ภายในห้องกว้าง มีเครื่องเรือนและของตกแต่งวิจิตรหรูหรา แจกันใบใหญ่ประดับไปด้วยดอกไม้นานาพรรณหลากหลายชนิด กลิ่นหอมของมันอบอวลอยู่ในอากาศ
ฝูกุ้งหรงหยิบดอกตู้เจวียนสีแดงสดเหมือนสีริมฝีปากของนางขึ้นมาก่อนจะปักลงไปในแจกันอย่างประดิษฐ์ประดอย ฝูฮูหยินโปรดปรานบุปผามาก สวนอุทยานดอกไม้หลังเรือนถือเป็สถานที่โปรดของนาง หากไม่ได้รับอนุญาตจากนางห้ามมิให้ผู้ใดย่างกรายเข้าไปเป็อันขาด
"เซี่ยวฮุย นางผู้นั้นเป็อย่างไรบ้าง"
"ฮูหยินหมายถึงใครกันหรือเ้าคะ" มือที่กำลังจับกรรไกรตัดหนามดอกตู้เจวียนออกชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามของผู้เป็นาย
"บุตรสาวตระกูลติงว่าที่ลูกสะใภ้ของข้าอย่างไรเล่า"
เซี่ยวฮุยเงยหน้าขึ้นพร้อมสบตากับฝูฮูหยิน นางนิ่งคิดชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยขึ้น "หน้าตาสะสวยงดงาม ดูเรียบร้อยเป็กุลสตรี ทว่านิสัยของนางค่อนข้างแปลกประหลาดเ้าค่ะ"
"แปลกอย่างไรหรือ" ฝูฮูหยินถามด้วยความสนใจ
"มิรู้สิเ้าคะ หากนางอยู่นิ่งๆ นางจะดูเรียบร้อยน่ารัก แต่หากนางเริ่มพูดเมื่อใดก็ทำให้ข้ารู้สึกแปลกๆ ทุกครั้ง สำเนียงการพูดของนางไม่คล้ายของพวกเรา หรือเป็เพราะคนเมืองไป่เหอนิยมพูดเช่นนั้นก็มิทราบเ้าค่ะ"
"หึ พวกบ้านนอกไร้การศึกษาก็เป็เช่นนั้นแหละ" ริมฝีปากแต้มชาดสีแดงฉีกยิ้มขึ้น เมืองไป่เหอเป็เมืองเล็กๆ ตั้งอยู่ทางภาคเหนือใกล้กับเขตชายแดน ความเจริญหรือจะสู้เมืองหลวงที่นางอยู่ได้
"ฮูหยินจะทำอย่างไรต่อไปเ้าคะ" เซี่ยวฮุยเอ่ยถามขึ้น นางอยู่รับใช้ดูแลฝูกุ้งหรงมาั้แ่วัยแรกรุ่น จวบจนตอนนี้อายุได้สี่สิบห้าปีแล้ว นางคือคนที่ฝูฮูหยินไว้วางใจมากที่สุด
"รอดูต่อไป ให้นางได้ใช้ชีวิตอย่างสบายใจไปก่อน เพราะอีกไม่นานหลังจากนางแต่งงานกับหยางเอ๋อร์ นางจะไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตเช่นนี้อีกแล้ว!" ฝูกุ้งหรงมองออกไปนอกหน้าต่างเผยให้เห็นเรือนรับรองที่ตั้งอยู่ไม่ไกล ก่อนจะยกยิ้มมุมปากอย่างเ้าเล่ห์
เหตุการณ์อกสั่นขวัญแขวนเมื่อตอนกลางวันทำให้มู่หนิงฮวานอนไม่หลับ หลังการเดินทางอันแสนเหน็ดเหนื่อย เธอตั้งใจว่าจะนอนพักสักครู่แต่กลับนอนกระสับกระส่ายพลิกกายไปมา
"บ่าวบอกแล้วว่าไม่ให้คุณหนูออกไปก็ไม่เชื่อบ่าว เป็อย่างไรบ้างล่ะเ้าคะทีนี้ เกือบงานเข้าแล้วเชียว" อาจูบ่นออกมาอย่างอดไม่ได้ สีหน้าของนางบ่งบอกถึงความเอือมระอา
