ตอนที่ 3: หน้ากากคู่รักกลางงานเลี้ยงพ่อค้า
สามวันผันผ่านไปนับั้แ่วันแห่งการปะทะคารมอันดุเดือดในศาลาบรรพชน ตลอด่เวลาสามวันที่ผ่านมานี้ เรือนพักของซูชิงเหอกลับสงบเงียบผิดปกติ ราวกับพายุร้ายที่เพิ่งพัดผ่านไปได้ทิ้งไว้เพียงความอึมครึมและความหวาดระแวงในอากาศ ไม่มีผู้ใดในตระกูลกล้าเอ่ยถึงคำท้าทายหรือสาดคำสบประมาทใส่คู่บ่าวสาวคู่นี้อีกเลย แม้แต่บรรดาสาวใช้หรือบ่าวไพร่ที่เคยเชิดหน้าชูตาและแสดงท่าทีเหยียดหยามกู้หนานโจวอย่างออกนอกหน้า บัดนี้กลับพากันก้มหน้าหลบสายตาและทำความเคารพด้วยความยำเกรงทุกครั้งยามเดินสวนกัน—ข่าวลือเื่เขยไร้ค่าผู้กล้าหาญชาญชัยต่อกรกับอาสายสองต่อหน้าท่านปู่ประมุขใหญ่ ได้แพร่สะพัดไปทั่วทุกซอกมุมของเรือนใหญ่ยิ่งกว่าไฟลามทุ่งในฤดูแล้ง
ในขณะที่คนอื่นพากันคาดเดา กู้หนานโจวกลับใช้เวลาตลอดสามวันนั้นไปกับการเดินสำรวจทุกซอกทุกมุมของคฤหาสน์และเรือนพักอย่างเงียบเชียบ ราวกับยอดแม่ทัพกำลังตรวจตราภูมิประเทศบนแผนที่สนามรบก่อนเผชิญศึกใหญ่ เขาจดจำใบหน้าของบ่าวไพร่ทุกคน จดจำเส้นทางเข้าออกลับตาคน และจดจำแม้กระทั่งความสัมพันธ์โยงใยว่าใครเป็สุนัขรับใช้ของฝ่ายอาสายสองบ้าง
จนกระทั่งยามรุ่งสางของวันที่สี่ ซูชิงเหอก็เดินก้าวเข้ามาในห้องนอนพร้อมกับกล่องไม้ลงรักปิดทองประดับลวดลายวิจิตรบรรจงในมือ สีหน้าของนางเคร่งขรึมและเต็มไปด้วยความกังวลใจยิ่งกว่าทุกวัน
คืนนี้จะมีงานเลี้ยงประจำปีของสมาคมพ่อค้าแห่งเมืองหลวง ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ คฤหาสน์ตระกูลเฉิน นางเอ่ยพร้อมกับวางกล่องไม้ลงบนโต๊ะไม้จันทน์แล้วเปิดฝาออก เผยให้เห็นชุดอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีสีครามเข้มปักดิ้นเงินลวดลายเมฆมงคล บรรดาตระกูลพ่อค้าใหญ่น้อยทั่วทั้งเมืองหลวงต่างต้องไปร่วมงานเพื่อแสดงหน้าตา รวมถึงตระกูลซูของเราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน
แล้วเหตุใดสีหน้าของท่านหญิงจึงดูหนักใจถึงเพียงนี้ กู้หนานโจวถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พลางเอื้อมมือไปหยิบชุดอาภรณ์ขึ้นมาพิจารณาความประณีต
