หลังกลับจากตลาดศิษย์ คำพูดของจ้าวหรงยังคงดังวนอยู่ในหูของเหวินซานอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็เพียงเท่านั้น เขาไม่ได้รู้สึกโกรธหรือได้หวาดกลัว เหวินซานก็สลัดเื่ทั้งหมดออกจากความคิด ก่อนกลับสู่ถ้ำพักตามปกติ
วันเวลาค่อย ๆ ผ่านไป ยามค่ำ เปลวเพลิงใต้เตาหลอมก็ลุกโชติ่ขึ้นอีกครั้ง เหวินซานยังคงทดลองปรุงโอสถชนิดใหม่อย่างต่อเนื่อง
ทุกครั้งที่ล้มเหลวเขาจะเปิดสมุดบันทึก เขียนสาเหตุของความผิดพลาดอย่างละเอียด ก่อนปรับเปลี่ยนวิธีหลอมในครั้งถัดไป บางคืนเขาหลอมสำเร็จเพียงเม็ดเดียว บางคืนกลับล้มเหลวทั้งหมด แต่ไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลวสมุดบันทึกของเขาก็มีตัวอักษรเพิ่มขึ้นทุกวัน
หลายวันต่อมา สิ่งที่จ้าวหรงพูดในวันนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่คำเตือน ไม่นานข่าวลือก็เริ่มแพร่สะพัดไปทั่วตลาดศิษย์ว่า
“นั่นหรือโอสถของเหวินซาน?”
“ได้ยินว่าใช้สมุนไพรขั้นต่ำ ราคาถึงถูกเพียงนั้น”
ศิษย์อีกคนมองขวดหยกในมือ ก่อนวางกลับลงบนแผงอย่างลังเล
แม้จะไม่มีผู้ใดกล่าวหาเขาต่อหน้า แต่คำพูดเ่าั้ก็ทำให้ลูกค้าหลายคนเริ่มลังเล ขณะเดียวกันสมุนไพรหลายชนิดที่เหวินซานใช้หลอมโอสถก็ถูกกว้านซื้อจนแทบหมดตลาด เมื่อเดินไปยังร้านค้าของสำนัก เ้าของร้านเพียงส่ายหน้าและกล่าวว่า "หมดแล้ว ศิษย์สายในหลายคนซื้อไปั้แ่เช้า"
เหวินซานไม่ได้กล่าวอะไร เขาเพียงประสานมือขอบคุณก่อนเดินออกจากร้านอย่างสงบ เมื่อกลับถึงถ้ำพัก เขานั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนเปิดแผนที่ของสำนัก สายตาหยุดอยู่ที่ตำแหน่ง "ป่าอสูร" ภายในป่าแห่งนั้นนอกจากจะมีอสูริญญาแล้ว ยังมีสมุนไพรป่าที่หาไม่ได้ตามร้านค้า เหวินซานเก็บกระบี่เหน็บเอว พกตะกร้าสมุนไพรไว้ด้านหลัง ก่อนมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าอสูรอีกครั้ง
คราวนี้เขาไม่ได้หยุดอยู่เพียงเขตรอบนอก แต่เดินลึกเข้าไปกว่าเดิม ไอิญญาภายในป่าหนาทึบจนแทบมองเห็นเป็ละอองจาง ๆ เสียงสัตว์อสูรคำรามดังแว่วมาจากทุกทิศทาง เหวินซานเก็บสมุนไพรไปได้หลายต้น จนกระทั่งเสียงคำรามต่ำดังขึ้นจากด้านหน้า
กรรร
พุ่มไม้ขนาดใหญ่แยกออกจากกันช้า ๆ ก่อนร่างมหึมาของเสือสีดำลายเงินจะก้าวออกมา เขี้ยวทั้งสองซี่ยาวราวกับกระบี่สั้นเปล่งประกายเย็นเยียบ ดวงตาสีทองจ้องมองเหวินซานราวกับกำลังมองเหยื่อ
"เสือเขี้ยวเหล็กขั้นหนึ่ง" เหวินซานกำด้ามกระบี่แน่น ทันใดนั้นเองเสือเขี้ยวเหล็กก็พุ่งเข้าใส่ราวกับสายฟ้า
ตูม!
