CHAPTER 04
ไม่เกี่ยวข้องที่ข้องเกี่ยว
.
.
MUAY MARIN PART
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่กล่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กที่กำลังเคลื่อนตัวขึ้นไปสู่ชั้นบนโดยมีฉันและเขายืนกันคนละมุมลิฟต์ เขาที่ฉันคิดว่าพลาดไปมีความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนด้วยแต่เ้าตัวบอกไม่ใช่
“แล้วตกลงเมื่อคืนฉันกับนาย…”
“คุณแค่เมา” ฉันรอลุ้นคำตอบของอีกฝ่าย “แล้วอ้วกใส่ผม”
“อ้วกเลยเหรอ” ฉันยิ้มเจื่อนทำไมถึงเมาขนาดที่จำอะไรไม่ได้แบบนี้นะ “อ่อ ขอโทษด้วยนะเื่เมื่อคืน”
ถึงแม้ไม่ได้รู้จักกันแต่ในเมื่อฉันทำตัวน่าอายใส่เขาฉันก็ควรจะขอโทษแหละจะได้ไม่มีอะไรต่อกัน
ติ๊ง
เมื่อประตูลิฟต์เปิดฉันก็ก้าวออกมาแต่ทว่าคนตัวสูงก็เดินตามออกมาด้วย “ก็ขอโทษแล้วไงจะเอาอะไรอีก จะเดินตามมา…” ฉันหมุนตัวกลับไปคุยกับอีกคนแต่เขากลับเดินผ่านฉันไปราวกับฉันเป็อากาศก่อนจะไปหยุดที่ประตูข้างห้องฉัน…อย่าบอกนะว่า
และใช่ สิ่งที่ฉันคิดถูกต้องเขาคือเ้าของห้องว่างข้างๆ ห้องฉันอย่างนั้นเหรอ…น่าขายหน้าชะมัด
เมื่อได้กลับเข้าห้องมาอยู่คนเดียวฉันก็ปล่อยให้หัวใจที่เจ็บช้ำระบายความเศร้าโศกออกมาในรูปแบบของน้ำตาฉันนั่งกอดเข่าร้องไห้ในหัวพลางนึกถึงความสุขในวันวานที่เคยมีให้กันของฉันและผู้ชายเฮงซวยคนนั้นเราคบกันมานานจนฉันมองเห็นภาพอนาคตของฉันที่มีเขาอยู่ในนั้นผิดกับอีกคนที่นอกจากจะไม่มีฉันในอนาคตแล้วเขายังเหยียบย่ำหัวใจของฉันจนแหลกคาเท้าด้วยการแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่น ถ้าตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาร้ายกับฉันสักหน่อยฉันก็คงตัดเขาออกจากชีวิตได้อย่างง่ายดายกว่านี้ แต่เพราะว่าตลอดเวลาที่คบกันมาเขาเป็แฟนที่ดีมาโดยตลอดฉันถึงทำใจไม่ได้สักที แย่มาก แย่ที่สุด
----
บริษัท xxx
ต่อให้ชีวิตจะแย่แค่ไหนแต่ชีวิตมนุษย์เงินเดินอย่างฉันก็ยังคงต้องเดินต่อไปถึงแม้ว่าเมื่อวานฉันจะเก็บตัวอยู่แต่ในห้องทั้งวันแต่พอวันจันทร์ฉันก็ต้องออกมาทำงานเหมือนว่าสองวันที่ผ่านมาไม่เคยเกิดอะไรขึ้น…สำหรับฉันอาจจะใช่แต่สำหรับวาดดาวคงลืมไม่ลง
“แกยังกล้ามีหน้ามาทำงานอีกเหรอนังหมวย!” ทันทีที่ฉันก้าวเท้าเข้ามาในบริษัทสายตานับสิบคู่ก็จดจ้องมายังฉัน
วาดดาวก้าวเดินมายืนตรงหน้าฉันด้วยสายตาเอาเื่ ฉันก็พอเดาออกว่ายังไงเธอก็คงไม่ยอมแน่ที่ฉันไปล้มงานแต่ง ฉันคิดว่าที่เธอไม่แจ้งตำรวจก็คงเพราะว่าโอภาสขอไว้หรือไม่ก็พ่อของเธอ “หน้าด้านมาก ฉันไล่แกออก”
“คนที่จะไล่ฉันออกได้มีแค่ท่านประธาน” พ่อของเธอเป็คนมีเหตุผลและก็เป็คนยกตำแหน่งพนักงานดีเด่นให้ฉัน
“เมริน ฉันไล่เธอออก” ยังไม่ทันจะขยับตัวท่านประธานที่ฉันพูดถึงก็เดินมายืนข้างลูกสาวของตัวเอง…นั่นสินะคนเป็พ่อเป็ลูกกันนี่
“ได้ยินแล้วนะ หึ” วาดดาวเหยียดยิ้มอย่างผู้ชนะ
“ก็ได้ออกก็ออกสิวะ” ฉันปล่อยกระเป๋าในมือร่วงลงพื้นจนคนในบริษัทส่งเสียงฮือฮา “แต่ทุกคนรู้เอาไว้ซะด้วยนะ ว่าสามีคนเก่งของลูกสาวเ้าของบริษัทนี้ ผู้ชายคนนั้นเป็แฟนฉันมาก่อนและนังผู้หญิงคนนี้ก็แย่งเขาไป!”