เพราะข่าวลือเื่ที่เราแยกห้องนอนกันคนละฝั่งได้แพร่สะพัดไปเข้าหูของบรรดาฮูหยินและภรรยาพ่อค้าทั่วทั้งเมืองหลวงแล้ว ซูชิงเหอถอนหายใจยาวออกมาแ่เบา คืนนี้ในงานเลี้ยงจะต้องมีสายตาหลายคู่คอยจับจ้องมองดูพวกเราทุกฝีก้าวอย่างแน่นอน หากพวกเราแสดงท่าทีหมางเมินหรือเ็าต่อกันแม้แต่น้อย ข่าวลือเ่าั้ก็จะกลายเป็ความจริงที่ถูกตอกย้ำในสายตาของคนนอก แล้วตระกูลซูของเราจะกลายเป็เื่ขบขันตลกโปกฮาในวงสังคมพ่อค้าไปอีกนานแสนนาน
ท่านหญิงจึง้าให้ข้าช่วยสวมบทบาทเป็สามีที่รักใคร่ภรรยาสุดหัวใจ เพื่อตบตาผู้คนสินะ เขาสรุปความ้าของนางด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก
ถูกต้อง... นางลังเลอยู่ชั่วอึดใจก่อนจะรีบเสริมขึ้นด้วยความระมัดระวัง แต่อย่าได้แสดงออกจนเกินงามนัก แค่จับมือถือแขนกันพอเป็พิธี สบตากันด้วยความอ่อนหวานบ้าง และเอ่ยคำพูดยกย่องกันเมื่อยามมีผู้คนไต่ถาม เพียงเท่านี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วที่จะทำให้พวกเขาเชื่อสนิทใจ
รับทราบขอรับ เขาสพยักหน้ารับคำสั่งอย่างจริงจัง ทว่าประกายในดวงตากลับพราวระยับราวกับกำลังสนุกสนานกับบทละครฉากใหญ่ที่กำลังจะเปิดฉากขึ้น
ยามพลบค่ำมาเยือน คฤหาสน์ตระกูลเฉินสว่างไสวเจิดจ้าด้วยแสงจากโคมไฟหลากสีนับร้อยดวง เสียงบรรเลงพิณและขลุ่ยขับกล่อมประสานไปกับเสียงพูดคุยหัวเราะรื่นเริงของผู้คนนับร้อยที่เดินขวักไขว่ กลิ่นอาหารเลิศรสคละคลุ้งผสมผสานไปกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงระยับของบรรดาคุณหนูและฮูหยินในชุดผ้าไหมหลากสีสันสดใส
ยามที่กู้หนานโจวก้าวเดินเข้าสู่ห้องโถงใหญ่พร้อมกับซูชิงเหอที่คล้องแขนเขาไว้ สายตาของบรรดาแเื่หลายสิบชีวิตก็พากันหันขวับมาจ้องมองเป็ตาเดียว พร้อมกับเสียงกระซิบกระซาบที่ดังเซ็งแซ่แทรกไปทั่วทุกมุมห้อง
นั่นอย่างไรเล่า... เขยไร้ค่าผู้เกาะชายผ้าซูชิงเหอกินแห่งตระกูลซู...
ได้ยินมาว่าแต่งงานร่วมเรือนกันมาครึ่งเดือนแล้ว แต่ยังคงแยกห้องนอนกันคนละฝั่งมิได้ร่วมเรียงเคียงหมอนเลยนะ...
น่าสงสารคุณหนูใหญ่ตระกูลซูยิ่งนัก ที่ต้องมาตกพุ่มหม้ายขันหมากรับเคราะห์กรรมร่วมกับสามีไร้น้ำยาเช่นนี้...
ซูชิงเหอกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับแขนเสื้อของกู้หนานโจวด้วยความอึดอัดและโกรธขึง ทว่าตัวเขากลับมิได้แสดงอาการสะทกสะท้านแม้แต่น้อย เขายกมืออีกข้างขึ้นตบหลังมือเรียวของนางเบาๆ อย่างอ่อนโยนและนุ่มนวล ก่อนจะโน้มตัวลงกระซิบข้างใบหูนางด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้คนรอบข้างได้ยินบางส่วน
อย่าได้ไปใส่ใจกับเสียงนกเสียงกาพวกนั้นเลยท่านหญิง คืนนี้ไม่ว่าผู้ใดจะมองมาอย่างไร ข้าผู้เป็สามีจะยืนอยู่ข้างกายท่านเสมอ
สิ้นเสียงกระซิบนั้น บรรดาสายตาและเสียงซูซิบที่เคยดังเซ็งแซ่รอบกายก็พลันเงียบเสียงลงทันที หลายคู่สายตาที่เคยเต็มไปด้วยความเหยียดหยามแปรเปลี่ยนเป็ความประหลาดใจแกมสงสัยในความสนิทสนมที่ดูผิดคาด
ณ บริเวณมุมหนึ่งของห้องโถงใหญ่ หญิงชราผู้สูงศักดิ์ในชุดผ้าไหมสีม่วงเข้มปักลายหงส์—ฮูหยินใหญ่ผู้เป็เ้าของคฤหาสน์ตระกูลเฉิน—กำลังก้าวเข้ามาใกล้ด้วยรอยยิ้มที่ดูเผินๆ เหมือนจะอบอุ่นเป็มิตร ทว่าแววตากลับซ่อนประกายการหยั่งเชิงไว้อย่างแเี
ข้าได้ยินข่าวลือหนาหูมามากมายนัก แต่วันนี้พอได้มาเห็นกับตาตนเองแล้ว ช่างแตกต่างจากสิ่งที่ผู้คนโจษจันกันลิบลับ ฮูหยินตระกูลเฉินเอ่ยขึ้นพลางจอดสายตาคมกริบพินิจพิเคราะห์กู้หนานโจวั้แ่หัวจรดเท้า หากว่าคู่บ่าวสาวรักใคร่กลมเกลียวกันดีเช่นนี้จริง ไฉนเลยจึงมีข่าวลือเื่การแยกห้องนอนเล็ดลอดแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงได้เล่า
คำถามนั้นพุ่งตรงราวดาบอาบยาพิษ ทว่ากู้หนานโจวกลับมิได้แสดงอาการตื่นตระหนก เขากลับหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างเป็ธรรมชาติ
ท่านผู้ใหญ่เฉินช่างเอ่ยถามได้ตรงใจข้ายิ่งนัก เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มจริงใจไร้พิรุธ ความจริงแล้วเื่มีอยู่ว่า ท่านหญิงชิงเหอของข้าเป็คนหลับยากยิ่งและมักตื่นตระหนกต่อเสียงรบกวนรอบข้างจนไม่ชินกับการมีใครมานอนร่วมเตียง ประกอบกับตัวข้าเพิ่งจะหายจากอาการป่วยเรื้อรัง ท่านหมอจึงสั่งกำชับให้แยกห้องพักผ่อนชั่วคราวเพื่อมิให้รบกวนการฟื้นฟูร่างกาย เป็เพียงเื่เล็กน้อยภายในครอบครัวผู้คนกลับนำไปแต่งเติมเสียจนกลายเป็ข่าวลือใหญ่โตไปได้
คำอธิบายนั้นฟังดูสมเหตุสมผลและราบรื่นไร้ช่องโหว่จนฮูหยินตระกูลเฉินต้องพยักหน้ารับด้วยความพอใจ ก่อนจะหันเหความสนใจไปทักทายแขกกลุ่มอื่นต่อ
เมื่อร่างของหญิงชราเดินลับตาไป ซูชิงเหอก็รีบหันมามองสามีหมาดๆ ของนางทันที พร้อมกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าระคนทึ่ง ท่านกล้ากุเื่โกหกคำโตออกมาหน้าตาเฉยเช่นนี้ได้อย่างไรกัน
