วูบ.. เฉินอี้สะบัดเก็บมือหยุดโคจรพลังลมปราณมือของเขาค่อยๆกลับเป็ปกติ กลิ่นอายอันตรายที่เพิ่งปล่อยออกมาก็จางหายไป
เฉินอี้คิดตั้งใจแล้วว่า มันผู้ใดที่คิดพรากสิ่งสำคัญในชีวิตนี้ไปจากตนจะต้องได้รับผลของการลงทัณฑ์อันแสนโหดร้ายที่เหนือความคาดหมายตามมาแน่นอน
เฉินอี้มีสีหน้าแววตาจริงจัง “แม้มันจะเป็เทพเ้าข้าก็ไม่ล่ะเว้น!”
ในตอนนี้เฉินอี้อยู่ที่ห้องของตนเองยังไม่คิดจะเข้านอนเพราะเขายังไม่อยากพัก
อันที่จริงผู้ฝึกฝนวรยุทธ์พลังปราณนั้นเมื่อยิ่งมีระดับพลังสูงขึ้นการพักผ่อนอย่างนอนหลับก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็อีกต่อไป เนื่องจากพลังปราณที่สูงจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงทนทานกว่าคนปกติและไม่มีทางเหนื่อยง่ายๆ
เฉินอี้คิดที่จะปรุงยาเพื่อเพิ่มระดับพลังลมปราณจึงส่งพลังปราณของตนเข้าไปในแหวนมิติเพื่อเอาเตาหม้อปรุงยาที่ได้ไปซื้อมาจากเมืองเฉิงเทียนออกมาพร้อมกับวัตถุดิบอื่นๆเตรียมไว้
และวัตถุดิบสำคัญเลยคือพิษอสูรตะขาบสายฟ้านี้ที่จะช่วยเพิ่มระดับพลังลมปราณของเขาขึ้นไปอีกขั้น
เฉินอี้สังเกตแหวนมิติที่เขาได้มาวงนี้ก็รู้ทันทีว่า มันเป็เพียงแหวนระดับต่ำสุด.. ที่มีขนาดความกว้างของห้วงมิติเพียงประมาณ 1เมตรเอง ซึ่งภายในเก็บหม้อปรุงยากับวัตถุดิบต่างๆรวมถึงเงินที่เหลือก็แทบจะเต็มแล้ว
แหวนมิตินั้นยังทำการบันทึกพลังปราณส่วนตัวของเ้าของแหวนลงไปด้วยผู้อื่นที่ไม่ใช่เ้าของไม่สามารถทำการเปิดใช้ได้ ยกเว้นแต่ว่าเ้าของเดิมแหวนมิติวงนั้นได้ตายไปแล้วถึงจะสามารถเปิดเอาของจากข้างในแหวนมิติออกมาได้นั่นเอง
เฉินอี้ถอนหายใจบ่นกล่าวว่า “เฮ้อ..เมื่อข้าได้บรรลุถึงระดับหลอมลมปราณค่อยสร้างของที่ดีกว่านี้ขึ้นมาล่ะกัน”
เมื่อในอดีตชาติก่อนของเฉินอี้เขาไม่ได้เป็แค่นักปรุงยาในระดับเทพโอสถเท่านั้น แต่ยังมีความสามารถเป็ถึงนักหลอมที่อยู่ในระดับเทพหลอมศาสตราขั้นสูงสุดอีกด้วย
แต่ในตอนนี้ระดับพลังปราณเขาายังไม่สูงเพียงพอที่จะหลอมสร้างสิ่งของหรือของวิเศษอะไรได้ เพราะยังอยู่แค่ในระดับก่อตั้งลมปราณขั้นที่6 เอง ต่อให้เขาฝืนสร้างสิ่งของอย่างแหวนมิติขึ้นมาก็คงได้แค่ของระดับต่ำเท่านั้น แถมตอนนี้ตัวเฉินอี้ยังไม่มีวัตถุดิบอะไรเลย
ศาสตร์ในการหลอมศาสตรานั้นยากไม่แพ้ศาสตร์ในการปรุงโอสถหรืออาจจะยากกว่าด้วยซ้ำ เพราะต้องใช้พลังปราณที่สูงกว่าและยังต้องมีความเข้าใจถึงกฎเกณฑ์แห่งธาตุและมิติในระดับสูงขึ้นร่วมด้วยจึงจะสามารถทำการหลอมสำเร็จได้
เฉินอี้ในตอนนี้จึงสามารถทำได้แค่การปรุงยาเท่านั้นเนื่องจากพลังปราณไม่เพียงพอ..