ฉันชี้หน้าวาดดาวจนพนักงานเริ่มซุบซิบ ขนาดคนเป็พ่อยังหันมองลูกสาวด้วยสีหน้าไม่สู้ดี “แต่ก็นะ ฉันถือว่าทำทานก็ได้ผีเน่าย่อมคู่กับโลงผุอยู่แล้วนี่”
“อีหมวย!” วาดดาวตวาดเรียกชื่อฉันเสียงดังจนทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ “ฉันจะฆ่าแก!!”
“เออมาดิ! คิดว่าจะยอมให้ทำอยู่ฝ่ายเดียวหรือไง!”
END PART
สถานีตำรวจ
“คุณตำรวจครับผมมาหาผู้หญิงที่ชื่อ เมริณ วัชรพินิจ ครับ”
“โป้ แกช่วยฉันด้วย” นายตำรวจยังไม่ทันจะให้คำตอบ เสียงคุ้นหูก็ะโเรียกชื่อผมอยู่ไม่ไกลจนผมหันมองรอบๆ จนสะดุดตาเข้ากับบางคน
“โอ๊ย นังหมวยทำไมสภาพหน้าแกเยินขนาดนี้เนี่ย” ภาพใบหน้าที่มีแต่ร่องรอยการขีดข่วนและฟกช้ำทำให้ใบหน้าขาวหมวยสมชื่อของนังเพื่อนบ้าไม่น่ามองเอาซะเลย
หลังจากลงเครื่องผมก็รีบขับรถตรงดิ่งมายังสถานีตำรวจที่เพื่อนบอกไว้ทันที ย้อนไปเมื่อหลายชั่วโมงก่อนขณะที่ผมกำลังจะบินกลับจากภูเก็ตหมวยมันโทร.มาหาผมแล้วร้องห่มร้องไห้บอกว่าถูกตำรวจจับข้อหาทะเลาะวิวาทไม่มีใครมาประกันตัวแต่ด้วยความที่ผมกำลังจะบินกลับกรุงเทพฯผมเลยบอกมันว่าเดี๋ยวจะรีบมาทันทีหลังจากกลับมาถึง และเมื่อมาถึงก็เห็นสภาพเพื่อนอย่างที่เห็น
“รีบประกันตัวฉันออกไปสักทีเถอะ ฉันไม่อยากอยู่ในนี้แล้ว”
“เออๆ เดี๋ยวฉันไปทำเื่ก่อนรอก่อนนะแก” ผมรีบผละไปยังเ้าพนักงานที่นั่งประจำโต๊ะอยู่ก่อนจะคุยรายละเอียดเื่การประกันตัวโชคดีที่มันเป็แค่เหตุทะเลาะวิวาทเื่เลยไม่ยุ่งยากเท่าไหร่
หลังจากเพื่อนรักโดนปล่อยออกจากห้องขังเธอก็เข้ามากอดผมทันทีจนผมต้องลูบหลังปลอบนังเพื่อนบ้าคนนี้ คบกันมาก็นานแต่มันก็ยังเป็ภาระของผมอยู่ดี
“ไหนเล่ามาเกิดอะไรขึ้น ทำไมหน้าตาเป็แบบนี้”
“ฉันโดนไล่ออก” หมวยพูดเบาๆ แต่มันก็ดังมากพอที่ทำให้ผมใ “แล้วก็มีเื่กับยัยวาดดาวนั่น เพราะฉันไปล้มงานแต่งพวกมันสองคน”
“อะไรนะ!!” ผมร้องด้วยอารามความใ “หล่อนว่าไงนะนังหมวย หล่อนไปทำอะไรมานะนังเพื่อนบ้า”
เป็เพราะว่าผมไม่อยู่สองวันเลยไม่รู้ว่าเพื่อนไปก่อวีรกรรมอะไรไว้ เมื่อวันเสาร์ผมต้องบินไปภูเก็ตอย่างกะทันหันเลยเขียนโน้ตไว้ให้เพื่อนแต่เมื่อวานเกิดความผิดพลาดที่สนามบินทำให้ไฟลท์ที่จะต้องบินกลับเมื่อวานเลื่อนมาเป็วันนี้แทน ผมไม่คิดว่าแค่่เวลาสองวันเพื่อนผมมันจะไปก่อเื่ได้
“โอ๊ยฉันอยากจะบ้าตาย นี่แกไปล้มงานแต่งอีพี่ภาสกับนังดาวตกนั่นมาเหรอ ดีแค่ไหนแล้วที่แกไม่โดนลากเข้าคุกั้แ่วันนั้น” ผมกุมขมับกับสิ่งที่เพื่อนเล่า หมวยมันบ้าบิ่นมานานมากแล้วแต่ผมแค่ไม่คิดว่ามันจะเป็ถึงขนาดนี้ “ฉันไม่แปลกใจเลยที่เขาจะไล่แกออก”
“แล้วแกจะมาซ้ำเติมฉันเพื่อ?”
