ณ ยอดเขาเมฆาเร้นลับ สถานที่ซึ่งถูกจัดเตรียมไว้ให้เป็เขตหวงห้ามระดับสูงสุดของเผ่ามนุษย์ สายหมอกสีขาวบริสุทธิ์ที่อุดมไปด้วยพลังปราณฟ้าดินล่องลอยอ้อยอิ่งอยู่รอบบริเวณ ภายในตำหนักหยกขาวที่ถูกสร้างขึ้นอย่างวิจิตรบรรจง บุรุษหนุ่มในชุดคลุมสีดำสนิทที่เพิ่งได้รับมอบหมายให้สวมใส่แทนชุดพนักงานออฟฟิศอันขาดวิ่น กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นศิลาเย็นเยียบ
ธันวาหลับตาพริ้ม ลมหายใจเข้าออกเชื่องช้าประดุจเต่าจำศีล ภายนอกเขาดูเหมือนมหาเซียนที่กำลังเข้าฌานหยั่งรู้กฎเกณฑ์แห่ง์และปฐี ทว่าภายในจิตใจของเขานั้น... กำลังแหกปากกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง!
‘ทำยังไงดี! ทำยังไงดี! ไอ้พวกนั้นจัดที่พักระดับวีไอพีให้พร้อมกับของเซ่นไหว้อลังการงานสร้าง แต่ฉันััพลังบ้าบออะไรไม่ได้เลยสักนิด!’ ธันวากัดฟันกรอด
เขาตระหนักดีว่าในโลกแห่งเซียนและผู้บำเพ็ญเพียรนี้ มีแรงกดดันอย่างมหาศาลซ่อนอยู่ใต้ความงดงาม กฎเกณฑ์เพียงหนึ่งเดียวที่ค้ำยันโลกใบนี้คือ ‘ปลาใหญ่กินปลาเล็ก’ ความอ่อนแอหมายถึงความตายที่ไร้หลุมฝังศพ หากเขายังคงเอาแต่หลอกลวงด้วยคำพูดและปรากฏการณ์บังเอิญ สักวันหนึ่งความจริงย่อมถูกเปิดเผย และวันนั้นจะเป็วันที่ิญญาของเขาถูกสับเป็หมื่นชิ้น! เพื่อที่จะรักษาชีวิตรอดในดินแดนอันป่าเถื่อนแห่งนี้ ธันวาจึงพบว่าตนเองต้องปรับตัวและดิ้นรนให้กลายเป็นักสู้ที่แท้จริงให้จงได้ เขาเริ่มตั้งปณิธานที่จะฝึกฝนทักษะการต่อสู้รวมถึงการใช้พลังเวทย์มนตร์อย่างลับๆ ทว่า การเริ่มต้นจากศูนย์ในโลกที่ผู้คนเหาะเหินเดินอากาศได้นั้น มันยากยิ่งกว่าการเข็นูเาขึ้นครกเสียอีก!
ในขณะที่ธันวากำลังจมดิ่งอยู่กับความสิ้นหวัง อุณหภูมิรอบตำหนักหยกพลันลดฮวบลงอย่างกะทันหันประดุจตกลงไปในธารน้ำแข็งหมื่นปี เกล็ดน้ำค้างบนใบหญ้าจับตัวแข็งเป็เกล็ดน้ำแข็งสีเงินยวง ประตูตำหนักถูกเปิดออกช้าๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของสตรีผู้หนึ่ง
นางมีใบหน้าที่งดงามล่มเมือง ผิวพรรณขาวผ่องประดุจหิมะแรกฤดู ทว่าแววตาของนางกลับเ็าและคมกริบประดุจคมศาสตราที่พร้อมจะเชือดเฉือนทุกสรรพสิ่ง นางคือ "หลินซู่" หญิงสาวผู้มีความชำนาญในเพลงกระบี่อย่างหาตัวจับยาก ในมือของนางถือกระบี่สีเงินที่แผ่รังสีอำมหิตออกมาบางๆ
หลินซู่มีบุคลิกเยือกเย็นจนน่าสะพรึงกลัว นางไม่เคยแสดงอารมณ์ที่ชัดเจนออกมาให้ผู้ใดเห็น ทุกย่างก้าวของนางแผ่ซ่านไปด้วยความกดดันที่ทำให้ธันวาต้องลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แต่สิ่งที่ทำให้ธันวารู้สึกเสียวสันหลังวาบยิ่งกว่าความเ็าของนาง คือสายตาที่นางใช้จ้องมองเขา
มันคือสายตาของการจับผิด! หลินซู่ยังมีความสงสัยในตัวของธันวาอยู่อย่างลึกล้ำ นางตั้งคำถามในใจเสมอว่า เหตุใดชายผู้นี้จึงมีความเหมือนกันกับหลงเฟิงในอดีตราวกับแกะ ทว่ากลิ่นอายและจังหวะการหายใจกลับดูแปลกประหลาดราวกับเป็คนละคน สาเหตุที่นางจดจำรายละเอียดเหล่านี้ได้ดียิ่งกว่าใคร เป็เพราะหลินซู่คือลูกศิษย์คนหนึ่งที่เคยได้รับการพัฒนาและเติบโตมาในที่ที่หลงเฟิงเคยพำนักอยู่! นางคือผู้สืบทอดเจตนารมณ์แห่งยอดเขากระบี่์ สถานที่ซึ่งหลงเฟิงเคยฝากตำนานเอาไว้!
