ทางการค้าหลักทอดยาวผ่านหุบเขาแคบ สองฝั่งเป็หน้าผาหินสูงชัน พื้นถนนเต็มไปด้วยรอยล้อเกวียนเก่าและใหม่ปะปนกัน เสียงฝีเท้าม้าและเกวียนดังสะท้อนก้องไปมาตามแนวหิน ราวกับพื้นที่แห่งนี้ไม่เคยเงียบอย่างแท้จริง
ที่นี่คือหนึ่งในจุดตัดของเส้นทาง สินค้า ข่าวสารต่างรวมกันอยู่ที่นี่ หลัวอวิ๋นยืนอยู่บนสันเขาเตี้ยด้านข้าง เสื้อคลุมสีหม่นคลุมกาย ดวงตาจับจ้องลงไปยังถนนเบื้องล่างอย่างสงบนิ่ง เขาไม่ได้มองผู้คนเป็รายตัว แต่ประเมิน “จังหวะ” การเคลื่อนไหวทั้งหมด
กลุ่มเกวียนสามคัน คนคุ้มกันแปดคน ลมปราณระดับกลาง ไม่ใช่ขบวนพ่อค้าธรรมดา เขารู้ทันที
หลัวอวิ๋นไม่รีบร้อน เขานั่งลงหลังโขดหิน หยิบผ้าผืนเล็กที่เตรียมไว้ก่อนหน้าออกมา วางไว้ข้างตัว ยังไม่ได้ใช้ทันที เพียงเตรียมพร้อม จากนั้นจึงหลับตา ปรับลมหายใจให้สม่ำเสมอ
ข้อมูลที่ได้จากเมื่อคืนชี้มาที่นี่ ไม่ใช่ปลายทางแต่เป็จุดผ่าน ถ้าเขาเคลือนไหวที่ตรงนี้ แรงสั่นะเืจะกระจายออกไปเป็วงกว้าง หลัวอวิ๋นยกมือขึ้น พึมพำเสียงต่ำ
“โอมจังงัง… กำบังกาย”
เงาร่างพร่าเลือน เขาค่อย ๆ เคลื่อนตัวลงจากสันเขา ใช้แนวหินเป็ที่กำบัง ไม่เร่งฝีเท้า ไม่ทำให้เกิดเสียง การเคลื่อนไหวของเขาสอดคล้องกับลมที่พัดผ่านหน้าผาอย่างแเี
เมื่อเข้าใกล้ระยะเขาหยุด ดวงตาจับจ้องชายที่เดินนำขบวน ชายวัยกลางคน ร่างสูง ไหล่กว้าง ลมปราณแน่นต่างจากคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด
หลัวอวิ๋นรู้ทันทีว่าคืนนี้จะไม่จบง่าย เขาค่อย ๆ ขยับมือไปที่แหวนมิติ ความคิดเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน ค้อนโลหะหนักปรากฏขึ้นในมืออย่างไร้เสียง น้ำหนักถ่วงร่างกายลงเล็กน้อย แต่เขาควบคุมได้ก่อนขยับ เขาพึมพำอีกครั้ง
“อาคมเสริมกาย… โลหิตค้ำร่าง”
พลังอุ่นแผ่ซ่านออกมา คราวนี้มั่นคงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ร่างกายตอบสนองอย่างเป็ระบบ กล้ามเนื้อเกร็งรับน้ำหนักค้อนโดยไม่สั่น ความรู้สึกต้านที่เคยมีลดลงเล็กน้อย แม้ยังต้องใช้พลังมาก แต่ไม่ทรมานเหมือนก่อน
เขากำมือแน่น นี่คือสัญญาณร่างกายกำลังปรับตัว หลัวอวิ๋นขยับตัวออกจากเงาหิน ไม่ซ่อนไม่อ้อม เขาเลือกจะเข้าปะทะ
ชายคุ้มกันคนหนึ่งเห็นเงาเคลื่อนไหวก่อนจะทันะโ ค้อนก็ฟาดลงกับพื้นตรงหน้า เสียงดังสนั่น พื้นหินแตกร้าว แรงสั่นะเืทำให้ขบวนหยุดชะงักทันที
“ระวัง!” ใครบางคนะโ