“ฉันก็ไม่ได้อยากซ้ำเติมย่ะ แต่ฉันพูดความจริงแกกลายเป็คนตกงานไปโดยทันทีแล้วเนี่ย” เห็นเพื่อนนั่งหน้าจ๋อยก็โมโหไม่ลง “แล้วแกจะเอายังไงต่อ?”
“ไม่รู้เหมือนกัน ตอนนี้ี้เีคิด”
“เออนี่นังหมวย ฉันจะบอกว่าเดี๋ยวฉันจะย้ายกลับคอนโดแล้วนะฉันสั่งเฟอร์นิเจอร์ใหม่มาไว้ที่ห้องแล้ว” หมวยเงยหน้ามามองผม “คืนนี้ฉันมีบินไปเกาหลีกลับอีกทีก็อาทิตย์หน้า กลับมาห้องคงเสร็จพอดี…แกอยู่ได้ใช่ไหมคนเดียว”
“ก่อนไอ้เขตมันจะยกเค้าของที่ห้องแก ฉันก็อยู่คนเดียวได้” สิ่งที่เพื่อนย้อนมาทำเอาผมแทบอยากผลักมันให้ล้มกลิ้ง “ไม่ต้องเป็ห่วงฉันหรอก”
“ปากแจ๋วแบบนี้ฉันว่าหล่อนอยู่คนเดียวจนตายไปเลยก็ได้นะนังหมวย” สิ้นคำพูดผมมันก็ตวัดสายตาดุๆ มาอาฆาตแค้นผม “ไป เดี๋ยวพาไปทำแผล”
PO END PART
18.30 น.
วันนี้เป็วันที่โคตรเฮงซวยของฉันอีกวันหนึ่งเลยก็ว่าได้โดนไล่ออกจากงานยังไม่พอยังโดนตำรวจจับข้อหาทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายอดีตนายจ้างอีก นี่ถ้าฉันไม่ได้โป้ฉันก็คงต้องโทร.ไปหาครอบครัวให้มาประกันตัวแน่ๆ ก็ถือว่ายังพอมีเื่ดีอยู่บ้าง หลังจากที่ซื้ออุปกรณ์ทำแผลจากร้านยาใกล้ๆ สถานีตำรวจมาทำแผลให้ฉันเสร็จโป้มันก็นั่งคุยกับฉันอยู่อีกพักใหญ่จนมีคนโทร.ตามนั่นแหละมันถึงยอมไปส่วนฉันที่ไม่อยากกลับห้องก็พาตัวเองมานั่งท้อแท้ใจที่สวนสาธารณะใกล้ๆ คอนโดแทน
“โคตรแย่เลยว่ะ” ฉันถอนหายใจแรงๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตปีนี้ฉันไม่ใช่เบญจเพสแต่ทำไมปัญหาต่างๆ ถึงเดินหน้าเข้ามาถาโถมฉันแบบนี้ไหนจะคนรัก ไหนจะงานการ พังหมด แล้วหน้าฉันตอนนี้มันก็เจ็บระบมไปหมดเลยด้วยยัยวาดดาวนั่นเล็บยาวชะมัดข่วนหน้าฉันจนเืซิบก็หลายจุดรู้แบบนี้ฉันน่าจะดึงผมยัยนั่นให้หลุดติดมือมาสักสามสี่กระจุกก็ยังดี เฮ้อ อารมณ์ดาวน์ดิ่งแบบนี้มันเหมาะกับการย้อมใจด้วยเครื่องดื่มเย็นๆ ที่มีฤทธิ์แอลกอฮอล์สักหน่อย
หลังจากที่มีจุดหมายปลายทางว่าจะทำอะไรฉันก็พาตัวเองมายังสถานบันเทิงแห่งหนึ่งที่เพื่อนเคยพามา ที่นี่ค่อนข้างหรูหราและคนเยอะฉันเดินเบียดเสียดกับผู้คนเ่าั้เข้ามานั่งที่เคาน์เตอร์บาร์แล้วสั่งเครื่องดื่มสีสวยตามหญิงสาวที่นั่งข้างกันถึงแม้จะรู้ตัวว่าเมาง่ายแต่นี่ก็เป็ทางเดียวที่จะทำให้ฉันลืมความเ็ปทั้งร่างกายและจิตใจได้ถึงจะแค่ชั่วพักชั่วครู่ก็ตามที
“เอาแบบนั้นค่ะ” ฉันชี้ไปยังผู้ชายที่นั่งริมสุดในมือของเขามีคอกเทลสีสวยน่าลิ้มลองไม่ต่างกัน หลังจากลิ้มลองรสชาติเครื่องดื่มไปหลายอย่างฉันก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะแต่ก็ยังใจสู้ “เอาแบบเดิมอีกแก้ว”
เสียงเพลงจังหวะสนุกสนานชวนให้ออกไปโชว์ลีลาเท้าไฟสมัยวัยรุ่นก็จริงอยู่แต่เพราะดื่มไปเยอะอย่าว่าแต่เต้นเลยเอาแค่ลุกยืนให้ไม่ล้มฉันยังคิดว่ามันยากเลย
“น้องคิดเงิน” ฉันเรียกเด็กพนักงานที่ผสมคอกเทลหลังเคาน์เตอร์ให้เก็บเงิน รอไม่นานพนักงานอีกคนก็ยื่นบิลมาให้ “หน่วย สิบ ร้อย พัน…สี่พัน!”
