เมิ่งฟางซินและเสิ่นเฟยโจวแยกออกไปยังริมสระลอยโคมท่ามกลางแสงจันทร์สุกสกาว โคมกระดาษหลากสีลอยเอื่อยอยู่เหนือผืนน้ำ สะท้อนเงาระยิบระยับงดงามราวภาพวาด
ิลี่ถิงมองตามแผ่นหลังของคนทั้งสองอยู่เพียงครู่เดียว ก่อนจะเบือนสายตากลับมาหาชาวบ้านที่ต่อแถวรับข้าวต้มแทน รอยยิ้มอ่อนโยนประดับอยู่บนใบหน้า นางก้มลงตักข้าวต้มด้วยตนเองอย่างไม่ถือพระองค์ ทำให้ชาวบ้านหลายคนเริ่มคลายความเกร็งลง
“องค์หญิงเจ็ดเพคะ รีบไปทางกระโจมสกุลตงก่อนเถิด ได้ยินว่าแจกถ่านกับเทียนอยู่ หากช้ากว่านี้เกรงว่าจะหมดเสียก่อน” หญิงชราผู้หนึ่งกล่าวขึ้นด้วยความหวังดี
ิลี่ถิงชะงัก “ท่านยายผู้นี้หลงลืมเสียแล้วหรือไม่ว่าหากถ่านและเทียนของเปิ่นกงหมดก็ไปอ้อนขอจากเสด็จพ่อได้ไม่ยาก” ก่อนพยักหน้าหัวเราะ “พวกท่านนั่นแหละรีบไปกันเถิด ถ่านกับเทียนล้วนมีราคา ข้าวต้มของเปิ่นกงยังมีอีกมาก ไม่หมดง่ายนัก มาต่อแถวใหม่ก็ไม่สาย”
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลัง “องค์หญิงทรงเมตตาเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
นางหันกลับไปก็พบชายหนุ่มในชุดสีน้ำตาลเข้มปักดิ้นเงินยืนอยู่ใต้แสงโคม ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ดวงตายามยิ้มดูอบอุ่นน่าเข้าใกล้
“ถ่านและเทียนเ่าั้เป็ของที่สกุลตงผลิตเองพ่ะย่ะค่ะ แจกจ่ายเท่าใดก็ไม่มีปัญหา” ตงหย่าถงที่จะเข้ามาถวายความเคารพองค์หญิงเจ็ดที่มาในฐานะผู้แทนพระองค์เอ่ยบอกเรียบๆ
ิลี่ถิงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยช้าๆ “หน้าตาคุณชายตงดูคุ้นยิ่งนัก”
ชายหนุ่มค้อมกายถวายความเคารพ “กระหม่อมตงหย่าถง บุตรชายคนโตของเสนาบดีคลังพ่ะย่ะค่ะ เพิ่งกลับเข้ามารับตำแหน่งใหม่ในเมืองหลวง”
“เอ…แต่เปิ่นกงไม่เคยตามเสด็จพ่อและเสด็จพี่รองออกไปที่ใด คงคิดไปเองว่าคุ้นเคย”
เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สีหน้าจริงจังขึ้นหลายส่วน “เหตุที่คุ้นเคย…กระหม่อมต้องขอประทานอภัยองค์หญิงด้วย เื่ในงานมงคลของจวนเสิ่นวันนั้น กระหม่อมมิรู้ว่าแม่นางที่ร้องไห้อยู่ลำพังคือองค์หญิงเจ็ด เพียงเห็นสตรีอยู่ในที่มืดผู้เดียวจึงคิดจะช่วยเหลือ ไม่คาดว่าจะทำให้องค์หญิงตกพระทัยจนหนีหายไป”
ิลี่ถิงหัวเราะเบาๆ คล้ายไม่ถือสา “เช่นนั้นก็เขียนคำกลอนร่วมแข่งขันเสีย เปิ่นกงจะถือว่าให้อภัย”
ตงหย่าถงยิ้มกว้างทันที “พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมขอเวลาไปเขียนส่งเพียงครู่เดียว ขอองค์หญิงอย่าเพิ่งเสด็จไปที่ใดก็เพียงพอ”
องค์หญิงเจ็ดยกยิ้มตอบด้วยแววตาที่ผ่อนคลายกว่าตอนอยู่ต่อหน้าเสิ่นเฟยโจวหลายส่วน รู้สึกขอบคุณที่มีคนเข้ามาทักทายโดยไม่มีเจตนาจะเข้าหาพี่ชาย และยังได้พักความคิดออกจากเื่เสิ่นเฟยโจว
อีกฟากหนึ่งริมสระลอยโคม เสิ่นเฟยโจวที่กำลังถือโคมอยู่ในมือกลับหันมองมายังลานโรงทานอยู่หลายครั้ง จนเมิ่งฟางซินเม้มริมฝีปากลงน้อยๆ