พื้นดินแตกร้าวใต้ฝ่าเท้าของมัน เหวินซานรีบชักกระบี่ กระบวนท่าแรกของกระบี่ไร้ลักษณ์ถูกใช้ทันที
ฉับ!
คมกระบี่ฟันผ่านอากาศ แต่เสือเพียงบิดตัวเล็กน้อยก็หลบได้อย่างง่ายดาย ยังไม่ทันดึงกระบี่กลับอุ้งเท้าอันทรงพลังก็ตวัดเข้ามา
ปัง!
เหวินซานรีบยกกระบี่ขึ้นรับ แรงมหาศาลส่งร่างของเขาปลิวไปกระแทกต้นไม้ใหญ่ เืสดไหลออกจากมุมปาก เขาฝืนลุกขึ้นอีกครั้งใช้กระบวนท่าที่สอง ที่สาม ที่สี่ แต่ไม่ว่ากระบวนท่าใดเสือเขี้ยวเหล็กก็สามารถรับมือได้ทั้งหมด เหวินซานเริ่มหอบ พลังิญญาลดลงอย่างรวดเร็ว ส่วนเสือกลับแทบไม่มีาแ
เขากัดฟันแน่น "ทั้งที่ฝึกทุกวันเหตุใดจึงใช้ไม่ได้ผล"
เสือเขี้ยวเหล็กไม่เปิดโอกาสให้คิด มันคำรามลั่นก่อนพุ่งเข้าใส่อีกครั้ง เหวินซานยกกระบี่ขึ้นตามสัญชาตญาณ แต่ในจังหวะนั้นเองความคิดหนึ่งพลันผุดขึ้นในใจ 'ข้ากำลังใช้กระบี่หรือกำลังถูกตำราควบคุมกันแน่'
เหวินซานค่อย ๆ ปล่อยลมหายใจออก ความคิดทั้งหมดพลันสงบนิ่ง เขาไม่สนใจชื่อกระบวนท่าอีก สายตาเพียงจับจ้องเสือเขี้ยวเหล็ก มองลมหายใจของมัน มองการย่อตัวก่อนกระโจน มองการลงน้ำหนักของอุ้งเท้า และมองจังหวะการเคลื่อนไหวทุกส่วนของร่างกาย
เขาเห็นกล้ามเนื้อที่ไหล่ของเสือขยับ เห็นอุ้งเท้าหน้ากดต่ำ และรู้ว่ามันจะกระโจนก่อนที่ร่างใหญ่จะเคลื่อนไหวเสียอีก
เสือเขี้ยวเหล็กกระโจนเข้ามาอีกครั้ง แต่เหวินซานไม่ได้คิด เหวินซานก้าวหลบครึ่งก้าว หมุนข้อมือ แล้วปล่อยคมกระบี่ไปตามช่องว่างที่เห็น
ฉัวะ!
คมกระบี่กรีดผ่านลำคอของเสือเขี้ยวเหล็ก เกิดาแยาวจนเืสดไหลทะลัก ทว่าคมกระบี่ยังไม่ลึกพอจะตัดเส้นเืใหญ่ เสือเขี้ยวเหล็กคำรามลั่นด้วยความเ็ป ร่างมหึมาเสียหลักไปครู่หนึ่ง ก่อนสะบัดอุ้งเท้ากลับมาอย่างดุดัน
เหวินซานรีบยกกระบี่ขึ้นรับ
ปัง!
