ในเวลานั้น...
ฝ่ามือหนาของบุรุษผู้เป็เ้าของจวนกำลังกำเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
"เสด็จพ่อยกจวนแห่งนี้ให้พี่สามจริงๆสินะ..."
องค์ชายห้ายันตัวลุกขึ้นยืน แค่นยิ้มขื่นขมแววตาสะท้อนความเ็ปอย่างที่สุด
แล้วภาพความทรงจำขององค์เสิ่นกุ้ยเฟยพระมารดาขององค์ชายห้าที่เคยอาศัยอยู่ในจวนแห่งนี้ก็พลันผุดขึ้นในห้วงโสตประสาท
นั่นตรงนั้น...องค์ชายห้าปรายตามองไปยังสถานที่หนึ่งในตำหนักหยางซิ่น
แล้วความทรงจำหนึ่งก็ปรากฏฉายซ้อนทับกับโลกแห่งความเป็จริง
องค์ชายห้ายังจำได้แม้แต่กระทั่งใต้ต้นกุ้ยฮวานั้นเคยมีชิงช้าและเสด็จแม่เป็ผู้โยกตัวเขาให้นั่งเล่นอย่างสนุกสนานตอนอายุได้ห้าหนาว
"ข้าก็กะเอาไว้แล้วเชียวว่าพอเสิ่นกั๋วกงผู้เป็เสด็จตาของข้าสิ้นบุญไป จะต้องมีวันนี้เข้าสักวัน... แต่ก็ไม่นึกว่าจะมาถึงรวดเร็วปานนี้"
ชายอ้วนพุงโรแสยะยิ้มกว้างจนหนวดจิ๋มกระดิกท่าทางยียวนกวนประสาทประหนึ่งแมลงวันตอมเศษอาหาร
"ท่านเองก็ทรงปราดเปรื่องและรู้ดีอยู่แก่ใจนี่พ่ะย่ะค่ะหาได้โง่เขลาไร้สมองเสียหน่อย"
เฉาฉงหลินเล่นลิ้นตอบกลับอย่างไม่เกรงกลัวอาญา
"ข้าจะเก็บข้าวของย้ายออกไปภายในสามวัน"
น้ำเสียงขององค์ชายห้าเรียบเฉยไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งอารมณ์โกรธแบบผิดสังเกต
"ระหว่างนี้...ก็รบกวนฝากไปบอกให้เสด็จพี่สามของข้า อดทนรอคอยไปก่อนก็แล้วกัน"
ปัง!
ชิงเฉิงกระทืบเท้าลงบนพื้นดินอย่างเหลืออด
"แต่... องค์ชายห้าขอรับ!กระทำเช่นนี้มันจงใจกลั่นแกล้งรังแกกันชัดๆ!"
บุรุษชุดคลุมสีดำเอ่ยแย้งเสียงแข็งแววตาดุดันจ้องเขม็งไปยังกลุ่มผู้บุกรุกราวกับจะฆ่าจะแกง
"จะจงใจกลั่นแกล้งหรือไม่...แต่หากมีพระราชโองการประทับตราหยกจากเสด็จพ่อลงมาเมื่อใดผู้ใดเล่าจะกล้ามีหัวไว้ขัดขืน"
องค์ชายห้าผินหน้าหนีไปอีกทาง
"ชิงเฉิง เ้าจงบอกบ่าวไพร่ให้รีบเก็บกวาดข้าวของเสียเถิด การดึงดันจะอยู่ต่อจะกลายเป็ขัดต่อราชโองการเสียเปล่าๆ"
ชายอ้วนหนวดจิ๋มประสานมืออวบอูมเข้าหากันยกขึ้นคารวะแบบลวกๆ ประหนึ่งคนกำลังปัดฝุ่นออกจากเสื้อคลุมเปื้อนโคลนอย่างขอไปที
"ถ้าเป็เช่นนั้นหม่อมฉันก็ไม่ขอรบกวนเวลาเก็บกวาดขององค์ชายแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
สิ้นคำประชดประชัน เฉาฉงหลินก็สะบัดชายเสื้อหมุนตัวเดินนำกลุ่มชายฉกรรจ์หน้าเหี้ยมออกจากตำหนักหยางซิ่นไปอย่างอาจหาญ
บรรยากาศในลานดินกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง
เจียงลี่หยูยืนกะพริบตากลมบล็อกปริบๆ สมองขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียวพอจะทำความเข้าใจสถานการณ์อันน่ารันทดนี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
'ก็เข้าใจอยู่หรอกนะว่าถูกบีบให้โดนไล่ที่...แต่ห่านต๊อกต๋อยตัวหนึ่งจะไปช่วยกอบกู้อะไรได้ล่ะ อีกอย่างก็ไม่รู้ว่าเ้าตัวคิดอะไรอยู่ ถึงได้ยอมอย่างง่ายดายขนาดนั้น'
สวบ... สวบ...