“ท่านหลงเฟิง...” หลินซู่เอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงของนางราบเรียบประดุจผิวน้ำที่กลายเป็น้ำแข็ง “าแจากด่านเคราะห์กรรมของท่านคงสาหัสยิ่งนัก ข้าเห็นท่านนั่งสมาธิมาสามวันสามคืน ทว่ากลับไม่มีกระแสพลังปราณใดๆ โคจรอยู่รอบกายท่านเลยแม้แต่น้อย”
ธันวาสะดุ้งในใจ ‘ฉิบหาย! โดนจับผิดซะแล้ว!’
แต่ด้วยสกิลการแสดงระดับรางวัลออสการ์ที่ถูกฝึกปรือมาจากห้องประชุมบริษัท ธันวาค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาของเขาเปลี่ยนเป็ความเฉยเมยและเย่อหยิ่ง “เ้าเป็เพียงศิษย์รุ่นหลัง ย่อมไม่อาจมองเห็นม่านพลังแห่งความว่างเปล่าที่ข้ากางเอาไว้ ทว่า... เ้าพูดถูก รากฐานของข้าบอบช้ำเกินไป ข้าจำเป็ต้องรื้อฟื้นวิถีแห่งการต่อสู้ขึ้นมาใหม่ั้แ่พื้นฐาน เพื่อหลอมรวมกับกายเนื้อที่ไร้ความทรงจำนี้”
หลินซู่หรี่ตาลงเล็กน้อย นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของธันวา ราวกับจะค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เื้ัม่านตาคู่นั้น
“ถ้าคุณคือหลงเฟิงจริง ๆ คุณจะต้องปรับตัวให้ได้” หลินซู่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและแฝงไปด้วยคำเตือนที่เย็นะเื “โลกนี้ยากและดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ถ้าคุณไม่ใช้ความแข็งแกร่งของคุณ ทุกอย่างจะมลายไปตามลม”
คำพูดของนางแทงทะลุเข้าไปในขั้วหัวใจของธันวา ธันวามองไปที่หลินซู่และเห็นถึงความมั่นใจอันเปี่ยมล้นของเธอ แววตาของนางมิได้มีเพียงความสงสัย แต่ยังมีความคาดหวังที่หนักอึ้งซ่อนอยู่ เขาอยากจะะโบอกนางเหลือเกินว่า ‘ฉันไม่ใช่หลงเฟิงโว้ย! ฉันเป็แค่ไอ้หนุ่มออฟฟิศที่อยากกลับบ้านไปนอนดูซีรีส์!’ แต่เขาไม่สามารถบอกเธอถึงความจริงที่ว่าเขาไม่ใช่หลงเฟิงได้ เพราะหากความจริงนี้หลุดจากปาก หัวของเขาคงหลุดจากบ่าก่อนจะได้พูดจบประโยค
ในที่สุด ธันวาจึงทำได้เพียงถอนหายใจยาว แสร้งทำเป็พยักหน้าอย่างช้าๆ เขาเลือกรักษาชีวิตโดยการรับฟังคำขอของเธอ “เช่นนั้น... เ้าจงมาเป็ผู้ทบทวนความจำให้ข้า แสดงเพลงกระบี่ของเ้าให้ข้าดู เพื่อกระตุ้นวิถีแห่งศาสตราที่หลับใหลอยู่ในตัวข้าให้ตื่นขึ้น”
หลินซู่ไม่ตอบรับด้วยคำพูด แต่นางชักกระบี่ออกจากฝักในพริบตา!
ชวิ้งงง!