แรงปะทะส่งเขาถอยกรูดไปหลายก้าว ฝ่าเท้าครูดพื้นดินจนเกิดรอยยาว แขนขวาชาจนแทบยกไม่ขึ้น แต่ครั้งนี้เขาไม่รีบร้อนสวนกลับ
เขาจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของมัน เสือเขี้ยวเหล็กาเ็ที่ลำคอ ทำให้การหันตัวช้าลงเล็กน้อย ทุกครั้งที่มันกระโจน อุ้งเท้าขวาจะลงน้ำหนักก่อนเสมอ
เหวินซานค่อย ๆ ถอย หลบกรงเล็บครั้งแล้วครั้งเล่า บางครั้งคมเล็บเฉียดแขนจนเสื้อขาด บางครั้งแรงลมจากอุ้งเท้าก็กระแทกใบหน้าจนแสบชา
เขาออกกระบี่สวนกลับหลายครั้ง แต่ทำได้เพียงเพิ่มรอยแผลตื้น ๆ บนลำตัวของมัน
ลมหายใจของทั้งคนและอสูรเริ่มหนักขึ้น เืจากลำคอของเสือเขี้ยวเหล็กหยดลงบนพื้นไม่ขาดสาย ความเร็วของมันค่อย ๆ ลดลงทีละน้อย
ในที่สุด มันคำรามเสียงต่ำ ก่อนรวบรวมแรงทั้งหมดกระโจนเข้าใส่อีกครั้ง
เหวินซานเห็นอุ้งเท้าขวากดลงกับพื้น เห็นหัวไหล่ของมันลดต่ำ และเห็นาแเดิมเปิดออกขณะมันหันคอ
เหวินซานก้าวเฉียงหลบคมเขี้ยว ปล่อยให้ร่างมหึมาพุ่งผ่านไปเพียงครึ่ง่แขน ก่อนหมุนเอวส่งคมกระบี่กลับไปตามรอยแผลเดิม
ฉัวะ!
เืสดพุ่งกระเซ็น คมกระบี่ตัดลึกเข้าไปถึงเส้นเืใหญ่
เสือเขี้ยวเหล็กวิ่งต่อไปได้อีกไม่กี่ก้าว ร่างของมันก็โซเซ ก่อนล้มลงกระแทกพื้นเสียงดัง
ตึง!
เหวินซานยังคงยืนถือกระบี่ ไม่กล้าเข้าใกล้ทันที จนกระทั่งแน่ใจว่าร่างของมันไม่ขยับอีก เขาจึงค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออก
มือที่กำด้ามกระบี่ยังคงสั่นเล็กน้อย ทั่วทั้งป่ากลับเข้าสู่ความเงียบ เหวินซานยืนนิ่งมองกระบี่ในมือของตน เขาไม่ได้รู้สึกว่าตนเองแข็งแกร่งขึ้น ไม่ได้รู้สึกว่าพลังิญญาเพิ่มขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนไปมีเพียงความรู้สึกในมือ เขาไม่ต้องคอยคิดอีกว่าปลายกระบี่อยู่ตรงใด เพียงขยับข้อมือ คมเหล็กก็เคลื่อนไปตามความตั้งใจ
เขาค่อย ๆ นึกถึงข้อความในตำรา "กระบี่อยู่ในมือ เป็เพียงอาวุธ กระบี่อยู่ในใจ จึงเรียกว่ามรรคา" เหวินซานหลับตาลงช้า ๆ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ "เมื่อครู่ ข้าไม่ได้คิดถึงกระบวนท่าเลย"
เหวินซานถอนหายใจยาว ก่อนเก็บกระบี่เข้าฝัก เขามองร่างของเสือเขี้ยวเหล็กที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ก่อนจะหยิบเชือกออกจากถุงผ้า มัดขาทั้งสี่ของอสูรไว้ด้วยกัน แล้วแบกมันขึ้นพาดบ่า
แม้ร่างของเสือจะหนักหลายร้อยชั่ง แต่หลังจากก้าวเข้าสู่ขอบเขตจุดประกายิญญา ร่างกายของเหวินซานก็แข็งแรงกว่าคนธรรมดาหลายเท่า เขาจึงค่อย ๆ แบกมันเดินออกจากป่าอสูรทีละก้าว
เมื่อมาถึงประตูทางออกของป่า ผู้าุโผู้เฝ้าประตูกำลังนั่งจิบชาอยู่เช่นเคย ครั้นเห็นเหวินซานแบกร่างเสือเขี้ยวเหล็กออกมา เขาถึงกับสำลักชา "แค่ก! แค่ก!" ชายชราเบิกตากว้าง มองเด็กหนุ่มั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนหัวเราะออกมา "เ้าหนุ่ม! ปกติศิษย์ทั้งหลายเอากลับมาแค่แกนอสูรกัน แล้วเ้าจะแบกสัตว์อสูรทั้งตัวกลับมาทำไม"
