่านแม่ทัพได้อย่างไร!

            หยางเสียถอนใจอย่างอัดอั้นไม่เคยรู้สึกว่าหนทางชีวิตมันจะตีบตันได้มากขนาดนี้มาก่อนเลย

            องค์ชายฝานจิ้งทอดพระเนตรใบหน้านวลที่ขึ้นสีแดงก่ำยิ่งกว่าผลท้อสุกอาการทอดถอนใจของสาวน้อยทำให้พระทัยอ่อนไม่อยากจะหยอกเย้ากลั่นแกล้งนางต่อจึงปล่อยให้นางลุกเดินออกไปนอกพระวิสูตร

            “ข้าขออนุญาตไปห้องยานะขอรับข้าจะขอให้หวังหนานเป็นคนเข้ามาคอยถวายปรนนิบัติท่านแม่ทัพ”เสียงแว่วผ่านม่านกั้นเข้าไปเหตุการณ์ระหว่างนางกับท่านแม่ทัพชักจะเลยเถิดมากขึ้นทุกวันพระองค์จะทรงผิดหวังและกริ้วมากแค่ไหน ถ้าทรงรู้เข้าว่านางไม่ใช่...ไม่ใช่คนที่พระองค์ต้องการจริงๆ

            พระหัตถ์หนายังคงเวียนไล้บนพระยี่ภู่ก่อนเอนพระองค์ลงนอนราบ กลิ่นหอมจากกายนางจางหายไปแล้วบัดนี้คงเหลือไว้เพียงความรู้สึกหวานล้ำแห่งความทรงจำยามมีนางแนบซบเคียงใกล้...

                                                                       

    เมื่อความมืดโรยตัวเข้าปกคลุมผืนฟ้าหยางเสียจึงค่อยออกจากกระโจมหมอเฉินนางตั้งใจมานอนพักผ่อน แต่ตลอดวันนี้ ในหัวกลับเฝ้าคอยครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาเป็นอันว่าสุดท้ายแล้วก็ไม่ได้หลับได้นอน ดีหน่อยที่ได้ยาถอนมาดื่มไม่อย่างนั้นจนป่านนี้นางก็คงยังเดินตัวตรงไม่ได้

            เมื่อเข้าไปในกระโจมแล้วนางก็ได้ปะหน้ากับรองแม่ทัพเหอพอดี หยางเสียเดินตรงรี่เข้าไปลากแขนเขาออกมาปล่อยให้ท่านแม่ทัพกับรอง   แม่ทัพอู๋ปรึกษาราชกิจกัน

            จนแน่ใจว่าไกลจากพระเนตรพระกรรณพอแล้วหญิงสาวก็อัดหมัดหนักๆ รัวเข้ากลางลำตัวชายหนุ่มให้สมกับความยุ่งยากที่เขาได้ก่อไว้

            “เฮ้ย! เป็นบ้าอะไรของเจ้า” แม้จะโดนหมัดซัดเข้ามาตรงๆ แต่เหอเซียวไห่ก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอะไรมากนักเขาตกใจกับการกระทำของอีกฝ่ายมากกว่า

            “ท่านน่ะสิมันบ้า!” หยางเสียไม่มีความกลัวเกรงหลงเหลืออยู่แล้วซ้ำยิ่งชกไปแล้วก็ยิ่งโมโหขุ่นเคืองใจที่ตัวเองแรงน้อยจนไม่สามารถทำให้ชายหนุ่มที่เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องเพื่อรับหมัดของนางอยู่ขณะนี้สะดุ้งสะเทือนได้เลย

            “เพราะท่านเอาเหล้าให้ข้ากินข้าถึงได้มีแต่เรื่องกลุ้มใจไม่หยุด!”