เฉินอี้จัดเตรียมวัตถุดิบที่ต้องใช้ออกมาวางเรียงไว้ในห้องหมดแล้วจึงเริ่มทำการปรุงยาได้
เฉินอี้มองดูสมุนไพรเบื้องหน้าแล้วคิดว่าจะเริ่มจากการปรุงโอสถฟื้นฟูพลังลมปราณก่อนค่อยปรุงโอสถเพิ่มระดับขั้นพลังลมปราณทีหลัง เพื่อเคาะสนิมทดสอบความสามารถของตัวเองในตอนนี้
“เอาล่ะเริ่มจากการแยกสมุนไพรกำจัดสิ่งสกปรกทิ้งก่อน”เฉิ้นอี้กวาดมือทั้งสองส่งพลังลมปราณออกไปทำให้สมุนไพรลอยเรียงรายเป็แถวกลางอากาศเหนือเตา จากนั้นเขาก็ทำสิ่งที่น่าทึ่งด้วยการจุดเปลวไฟบนปลายนิ้วชี้ข้างขวาของตน
เทคนิคจุดเปลวไฟที่นิ้วนี้ยากมาก ถ้าเป็ในดินแดนโลกมนุษย์แห่งนี้ต้องถูกเรียกว่ายอดอัจฉริยะแล้ว เพราะเป็เทคนิคที่อยู่ในระดับของนักปรุงยาขั้นสูงที่มีพลังปราณอยู่ในระดับแก่นแท้มนุษย์ลมปราณบางคนในทวีปตะวันออก.. หรือในดินแดนโลกมนุษย์นี้เท่านั้นที่ทำได้
แต่เฉินอี้กลับสามารถทำได้ง่ายๆเพียงอยู่แค่ในระดับก่อตั้งลมปราณแบบนี้แล้วจะไม่เรียกเขาว่า ยอดอัจฉริยะ ได้เช่นไร!
ถ้าให้ท่านน้าเฉินซูยวนที่ชื่นชอบการปรุงยามากมาเห็นวิธีการปรุงยาของเฉินอี้ตอนนี้คงต้องทำหน้าตกตะลึงจนอ้าปากค้างเป็แน่
เฉินอี้เริ่มทำการพยุงเปลวเพลิงที่นิ้วชี้ขวาเอาไว้.. ที่เขาสามารถทำแบบนี้ได้ เนื่องจากมีคัมภีร์เคล็ดวิชาพิษนิรันดร์กลืนฟ้าที่ใช้ฝึกตนเป็ตัวช่วย เพราะเป็ถึงคัมภีร์วิชาลำดับขั้นาระดับสูงจึงทำให้พลังลมปราณบ่มเพาะภายในร่างเข้มข้นหนาแน่นและแข็งแกร่งจนอยู่ในระดับสูงที่สุด!
เฉินอี้มองคิดในใจว่า “ถ้าเป็ข้าในชาติก่อนคงจุดไฟได้แรงและควบคุมได้ดีกว่านี้..” เขาบ่นพึมพำถึงความหลังกับตัวเอง
ในชาติก่อนที่เฉินอี้เคยเป็ถึงเทพโอสถนั้นเขาสามารถจุดไฟได้ถึง10 นิ้ว เลยทีเดียว! ไม่ใช่แค่นิ้วชี้ขวานิ้วเดียวอย่างที่เป็อยู่ตอนนี้และยังควบคุมเปลวไฟที่จุดได้ดั่งใจตนเองอีกด้วย!