แสงกระบี่สีเงินสาดประกายเจิดจ้าจนธันวาต้องหยีตา จากการฝึกสอนของหลินซู่ ธันวาเริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการพัฒนาความสามารถในการต่อสู้อย่างแท้จริง เขาเริ่มเรียนรู้ทักษะหลายอย่าง โดยที่หลินซู่เป็ผู้สอนวิธีการใช้ดาบและเทคนิคการต่อสู้ที่สง่างาม
“จับตาดูให้ดี ท่วงท่านี้คือ ‘เหมันต์ผ่าดารา’!”
หลินซู่ร่ายรำกระบี่ด้วยความเร็วที่ตามองแทบไม่ทัน ทุกครั้งที่นางตวัดกระบี่ อากาศรอบกายจะถูกตัดขาดจนเกิดเสียงหวีดหร้อง เกล็ดน้ำแข็งก่อตัวขึ้นตามเส้นทางที่กระบี่วาดผ่าน ร่างของนางพริ้วไหวประดุจเทพธิดาที่กำลังเริงระบำอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ มันเป็การโจมตีที่ทั้งงดงามและแฝงไปด้วยจิตสังหารที่รุนแรงจนสามารถทำให้ผู้คนขาดใจตายได้เพียงแค่จ้องมอง!
ธันวายืนเบิกตากว้าง เหงื่อเย็นๆ ไหลซึมชื้นแผ่นหลัง ‘บ้าไปแล้ว! ท่าฟันดาบหรือพายุทอร์นาโดวะนั่น! แล้วไอ้แสงวิบวับพวกนั้นมันอะไรกัน เอฟเฟกต์ฮอลลีวูดหรือไง! แล้วจะให้ฉันเลียนแบบไอ้ท่าพวกนี้เนี่ยนะ?!’
เมื่อหลินซู่ร่ายรำจบ นางหันปลายกระบี่มาทางธันวา “ถึงตาของท่านแล้ว... ท่านหลงเฟิง โปรดแสดงให้ข้าเห็นว่า แก่นแท้แห่งวิถีกระบี่ของท่านยังคงหลับใหลอยู่ หรือมันได้ตายจากไปพร้อมกับความทรงจำของท่านแล้ว!”
ในขณะเดียวกัน ธันวายังคงมีกระแสแห่งความไม่แน่นอนพัดวนอยู่ในใจ เมื่อต้องดำเนินชีวิตโดยใช้ชื่อของหลงเฟิง อีกทั้งต้องรักษาความลับที่อยู่ใต้หน้าต่างนี้ไม่ให้หลุดออกไปให้ใครล่วงรู้ เขาเดินไปหยิบกิ่งไม้แห้งๆ บนพื้นขึ้นมาท่อนหนึ่งแทนกระบี่ เพราะเขารู้ดีว่าหากใช้กระบี่จริง เขาอาจจะเผลอฟันคอตัวเองตายก่อนจะได้สู้กับใคร
ธันวาสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด สมองของมนุษย์เงินเดือนผู้เชี่ยวชาญการวิเคราะห์ข้อมูลเริ่มทำงานอย่างบ้าคลั่ง! เขาพยายามนึกภาพการเคลื่อนไหวของหลินซู่เมื่อครู่ แยกแยะมันออกเป็เฟรมๆ เหมือนการสไลด์พาวเวอร์พอยต์!
‘องศาของข้อมือ... การถ่ายเทน้ำหนักจากส้นเท้า... จังหวะการบิดเอว...’ ธันวาวิเคราะห์การเคลื่อนไหวทางฟิสิกส์พื้นฐาน แม้เขาจะไม่มีพลังปราณ แต่ความเข้าใจเื่สรีระร่างกายและการก๊อปปี้งานชาวบ้านของเขานั้นอยู่ในระดับพระกาฬ!
“จงดูให้ดี... นี่คือสิ่งที่ข้าเพิ่งตระหนักรู้จากการดูเ้าเมื่อครู่” ธันวาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เขากระชับกิ่งไม้ในมือ แล้วเริ่มเคลื่อนไหว! ทว่า... ด้วยความที่ร่างกายของเขายังไม่คุ้นชินกับการออกกำลังกายหนักๆ การตวัด ‘กระบี่กิ่งไม้’ ของเขาจึงดูทื่อๆ แข็งทื่อ และช้ากว่าหลินซู่ถึงสิบเท่า! มันดูเหมือนการรำไทเก็กของคนแก่ในสวนสาธารณะยามเช้ามากกว่าจะเป็เพลงกระบี่สังหาร!
หลินซู่ขมวดคิ้วแน่น แววตาของนางเต็มไปด้วยความผิดหวัง นางกำลังจะอ้าปากตำหนิ ทว่า!