“พี่เฟยโจวกำลังกังวลสิ่งใดหรือเ้าคะ”
เสิ่นเฟยโจวชะงัก ก่อนกล่าวเสียงเรียบ “วันนี้องครักษ์ที่ติดตามองค์หญิงเป็ชุดใหม่ กระหม่อมจึงวางใจได้ไม่เต็มที่ อีกทั้งมีบุรุษเข้าไปพูดคุยกับองค์หญิง แต่พวกเขากลับมิขัดขวาง”
เมิ่งฟางซินมองตามสายตาของเขา ก่อนยิ้มบาง “บุรุษผู้นั้นคือคุณชายตงหย่าถงเ้าค่ะ บุตรชายคนโตของเสนาบดีคลัง”
นางหยุดไปเล็กน้อย “พี่สาวของหม่อมฉันยังเคยกล่าวชมอยู่บ่อยครั้ง ว่าคุณชายตงทั้งนิสัยดีและมีตำแหน่งสูงกว่าสหายรุ่นเดียวกันอยู่ขั้นหนึ่ง”
เสิ่นเฟยโจวไม่ได้ตอบอันใด เพียงมองไปยังเงาร่างสีเงินขององค์หญิงเจ็ดที่กำลังตักข้าวต้มแจกจ่ายชาวบ้านไม่ได้ดูทุกข์ร้อนสักนิดว่าเขามากับสตรีอื่นเช่นนี้
ไม่นานนัก ตงหย่าถงก็เดินไปยังโต๊ะส่งกลอน เขารับกระดาษกับพู่กันมาตวัดเพียงไม่กี่ครั้ง ก่อนส่งคืนให้ขุนนางกรมพิธีการอย่างมั่นใจ จากนั้นกลับมาที่โรงทานอีกครั้ง พลางยกหม้อข้าวต้มขึ้นช่วยอย่างคล่องแคล่ว
“คุณชายตงมิได้ต้องกลับไปแจกถ่านกับเทียนหรือ” ิลี่ถิงเอ่ยถาม “ตรงนี้เปิ่นกงมิได้ลำบาก ค่อยๆ ทำไปก็คงเสร็จสิ้น”
“ตรงนั้นมีบ่าวชายมากมายพ่ะย่ะค่ะ” ตงหย่าถงตอบยิ้มๆ “แต่โรงทานข้าวต้มกลับมีขุนนางบุรุษคอยยกหม้ออยู่เพียงผู้เดียว ให้กระหม่อมถวายรับใช้เถิด”
“เช่นนั้นก็ตามใจ” องค์หญิงหัวเราะเบา “แต่เปิ่นกงไม่คดโกงให้คุณชายชนะเป็การตอบแทนหรอกนะ”
“หากพ่ายแพ้เพราะความสามารถของตนเองไม่เพียงพอ กระหม่อมก็พอใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เวลาผ่านไปไม่นาน คนจากกรมพิธีการก็เข้ามาค้อมกาย “องค์หญิงเจ็ด ครบกำหนดเวลาส่งกลอนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ิลี่ถิงจึงเดินกลับไปยังเวทีกลางงานพร้อมตงหย่าถง ผู้คนด้านล่างเริ่มจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันคึกคัก ขุนนางกรมพิธีการประกาศเรียกครั้งสุดท้าย ก่อนรวบรวมกระดาษทั้งหมดขึ้นอ่านทีละแผ่น
เมื่ออ่านจนครบ ลี่ถิงจึงยกพู่กันขึ้นแต้มสีชาดลงบนกระดาษกลอนที่ชื่นชอบที่สุด “เปิ่นกงชอบกลอนนี้ที่สุด”
องค์หญิงเจ็ดอ่านออกเสียงให้ผู้คนรับฟังอีกครั้ง
“จันทร์เต็มดวงยังมีวันให้แหว่งวิ่น ใจใช่หินจะสมบูรณ์ได้เช่นไร
เมื่อได้พบแม่นางเดียวปักดวงใจ คิดฝันใฝ่มิอาจลืมเลือนลง
สุราดีในใต้หล้าแม้เลิศล้ำ เมื่อหมดค่ำสิ้นท่าต้องคลายมนตร์
หากคืนนี้บุปผาหลวงอยู่ร่วมยล จันทร์เล่นกลแหว่งวิ่นก็งดงาม”
“องค์หญิงแน่ใจหรือพ่ะย่ะค่ะ ััวรรคตอนยังผิดเพี้ยนอยู่มาก เลือกไปอาจเป็ที่ครหาได้” ไม่เพียงเท่านั้นคำกลอนยังชัดเจนว่าเกี้ยวพาองค์หญิงเจ็ด กล้าเขียนว่าบุปผาหลวงมาเช่นนี้ ขุนนางเช่นเขาไม่ไว้ใจเอาเสียเลย
“เปิ่นกงถูกใจเนื้อหา การแข่งขันนี้บอกแต่ต้นว่าเอาความพอใจของเปิ่นกงเป็ที่ตั้ง ผู้ใดจะกล้ามาครหาได้ พลิกดูชื่อผู้ชนะหลังกระดาษแล้วประกาศไปเถิด”