เหวินซานวางร่างอสูรลงกับพื้น ก่อนประสานมือคำนับ "ศิษย์เห็นว่าทั้งหนัง กระดูก เื เขี้ยว และอวัยวะภายใน ล้วนมีประโยชน์ต่อการปรุงโอสถ จึงไม่อยากปล่อยทิ้งไว้ขอรับ" ผู้าุโชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะเสียงดัง
"ฮ่า ๆ ๆ! สมแล้วที่เป็นักปรุงยา"
เหวินซานยิ้มบาง ๆ "ศิษย์เพียงไม่อยากให้ของดีสูญเปล่าขอรับ" ผู้าุโโบกมือพลางหัวเราะ "เอาเถอะ ๆ รีบกลับไปจัดการเสีย" เหวินซานประสานมือคารวะอีกครั้ง ก่อนแบกร่างเสือเขี้ยวเหล็กกลับไปยังถ้ำพักของตน
ภายในถ้ำเหวินซานนำร่างอสูรวางลงบนแท่นหิน จากนั้นจึงหยิบมีดสั้นสำหรับชำแหละออกมา เขาไม่ได้รีบร้อนผ่าเอาแกนอสูรทันที แต่เปิดสมุดบันทึกขึ้น พลิกไปยังหน้าว่าง ก่อนจดหัวข้อใหม่ลงไปว่า "การชำแหละอสูรระดับหนึ่ง"
หลังจากนั้นเขาจึงเริ่มลงมืออย่างระมัดระวัง หนัง เขี้ยว กรงเล็บ เื และกระดูก แต่ละส่วนถูกแยกเก็บไว้ในภาชนะคนละใบอย่างเป็ระเบียบ จนกระทั่งมีดคมกริบค่อย ๆ ผ่าลึกเข้าไปยังหน้าอกของเสือเขี้ยวเหล็ก
ไม่นานนัก ลูกแก้วสีเทาเงินขนาดเท่าหัวแม่มือก็ปรากฎขึ้น มันเปล่งประกายแ่เบา พร้อมคลื่นพลังิญญาอันเข้มข้นที่แผ่ออกมาไม่ขาดสาย เหวินซานค่อย ๆ หยิบมันขึ้นมา ดวงตาเผยประกายยินดี "แกนอสูร"
เหวินซานมองแกนอสูรในมืออยู่ครู่หนึ่ง พลังิญญาภายในแกนอสูรไหลเวียนอย่างหนาแน่น ราวกับมีชีวิตของเสือเขี้ยวเหล็กยังคงหลงเหลืออยู่ภายใน หากนำไปขาย คงแลกหินิญญาได้ไม่น้อย แต่สุดท้ายเขาก็ส่ายหน้า "ของเช่นนี้ ใช้กับตัวเองจึงคุ้มค่าที่สุด"
เหวินซานเดินไปยังมุมน้ำพุิญญาภายในถ้ำ สายน้ำใสไหลออกมาจากรอยแยกของหินอย่างไม่ขาดสาย ไอิญญาสีขาวจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือผิวน้ำ ทำให้บรรยากาศทั่วทั้งถ้ำเย็นสบาย
เขาหยิบสมุนไพรที่เก็บมาจากป่าออกมาทีละชนิด ได้แก่ หญ้าวายุม่วง ดอกจันทน์น้ำค้าง และรากชำระชีพ
เหวินซานบดสมุนไพรทั้งหมดจนละเอียดก่อนโรยลงในแอ่งน้ำพุ ไม่นานนักน้ำใสก็เริ่มเปลี่ยนเป็สีเขียวอ่อน กลิ่นหอมสดชื่นค่อย ๆ ลอยอบอวลไปทั่วถ้ำ
เมื่อเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย เหวินซานจึงถอดอาภรณ์ชั้นนอกวางไว้ริมแอ่ง ก่อนก้าวลงไปในน้ำอย่างช้า ๆ สายน้ำเย็นไหลผ่านร่างทำให้ความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้ค่อย ๆ จางหายไป
เขานั่งขัดสมาธิกลางแอ่งน้ำ สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนหยิบแกนอสูรขึ้นมาไว้กลางฝ่ามือ "เริ่มได้" เหวินซานหลับตาลง พลังิญญาเริ่มโคจรอย่างช้า ๆ พลังจากน้ำพุและสมุนไพรค่อย ๆ ซึมเข้าสู่ร่างกาย จากนั้นเขาจึงเริ่มดึงพลังจากแกนอสูรออกมาเพียงเสี้ยวเล็ก ๆ ทันใดนั้นเอง
ตู้ม!