เรียกได้ว่าหายเมาตาสว่างสร่างฤทธิ์แอลกอฮอล์แทบจะทันทีที่เห็นราคา ไอ้น้ำสีสวยๆ นี่ทำไมราคามันแพงขนาดนั้นล่ะ ฉันกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะหยิบกระเป๋าเงินออกมา
“สวัสดีครับ” ยังไม่ทันจะหยิบเงินจ่ายก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินมานั่งข้างกัน “มาคนเดียวเหรอครับ”
ฉันเงยหน้ามองเขาก่อนจะหันมองด้านข้างซ้ายขวาของตัวเอง “แล้วเห็นคนอื่นไหมล่ะ”
“…” เขาเงียบ ฉันเลยหยิบเงินเตรียมจ่ายแต่อีกฝ่ายก็ห้ามไว้ “เดี๋ยวผมจ่ายให้ครับมื้อนี้เดี๋ยวเลี้ยงเอง”
ฉันเงยหน้าสบตาคนใจดีพร้อมฉีกยิ้มหวานเก็บเงินเข้ากระเป๋าตามเดิมก่อนจะหยิบกระเป๋ามาสะพายแล้วเอื้อมมือตบไหล่เขาเพื่อเป็การขอบคุณสองสามที “ขอบคุณมาก”
“เดี๋ยวสิครับจะไปไหน” เขาคว้าข้อมือฉันไว้ “บนโลกนี้ไม่มีของฟรีหรอกนะครับ”
“อะไร ก็ไม่มีของฟรีอะไรสักหน่อย นายเป็คนจ่ายนี่ไม่เห็นจะฟรีตรงไหน” ฉันพยายามแกะมือชายคนนี้ออกจากแขน “ปล่อยจะกลับ”
“หึ จะไปง่ายๆ?”
“ก็อาสาจะจ่ายให้นี่”
“ก็จ่าย แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนสิคุณ” เขาฉุดแขนฉันจนเซถลาลงไปนั่นบนตักเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้ “แบบนี้ค่อยคุยกันรู้เื่หน่อย”
“ปล่อยนะ” สติที่ไม่ค่อยสมประกอบของฉันยังพอประมวลเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากลนี้ได้เลยขัดขืนจนถึงที่สุด “บอกให้ปล่อย”
“ไปคุยกันต่อที่ห้องผมดีกว่าน่า ไป” เขาลุกแล้วจับจูงให้ฉันเดินตาม
“จะไปไหน” เสียงเข้มเอ่ยพร้อมแขนอีกข้างของฉันที่ถูกใครบางคนดึงไว้ไม่ให้เดินตามผู้ชายไม่น่าไว้ใจคนนี้ “คุณจะพาผู้หญิงคนนี้ไปไหน?”
ฉันหันมองตามเสียงคนด้านหลังถึงแม้แสงสีจะสาดส่องทั่วบริเวณแต่พอสังเกตดูดีๆ ใบหน้าผู้ชายคนนี้ช่างคุ้นตา “ผมถามว่าจะพาเธอไปไหน”
“แล้วคุณเกี่ยวอะไรด้วย?”
“ผมรู้จักเธอ” รู้จักฉัน? น้ำเสียงของเขาก็ช่างคุ้นหูเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน “คุณบอกเขาไปสิว่าเรารู้จักกัน”
“ใครเนี่ย” ฉันพึมพำกับตัวเอง
“อ้าวไหนว่ารู้จักกันไง?” ผู้ชายคนแรกพูดขึ้นจนฉันหันไปมอง “ตกลงคุณรู้จักผู้ชายคนนี้ไหม?”