"ใครจะไปรู้ล่ะ ข้าคิดว่าจะออกไปเดินเล่นยืดเส้นยืดสายสักหน่อยเท่านั้นเอง"
"คราวหน้าคราวหลังคุณหนูอย่าทำเช่นนั้นอีกนะเ้าคะ หากมีคนจับได้ขึ้นมาจะแย่เอาได้"
มู่หนิงฮวาได้ยินคำพูดของอาจูเต็มสองหูทว่าไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ จู่ๆ นางรีบดีดตัวขึ้นจากที่นอนลุกขึ้นนั่งพลางหันมาทางที่อาจูนั่งอยู่
"อาจู เ้ารู้หรือไม่ว่าผู้บัญชาการพยัคฆ์เขียวคนที่ข้าต้องแต่งงานด้วยเป็คนเช่นไร"
"พยัคฆ์ขาวเ้าค่ะ มิใช่พยัคฆ์เขียว" อาจูรีบขัดขึ้นพลางมองซ้ายขวาราวกับกลัวว่าใครจะมาได้ยินเข้า
"นั่นแหละๆ" มู่หนิงฮวาบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจนัก
"มิรู้สิเ้าคะ บางคนก็บอกว่าเขาเป็ชายหนุ่มรูปงาม แต่บางคนก็บอกว่าเขาเป็ชายแก่อายุราวหกสิบปี"
"เขาแก่กว่าป้าเซี่ยวฮุยอีกหรือ" มู่หนิงฮวาทำหน้ารังเกียจ นางต้องแต่งงานกับชายเฒ่าหรอกหรือนี่
ไม่นะ! ในยุคนี้นางอายุเพียงแค่สิบเจ็ดปีจะให้แต่งงานกับชายแก่คราวพ่อได้อย่างไร!
'เอ๊ะ! หรือจะแต่งไปก่อนดี หากเขาอายุมากขนาดนั้นแล้ว คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน เธอแต่งเข้ามาอยู่ในฐานะภรรยา สมบัติทรัพย์สินทุกอย่างของเขาก็ต้องตกเป็ของเธอ'
"อ้อ บ่าวได้ยินมาว่าท่านผู้บัญชาการมีบุตรสาวอายุราวแปดขวบหนึ่งคนด้วยเ้าค่ะ"
"แก่แล้วแต่มีลูกช้าสินะ" หญิงสาวพึมพำ
"อาจู สินสอดแต่งงานที่ทางตระกูลหลิวมอบให้สกุลติง หลี่ฮูหยินได้มอบมันให้ข้าบ้างหรือไม่"
มู่หนิงฮวาถามเสร็จก็ต้องทำหน้าผิดหวังเมื่อเห็นอาจูส่ายหน้าเบาๆ แทนคำปฏิเสธ
'หลี่เฝิงอี้ร้ายนัก นอกจากจะบังคับให้นางแต่งงานกับชายแก่แล้ว สินสอดที่นางควรได้รับก็ถูกฮูหยินผู้นั้นยึดไปจนหมด คิดแล้วเจ็บใจเหลือเกิน!'
"คุณหนูอย่าคิดมากเลยเ้าค่ะ ตระกูลหลิวร่ำรวยมีอำนาจบารมีมากกว่าตระกูลติงเป็ไหนๆ หากคุณหนูปฏิบัติตัวดีทำให้ท่านผู้บัญชาการหลงใหลได้ ในอนาคตคุณหนูจะมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายมากกว่าตอนอยู่ตระกูลติงอย่างแน่นอนเ้าค่ะ"
คำพูดของอาจูทำให้มู่หนิงฮวานั่งคิดไปครู่หนึ่ง หลังจากครุ่นคิดไตร่ตรองอย่างดีแล้วรอยยิ้มจึงค่อยๆ ผุดขึ้นบนใบหน้า
'และเมื่อถึงตอนนั้นเธอจะเป่าหูขอร้องให้ผู้บัญชาการเฒ่ายกทัพไปตีเมืองไป่เหอเป็การแก้แค้นเ้าเมืองติงไห่และหลี่ฮูหยินให้ราบเป็หน้ากลอง!'