พลังิญญาอันดุดันคล้ายสัตว์ป่าคลุ้มคลั่งก็ทะลักเข้าสู่เส้นิญญาทันที
"อึก!" เหวินซานกัดฟันแน่น เส้นเืทั่วร่างปูดนูน ความเ็ปแล่นไปทุกอณูของร่างกาย ราวกับมีเปลวเพลิงกำลังเผาไหม้อยู่ภายใน
เขารีบเร่งโคจรพลัง สมุนไพรในน้ำพุค่อย ๆ ปลดปล่อยฤทธิ์ยาออกมาหล่อเลี้ยงเส้นิญญาที่กำลังแตกร้าว ขณะที่น้ำพุิญญาช่วยลดความร้อนของพลังอสูรลงทีละน้อย
แม้จะเป็เช่นนั้นความเ็ปก็ยังไม่ลดลงมากนัก หน้าผากเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ แต่เหวินซานยังคงไม่ยอมปล่อยแกนอสูรในมือ "อีกนิด ต้องรับมันให้ได้" พลังิญญาจากแกนอสูรยังคงหลั่งไหลเข้าสู่ตันเถียนอย่างต่อเนื่อง
พลังจากน้ำพุิญญาและฤทธิ์ของสมุนไพรค่อย ๆ หลอมรวมกับพลังอันดุดันของแกนอสูร เปลี่ยนจากความรุนแรงให้บริสุทธิ์ทีละน้อย เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม สองชั่วยาม
ภายในตันเถียน พลังิญญาเริ่มอัดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่ง...
แกร๊ก!
กำแพงพลังที่ขวางตันเถียนอยู่เริ่มสั่น ก่อนพลังสายหนึ่งจะทะลวงผ่านไปอย่างฉับพลันน้ำในแอ่งกระเพื่อมแรงขึ้น ไอิญญารอบถ้ำไหลเข้าสู่ร่างของเขาไม่หยุด
"แตก"
ตู้ม!
คลื่นพลังมหาศาละเิออกจากร่างของเขา น้ำในแอ่งิญญากระเพื่อมเป็วงกว้าง ไอิญญาทั่วทั้งถ้ำพลันไหลวนเข้าหาเหวินซานราวกับถูกแรงดึงดูดบางอย่าง พลังิญญาหลั่งไหลเข้าสู่ร่างก่อนจะสงบลง
เหวินซานลืมตาขึ้นช้า ๆ ดวงตาคมฉายประกายสว่างกว่าเดิมเล็กน้อย เขากำหมัดเบา ๆ ััได้ว่าพลังภายในร่างเพิ่มขึ้นกว่าก่อนหลายส่วน "จุดประกายิญญาขั้นที่สอง" เหวินซานพึมพำ
แม้จะเลื่อนขั้นสำเร็จแต่ร่างกายกลับเต็มไปด้วยาแจากแรงปะทะของพลังอสูร แขนทั้งสองสั่นเล็กน้อย เส้นิญญาหลายสายยังคงปวดแสบปวดร้อน เขามองแกนอสูรที่เหลืออยู่ในมือ แม้พลังภายในจะถูกดูดซับไปกว่าครึ่ง แต่ก็ยังเหลืออยู่อีกไม่น้อย
เหวินซานเก็บแกนอสูรลงในกล่องทันที ก่อนจะจดบันทึกลงในสมุดอย่างละเอียดว่า "แกนอสูรระดับหนึ่ง ช่วยทะลวงขั้นได้ แต่พลังหยาบและรุนแรง น้ำพุิญญากับรากชำระชีพช่วยลดความเสียหายได้บางส่วน ห้ามทดลองซ้ำก่อนเส้นิญญาฟื้นตัว " เขาปิดสมุดลงก่อนยิ้มบาง ๆ
สิบวันต่อมา ตลาดศิษย์เปิดขึ้นอีกครั้ง เหวินซานนำโอสถสูตรใหม่มาวางขายเช่นเดิม แม้จำนวนจะมีเพียงไม่กี่ขวด แต่กลับมีศิษย์รับใช้หลายคนเดินมาซื้อทันทีที่เห็นเขาตั้งแผง "ศิษย์พี่เหวิน ครั้งก่อนโอสถของท่านใช้ดีมาก วันนี้ข้าขออีกสามเม็ด"
"ข้าด้วย"
"ของข้ายังเหลืออีกหรือไม่" เหวินซานเพียงพยักหน้าตอบ พลางหยิบขวดหยกส่งให้ทีละคน ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเรียบง่าย
ขณะที่เหวินซานกำลังส่งโอสถให้ศิษย์รับใช้คนหนึ่ง เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ดังขึ้นด้านหน้าแผง
ตึก... ตึก... ตึก...
ผู้คนที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ต่างรีบหลีกทางโดยไม่รู้ตัว เหวินซานเงยหน้าขึ้น เบื้องหน้าของเขาจ้าวหรงกำลังยืนกอดอกอยู่ สีหน้าเรียบเฉย แต่แววตาเย็นเยียบกว่าครั้งก่อน "ขายดีไม่น้อยนี่"
เหวินซานประสานมือคำนับ "ศิษย์พี่"
จ้าวหรงไม่ได้ตอบรับ เขาหยิบโอสถเม็ดหนึ่งจากแผงขึ้นมาพลิกดู ก่อนเอ่ยเรียบ ๆ "ครั้งก่อน ข้าเตือนเ้าแล้ว ดูเหมือนเ้าจะไม่สนใจ"
เหวินซานตอบอย่างสุภาพ "ข้าเพียงขายโอสถที่ตนหลอมได้ไม่ได้คิดแข่งขันกับผู้ใด"
“แข่งขัน?”
จ้าวหรงหัวเราะในลำคอ พลางหมุนโอสถของเหวินซานระหว่างปลายนิ้ว “เ้าคิดว่าตนเองมีคุณสมบัติแข่งขันกับข้าแล้วหรือ”
สิ้นคำ นิ้วทั้งสองของเขาพลันออกแรง
กร๊อบ!