ฉันหันกลับมามองผู้ชายที่จับแขนอีกข้างฉันไว้อีกครั้งแล้วเพ่งพิจารณาว่าคนตัวสูงคนนี้คือใคร หรี่ตาลงนิดหน่อยเพื่อปรับสายตาก่อนจะยื่นหน้าไปใกล้คนที่ทำหน้ายุ่งคิ้วขมวดและแล้วภาพจำที่เคยมีก็ฉายกลับเข้ามา “อ๋อ รู้จักๆ คนนี้รู้จัก”
“ชัดนะครับ เธอรู้จักผม” เขาพูดก่อนจะออกแรงดึงฉันจนเซไปปะทะกับอกแกร่ง “ผมขอพาเธอกลับนะครับ”
ผู้ชายอีกคนยอมปล่อยฉันแต่โดยดีถึงแม้ว่าหน้าตาจะบอกว่าบุญไม่รับแค่ไหนก็ตามที
“นี่ นายฉันจำนายได้แล้วนะ” ฉันยิ้มแผล่เพราะนึกออกแล้วว่าคนนี้คือใคร “ไอ้ผู้ชายหน้าเก๊กข้างห้อง”
“หน้าเก๊ก? ผมเนี่ยนะหน้าเก๊ก” เขาหยุดเดินแล้วหันมาเท้าเอวมองฉัน ฉันเลยพยักหน้าหงึกหน้าตอบสิ่งที่เขาถาม “คุณนี่มันจริงๆ เลยนะ”
“อุก” ฉันรู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่จุกตรงลำคอก่อนจะยกมือปิดปาก
“อาการท่าทางแบบนี้ ไม่น่าไว้ใจ” เขารีบพาตัวฉันมายังพื้นที่โล่ง “อ้วกตรงนี้ก่อนจะขึ้นรถผม”
“อุก” ฉันพะอืดพะอมอยู่นานแต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะมีอะไรพุ่งออกมาจากปากฉันได้ จนกระทั่งฝ่ามือหน้าของคนด้านหลังแตะลงมาเพียงแ่เบาแล้วลูบขึ้นอยู่สองสามครั้งและหลังจากนั้นก็ “อุแวะ”
ฉันโก่งคออ้วกอยู่ราวหนึ่งนาทีเห็นจะได้น่าขายหน้าชะมัดมายืนอ้วกต่อหน้าผู้ชายคนนี้อีกแล้ว ฉันยังจำที่เขาเคยบอกว่าฉันเมาแล้วอ้วกใส่เขาได้อยู่เลย
“ขอบใจนะ”
“เจอคุณตอนเมาทีไร ไม่อ้วกก็บ้าระห่ำเกินคน” เขาบ่นพึมพำแต่ฉันได้ยิน “ทีหลังถ้าคิดจะดื่มก็ดูแลตัวเองหน่อยสิคุณไม่ใช่ปล่อยให้ใครที่ไหนก็ไม่รู้พาตัวไปไหนมาไหนง่ายๆ”
“ทำไมขี้บ่นจังอะ เป็ป๊าเหรอมาบ่น”
“…ผู้หญิงแบบคุณนี้มันน่า โอ๊ย!” ฉันงับนิ้วที่ชี้หน้าอย่างไม่ลังเลกล้าดียังไงมาเทศนาฉันยาวเหยียด “เจ็บนะคุณปล่อยผม”
เขาผลักหัวฉันจนนิ้วเขาเป็อิสระก่อนจะหันมามองฉันด้วยสายตาขุ่นเคือง “ขี้บ่นดีนัก”
“ผมไม่น่าเข้ามาช่วยคุณไว้เลย”
“ใครขอล่ะ” ฉันเชิดหน้าแล้วมองเขา “จะกลับยังอะ”
“คุณจะทำไม?”
“ขอกลับด้วยคน มันดึกแล้ว” ฉันตอบ “ไม่อยากเสียเงินค่ารถ”
เขายิ้มเยาะแล้วส่ายหน้าอย่างเอือมระอาฉันมากๆ แต่ใครสนกันล่ะไหนๆ ก็อยู่คอนโดเดียวกันแล้วแถมห้องติดกันอีก ฉันแค่ขออาศัยติดรถกลับด้วยมันไม่ตายซะหน่อย “ได้! กล้าขอผมก็กล้าให้!”
