“ไม่มีอะไรจริง…จนกว่าเ้าจะศรัทธาว่ามันเป็จริง”
เซ็นไม่พูดอะไร เขาเพียงยืนอยู่ในมุมมืดของห้องไม้หลังเล็ก ดวงตาทอดมองเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่บนพื้นเย็น เหมือนจิตวิญญานล่องลอยออกไปไกล
แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในห้วงความคิดของซู่เหยียนจื่อ ไม่ใช่เสียงของผู้คนรอบตัว แต่เหมือนเสียงจากอีกฟากของฝัน
“ในโลกของฉัน…มีบางสิ่งที่แม้นักวิจัยเก่งแค่ไหนก็ยังไม่เข้าใจ”
เสียงของเขานุ่ม…แต่หนักแน่น ราวกับเล่าเื่ที่อยู่ไกลออกไปกว่าระยะของแสง
“มันไม่ใช่เวทมนตร์ ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่มันคือ ‘อักษร’ ประหลาดที่ถูกค้นพบบนวัตถุบางชนิดบางครั้งบนกำแพง บางครั้งบนอาวุธ หรือแม้แต่ิัของใครบางคน”
“พวกเขา…ตีความมันจากเส้นที่ไหลลื่น จากรูปทรง จากแรงสลัก…และจากความรู้สึกในใจของคนเขียน”
เซ็นเว้นจังหวะ เสียงของเขาเงียบไปชั่วครู่ เหมือนอยากให้คำพูดแทรกซึมลงในหัวใจของเด็กหนุ่มตรงหน้า
“สุดท้ายมันเลยกลายเป็ภาษาหนึ่ง ที่ไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไร แต่ทุกคนกลับ ‘รู้สึก’ ว่ามัน มีความหมาย”
“ผมเองก็เรียนรู้จากมัน…แม้จะไม่เข้าใจทั้งหมด”
“แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันรู้แน่คือ…มันตอบสนองกับ ‘พลังงานบางอย่าง’ ” “และผมก็เชื่อในพลังใจ” “ผมเชื่อว่าถ้า ‘จิตใจมั่นคงพอ’ เราจะสามารถใช้ ‘พลังจิต’ หรือเจตจำนงนั้น…สร้าง ‘ความจริง’ ที่เราศรัทธาออกมาได้”
เซ็นยื่นมือออกมาช้า ๆ ราวกับส่งอะไรบางอย่างให้ แม้ไม่มีวัตถุใดในมือ แต่ภาพ ๆ หนึ่งกลับปรากฏขึ้นในหัวของซู่เหยียนจื่อ
“นี่คือสิ่งที่เรียนรู้ด้วยตัวเอง…และผมได้มันมา”
ในจินตนาการของซู่จื่อ ภาพหนึ่งฉายวาบในหัว อักษรแปลกตาที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน มันคือ Ƨ — อักษรที่คล้ายคลึงกับ S แต่กลับด้าน ราวกับสะท้อนจากภายใน
“ผมเรียกมันว่า โซเลน” “ ‘โซ’ จาก จิติญญา ‘เลน’ จาก การมองเห็น” “เมื่อเรามองเห็นจิติญญา…เราก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกสิ่ง”
ซู่เหยียนจื่อยังไม่ตอบ เขาไม่เข้าใจทั้งหมด แต่เขา “รู้สึก” บางอย่างในอกมันขยับไหว เหมือนจิตที่ด้านชากำลังจะถูกปลุกให้ตื่น
“ที่โลกนี้มีอยู่แล้วคือ หินหยวน พลังงานสำหรับฝึกพลังลมปราณ…ใช่มั้ย?” “ถ้าเรานำมันมาเป็ แหล่งพลังงาน ล่ะ...?”
เซ็นเว้นจังหวะ ก่อนพูดคำที่เหมือนจุดไฟทั้งจักรวาลเล็ก ๆ ของเด็กหนุ่ม
“ในเมื่อ...นายไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว”
“งั้นก็ลองใช้ ‘ใจ’ ล้วน ๆ สิ”
“ไม่ใช่แค่ฝึกพลังแบบคนทั่วไป”
“แต่ ‘วางใจทั้งหมด’ ไว้บนเส้นหนึ่งเส้น…ที่เขียนด้วยความเชื่อ”
เช้าวันถัดมา
แสงแดดอ่อนส่องผ่านหน้าต่างไม้ รินไหลเข้ามาเงียบ ๆ แต่ในห้องของซู่เหยียนจื่อ บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ประหลาด
บนพื้น บนผนัง บนโต๊ะไม้ ทุกตารางนิ้วเต็มไปด้วยอักษรที่ไม่มีใครเข้าใจ
เขาเอาหินหยวนทั้งหมดที่มีมาเพื่อทดลอง เพราะเขาไม่มีพลังยุทธ์ ไม่มีพลังในการถ่ายเทพลังใด ๆ
สิ่งที่เขาทำได้…มีเพียงอย่างเดียว
นั่งจ้อง
จ้องรูนที่วาด จ้องหินที่วาง จ้องรูปทรงแห่งความหวังที่เขาไม่อาจอธิบาย
เขาเริ่มจาก ᚠ (Fehu) , ᚢ (Uruz) , ᚦ (Thurisaz) , และ ᚨ (Ansuz) รวมถึง Ƨ – Solen ที่เขาเขียนขึ้นจากภาพในหัว เขาวาดพวกมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ใช้ใจ…ใช้ยังไงวะเนี่ย…”
เขาพึมพำเหมือนคนเสียสติ แต่นั่งจ้องนั่งวาดอยู่อย่างนั้นไม่ไปไหน เป็สัปดาห์…แล้วก็เป็เดือน
บางคนเริ่มมองเขาด้วยสายตาสงสาร บางคนเริ่มเรียกเขาว่า “คนบ้า” บางคนหัวเราะเยาะผ่านหน้าห้อง หรือกระซิบว่าเขาโดนปีศาจครอบงำ
“น่าสมเพช…” “ไม่มีพลังยุทธ์ก็อย่าหาคิดลัดทางอะไรแบบนี้เลย…”
“น่าสงสาร ผู้นำตระกูล…มีลูกเพี้ยน ๆ ไปนั่งวาดอักษรบนก้อนหิน”
เสียงเ่าั้กระซิบเข้าหูอยู่ทุกวัน แต่ซู่เหยียนจื่อกลับไม่รับรู้เลย
เพราะในใจของเขา…กลับรู้สึกว่า “ยิ่งเงียบ ยิ่งจ้อง ยิ่งเข้าใจ”
“ถ้าโลกไม่สอนข้าให้ลุกขึ้นเดิน… งั้นข้าก็จะสร้างเส้นทางของตัวเอง… ทีละเส้น ทีละเส้น — ด้วยเจตจำนงของข้าเอง”
ขอบคุณที่ยังอยู่ในห้องนี้ กับเขา…
แค่เด็กคนหนึ่ง
กับก้อนหินธรรมดา
แต่นี่อาจเป็ตอนที่เงียบที่สุด…
และเป็ตอนที่ “บางอย่าง” กำลังตื่นขึ้น
ถ้าคุณรู้สึกว่ามีบางรูนเรืองแสงในหัว — แปลว่าคุณก็ได้ยินมันแล้วเช่นกัน
แล้วเจอกันในตอนหน้า