สายตาหลายคู่หันมาจับจ้อง หลัวอวิ๋นไม่พูดไม่ประกาศ เขาพุ่งเข้าใกล้ ฟาดค้อนในแนวเฉียง เสียงโลหะกระแทกกระดูกดังหนัก ร่างหนึ่งล้มลงทันที อีกสองคนถอยหลังโดยสัญชาตญาณ ชายคุมขบวนขยับทันที ลมปราณปะทุออกมาอย่างชัดเจน ดวงตาแข็งกร้าว
“เ้าเป็ใคร”
หลัวอวิ๋นไม่ตอบ เขาพึมพำเสียงต่ำ
“อาคมแมลง… จงกลายเป็ต่อแตน”
ใบไม้และเศษฝุ่นบนพื้นแตกกระจาย กลายเป็ฝูงแมลงพุ่งเข้าใส่กลุ่มคุ้มกัน เสียงะโดังขึ้น ความโกลาหลปะทุในชั่วพริบตา
หลัวอวิ๋นไม่หยุด เขาฟาดค้อนใส่คนที่เสียจังหวะอย่างแม่นยำหนึ่ง สอง ร่างล้มลงต่อเนื่อง แต่ชายคุมขบวนไม่ถอย เขาก้าวเข้ามาฝ่าฝูงแมลง ลมปราณแผ่ข่ม แรงกดดันพุ่งเข้าใส่หลัวอวิ๋นอย่างชัดเจน
นี่คือจอมยุทธ์ระดับสูงกว่า หลัวอวิ๋นรู้สึกได้ทันที แรงต้านในร่างกายพุ่งขึ้น เืสูบฉีดแรงขึ้นอย่างผิดปกติ เขายืนหยัด ไม่ถอย ค้อนถูกยกขึ้น แรงสะท้อนแล่นผ่านแขน แต่เขายังยืนอยู่
ดวงตาของหลัวอวิ๋นนิ่งแน่วแน่ การต่อสู้ที่แท้จริงเริ่มต้นแล้ว แรงกดดันจากลมปราณของชายคุมขบวนแผ่ออกมาอย่างชัดเจน อากาศรอบตัวเหมือนถูกบีบอัด เสียงฝีเท้าของคนคุ้มกันคนอื่นเริ่มชะงักโดยไม่รู้ตัว หลายคนถอยหลังโดยสัญชาตญาณ พวกเขารู้ดีว่าผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ศัตรูระดับเดียวกับพวกตนอีกต่อไป
หลัวอวิ๋นรู้สึกได้ทันที แรงต้านในร่างกายเพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อที่เกร็งรับค้อนเริ่มส่งสัญญาณ เืสูบฉีดแรงจนหัวใจเต้นชัด นี่ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่เขาจะบดขยี้ได้ด้วยการฟาดสองสามครั้ง
ชายคุมขบวนก้าวเข้ามาอย่างมั่นคง ดวงตาคมกริบ มองหลัวอวิ๋นั้แ่หัวจรดเท้า ก่อนจะหยุดที่ค้อนโลหะในมือ
“อาวุธหนัก… แต่จังหวะยังหยาบ” เขาพูดเสียงต่ำ “เ้ามาจากสำนักใด”
หลัวอวิ๋นไม่ตอบ เขาไม่จำเป็ต้องตอบ เริ่มขยับเท้า เปลี่ยนจุดศูนย์ถ่วงให้ต่ำลงเล็กน้อย ค้อนถูกยกขึ้นในระดับอก ไม่ใช่ท่าโจมตี แต่เป็ท่ารับ การเคลื่อนไหวของเขาไม่สวย ไม่เป็กระบวนท่า แต่มั่นคง
ชายคุมขบวนพุ่งเข้ามา รวดเร็ว หนัก ตรง กระบี่ในมือฟันลงในแนวเฉียง เสียงลมฉีกอากาศดังแหลม หลัวอวิ๋นยกค้อนขึ้นรับ เสียงโลหะกระแทกกันดังสนั่น แรงสะท้อนแล่นผ่านแขนจนหัวไหล่สั่น