            ดวงตาวาวของเจ้าหนุ่มน้อยตรงหน้าดูเหมือนลูกแมวน้อยขี้โมโหมากกว่าจะเป็นราชสีห์หนุ่มที่หมายจะเข้าตะครุบเหยื่อเหอเซียวไห่เห็นแล้วก็นึกอยากหัวเราะออกมาดังๆ

            “โถ...หนุ่มน้อยที่อ่อนต่อโลกของข้า”เหอเซียวไห่ใช้แขนใหญ่โอบบ่าเล็กเข้าหาตัวเอง ฝ่ามือใหญ่กดหนักลงที่หัวเล็กๆ ของหยางเสียอย่างนึกขบขันเอ็นดู

            องค์ชายฝานจิ้งทรงเหลือบพระเนตรมองสองหนุ่มสาวที่แลดูเหมือนกำลังโรมรันพันตูกันอยู่

            “อ๊ะ...ตัวอะไรมันกัดเจ้าน่ะ เป็นจ้ำเชียว”ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่คลายวงแขนออกพลางชี้ที่ข้างต้นคอของหญิงสาวร่างเล็ก

            หยางเสียลูบคลำต้นคอตัวเอง คงเพราะเมื่อคืนเมามากตัวอะไรมากัดถึงได้ไม่รู้เรื่องเลย

            “ไหน...ไหน ตรงไหนขอรับ”หยางเสียเอียงคอถามพร้อมๆ กับลืมความขุ่นข้องหมองใจที่มีต่อเขาไปเสียหมดถ้าเป็นรอยกัดแบบที่โดนคืนนั้นเห็นทีหนนี้คงได้พลิกกระโจมตามล่าเจ้าแมลงร้ายตัวนั้นให้เจอจะได้ส่งไปเป็นอาหารนกบนหอให้รู้แล้วรู้รอด

            “นี่ไง...นี่”

            “เซียวไห่!” ก่อนที่มือของชายหนุ่มจะแตะต้องโดนเนื้อตัวหญิงสาวไปมากกว่านี้พระสุรเสียงต่ำลึกก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน

            เหอเซียวไห่ลดมือลงก่อนจะผละจากทหารรุ่นน้องไปหาแม่ทัพใหญ่แม้ขาเดินไปแล้วแต่ปากก็ยังคงพรั่งพรูถ้อยคำออกมาไม่หยุด “รอยช้ำเบ้อเร่อ!เมื่อคืนเจ้าเมาจนไปเข้ารกเข้าพงที่ไหนมาถึงได้ปล่อยให้แมลงเจ้าชู้มันกัดฝากรักไว้ที่ซอกคอได้น่ะ!”

            แมลงเจ้าชู้ตัวที่ว่านั้นสะอึกในพระทัยและทรงนึกอยากจะดีดแมลงปากมากตัวเขื่องตัวนี้ให้ลอยลิ่วออกจากกระโจมที่ประทับไปเสียเหลือเกินครั้นทรงหันมาสบเข้ากับสายตาคมกริบของอู๋อี้หวินที่ฉายแววว่าพอจะรู้ตื้นลึกหนาบางอยู่บ้างนั้นก็ให้ทรงหงุดหงิดนัก

            “รู้มาก!” พระองค์ตรัสดุๆ และส่วนเจ้านั่นก็ไม่ค่อยจะรู้อะไรเอาเสียเลย

            “พ่ะย่ะค่ะ” อู๋อี้หวินยิ้มเพียงมุมปากพร้อมค้อมศีรษะน้อมรับคำชมก่อนจะหันมองยังเหอเซียวไห่ที่เพิ่งมายืนข้างกายเขาอย่างงงๆ ว่าท่านแม่ทัพทรงเรียกเขามาด้วยเหตุใด

    เมื่อพระองค์ไม่ตรัสอะไรกับเขา เหอเซียวไห่ก็หันไปถลึงตาใส่หยางเสีย เพราะเข้าใจว่าสาเหตุที่ทรงทำเสียงดุใส่เขาต้องมาจากการที่  หยางเสียไม่รักษามารยาทโวยวายใส่เขาเป็นแน่ด้านหญิงสาวก็หน้าจ๋อย ความห่อเหี่ยวเห่อฟุ้งในจิตใจรู้สึกว่าพักนี้ตนเองประสบเคราะห์กรรมซ้ำซ้อนเหลือเกิน...                                                        

    คล้ายกับเรื่องบัลลังก์เสน่หา ที่คุณอ่าน