การจุดไฟที่นิ้วนั้นช่วยเพิ่มความละเอียดอ่อนและเพิ่มระดับในการปรุงยาให้สูงขึ้นทำให้ปรุงโอสถระดับยากๆได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม
สำหรับเฉินอี้ที่พลังลมปราณยังอยู่ในระดับขั้นต่ำคงทำได้เท่านี้
“แต่เพียงเท่านี้ก็เกินพอในการปรุงยาแล้ว..”
เฉินอี้วาดนิ้วชี้ขวาที่มีเปลวไฟไปยังสมุนไพรที่กำลังลอยอยู่เพื่อขจัดสิ่งสกปรกที่อยู่ภายนอก ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องใช้ความละเอียดอ่อนพอสมควรถ้าไม่ระวังอาจทำให้แก่นสมุนไพรเกิดความเสียหายได้
จากนั้นเฉินอี้ก็กวักมือโยนสมุนไพรใส่เข้าไปในเตาหม้อปรุงยาแล้วปิดฝาลงนำเปลวไฟที่นิ้วไปวางข้างเตาเพื่อให้ความร้อนกับเตาหม้อปรุงยาอย่างทั่วถึง สมุนไพรผสานกันจากการใช้พลังปราณควบคุมความร้อนภายในจนเริ่มกลายเป็ยาเม็ด ขั้นตอนนี้สำคัญมากถ้าควบคุมการใช้ความร้อนไม่พอดีล่ะก็ สมุนไพรจะกลายเป็กองขี้เถ้าแทน และเป็อันล้มเหลวในการปรุงโอสถโดยทันที
เฉินอี้ทำสำเร็จแล้วจึงเปิดฝาเตาหม้อขึ้นมาก้มมองเข้าไปภายในเตาเพื่อดูผลลัพธ์ และการปรุงนั้นใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีด้วยซ้ำ ซึ่งถือว่ารวดเร็วมากนัก!
เฉินอี้พยักหน้ายิ้มกล่าวอย่างรู้สึกพึงพอใจว่า “อื้ม ครั้งนี้ใช้สมุนไพรไปเพียงชุดเดียวสามารถหลอมโอสถฟื้นฟูพลังลมปราณได้ถึง3 เม็ด ก็ถือว่าดีแล้ว”
ฟู่ว.. ชั่วขณะที่เขาเปิดฝาขึ้นมาดูทำให้ปล่อยกลิ่นอายยากระจายไปทั่วพื้นที่ในทันที เพียงแค่ดมกลิ่นก็รู้ได้เลยว่าเป็ยาลูกกลอนฟื้นฟูระดับสูงมาก
เฉินอี้หยิบโอสถสีขาวที่เพิ่งปรุงเสร็จหนึ่งเม็ดนี้ขึ้นมาดู“ใช้ได้เป็โอสถฟื้นฟูพลังลมปราณระดับสูงเต็ม 10ส่วนอย่างที่ตั้งใจไว้จริงๆ” เขาเอาแต่กล่าวถึงความสำเร็จในครั้งนี้ จนลืมไปว่าไม่ได้มีแค่ตนเองเพียงคนเดียวแล้วที่รับรู้ถึงกลิ่นอายโอสถระดับนี้
ตึก ตึก ตึก ตึก มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบวิ่งมาตรงทางเข้าห้องของเฉินอี้
เฉินอี้หันควับมองมาทางประตูแล้วเริ่มรู้สึกตัวช้าไป“แย่ล่ะสิลืมไปว่าบ้านนี้มีคนอื่นอยู่ด้วย” เขาบังเอิญพลาดเผลอตัวไปตามนิสัย เพราะในอดีตชาติที่แล้วของเขามักจะอาศัยอยู่เพียงคนเดียวและทดลองการปรุงยาตลอดจนลืมคิดไปตามความเคยชิน
ปัง! เสียงประตูถูกเปิดออกอย่างแรงด้วยความรีบร้อน