หลัวอวิ๋นถอยหลังหนึ่งก้าว เท้าฝังลงบนพื้นหิน เขารับการโจมตีไว้ได้แต่ไม่ง่าย ชายคุมขบวนไม่ปล่อยจังหวะ เขาก้าวต่อ ฟันซ้ำในแนวราบ ลมปราณไหลตามคมกระบี่เป็เส้นแสงจาง ๆ หลัวอวิ๋นบิดเอวหลบ ปล่อยให้คมกระบี่เฉือนผ่านปลายเสื้อคลุม จากนั้นเหวี่ยงค้อนสวนกลับ
ชายคุมขบวนยกกระบี่ขึ้นรับอีกครั้ง คราวนี้แรงปะทะทำให้เขาถอยหลังครึ่งก้าว ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย
“แรงดี” เขาพูด “แต่ยังไม่พอ”
แรงกดดันเพิ่มขึ้นอีกระดับ ลมปราณของชายคุมขบวนปะทุออกมาเต็มที่ คราวนี้คนคุ้มกันที่เหลือถอยออกไปโดยไม่ต้องสั่ง พื้นที่รอบ ๆ กลายเป็ลานประลองชั่วคราว
หลัวอวิ๋นรู้สึกได้ทันที นี่คือขีดจำกัดที่แท้จริง เขาพึมพำเสียงต่ำ ขณะขยับเท้าอย่างระมัดระวัง
“อาคมเสริมกาย… โลหิตค้ำร่าง”
ความร้อนแล่นผ่านร่างอีกครั้ง คราวนี้แรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ยังอยู่ในขอบเขตที่เขาคุมได้ กล้ามเนื้อขยายตัวเล็กน้อย เส้นเืปูดขึ้นใต้ิั ความรู้สึกต้านในร่างกายไม่หายไป แต่ถูกบีบอัดให้แน่นขึ้น ชายคุมขบวนหัวเราะเบา ๆ
“วิชาประหลาด”
เขาพุ่งเข้ามาอีกครั้ง กระบี่ฟันลงอย่างต่อเนื่อง จังหวะเร็วขึ้น หนักขึ้น หลัวอวิ๋นรับได้บ้าง หลบได้บ้าง แต่ทุกครั้งที่รับ แรงสะท้อนสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แขนเริ่มชา ไหล่เริ่มหนัก เขาไม่อาจยืดเยื้อ ถ้ายังเป็แบบนี้เขาจะแพ้
หลัวอวิ๋นถอยหลังอีกก้าว พื้นหินแตกใต้ส้นเท้า เขากำค้อนแน่น ดวงตานิ่ง แต่ภายในจิตเริ่มสั่นไหว ไม่ใช่ความกลัว แต่เป็แรงกดดันที่บีบให้เขาต้องเลือก
ในจิตของเขาบางอย่างขยับ ไม่ใช่อาคมที่ใช้บ่อย ไม่ใช่วิชาที่สมบูรณ์ หลัวอวิ๋นกัดฟันแน่น เขายังไม่พร้อมเขารู้ แต่ถ้าไม่ใช้มัน เขาอาจจะไม่มีโอกาสอีก
เขาพึมพำเสียงต่ำ ช้ากว่าทุกครั้ง เหมือนกำลังทดสอบตัวเอง
“อาคม… ควายธนู…”
คำพูดยังไม่ทันจบสมบูรณ์ แรงะเืก็แล่นขึ้นจากกลางอก ราวกับมีบางอย่างพยายามพุ่งออกมา ความรู้สึกหนักหน่วงกดทับร่างกาย เืในเส้นสูบฉีดแรงผิดปกติ หลัวอวิ๋นรู้สึกได้ทันทีว่าเขาคุมมันไม่ได้
มันะเิออกมาในรูปแบบหยาบ ไม่ใช่ควายอาคม รูปร่างเลือนลางแต่ยังพอให้เห็น มันพุ่งตรงไปด้านหน้า หนักและรุนแรง หลัวอวิ๋นก้าวเท้าฟาดค้อนลงกับพื้นอย่างสุดแรง เสียงดังสนั่น พื้นหินแตกกระจายเป็วงกว้าง
แรงกระแทกพุ่งออกไปข้างหน้า ราวกับสัตว์อสูรที่พุ่งชนโดยไม่เห็นตัว ชายคุมขบวนถูกแรงนั้นซัดถอยหลังอย่างไม่คาดคิด กระบี่ในมือสั่นะเื แขนชาชั่วขณะ
“อะไรกัน—!”