ตลอดการนั่งรถมีแต่ความเงียบสงบฉันไม่ได้สนใจคนขับเพราะวิวด้านนอกมันทำให้ฉันไม่ต้องคิดอะไรเยอะแยะแค่มองรถคันอื่นวิ่งผ่านไปมา มองแสงไฟยามค่ำคืนของเมืองกรุงฯ มองทุกอย่างที่ทำให้ฉันไม่ต้องคิดถึงเื่แย่ๆ ที่เกิดขึ้น
“คุณ…ร้องไห้ทำไม” ฉันรีบเช็ดน้ำตาเมื่อโดนจับได้ว่าปล่อยซีนดราม่าของตัวเองออกมา
“ชีวิตฉันมันแย่”
“ยังไม่เลิกคิดถึงเื่วันนั้นอีกเหรอ” ฉันละสายตาจากนอกหน้ากระจกหันมามองเขา “ผมหมายถึงวันที่ไปล้มงานแต่งแฟนเก่า”
“ชีวิตฉันไม่ได้มีแค่ไอ้บ้านั่นนะ”
“ก็นึกว่าเศร้าหนัก”
“อย่าพูดได้ปะ” ฉันหงุดหงิดคนพูดมาก “จอดก่อน”
“ทำไม” เขายอมจอดแต่ก็ไม่คลายความสงสัย “มีอะไรอีก”
“ขอยืมเงินหน่อยสิฉันี้เีหยิบ” ฉันแบมือไปตรงหน้าเขา “เร็ว จะได้รีบกลับ”
“นี่ผมต้องให้เหรอ?” เขาทำหน้างง แต่ก็ยอมหยิบเงินออกจากกระเป๋าส่งมาให้ฉัน “เอาเงินไปทำอะไร”
“รอก่อนล่ะ” ฉันพูดแค่นั้นก็เปิดประตูแล้ววิ่งตรงไปร้านสะดวกซื้อก่อนจะกวาดเบียร์สี่ห้ากระป๋องลงตะกร้าแล้วไปชำระเงินก่อนเดินกลับมาที่รถ “ยื่นมือมา”
“นี่คุณไปซื้อเบียร์มาเหรอ”
“บอกให้ยื่นมือมา” ฉันไม่ตอบแต่สั่งเขาอีกครั้งจนอีกฝ่ายยอมทำตาม “เงินทอน ไว้ที่เหลือคืนให้วันหน้า”
“หึ” เขาหัวเราะในลำคอฉันไม่เข้าใจที่เขาหัวเราะแต่ก็ช่างเถอะแค่มีเบียร์เย็นๆ ดื่มก็พอ “ถือว่าผมเลี้ยงก็แล้วกัน ดูเหมือนคุณเจอเื่ไม่ดีมา”
“สักกระป๋องไหม?” ฉันถามเ้าของเงินที่ฉันเอาไปซื้อเบียร์มา
“ผมขับรถอยู่ไม่เห็นหรือไง”
“อือก็จริง” ฉันว่าพลางเปิดกระป๋องที่หนึ่ง “ฉันอยากให้วันนี้มันผ่านไปเร็วๆ ฉันไม่อยากให้มันเป็วันที่แย่อีกแล้ว”
“คุณเป็อะไรหรือเปล่ามีเื่ไม่ดีจริงๆ สินะดูแค่นี้ก็เมาจะแย่แล้ว”
“ชอบยุ่งเื่ชาวบ้านเหมือนกันนะเราน่ะ” ฉันกระดกเบียร์แล้วหันไปแสยะยิ้มให้คนที่ทำหน้าเหวอ “ฉันเพิ่งตกงาน อยากรู้ไหมเพราะอะไร”
“…” เงียบแบบนี้รอฟังสินะ
“ก็เพราะว่าฉันดันไปล้มงานแต่งลูกสาวเ้าของบริษัทยังไงล่ะ ฮ่าๆๆๆ” ฉันหัวเราะอย่างสุดฝืน
“อย่าบอกนะว่างานแต่งแฟนเก่าที่คุณไปพังจนเละนั่น…เป็เ้านายคุณ”
“ถูก” ฉันแค่นยิ้มแล้วกระดกเบียร์อีกครั้งจนหมดกระป๋อง “ไอ้บ้านั่นมันเป็แฟนฉันเอง สิบห้าปีที่ผ่านมาถ้ามันทำให้ฉันเสียใจมีแต่ความทุกข์สักนิดฉันจะไม่เสียใจขนาดนี้หรอก แต่เพราะที่ผ่านมา…”
“…” เขาละสายตาจากถนนแล้วมองฉัน
“ที่ผ่านเขาดีกับฉันมาตลอด ฮึก” ฉันปาดน้ำตาครั้งแล้วครั้งเล่า “เขาดีจนฉันคิดว่าเราจะสร้างครอบครัวที่อบอุ่นด้วยกันได้ แต่ในที่สุดเขาก็หักหลังฉัน ฮืออออ”
ในที่สุดฉันปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ แผลในใจครั้งนี้มันยังสดเกินกว่าที่จะสะกิดให้รู้สึกเ็ป ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการเล่าเื่ราวชีวิตรักที่พังเละเทะแบบนี้ให้เขาฟังมันเป็ความคิดที่ดีไหม แต่อย่างน้อยตอนที่เพื่อนสนิทอย่างโป้ไม่อยู่ ฉันก็ยังได้ระบายให้ใครสักคนฟังอย่างน้อยก็ช่วยแบ่งเบาความหนักอึ้งในหัวใจไปได้บ้าง ถึงฉันจะเป็ผู้หญิงที่บ้าเกินใครแต่ที่จริงแล้วเื่หัวใจฉันอ่อนไหวเกินจะคาดเดาเชียวแหละ