คำโกหกที่แเีที่สุด ย่อมต้องมีเมล็ดพันธุ์แห่งความจริงซ่อนอยู่ภายในครึ่งหนึ่งเสมอ กู้หนานโจวกระซิบตอบด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ ท่านหญิงนอนหลับยากจริงหรือไม่ขหายย่อมไม่รู้แน่ชัด แต่ร่างกายของข้าที่เพิ่งฟื้นไข้และ้าการพักผ่อนอย่างสงบ นั่นคือความจริงแท้แน่นอน ข้าไม่ได้กล่าวคำเท็จเลยแม้แต่ครึ่งคำ
งานเลี้ยงดำเนินล่วงเลยไปท่ามกลางบรรยากาศการเจรจาธุรกิจและการประจบสอพลอที่ซ่อนเร้นอยู่เื้ัรอยยิ้ม กู้หนานโจวกวาดสายตาสำรวจรอบห้องและสังเกตเห็นว่าบรรดาพ่อค้าตระกูลใหญ่ต่างจับกลุ่มกระซิบกระซาบกันเป็วง ราวกับกำลังวางหมากบนกระดานเพื่อรอจังหวะเข้าจู่โจมฝ่ายตรงข้าม
ทว่าความเงียบสงบชั่วครู่ก็ถูกทำลายลง เมื่อสตรีสาวโฉมสะคราญในชุดอาภรณ์ผ้าไหมสีแดงสดเพริศแพร้ว ก้าวเข้ามาขวางหน้าพร้อมรอยยิ้มเยาะเย้ยถากถาง
คุณหนูใหญ่ซูชิงเหอ นางเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงหวานเลี่ยนบาดหู ทว่าสายตากลับกวาดมองด้วยความดูแคลน ไม่คิดเลยว่าวันนี้เ้าจะกล้าโผล่หน้ามาร่วมงานสังคมใหญ่โตเช่นนี้ ข้านึกว่าเ้าจะอับอายขายขี้หน้าจนต้องขังตัวเองไว้ในเรือนเสียอีก หลังจากที่ต้องไปรับเอาบุรุษไร้หัวนอนปลายเท้าผู้ไม่มีสมบัติผู้ดีติดตัวแม้แต่แดงเดียวมาเป็สามี
สีหน้าของซูชิงเหอเปลี่ยนสีไปวูบหนึ่งด้วยความโกรธกรุ่น ทว่านางยังคงพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ไว้ตามคำเตือน
กู้หนานโจวก้าวเท้าออกมายืนบังหน้าภรรยาไว้ครึ่งก้าวอย่างเป็ธรรมชาติ รังสีความเยือกเย็นแผ่ออกมาจากร่างของเขาจนสตรีผู้นั้นต้องชะงัก
ดูท่าทางท่านหญิงท่านนี้ คงยังไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงสินะ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพนุ่มนวลทว่าเฉียบคมดุจใบมีด สมบัติผู้ดีที่แท้จริงของมนุษย์เรามิได้วัดกันที่ตระกูลกำเนิดหรือกองเงินกองทองที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้ หากแต่วัดกันที่กิริยาวาจาและความเคารพต่อผู้อื่น เมื่อครู่ท่านหญิงเพิ่งจะเอ่ยคำดูิ่เหยียดหยามเ้าภาพผู้จัดงานด้วยการมาเที่ยวประกาศประจานแขกผู้มาร่วมงานในบ้านของเขาเองเช่นนี้ ข้าเกรงว่าคำว่าสมบัติผู้ดีคงจะอยู่ห่างไกลจากตัวท่านยิ่งกว่าความยากจนของข้าเสียอีกกระมัง
เสียงฮือฮาและเสียงกระซิบดังระงมไปทั่วบริเวณรอบวง สตรีชุดแดงหน้าซีดเผือดลงทันทีจนแทบไม่มีสีเื นางอ้าปากพะงาบๆ จะเอ่ยคำโต้เถียงกลับ ทว่ากลับไม่มีถ้อยคำใดหลุดรอดออกมาจากลำคอได้เลย เพราะสิ่งที่กู้หนานโจวพูดนั้นล้วนเป็ความจริงที่ไม่มีผู้ใดกล้าปฏิเสธ