“เฉินอี้เกิดอะไรขึ้น! เหตุใดข้ารู้สึกได้ถึงกลิ่นอายโอสถระดับสูงอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อนจากที่นี่กัน!!” ผู้ที่เปิดประตูออกเป็น้าเฉินซูย่วนที่วิ่งหน้าตั้งอย่างเร็วแล้วมาถึงเป็คนแรก นางกล่าวถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียดดวงตาเบิกกว้าง
ในดินแดนโลกมนุษย์เฉินซูย่วนนางเป็นักปรุงยาที่อยู่ในระดับผู้ฝึกหัดขั้นสูงจากการทดสอบของสมาคมปรุงยานางมีความรู้ในเื่โอสถดีอยู่จึงสามารถััได้ถึงตัวยาระดับสูงไวกว่าคนอื่นๆในบ้านตระกูลเฉินแห่งนี้
เฉินซูย่วนกล่าวเสร็จจึงเห็นสิ่งของที่วางอยู่ตรงหน้าทำให้นางถึงกับเบิกตาโตตกตะลึงจนพูดไม่ออกไปเดี๋ยวนึง
นางเห็นเตาหม้อปรุงยาตรงด้านหน้าเฉินอี้.. กำลังส่งกลิ่นอายโอสถเข้มข้นกระจายไปทั่วทั้งห้อง จึงเหลือบมองไปยังหน้าของเฉินอี้ที่กำลังยิ้มบางมองมาทางนางและเขาก็ถือโอสถฟื้นฟูพลังลมปราณระดับสูงนั้นไว้อยู่กับตัว ทำให้เฉินซูย่วนเกิดความรู้สึกงงงวยจนพูดอะไรไม่ออกไปพักหนึ่ง
เฉินซูย่วนชี้นิ้วไปที่เม็ดยาที่เฉินอี้ถืออยู่แล้วกล่าวอย่างติดขัดปากสั่น“เฉิน..อี้..อี้..เ้า..ไปเอาโอสถเม็ดนั้นมาจากไหน..คงไม่ใช่ว่าเ้า!?” นางนึกคาดเดาไปหลายอย่างจนคิดไปถึงสิ่งที่ไม่น่าเป็ไปได้ขึ้นมาในใจว่าเฉินอี้เป็คนที่ปรุงโอสถระดับสูงนี้ขึ้นมาด้วยตัวเขาเอง!
เฉินอี้กวาดฝ่ามือรีบเก็บโอสถและเตาหม้อปรุงยารวมถึงวัตถุดิบทั้งหมดลงเข้าไปในแหวนมิติแล้วยิ้มกล่าวออกไปเล่นๆว่า “สวัสดียามค่ำท่านน้าเฉินซูย่วน ใยท่านถึงยังไม่เข้านอนอีกหรือ? เดี๋ยวผิวพรรณเสียหมดนะ” เขาแกล้งทำเป็เฉไฉต่อนางไปเรื่อย
เฉินซูย่วนขมวดคิ้วยกมือขึ้นชี้กล่าวอย่างอารมณ์ร้อนเสียงแข็งว่า “เ้าอย่ามาทำเป็เปลี่ยนเื่! เฉินอี้เ้าบอกข้ามาเดี๋ยวนี้ว่าได้โอสถเม็ดนั่นมายังไง? หรือว่า..ตัวเ้าเป็คนปรุงมันเอง!?” นางเป็คนที่ฉลาดที่สุดในตระกูลย่อมคาดเดาเื่ที่เกิดขึ้นได้ค่อนข้างแม่นยำแล้วที่นางยังไม่นอนก็เพราะกำลังศึกษาเื่การปรุงยาอยู่จนดึกดื่นเป็ประจำทุกวันเสมอเห็นได้ชัดว่านางคลั่งไคล้การปรุงยามากแค่ไหนจนเมื่อนางััได้ถึงกลิ่นอายโอสถอันบริสุทธิ์นี้จึงรีบมาที่นี่โดยเร็ว
ขณะนี้เ้าเมืองเฉินเหว่ยหงได้วิ่งมาถึงห้องเฉินอี้แล้ว ตัวเขาก็สามารถรับรู้ถึงกลิ่นอายโอสถระดับสูงได้เช่นเดียวกันจึงรีบบึ่งมาทันที
ระหว่างทางมาเขาก็ได้ยินเสียงดังของเฉินซูย่วนว่ากล่าวถึงบางอย่างกับเฉินอี้จึงคิดว่าคงต้องเกิดเื่ขึ้นหรือมีปัญหาที่นั่นเป็แน่..