END PART
ผมมองคนที่ร้องไห้อยู่ข้างๆ จากเื่ที่ได้ฟังจากเธอผมเองก็เห็นใจเธออยู่เหมือนกันไหนจะโดนทิ้ง ไหนจะตกงานชีวิตเธอนี่มีสีสันไม่ใช่เล่น
“เฮ้ยๆ คุณกระดกรวดเดียวแบบนั้นเดี๋ยวก็เมากันพอดี” เพราะจำได้ว่าครั้งแรกที่เจอเธอก็เมา ครั้งที่สองก็เมา แล้วครั้งนี้ก็คงไม่น่ารอด
“ให้เมาไปเลย” ไม่พูดเปล่าเธอกระดกกระป๋องในมือครั้งแล้วครั้งเล่า กระป๋องแล้วกระป๋องเล่าจนซากกระป๋องเกลื่อนรถคันละหลายล้านของผม “ให้เมา…ไป…เลย คร่อก”
“อ้าวคุณ ตื่นก่อน” ผมผละมือข้างหนึ่งจากพวงมาลัยแล้วเขย่าตัวเธอที่คอพับไปกับเบาะนั่งเรียบร้อย อะไรจะเมาง่ายไปง่ายขนาดนั้น
ไม่นานผมก็มาถึงคอนโดก่อนจะเรียกอีกคนที่หลับเป็ตาย เธอหลับสนิท หลับลึก หลับเหมือนไม่มีพรุ่งนี้ให้หลับเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตื่นจนในที่สุดผมต้องเป็ฝ่ายอุ้มเธอลงจากรถ
“ตัวหนักไม่เบาเลยนะคุณ” โชคดีที่ตอนนี้ค่อนข้างดึกแล้วในลิฟต์เลยมีแค่ผมที่อุ้มเธอไว้ ตอนแรกยามหน้าคอนโดก็มองผมด้วยสายตาแปลกๆ ตอนที่อุ้มเธอเข้ามาแต่พอบอกว่าเพื่อนเมามากจนหลับเขาก็ยอมให้ผมอุ้มเธอเข้ามา
เื่บังเอิญอีกเื่หนึ่งที่ผมคิดว่ามันช่างตลกร้ายก็คือเธอดันอยู่ห้องข้างๆ ห้องผมนี่สิ เมื่อวันก่อนที่ขึ้นลิฟต์มาพร้อมเธอผมก็ไม่ได้คิดว่าจะอยู่ห้องติดกันทั้งๆ ที่บอกกับตัวเองไว้แล้วว่าจะไม่ข้องเกี่ยวกับเธออีกแต่พอมาวันนี้ผมกลับต้องมาเกี่ยวข้องกับเธออีกแล้วผู้หญิงขี้เมาที่เจอกี่ทีไม่เมาก็ร้องไห้
ย้อนไปเมื่อสองชั่วโมงก่อนหน้านี้ผมนัดกับเพื่อนเอาไว้ที่ร้านของเพื่อนเฮียฟานก็ร้านนั้นนั่นแหละไม่รู้จะเรียกว่าบังเอิญหรือฟ้ากลั่นแกล้งที่ผมได้เห็นเธออีกครั้งที่ร้านนั้นแต่เธอมาคนเดียวและที่สำคัญเธอกำลังโดนผู้ชายคนหนึ่งลวนลามที่มั่นใจว่าลวนลามก็เพราะว่าเธอขัดขืนจนผมดูออกผมนั่งสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่งก็เห็นว่าท่าไม่ดีเลยตัดสินใจเข้าไปช่วยเธออีกครั้งแล้วก็เป็อย่างที่เห็นเธอขอติดรถกลับด้วยไม่พอยังบังคับให้ผมจอดแถมยืมเงินผมอีกผู้หญิงแบบเธอนี่ผมเดาทางไม่ถูกจริงๆ
“คุณคีย์การ์ดอยู่ไหน กุญแจก็ได้” ผมถามคนในอ้อมแขนแต่เธอก็หลับสนิท “คุณตื่นก่อนถึงห้องแล้ว ผมหนักนะเนี่ย”
“อื้อ จะนอนอย่ายุ่ง” นอกจากจะไม่ตอบสนองกับผมแล้วเธอยังปัดป่ายฟาดหน้าผมไปมาอยู่หลายครั้ง จนผมตัดสินใจวางเธอลงก่อนจะควานหากุญแจในกระเป๋าสะพายของเธอเมื่อเจอของที่้าผมก็เปิดประตูห้องก่อนจะอุ้มเ้าของห้องที่เมาไร้สติอีกครั้ง