นางกัดริมฝีปากแน่นด้วยความแค้นเคือง ก่อนจะสะบัดหน้าหนีเดินหายฝูงชนไปท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะเบาๆ ของผู้คนที่ยืนดูเหตุการณ์
ทว่าเื่ราวยังไม่สงบลงเพียงเท่านั้น เสียงหัวเราะคิกคักดังแทรกขึ้นมาจากกลุ่มฮูหยินวัยกลางคนกลุ่มหนึ่งที่ยืนจ้องเหตุการณ์อยู่ไม่ไกล ภรรยาพ่อค้าผ้าไหมตระกูลหวัง ผู้มีชื่อเสียงเื่ความปากกล้าและชอบสอดรู้สอดเห็นเป็ที่สุด ก้าวออกมาพร้อมรอยยิ้มเ้าเล่ห์
อุ๊ยตายวายป่วง ไม่นึกเลยว่าเขยตระกูลซูจะกล้าหาญปกป้องภรรยาได้ถึงเพียงนี้ เห็นทีข่าวลือเื่แยกห้องนอนคงจะเป็เื่เท็จจริงๆ เสียแล้วกระมัง นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงยียวน ในเมื่อความรักความหลงมีมากถึงเพียงนี้ไหนเลยพวกเราจึงไม่ได้เห็นท่านป้อนสุรามงคลให้ภรรยาด้วยมือตนเองสักจอกเล่า จะได้ช่วยกันเป็พยานยืนยันให้หายข้องใจกันไปเสียที
เสียงเชียร์แกมยุยงดังขึ้นจากผู้คนรอบข้าง หลายสายตาที่เคยดูแคลนเปลี่ยนเป็ความอยากรู้อยากเห็นยิ่งกว่าเดิม
ซูชิงเหอชะงักงัน ใบหน้าขาวเนียนร้อนผ่าวขึ้นมาในทันทีด้วยความกระดากอาย นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่นางเคยเตรียมรับมือไว้เลยแม้แต่น้อย
กู้หนานโจวกลับนิ่งสงบ เขายื่นมือไปหยิบกาบรรจุสุราจากถาดของบ่าวรับผ่านที่เดินผ่านมา รินสุราสีอำพันใสลงในจอกหยกใบเล็กอย่างคล่องแคล่ว แล้วจึงยื่นจอกนั้นเข้าไปใกล้ริมฝีปากของซูชิงเหอด้วยรอยยิ้มละมุน
เชิญท่านหญิงดื่มสุรามงคลจอกนี้เถิด น้ำเสียงนุ่มนวลทุ้มต่ำของเขากลับทรงพลังจนดึงดูดสายตาทุกคู่ให้พากันจับจ้อง
ซูชิงเหอนิ่งอ้างว้างอยู่ชั่วลมหายใจ นางช้อนสายตาขึ้นสบตากับเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเอนกายเข้าจิบสุราจากจอกในมือของเขาอย่างช้าๆ ใบหน้าของทั้งสองใกล้ชิดกันจนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกัน ใกล้พอที่จะได้ยินเสียงจังหวะหัวใจของอีกฝ่ายเต้นระรัวในอก
เสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องชื่นชมดังเกรียวกราวขึ้นรอบบริเวณ ฮูหยินตระกูลหวังพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เออหนอก็สมกันดีนี่นา เช่นนั้นข่าวลือเ่าั้ก็คงเป็เพียงเื่เข้าใจผิดกันไปเองจริงๆ
เมื่อฝูงชนเริ่มเบนความสนใจกลับไปสู่การสังสรรค์ ซูชิงเหอก็ก้าวถอยห่างออกมาเล็กน้อย มือเรียวยังสั่นระริกด้วยความตื่นเต้นแปลกประหลาดที่นางไม่เคยประสบมาก่อนในชีวิต
ท่าน... นางกระซิบเสียงเบาหวิวโดยไม่รู้ว่าจะกล่าวสิ่งใดกับเขาดี