ในจังหวะที่ธันวาบิดเอวและตวัดกิ่งไม้ไปข้างหน้าสุดแรงเกิดด้วยท่าที่เขาตั้งชื่อในใจว่า ‘กระบี่ไร้ลักษณ์... ตัดมิติซ่อนเร้น!’ กิ่งไม้แห้งๆ นั้นดันไปเสียดสีกับความชื้นและมวลอากาศที่อัดแน่นด้วยพลังปราณตกค้างของหลินซู่ บังเกิดเป็ปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ที่ไม่อาจอธิบายได้ในโลกนี้!
ฟู่มมมม!!
กระแสลมที่บีบอัดตัวจากการตวัดไม้อย่างผิดหลักสรีรศาสตร์ของธันวา พุ่งแหวกอากาศออกไปเบื้องหน้า มันม้วนเอาเกล็ดน้ำแข็งของหลินซู่เข้าไปรวมตัวกัน เกิดเป็คมดาบสุญญากาศขนาดมหึมาที่มองไม่เห็น พุ่งทะยานแหวกมิติไปกระแทกเข้ากับยอดเขาอีกลูกที่อยู่ห่างออกไปนับลี้!
ตูมมมมมมมม!!!!
เสียงะเิดังกึกก้องกัมปนาทะเืเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งยอดเขาเมฆาเร้นลับ! ยอดของูเาลูกนั้นถูก ‘ตัดขาด’ ออกเป็สองท่อนอย่างเรียบเนียนประดุจถูกเทพเ้าใช้ขวานั์สับลงมา! หินผาถล่มทลาย ฝุ่นควันคลุ้งกระจายไปทั่วท้องฟ้า บดบังแสงจันทร์จนมืดมิด!
รอบบริเวณตกสู่ความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว มีเพียงเสียงก้อนหินที่ร่วงหล่นลงมาตรทบพื้น
หลินซู่ยืนเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมาจากเบ้า กระบี่สีเงินในมือของนางร่วงหล่นลงสู่พื้นโดยที่นางไม่รู้ตัว ริมฝีปากที่เคยเยือกเย็นบัดนี้สั่นระริก แววตาที่เคยมองธันวาด้วยความสงสัยบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึงและเลื่อมใสบูชาอย่างสูงสุด!
ในมุมมืดของตำหนัก ผู้าุโของเผ่ามนุษย์สามคนที่แอบซุ่มดูการฝึกซ้อมอยู่ ต่างเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น ปากคอสั่นเทา “์! นั่นมัน... นั่นมันแก่นแท้แห่งวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์! ไร้กระบวนท่า ไร้พลังปราณ อาศัยเพียงกิ่งไม้แห้งก็สามารถตัดูเาให้ขาดสะบั้นได้! มหาเซียนหลงเฟิง... ท่านคือพระเ้าโดยแท้!!”
ส่วนธันวานั้น... เขายังคงยืนค้างอยู่ในท่าตวัดกิ่งไม้ มือขวาชาหนึบจนแทบจะไร้ความรู้สึก ขาสองข้างสั่นพั่บๆ อยู่ใต้ชุดคลุมสีดำ เหงื่อแตกพลั่กเต็มใบหน้า
‘เอ่อ... เมื่อกี้ฉันทำอะไรลงไปวะเนี่ย?! แค่แกว่งไม้โง่ๆ ทำไมูเามันถึงขาดครึ่งได้ล่ะโว้ยยย!!!’
แม้ในใจจะสติแตกไปแล้วแปดตลบ แต่ชายหนุ่มจอมลวงโลกก็ต้องกัดฟันปั้นหน้าขรึม เขาค่อยๆ ลดกิ่งไม้ลงอย่างช้าๆ เอามือไพล่หลัง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดัดให้ฟังดูโดดเดี่ยวและทรงพลังที่สุดเท่าที่จะทำได้
“กระบี่ที่แท้จริง... หาได้อยู่ที่คมศาสตราไม่ แต่อยู่ที่... ความว่างเปล่า”
สิ้นประโยคอันสุดแสนจะเบียวและไร้สาระของเขา หลินซู่ก็ทิ้งตัวลงคุกเข่าคำนับอย่างหมดรูป ความสงสัยในตัวธันวาถูกทำลายลงจนหมดสิ้น เหลือเพียงความศรัทธาที่ฝังรากลึกลงไปในจิติญญา... ชะตากรรมการลวงโลกของธันวา ได้ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นจนไม่อาจหันหลังกลับได้อีกตลอดกาล!