โอสถสีเขียวอ่อนแตกละเอียดอยู่ระหว่างปลายนิ้ว เศษผงร่วงหล่นลงบนพื้นหน้าแผง ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของศิษย์ที่ยืนอยู่โดยรอบ จ้าวหรงก้มมองผงโอสถบนพื้น ก่อนใช้ปลายเท้าเหยียบลงไปอย่างไม่ใส่ใจ
“คุณภาพธรรมดา กลิ่นตัวยายังไม่สมดุล และมีสิ่งเจือปนหลงเหลืออยู่เล็กน้อย” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับเพิ่งตรวจโอสถธรรมดาเม็ดหนึ่ง “ของเช่นนี้ เ้ากลับกล้านำมาขายให้ศิษย์ร่วมสำนัก”
ลูกค้าหลายคนที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ เริ่มมองหน้ากันด้วยความลังเล บางคนซึ่งถือขวดโอสถอยู่ในมือถึงกับชะงัก
เหวินซานมองเศษโอสถใต้รองเท้าของอีกฝ่าย แววตายังคงสงบนิ่ง ทว่ามือที่วางอยู่ข้างลำตัวค่อย ๆ กำแน่นขึ้น
โอสถเม็ดนั้นไม่ได้มีค่ามากนัก แต่กว่าจะหลอมสำเร็จ เขาต้องเก็บสมุนไพร ควบคุมเปลวเพลิง และจดบันทึกแก้ไขข้อผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า สายตาของเหวินซานหยุดอยู่ที่ผงโอสถใต้รองเท้าของจ้าวหรง ภาพคืนที่เขานั่งเฝ้าเตาหลอมและแก้บันทึกทีละบรรทัดผุดขึ้นในหัว
ถึงอย่างนั้น เหวินซานก็ยังไม่ตอบโต้ด้วยความโกรธ เขาเพียงเงยหน้าขึ้นและกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ “โอสถเม็ดนั้นมีสิ่งเจือปนอยู่ตรงส่วนใด”
คำถามทำให้จ้าวหรงชะงักไปเล็กน้อย เหวินซานกล่าวต่อ “ข้าตรวจสอบโอสถทุกเม็ดก่อนนำออกมาขาย หากศิษย์พี่พบข้อผิดพลาดจริง โปรดชี้แนะ ข้าจะได้นำไปแก้ไข”
บรรยากาศรอบด้านพลันเงียบลง เสียงกระซิบรอบแผงเงียบลง ศิษย์หลายคนหันมามองเหวินซานอย่างประหลาดใจ
จ้าวหรงหรี่ตาลง “เ้ากำลังตั้งคำถามกับข้ารึ”
“ข้าไม่กล้า” เหวินซานประสานมือ “แต่หากไม่มีข้อบกพร่องที่อธิบายได้ การทำลายโอสถของผู้อื่นต่อหน้าผู้ซื้อ ก็คงไม่อาจเรียกว่าเป็การชี้แนะ”
ใบหน้าของจ้าวหรงเ็าลงทันที “เ้าปากกล้าไม่เบา”
เหวินซานไม่หลบสายตา “ข้าเพียงกล่าวตามความจริง ตลาดแห่งนี้เป็ของสำนัก ทุกคนย่อมมีสิทธิ์นำของมาซื้อขาย ตราบใดที่ไม่ผิดกฎ”