“แต่…”
“หากเป็เสด็จพี่หรือเสด็จพ่อ ขุนนางซ่งจะกล้าขัดแย้งมากมายถึงเพียงนี้หรือไม่”
เมื่อถูกถามเช่นนี้ ขุนนางขั้นกลางจากกรมพิธีการก็ไม่มีช่องว่างให้ดิ้นหนีตายอีก จำต้องประกาศออกไปตามพระประสงค์ขององค์หญิงเจ็ด “ผู้ชนะคือ คุณชายตงหย่าถง”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที ตงหย่าถงก้าวออกมาค้อมกายรับรางวัลอย่างสง่างาม สมสง่าบุตรชายของเสนาบดีกรมคลังผู้น่าจับตามอง
“รางวัลของคุณชายตงคือตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงทอง และสิทธิ์ในการพาบุรุษมาดูตัวกับเปิ่นกง จะเสนอผู้ใดมาดีเล่า”
ผู้คนรอบข้างหัวเราะครื้นเครง แต่ตงหย่าถงกลับเงยหน้าขึ้นพลางส่ายศีรษะ “กระหม่อมขอรับเพียงรางวัลเดียวพ่ะย่ะค่ะ”
“อ้อ?” ิลี่ถิงเลิกคิ้ว “จะรับแค่ตั๋วเงินหรือ ย่อมได้…รางวัลที่สองเปิ่นกงก็เพียงกล่าวไปเช่นนั้นมิได้จริงจังอันใด”
“มิใช่พ่ะย่ะค่ะ” เขายิ้มบาง “กระหม่อมเพียงอยากเสนอตนเองเข้าดูตัวกับองค์หญิงเจ็ดเท่านั้น จะได้หรือไม่”
ทั้งลานงานเงียบลงชั่วขณะ ก่อนเสียงซุบซิบจะดังขึ้นรอบทิศ หากมิใช่บุตรชายเสนาบดีการพูดจาไม่ระวังปากเช่นนี้คงได้หัวหลุดจากบ่า
ิลี่ถิงยกยิ้มช้าๆ “เช่นนั้นก็หาวิธีส่งประวัติของตนให้เสด็จพี่รองของเปิ่นกงพิจารณาเสียก่อนก็แล้วกัน หากคุณชายตงผ่านด่านมาได้ เปิ่นกงก็สัญญาว่าจะไม่ปฏิเสธการดูตัว”
เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกครั้ง หลายคนถึงกับหัวเราะชื่นชมว่าองค์หญิงเจ็ดตอบได้ในแบบที่รักษาเกียรติของตนไว้ได้และเปิดโอกาสให้อย่างชัดเจนในคราวเดียว
เมิ่งฟางซินที่ยืนอยู่ไม่ไกลหันไปกล่าวกับเสิ่นเฟยโจวเบาๆ “องค์หญิงเจ็ดทรงเข้าใจคิดนักเพคะ แม้จะเปิดโอกาส แต่ก็มิได้ทำให้ง่ายดายเกินไป ยังมีข้อทดสอบให้บุรุษต้องหาวิธีเข้าหาองค์ชายรองและทำให้เป็ที่ยอมรับก่อน”
เสิ่นเฟยโจวมองตงหย่าถงนิ่งๆ “คุณชายคนนี้เพิ่งมาเมืองหลวง ข้าคงต้องตรวจสอบเสียก่อน”
เมิ่งฟางซินหันมามอง “เป็หน้าที่ของพี่เฟยโจวด้วยหรือเ้าคะ”
“ผู้ใดจะใกล้ชิดองค์หญิง มาดีหรือร้าย ระดับความไว้เนื้อเชื่อใจที่ควรมีให้ ข้าที่เป็องครักษ์ย่อมต้องรู้ไว้”
เมิ่งฟางซินยิ้มอ่อน “พี่เฟยโจวรอบคอบนักเ้าค่ะ”
แต่เสิ่นเฟยโจวไม่ได้ตอบกลับ เพราะสายตาของเขากำลังจับอยู่ที่ร่างขององค์หญิงเจ็ดซึ่งกำลังก้าวขึ้นรถม้าเตรียมกลับวังรอง โดยมีตงหย่าถงยื่นมือประคองอย่างอ่อนโยน
กระทั่งรถม้าเคลื่อนห่างออกไป เขาจึงละสายตากลับมาหาเมิ่งฟางซินอีกครั้ง “ไปเถิด” เสียงของเขาเรียบนิ่งดังเดิม “ใต้เท้าเมิ่งและฮูหยินคงรอคุณหนูเมิ่งแย่แล้ว”
ซึ่งก็นับว่าคาดเดาได้ไม่ผิดนัก เพราะคำประกาศขององค์หญิงเจ็ดเกี่ยวกับองครักษ์เสิ่นและคุณหนูเมิ่งรู้ไปถึงหูใต้เท้าเมิ่งเข้าเสียแล้ว เป็เหตุให้เสิ่นเฟยโจวถูกซักและสืบสวนอยู่นานสองนานจึงจะถูกปล่อยออกมา
.