นั่นคือจังหวะเดียว หลัวอวิ๋นไม่รอ เขาพุ่งเข้าใกล้ ฟาดค้อนในแนวเฉียงเต็มแรง เสียงโลหะกระแทกกระดูกดังหนัก ร่างชายคุมขบวนกระเด็นไปด้านข้าง กระแทกกับหินจนเืกระอักออกมา เขายังไม่ตาย แต่าเ็หนัก ชายคุมขบวนฝืนลุกขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยความใและระแวดระวัง
“เ้า… เ้าเป็ใครกันแน่” เขาพูดเสียงแหบ
แรงสะท้อนจากการฝืนเมื่อครู่แล่นย้อนกลับมา แขนขวาชาไปครึ่งหนึ่ง ลมหายใจหนักขึ้นอย่างควบคุมยาก หากยื้ออีกเพียงเล็กน้อย เขาจะเป็ฝ่ายล้มเอง
ชายคุมขบวนมองเขาอยู่อีกครู่ ก่อนจะถอยหลังอย่างระมัดระวัง ไม่สั่งการ ไม่พูดอะไรเพิ่มเติม คนคุ้มกันที่เหลือรีบเข้าประคอง ก่อนจะล่าถอยไปตามเส้นทางเดิมอย่างรวดเร็ว ขบวนเกวียนเคลื่อนออกไป ทิ้งความเงียบไว้เื้ั เขาไม่ได้ไล่ตาม เขารู้ถึงขีดจำกัดตัวเองดี
หลัวอวิ๋นยืนอยู่กลางลานหิน หอบหายใจแรง แขนขวาหนักราวกับไม่ใช่ของตัวเอง เขากัดฟัน พึมพำเสียงต่ำอีกครั้ง
“อาคมเสริมกาย… โลหิตค้ำร่าง”
ความอุ่นแผ่ซ่านออกมา ช่วยประคองร่างกายไม่ให้ทรุดลง แต่เขารู้ดีว่า นี่คือขีดจำกัดของวันนี้ เขามองไปยังทิศทางที่ขบวนจากไป ดวงตานิ่ง แต่ลึกลงไปเต็มไปด้วยการประเมิน เขาไม่ชนะแต่ก็ไม่แพ้
และสิ่งที่สำคัญที่สุดเขาเห็นแล้ว อาคมควายธนูไม่ใช่แค่พลังโจมตี แต่มันคือ “แรงชน” ที่สามารถเปลี่ยนสมดุลการต่อสู้ ถ้าเขาคุมมันได้ ศัตรูระดับนี้จะไม่ใช่กำแพงอีกต่อไป
หลัวอวิ๋นเก็บค้อนกลับเข้ามิติ ช้า ๆ ก่อนจะหันหลังออกจากพื้นที่ เขาไม่ฝืนเดินต่อ เลือกถอยไปตั้งหลักในจุดที่ปลอดภัยกว่า
คืนนี้เขาได้ข้อมูล ได้ประสบการณ์และได้เห็นขอบเขตของตัวเองการล้างแค้นยังอีกยาวไกล แต่เขารู้ตัวเดินมาถูกทางแล้ว