อาจูมองคนที่กำลังนั่งยิ้มคนเดียวด้วยความแปลกใจ พลันจู่ๆ ก็รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ เมื่อเห็นรอยยิ้มชั่วร้ายผุดขึ้นบนใบหน้างามของมู่หนิงฮวา
ในที่สุดวันที่ไม่มีผู้ใดรอคอยก็มาถึง งานแต่งงานของผู้บัญชาการกองทัพพยัคฆ์ขาวจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เหล่าราษฏรต่างพากันยืนมองจวนสกุลหลิวที่ตกแต่งอย่างสวยงามแปลกตาไปจากทุกวันด้วยความตื่นเต้น
ภายในเรือนเหล่าบรรดาบ่าวรับใช้ต่างพากันวิ่งวุ่นต้อนรับแเื่ที่ทยอยเข้างาน สกุลหลิวเป็ตระกูลที่มีอำนาจบารมีล้นฟ้า แม้แต่อวี้หรงฮ่องเต้ยังต้องเกรงใจ เพราะการที่เขาได้ขึ้นครองราชย์ส่วนหนึ่งนั้นมาจากการสนับสนุนของหลิวหงอี้บิดาของหลิวหยาง
บรรดาแเื่ที่มาร่วมงานจึงเต็มไปด้วยแขกทรงเกียรติ แม้อวี้หรงฮ่องเต้จะไม่สามารถมาร่วมงานได้เพราะติดภารกิจแต่ก็ส่งขันทีคนสนิทมามอบของขวัญให้เองกับมือ
มู่หนิงฮวาสวมชุดสีแดงสดงดงามหรูหราขับผิวขาวให้ดูเปล่งประกายยิ่งขึ้น ใบหน้าแต้มแต่งด้วยเครื่องสำอาง ส่งผลให้ดวงหน้างามหวานล้ำยิ่งขึ้น ผมยาวสีดำสนิทถูกรวบเป็มวยประดับด้วยปิ่นทองระย้า แต่ไม่ว่าจะงดงามเพียงใดท้ายที่สุดก็ถูกผ้าคลุมสีแดงปกคลุมเอาไว้
ยิ่งใกล้ถึงกำหนดพิธีการ มู่หนิงฮวาก็อดรู้สึกใจหายขึ้นมาไม่ได้ หลังจากที่เธอกับผู้บัญชาการเฒ่า ผ่านการเข้าพิธีแต่งงานอย่างเป็ทางการนั้นเสร็จสิ้นลงเมื่อใด นั่นหมายความว่า... นับจากนี้ไปชะตาชีวิตของเธอจะต้องผูกติดอยู่กับบุรุษที่มีนามว่าหลิวหยางผู้นี้
นั่งรอในห้องหอไม่นานก็ถึงฤกษ์ เซี่ยวฮุยเดินเข้ามา นางส่งสายตามองหญิงสาวที่อยู่ในชุดเ้าสาวอย่างสำรวจ เสี้ยวนาทีหนึ่งแววตามีความพอใจแฝงอยู่แต่ไม่นานก็เลือนหายไป
มู่หนิงฮวาถูกเซี่ยวฮุยเชิญออกมากราบไหว้ฟ้าดินโดยมีอาจูเดินติดตามมาด้วยอยู่ทางข้างหลังอย่างห่างๆ เมื่อเข้ามาภายในงานสิ่งแรกที่อาจูทำคือมองหาเ้าบ่าวของมู่หนิงฮวา
พลันสายตานั้นเหลือบไปเห็นชายผู้หนึ่งที่กำลังยืนรออยู่บนแท่นพิธี อาจูตะลึงงันไปทันที ไหนใครบอกว่าผู้บัญชาการกองทัพพยัคฆ์ขาวเป็ชายแก่วัยหกสิบปีกัน เพราะคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นห่างไกลจากคำว่า 'แก่' ไปมากโข
ร่างสูงโปร่งใส่ชุดสีแดง ยืนหลังตรงอย่างทะนงองอาจ สง่าผ่าเผยและดูห้าวหาญสมกับเป็ผู้บัญชาการกองทัพที่ใหญ่ที่สุดของแคว้นซ่านซี อีกทั้งยังมีใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตร โดดเด่นหาใดเปรียบ
มู่หนิงฮวาเดินเข้ามาในงานโดยมีเซี่ยวฮุยประคอง ผ้าสีแดงผืนใหญ่ที่ปกคลุมศีรษะพาดลงมาปิดบังใบหน้าทำให้มองเห็นเพียงเลือนราง ทันทีที่เข้ามาในพิธีเธอเห็นผู้คนมากมายจดจ้องมองมายังเธอ ทำให้อดนึกถึงตอนขึ้นรับรางวัลที่งานประกาศรางวัลประจำปีไม่ได้
อาชีพนักแสดงทำให้เป็ที่สนใจของทุกคนทำให้มู่หนิงฮวารู้สึกชินชา เมื่อเห็นกลุ่มคนจำนวนมากกำลังมองมาที่เธอ นอกจากจะไม่รู้สึกตื่นเต้นแล้ว เธอยังเชิดหน้าขึ้นเดินหลังตรงแน่วแน่ไปข้างหน้าอย่างสง่างาม
ทว่า... ด้วยความที่แท่นพิธีกับพื้นที่เธอกำลังย่างกรายเดินอยู่นั้นไม่เสมอกัน การมองเห็นอย่างเลือนรางและใบหน้าที่เชิดขึ้นจนไม่ได้ก้มมองดูทางทำให้เธอสะดุดเข้ากับแท่นพิธีอย่างจัง
ในตอนนี้เซี่ยวฮุยไม่ได้จับประคองมู่หนิงฮวาอยู่นานแล้ว ทำให้ร่างบางซวนเซทำท่าจะล้มคะมำ ผู้คนที่มองมาต่างยกมือขึ้นปิดปากด้วยความใ มีเพียงฝูกุ้ยหรงที่กำลังมองจ้องอย่างลุ้นระทึกภาวนาให้นางสะดุดแท่นพิธีล้มหน้าคะมำลงไปกองอยู่บนพืัน
หมั่บ!