.
.
“เหตุใดท่านพ่อจึงดูไม่พอใจเช่นนี้เ้าคะ บุตรชายเพียงคนเดียวของเสนาบดีเสิ่น แม้จะรั้งตำแหน่งองครักษ์ขององค์หญิงเจ็ด แต่สกุลเื้ัเช่นนี้หากจะโยกย้ายก็มิใช่ว่ายากเย็น”
“หากเป็องครักษ์ขององค์หญิงสี่ท่านพ่อคงมิได้ตึงเครียดเช่นนี้ จะดูเพียงฐานะชาติตระกูลไม่ได้หรอกฟางซิน ของเช่นนี้ต้องดูด้วยว่าเป็กำลังที่สนับสนุนฝ่ายเดียวกันหรือไม่”
“ท่านแม่ของเ้ากล่าวถูกต้องแล้ว แต่ครั้งนี้ผู้คนรับรู้แล้วย่อมไม่อาจแก้ไข โชคยังดีที่สกุลเสิ่นก็ยังวางท่าเป็กลางอยู่มาก เมื่อแต่งออกไปแล้วฟางเออร์ย่อมต้องโน้มน้าวสามีให้สนับสนุนข้างที่ถูกต้อง”
“เ้าค่ะท่านพ่อ” เมิ่งฟางซินรับคำก่อนจะส่งท่านพ่อที่เร่งไปทำงานต่อในห้องหนังสือ เปิดช่องให้ผู้คนในบ้านทะเลาะเบาะแว้งกันได้
“ยังไม่ทันปักปิ่นก็มีข่าวกับบุรุษ โกหกว่าไปงานกับสหายหญิงใช้ได้หรือเ้าคะ แม่รองเลี้ยงบุตรสาวออกมาเหมือนตนเองมากเกินไปหรือไม่” เมิ่งฟางมิ่งหัวเราะออกมาเบาๆ
“ท่านแม่ของข้าถูกยกให้เป็ฮูหยินเอกแล้ว พี่หญิงใหญ่กล่าวถึงให้ถูกต้องด้วย”
“ไม่ล่ะ ข้าไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง หากท่านแม่ข้ายังอยู่มารดาเ้าก็เป็รองอยู่เช่นเดิม”
“เช่นนี้จึงไม่รู้ว่าบุรุษที่ตนหมายปองเปลี่ยนใจไปหมายปององค์หญิงเจ็ดเสียแล้ว ท่านแม่เรากลับเรือนรองของเราเถิดเ้าค่ะ” เมิ่งฟางซินทิ้งความจริงเอาไว้แล้วรีบปลีกตัวหนีไปทันที ปล่อยให้ฟางมิ่งร้อนใจไม่อาจหาคำตอบได้จนยืนกรีดร้องอยู่กลางจวน
“เป็คุณชายท่านใด เ้ากล่าวมาให้ชัด นังฟางซิน! ฟางซิน!”
.
.
.
“ตนเองมีบุรุษมากมายจนต้องทวงถามว่าผู้ใดไปสนใจองค์หญิงเจ็ด ยังกล้ากล่าวหาว่าลูกทำตัวเสียหายอีก น่าโมโหนักเ้าค่ะ”
“เอาเถิดฟางเออร์ให้สงสารว่านางไม่มีมารดาก็แล้วกัน”
“เ้าค่ะ”