ตีนผังผืดสีส้มย่ำเตาะแตะเข้าไปใกล้ชายหนุ่มผู้มีสีหน้าอมทุกข์หัวกลมๆที่เต็มไปด้วยขนสีขาวฟูฟ่องถูไถเข้ากับขาขององค์ชายห้าอย่างแ่เบาและอ่อนโยนคล้ายจะช่วยปลอบประโลมเท่าที่สัตว์หน้าขนตัวหนึ่งจะทำได้
'ย้ายบ้านสินะ... ฉันเป็แค่ห่านต้องแพ็กกระเป๋าขนอะไรติดตัวไปบ้างเนี่ย'
เจียงลี่หยูรำพึงรำพันในใจอย่างตลกร้าย
'อย่างน้อยก็ต้องเอาฟางนุ่มๆ กองนั้นแหละสำหรับเอาไปปูนอนถ้าจะให้ดีก็ต้องหนีบรางน้ำไม้เก่าๆ ขึ้นเกวียนเอาไว้คอยจิบน้ำแก้คอแห้งระหว่างทาง'
ทว่าจู่ๆ ความคิดหนึ่งก็แล่นปราดเข้ามาชนกะโหลกศีรษะขนาดจิ๋วอย่างจัง
'เดี๋ยวนะ...แล้วอีตาองค์ชายห้าจะพาฝูงสัตว์อนาถาพวกนี้ขึ้นเกี้ยวไปด้วยไหมเนี่ยหรือว่าพอตกอับแล้วจะเทกระจาดปล่อยปละละเลยพวกเราตามยถากรรมให้กลายเป็สัตว์ป่ากันหมด!'
จะงอยปากแบนกว้างอ้าค้าง
'ถ้าเป็แบบนั้น... ฉันก็คงต้องเปลี่ยนสถานะจากห่านคุณหนูกลายเป็ห่านป่าเร่ร่อนสิ!'
ก้อนขนอวบอ้วนเดินส่ายก้นไปตามทางเดินหินแบบครุ่นคิดหนักความกังวลเื่ปากท้องในอนาคตทำให้ตีนผังผืดก้าวสะเปะสะปะเดินวนไปวนมา
พอรู้ตัวอีกทีเจียงลี่หยูก็มายืนอยู่ริมขอบบึงน้ำหลังจวนเสียแล้ว
วูบ...
เสียงมวลน้ำแหวกออกพร้อมกับแสงสว่างเจิดจ้าแยงตาแบบเฉียบพลันเล่นเอาเจียงลี่หยูหัวใจเต้นแรงจนเกือบจะทะลุออกจากอก
สตรีในร่างนกน้ำชะงักค้าง ั์ตาดำขลับเบิกกว้างเมื่อมองเห็นสิ่งมีชีวิตที่ดูคุ้นตาอยู่เบื้องหน้า
เ้าปลาคราฟที่เคยถูกถูไถด้วยจะงอยปาก จนเกล็ดหลุดลอกราวกับปลาช่อนเตรียมลงหม้อต้มบัดนี้เกล็ดสีทองของมันกลับงอกเงยเต็มตัวดังเดิม
ที่น่าใยิ่งกว่า คือมันไม่ได้ดำผุดดำว่ายอยู่ในน้ำทว่าร่างเรืองแสงนั้นกำลังลอยเท้งเต้งอยู่กลางอากาศราวกับโคมลอยในเทศกาลที่ถูกจุดจนพองลม!
เจียงลี่หยูเอียงลำคอยาวระหงไปทางซ้ายที ขวาทีจ้องมองปลาเหาะได้อย่างพิศวง
เ้าปลาคราฟเชิดหน้าขึ้นสูงริมฝีปากปลาพะงาบขึ้นลงด้วยท่าทีอวดเบ่งและยโสโอหังเสียยิ่งกว่าครั้งก่อนๆ
"ว่าอย่างไรเ้าขี้ข้าหน้าห่าน!ในที่สุดเ้าก็คิดตก อยากจะมาคอยรับใช้ข้าแล้วสินะ!"
อดีตพนักงานออฟฟิศหรี่ตาจนแทบจะเป็เส้นตรงจะงอยปากสีส้มขยับมุบมิบ
'เอาอีกแล้วนะ...เ้าปลานีออนสติไม่ดีนี่'
ร่างไร้เกล็ดเรืองแสงแหวกว่ายไปมากลางอากาศว่ายวนรอบหัวกลมๆ ของเจียงลี่หยูอยู่สองสามรอบท่วงท่าของมันพลิ้วไหวประหนึ่งว่ากำลังแหวกว่ายอยู่ในอ่างน้ำล่องหน
"น่าเสียดายนักที่ข้ายังคงตกอยู่ใน่พักฟื้นพลังตบะอ้อ! ไม่ต้องกังวลหรอก ข้าไม่ทวงอาหารเลิศรสในตอนนี้เพราะอย่างไรเสีย ร่างของข้าในตอนนี้กินอะไรเข้าไปมันก็ไม่แซ่บนัวเหมือนเมื่อก่อน"
เ้าปลาคราฟลอยตัวหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าจะงอยปากสีส้ม ก่อนจะเชิดริมฝีปากปลาขึ้นสูงอย่างหยิ่งยโส
"หากข้ามีพลังอำนาจเต็มเปี่ยมเฉกเช่นเมื่อร้อยปีก่อนข้าคงจะประทานพรวิเศษให้แก่เ้าไปแล้ว...ตัวเ้าเองก็หาได้กำเนิดจากพิธีบูชาสัตว์เทพอันศักดิ์สิทธิ์นี่...เป็เพียงสัตว์เดรัจฉานขนฟูหน้าโง่ตัวหนึ่งเท่านั้น แต่อย่างไรเสียข้าผู้มีเมตตาอันเปี่ยมล้น ก็จะยอมลดตัวรับเ้าเป็ทาสรับใช้ก็แล้วกัน!"
เจียงลี่หยูสะบัดหัวกลมๆ ไปมาสองสามที ั์ตาดำขลับจ้องมองสิ่งมีชีวิตตรงหน้าด้วยความสมเพชเวทนา
'สมองปลามันคงแหลกเหลวไหลปนออกไปกับโคลนตอนที่ฉันเอาจะงอยปากไถลากถูลู่ถูกังฝ่าพายุฝนคราวนั้นแน่ๆระบบตรรกะพังพินาศจนซ่อมไม่ได้แล้วสินะ'