ข้าเพียงแค่เล่นละครตบตาผู้คนให้แเีตามที่ท่านหญิงบัญชาไว้เท่านั้น กู้หนานโจวตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าหากสังเกตให้ดี ปลายหูทั้งสองข้างของเขากลับแดงก่ำขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ซูชิงเหอยืนนิ่งจ้องมองสามีของนางด้วยความรู้สึกที่สับสนระคนซาบซึ้งใจอย่างประหลาด ใน่ชีวิตที่ผ่านมาของนาง ไม่มีบุรุษคนใดเคยยืนหยัดปกป้องนางจากคำครหาของผู้คนเช่นนี้มาก่อน แม้แต่วิญญูชนหรือบิดาในยามที่ยังแข็งแรงก็ไม่เคยทำเพื่อนางได้ถึงเพียงนี้
ท่านไม่ต้องลำบากปกป้องข้าถึงเพียงนั้นหรอก นางเอ่ยขึ้นเบาๆ ยามที่ทั้งคู่ปลีกตัวออกมาเดินรับลมที่ระเบียงด้านนอกซึ่งเงียบสงบ ข้าเผชิญหน้ากับคำสบประมาทและความริษยาเหล่านี้มาจนชินชาจนแทบไม่รู้สึกเ็ปอันใดอีกแล้ว
ความชินชากับความเ็ป หาใช่สิ่งเดียวกับการไม่รู้สึกเ็ปไม่ กู้หนานโจวทอดสายตาทอดมองออกไปยังสวนหย่อมที่ประดับด้วยโคมไฟระยิบระยับ ท่านหญิงเพียงแค่ซ่อนรอยแผลเ่าั้ไว้ลึกจนแม้แต่ตัวท่านเองก็ยังหลงคิดว่ามันหายไปแล้วต่างหาก
ซูชิงเหอนิ่งอึ้งไป สายลมยามราตรีพัดโชยกลีบดอกไม้ร่วงหล่นผ่านกาย
ั้แ่อายุสิบสองปี ในวันที่ท่านพ่อเริ่มล้มป่วยลงครั้งแรก นางเอ่ยเล่าออกมาด้วยน้ำเสียงแ่เบาราวกับกำลังรำพึงกับตนเอง ข้าก็ต้องเรียนรู้บัญชีการค้า เรียนรู้การเจรจาต่อรอง และเรียนรู้ที่จะอ่านใจคนเ้าเล่ห์นับร้อย เพราะในโลกของพ่อค้าวาณิชไม่มีผู้ใดเชื่อมั่นว่าสตรีจะสามารถคุมกิจการใหญ่โตได้ดีเท่าบุรุษ ข้าจึงต้องพิสูจน์ตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า หนักหนาสาหัสยิ่งกว่าที่บุรุษคนใดในตระกูลเคยทำมาเสียอีก
และในที่สุด ท่านหญิงก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นประจักษ์แล้วมิใช่หรือ กู้หนานโจวหันมามองนางด้วยแววตาจริงจัง
พิสูจน์แล้วได้สิ่งใดเล่า นางหัวเราะเยาะตนเองเบาๆ แฝงความขมขื่นร้าวราน ท้ายที่สุดข้าก็ยังต้องใช้หนทางแต่งงานกับเขยไร้ค่าเพื่อรักษาอำนาจของตนเองไว้ นี่หรือคือความสำเร็จที่ข้าควรภูมิใจ
ท่านหญิงเลือกข้าเข้ามา หาใช่เพราะข้าไร้ค่าไม่ กู้หนานโจวเอ่ยแย้งด้วยน้ำเสียงกังวานลึกล้ำ ทว่าเพราะท่านหญิงฉลาดพอที่จะมองออกว่า หากเลือกแต่งงานกับคุณชายจากตระกูลใหญ่โต บุรุษผู้นั้นย่อมกลายเป็ภัยคุกคามและพยายามฮุบอำนาจของท่านหญิงในภายหลัง ท่านหญิงยอมเอาชื่อเสียงของตนเองเข้าแลกเพื่อความปลอดภัยของตระกูลสายตรง นั่นไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือกลยุทธ์ที่เฉียบแหลมยิ่งนัก
ซูชิงเหอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยความตื่นตะลึง ราวกับว่าชายหนุ่มผู้นี้สามารถมองทะลุปรุโปร่งเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจที่นางไม่เคยเปิดเผยให้ผู้ใดล่วงรู้มาก่อน