จ้าวหรงจ้องมองเขาอยู่หลายอึดใจ ก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ “ดี... ดีมาก”
เขาหยิบหินิญญาก้อนหนึ่งโยนลงบนแผง เสียงกระทบไม้ดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบ “ถือเป็ค่าของโอสถเม็ดนั้น”
จากนั้นเขาจึงโน้มตัวเข้ามาเล็กน้อย แล้วกล่าวด้วยเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน “แต่ข้าอยากรู้นักว่า เมื่อไม่มีสมุนไพร ไม่มีลูกค้า และไม่มีผู้ใดกล้าค้าขายกับเ้า ข้าอยากรู้นักว่าเ้าจะยังยึดกฎเ่าั้ได้นานเพียงใด”
จ้าวหรงสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป เขาเหลือบมองศิษย์รับใช้ของตนเพียงครั้งเดียว อีกฝ่ายพยักหน้ารับอย่างเงียบงัน
เหวินซานมองแผ่นหลังของจ้าวหรง ก่อนก้มลงเก็บหินิญญาบนแผงขึ้นมา สีหน้าของเขายังคงสงบแต่ภายในใจเขาได้จดจำคำข่มขู่นั้นไว้อย่างชัดเจน
หลายวันต่อมา สมุนไพรที่เหวินซานใช้หลอมโอสถเริ่มหายไปจากร้านค้าทีละชนิด เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นติดต่อกันนานกว่าสองสัปดาห์ เหวินซานก็ไม่อาจมองว่าเป็เพียงความบังเอิญได้อีกต่อไป
คำพูดของจ้าวหรงในวันนั้นผุดขึ้นมาในความคิดอีกครั้ง “เมื่อไม่มีสมุนไพร... ข้าอยากรู้นักว่าเ้าจะยังขายโอสถได้อีกนานเพียงใด”
เหวินซานปิดบัญชีรายชื่อวัตถุดิบลงอย่างสงบ ก่อนคลี่แผนที่ของสำนักออกบนโต๊ะ ในเมื่อมีคนพยายามปิดทางซื้อของเขา เขาก็จะออกไปหาวัตถุดิบด้วยตนเอง
เช้าวันรุ่งขึ้นเหวินซานสะพายตะกร้าสมุนไพร เหน็บกระบี่ไว้ข้างเอว ก่อนมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าอสูรอีกครั้ง
ภายในป่าเงียบสงบกว่าทุกครั้ง สายหมอกบาง ๆ ปกคลุมพื้นดิน กลิ่นดินชื้นและกลิ่นสมุนไพรลอยปะปนอยู่ในอากาศ เหวินซานค่อย ๆ เดินสำรวจไปตามหน้าผาและลำธาร ไม่นานนักเขาก็พบหญ้าวายุม่วงอีกสองต้น รวมทั้งสมุนไพรหายากอีกหลายชนิด เขาก้มลงขุดอย่างระมัดระวัง
ทันใดนั้นเอง เสียงปรบมือดังขึ้นจากด้านหลัง "แปะ... แปะ... แปะ..."