ห้องที่มืดสนิททำให้ผมต้องคลำหาสวิตช์ไฟเป็เพราะโครงสร้างของห้องคล้ายกันผมถึงเดาได้ว่าจะเปิดไฟได้จากตรงไหน เมื่อห้องสว่างแล้วผมจึงอุ้มเธอไปวางตรงโซฟาแล้วสะบัดแขนไล่ความเมื่อยเมื่อปล่อยเธอลงนอนตรงนั้น “อย่างหนักเลยนะคุณเนี่ย”
“เข้ามาดิ ไม่กลัวหรอกนะ” เธอยกแขนขึ้นมาทำท่าจะทุบตีกับใครยังไงอย่างนั้นถึงแม้ตาจะยังปิดสนิทแต่ก็ห้าวเป็ที่หนึ่ง “จะตบให้กลิ้งเป็ลูกขนุนเลย”
“หึ เก่งจังนะ” ผมส่ายหัวให้กับคนเก่งแต่เมื่อมองใบหน้าเธอดีๆ ก็พบรอยแผลเล็กๆ และรอยฟกช้ำหลายจุด “ไปทำอะไรมาเนี่ย”
ผมมองเธอก่อนจะหันมองรอบห้องแล้วคิดว่าควรจะพาเธอไปนอนที่ที่ดีกว่านี้ ผมก้มตัวช้อนร่างคนเมาที่ไร้สติขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะเดินไปยังห้องนอนแล้ววางเธอลงบนเตียง “สิ้นฤทธิ์สักทีนะคุณ”
เมื่อเห็นว่าเธอคงหลับลึกไปแล้วผมเลยถือวิสาสะถอดรองเท้าของเธอแล้วค่อยเดินไปเปิดเครื่องปรับอากาศก่อนจะดึงผ้าขึ้นห่มให้
“มานี่เลย!” เสียงละเมอมาพร้อมกับมือเล็กที่เหวี่ยงมาดึงแขนผมฉุดลงไปใกล้แล้วกอดคอผมอย่างไม่ทันตั้งตัวจนผมเสียหลักล้มใส่เธอโดยที่จมูกกดลงที่แก้มนิ่มอย่างไม่ตั้งใจ “แกตาย!”
ตุบตับ ตุบตับ
“โอะ โอ๊ยคุณ” เธอรัวมือลงบนตัวผมอย่างไม่ยั้งทั้งทุบทั้งตีเผลอๆ จิกหัวผมจนหน้าหงายแถมไม่ยอมปล่อยผมไปง่ายๆ กว่าจะแกะมือตุ๊กแกของเธอได้ผมก็โดนทุบไปหลายที
“คุณมันโคตรบ้าเลย” ผมยืนเท้าเอวมองคนที่ยิ้มกริ่มราวกับฝันดี แต่ผมนี่สิฝันร้ายทั้งคืนแน่ “ฝากไว้ก่อนนะ”
ผมชี้หน้าคาดโทษเธอเสร็จสรรพโดยที่เธอไม่รู้อะไร ผู้หญิงคนนี้ผมอยู่ใกล้ทีไรมีเื่ให้เจ็บตัวทุกที ผมคิดแล้วมองคนที่พลิกไปมาภายใต้ผ้าห่มแถมยังกรนเสียงดังอีกต่างหาก ดูท่าจะหลับสบายไม่น้อย
เมื่อล็อกห้องนอนให้เธอแล้วผมก็เดินออกมาที่โซฟาเก็บข้าวของเธอที่หล่นจากกระเป๋าคืนให้ จนสะดุดเข้ากับกระดาษแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้าใบเล็กที่มีชื่อสถานที่ทำงานของเธอพร้อมกับชื่อ ‘เมริณ วัชรพินิจ’
ผมหันกลับไปมองยังประตูห้องที่ปิดสนิทแล้วหันกลับมามองนามบัตรของเธอในมือก่อนจะเก็บมันใส่กระเป๋าเสื้อตัวเอง
RRRR
“ฮัลโหลว่าไงไอ้เอ” ผมกดรับสายจากเพื่อน
[ไอ้เฟยมึงหายไปไหนสองชั่วโมงแล้วเนี่ยอยู่ๆ ก็ลุกไปเฉยเลย] ผมถึงบางอ้อทันที [ตกลงมึงอยู่ไหน]
“กูกลับมาแล้วว่ะ ขอโทษที”
[เอ้าไอ้นี่อะไรของมึงวะ]
“พอดีกูมีธุระด่วน” นึกถึงธุระด่วนแล้วผมก็รู้สึกเจ็บตัวไม่น้อย “มาก!”
[ไอ้ฉิบหายพวกกูก็นั่งรอไปสิ]
“กูขอโทษๆ เอาเป็ว่ากูจ่ายให้เองครั้งนี้” ผมเสยผมอย่างรอลุ้นว่าเพื่อนจะให้อภัยไหม “ครั้งหน้าด้วยก็ได้”
[เออแบบนี้ค่อยคุยกันรู้เื่หน่อย]
“โอเคตามนั้น โทษทีมึงฝากขอโทษไอ้ดั้มกับไอ้ฟรอยด้วย” เมื่อวางสายจากเพื่อนผมก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก เป็เพราะเธอคนเดียวเลยที่ทำชีวิตผมวุ่นขนาดนี้ เมริณ วัชรพินิจ