มือหนาของใครบางคนเอื้อมมาดึงเอวคอดเข้าไปในอ้อมกอด ก่อนที่ร่างบางจะล้มลง ฝูกุ้ยหรงมองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างขัดใจเมื่อทุกอย่างไม่เป็ไปตามที่คาดหวังไว้
"ข้าช่วยเ้าเป็ครั้งที่สอง หวังว่าคราวนี้เ้าจะไม่กัดข้าอีกนะ"
มู่หนิงฮวาตะลึงตาค้างภายใต้ผ้าคลุมผืนใหญ่ ที่แท้คนที่เธอเจอในสวนดอกไม้เมื่อหลายวันก่อนก็คือว่าที่สามีในอนาคตของเธอหรือนี่ หญิงสาวพยายามเพ่งสายตามองทะลุผ้าเพราะอยากเห็นหน้าของเขา แต่ก็ไม่เป็ผล หญิงสาวจึงส่งเสียงในลำคอเบาๆ ด้วยความขัดใจ
หลิวหยางพยุงคนในอ้อมแขนขึ้น ก่อนจะจับมือบางก้าวขึ้นไปยืนบนแท่นพิธี กลิ่นหอมจางๆ จากคนข้างๆ ชวนให้รู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ทำให้เขาแทบจะอดทนรอไม่ไหว อยากจะเข้าหอเสียั้แ่ตอนนี้เลยด้วยซ้ำไป
หลังจากการทำพิธีอันแสนยาวนานเสร็จสิ้นลง มู่หนิงฮวาก็ถูกพาตัวไปรอที่ห้องหอ โดยมีสายตาของหลิวหยางมองตามไป
"ใจเย็นๆ ไม่ต้องใจร้อน" หลิวหงอี้เดินเข้ามาตบไหล่บุตรชายเบาๆ เขาเอ่ยด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเมื่อเห็นสายตาของบุตรชายที่มองตามร่างบางของภรรยา
"ท่านพ่อหมายความว่าอย่างไรกัน ข้ามิได้ใจร้อนอะไรเสียหน่อย มีแต่จะภาวนาขอให้เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ หรือไม่ต้องเข้าหอเลยยิ่งดี" พูดจบ ชายหนุ่มก็เดินจากไป
หลิวหงอี้มองตามหลังบุตรชายก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ พึมพำตามหลัง "ไอ้คนปากแข็ง"
_______________________________
ขอเรียนเชิญรีดเดอร์ทุกท่านมาร่วมฉลองงานมงคลของพระนางกันค่ะ ???? เตรียมตัวให้ดี พรุ่งนี้เขาจะเข้าหอกันแล้ว ????????
________________________________
????อีบุ๊ควางขายแล้วนะคะ นางร้ายที่รักของท่านแม่ทัพพยัคฆ์ขาว????
จำนวน 405 หน้า (~73,000 คำ) จัดราคาโปรหนังสือใหม่เพียง 129 บาท ตอนพิเศษ 2 ตอนมีเฉพาะในอีบุ๊คเท่านั้นนะคะ ซื้อตอนราคาโปรคุ้มสุดๆ ไปเลย ????
คลิ๊กลิงค์ด้านล่างได้เลยนะคะ????????????????
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiODg0MDk5NSI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI3NDg2MyI7fQ