เหวินซานชะงัก ก่อนค่อย ๆ หันกลับไป ชายผู้หนึ่งเดินออกมาจากเงาไม้ ชุดศิษย์สายในสีเขียวเข้มสะบัดไปตามสายลม ริมฝีปากยกยิ้มบาง "บังเอิญเสียจริง ศิษย์น้องเหวิน"
เหวินซานขมวดคิ้วเล็กน้อย "ศิษย์พี่จ้าว" จ้าวหรงเดินเข้ามาช้า ๆ สายตากวาดมองตะกร้าสมุนไพรในมือของอีกฝ่าย ก่อนหัวเราะเบา ๆ "ไม่นึกเลยว่าเ้าจะเข้าป่ามาเก็บสมุนไพรเอง"
เหวินซานประสานมือ "หากในสำนักไม่มีขาย ข้าก็มีแต่ต้องหาเอง"
จ้าวหรงพยักหน้า "ขยันดี" เขาใช้ปลายเท้าเขี่ยสมุนไพรที่เพิ่งขุดขึ้นมาเบา ๆ "เขตนี้ข้ากับศิษย์พี่อีกหลายคนใช้เก็บสมุนไพรเป็ประจำ"
จ้าวหรงเดินเข้ามาหยุดห่างออกไปไม่กี่ก้าว ก่อนใช้ปลายรองเท้าเขี่ยดินข้างสมุนไพรที่เพิ่งถูกขุดขึ้นมา
“บริเวณนี้ศิษย์สายในหลายคนใช้เป็แหล่งเก็บวัตถุดิบมาเนิ่นนาน ผู้มาใหม่เช่นเ้าเข้ามาหยิบฉวยโดยไม่กล่าวสักคำ ดูจะไม่รู้ธรรมเนียมไปหน่อย”
เหวินซานมองหน้าอีกฝ่าย "กฎสำนักไม่ได้ระบุว่ามีผู้ใดเป็เ้าของ" รอยยิ้มของจ้าวหรงค่อย ๆ จางลง "เ้าพูดเื่กฎอีกแล้ว" เขาหัวเราะในลำคอ "เ้าคิดว่าโลกนี้มีแต่กฎอย่างนั้นหรือ"
เหวินซานไม่ได้ตอบ เขาก้มลงประคองสมุนไพรต้นสุดท้ายใส่ตะกร้าอย่างระมัดระวัง รอยยิ้มบนใบหน้าจ้าวหรงเลือนหายไปทีละน้อย
“ดูเหมือนคำเตือนของข้าจะไม่มีน้ำหนักในสายตาเ้าเลยสินะ”
เหวินซานลุกขึ้นช้า ๆ "หากศิษย์พี่ไม่มีธุระอื่น ศิษย์ขอตัวก่อน" เขาหมุนตัวเตรียมเดินจากไป แต่จ้าวหรงก้าวมาขวางทางของเด็กหนุ่มไว้แล้วชักกระบี่ออกจากฝัก