เฉินเหว่ยหงเดินพลางหันมามองกล่าวถามเฉินซูย่วนอย่างมีข้อสงสัยว่า “น้องหญิงซูย่วนเกิดเื่อันใดขึ้นรึ? แล้วเมื่อครู่ข้ายังััได้ถึงโอสถระดับสูงจากที่นี่ด้วย?” แถมเป็กลิ่นอายโอสถที่รุนแรงมากเสียด้วย
เฉินซูย่วนยืนกอดอกทำสีหน้าจริงจังกล่าวว่า “ท่านเ้าเมืองไม่ลองถามบุตรชายของท่านเอาเองดูล่ะ ต้นเหตุก็มาจากตัวเขานั่นแหละ!”
เฉินเหว่ยหงได้ยินแล้วก็พลันมีสีหน้าประหลาดใจ ตนมองไปที่เฉินอี้กล่าวถามซ้ำให้แน่ใจ “สาเหตุมาจากเขางั้นรึ?” เขาแสดงท่าทางเหมือนไม่เชื่อ
เฉินซูย่วนแค่พยักหน้าลงแล้วมิได้เอ่ยกล่าวสิ่งใดเพิ่มอีก
เฉินเหว่ยหงกล่าวถามหน้าตาจริงจังออกไปตามตรงว่า “ลูกอี้เื่ที่ว่าต้นเหตุมาจากเ้าทั้งหมดนั้นหมายความว่าเช่นไร?”
เฉินอี้หลับตาถอนหายใจผ่อนคลายในใจว่า ยังไงตนเองก็ไม่ได้คิดที่จะปิดบังเื่นี้เอาไว้อยู่แล้ว
เฉินอี้ลืมตากล่าวตอบกลับด้วยสีหน้าจริงจังที่สุด
“กลิ่นอายพลังโอสถที่พวกท่านรู้สึกเมื่อสักครู่และโอสถที่ท่านน้าเฉินซูย่วนเห็นนั้น ข้าเป็คนปรุงพวกมันขึ้นมาทั้งหมดเอง”
คำพูดบอกกล่าวอย่างชัดเจนนี้ของเฉินอี้ทำให้พวกเขาตกตะลึงนิ่งค้างไปในทันทีแม้เฉินซูย่วนจะเตรียมใจรับความจริงเื่นี้ไว้แล้วก็ยังต้องรู้สึกใมากอยู่ดี
เฉินอี้เอาเม็ดยาโอสถออกมาจากแหวนมิติแล้วกล่าวว่า “นี่คือเม็ดยาฟื้นฟูพลังลมปราณที่ข้าทำขึ้น” เขาโยนไปให้เฉินซูย่วนพิสูจน์
เฉินซูย่วนรับเอาไว้แล้วััได้ถึงความสมบูรณ์แบบของโอสถฟื้นฟูระดับสูงขนาดนี้ก็เกิดมือสั่นปากสั่นไปทั้งตัว
ส่วนเฉินเห่วยหงกำลังเหม่อมองหน้าอึ้งตะลึงงันปากอ้าค้างอยู่อย่างนั้นั้แ่ที่ได้เห็นเม็ดยาโอสถกับตาตนเองแล้ว