เพียงแต่... มุมปากของเขายยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ท่านหญิงคงไม่คาดคิดว่าเขยที่ท่านเลือกมาเพื่อเป็หมากบังหน้า จะกลับกลายเป็ผู้พลิกกระดานเกมทั้งหมดเช่นนี้
เสียงดนตรีบรรเลงแ่เบาลอยมาตามสายลมราตรี ในค่ำคืนนี้ กำแพงความเ็าที่ซูชิงเหอก่อขึ้นเพื่อปกป้องตนเองมาตลอดหลายปี ค่อยๆ พังทลายลงทีละน้อย
รุ่งเช้าวันถัดมา ทันทีที่กู้หนานโจวและซูชิงเหอกลับมาถึงเรือน สาวใช้คนสนิทของนางก็รีบวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาด้วยความร้อนรน
ท่านหญิง! เมื่อคืนขณะที่ท่านไม่อยู่ไปร่วมงานเลี้ยง ข้าเห็นบ่าวรับใช้คนสนิทของอาสายสองแอบลักลอบขนย้ายกล่องไม้ปริศนาจำนวนหลายใบออกจากเรือนพักด้านหลังไปอย่างเงียบเชียบในยามวิกาล ข้าน้อยไม่รู้ว่าภายในบรรจุสิ่งใด แต่ท่าทางลุกลนมีพิรุธยิ่งนักเ้าค่ะ
ซูชิงเหอหันไปสบตากับกู้หนานโจวทันที
กำหนดเวลาสามวันที่ท่านปู่สั่งให้ส่งรายงานบัญชี ใกล้จะหมดเขตลงแล้ว ซูชิงเหอกระซิบด้วยความตื่นเต้นระคนกังวล
กู้หนานโจวกดสายตามองไปยังทิศทางของเรือนพักด้านหลังที่สาวใช้ชี้ ั์ตาทอประกายคมกริบราวกับมองเห็นหมากตานสำคัญกำลังขยับบนกระดาน
ท่านคิดว่าในกล่องเ่าั้คือสิ่งใด ซูชิงเหอเอ่ยถามเสียงเบา
อาจจะเป็บัญชีลับที่อาสายสอง้าซ่อนเร้นให้พ้นจากสายตาของท่านปู่ หรืออาจเป็ทรัพย์สินมีค่าที่พวกมันรีบขนย้ายหนีความผิด เขากล่าวตอบอย่างใจเย็น ทว่าไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็อะไร การลักลอบขนย้ายสิ่งของในยามวิกาลก่อนกำหนดส่งรายงานย่อมบ่งบอกถึงความผิดปกติอย่างแน่นอน
เช่นนั้นเราควรจะรีบนำเื่นี้ไปรายงานให้ท่านปู่ทราบทันทีดีหรือไม่
ยังไม่ใช่เวลาอันควร เขาส่ายหน้าช้าๆ หากเรารีบร้อนแจ้งเื่นี้โดยไม่มีหลักฐานมัดตัว อาสายสองย่อมมีข้ออแก้ตัวและพลิกลิ้นได้เสมอ อีกทั้งยังเป็การเตือนให้พวกมันระวังตัวและทำลายหลักฐานที่เหลือทิ้งเสีย ปล่อยให้พวกมันเดินหมากตาต่อไปอีกนิดเถิด จนกว่าจะถึงเวลาที่พวกมันเผลอเรอและทิ้งร่องรอยไว้จนดิ้นไม่หลุด
ซูชิงเหอนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่เพื่อขบคิดตามเหตุผล ก่อนจะพยักหน้ายอมรับอย่างจำนน แม้ในใจจะเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่นต่อเกมการเมืองในครอบครัวที่นับวันยิ่งทวีความดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ
ดูท่าทางว่าอาสายสองกำลังจะร้อนรนจนต้องรีบเดินหมากตาผิดพลาดเสียแล้วสิ กู้หนานโจวพึมพำกับตนเองเบาๆ สายตายังคงทอดมองไปยังเรือนพักด้านหลังด้วยรอยยิ้มลึกลับ คงต้องรอดูว่า... พวกมันจะมีความสามารถพอให้ข้าได้สนุกด้วยอีกสักกี่น้ำ