“มันบอกว่ามันจำไม่ได้?”หมื่นไวหงุดหงิด
“อีว่าอย่างนั้นเ้าข้า”จีนตงพูดคำไทยสำเนียงจีนชัดถ้อยชัดคำ
“แล้วเอ็งว่ามันเป็คนที่ไหน”
“พูดสำเนียงคนเมืองหลวงไม่พูดสำเนียงเดียวกับพวกเราถ้าข้าน้อยไม่รู้สำเนียงคนเมืองหลวงก็คงคุยกับอีไม่ได้ความ”
“เชื่อแม่งก็ควายแล้ว”
จีนตงหน้าเจื่อน
“กูหมายความว่าถ้าเชื่อว่ามันจำอะไรไม่ได้จริงๆ ก็ควายแล้ว” หมื่นไวตวาดลั่น
“ข้าน้อยก็พูดอย่างที่เขาว่ามา”
“แล้วเจรจากับมันคิดว่ามันเป็คนเยี่ยงไร”
“หลักแหลม”แต่เอ่ยแล้วจีนตงก็ทำท่าเหมือนเอ่ยคำพูดผิดไป “จ้าวปิ่งพูดน้อยมากมันไม่เหมือนคนจากบ้านมาไกลแล้วเจอคนจีนด้วยกัน อีทำตัวเหมือน...”จีนตงทำท่าเหมือนนึกคำพูด “น้ำนิ่งไหลลึก อะไรอย่างนั้น แต่ข้าน้อยมองหน้าอีแล้วอีไม่ใช่คนโง่ ไม่ใช่คนบ้า อีน่าจะเป็คนหลักแหลม”
.
..
...
“เอ็งจะไปไหน” บุญรอดพูดเสียงขึงขัง
“พ่อ” เพียงหันไปมองบิดา“ฉันไปที่ไหนฉันต้องบอกพ่อทุกอย่างเหรอ”
“มึงจะไปหาจ้าวปิ่ง”ผู้เฒ่าเอ่ยอย่างรู้ทัน
“ก็ฉันจะไปดูเขาแล้วมันทำไมล่ะพ่อ”เพียงพูดอย่างหงุดหงิด “ก็พี่เขาอยู่ตัวคนเดียว ข้าวปลาอาหารกินหรือยังก็ไม่รู้”
“ห่วงมันอดข้าวหรือกลัวมันกินกบ*ของคนอื่นกันแน่วะ”
(กบในสมัยโบราณนั้นเอาไว้ใช้เปรียบเทียบกับอวัยวะเพศหญิง สาเหตุที่เทียบกันสาเหตุหนึ่งอาจจะมาจากศาสนาผีในท้องที่นี้ที่เชื่อว่ากบเป็สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ทำให้ฝนตกงอกงาม เหมือนมดลูกของผู้หญิงที่ให้กำเนิดคน)
เพียงหน้าแดงก่ำ ทั้งโกรธทั้งอาย“คิดอะไรของพ่อน่ะ”
“กูรู้ ว่ามึงคิดอะไรกับมัน แต่เพียง”ผู้เฒ่าเงียบไปชั่วขณะ “กูไม่อยากเห็นมึงน้ำตาเช็ดหัวเข่า เขาไม่ใช่คนที่นี่เขาไม่อยู่ที่นี่นานนักหรอก”
ปากเพียงยื่นอย่างคนที่ถูกขัดใจ
แม่ของเพียงเห็นลูกสาวที่อยู่ในวัยกำดัดตัวเธอเองเคยเป็เด็กสาวมาก่อนทำไมจะไม่รู้ใจลูกสาว“เอ็งคิดอยากเอามันเป็ผัวใช่ไหม”
เพียงพูดอะไรไม่ออก “ก็พี่เขาเป็คนดีพี่เขามีอะไรไม่ดีหรือ ถ้าพี่เขาอยู่ที่นี่ ต่อไปใครจะมาทำอะไรพวกเราได้อีก”
บุญรอดส่ายหัวไปมาแรงๆ “กูบอกมึงแล้วเขาไม่อยู่ที่นี่นานหรอก คนแบบนั้นเขาจะมาจมปลักอะไรอยู่หมู่บ้านเล็กๆ ของเรานานมึงยังโง่เชื่ออีกหรือ มึงคิดหรือว่าแค่กบของมึงจะให้เขาอยู่ที่นี่ได้หัดเจียมกะลาหัวมึงซะบ้าง”
“พี่...”เมียเฒ่าสงสารลูกสาวที่ถูกผัวตัวเองด่าเสียแรงแต่คำพูดของคนเป็พ่อนั้นไม่มีอะไรผิดสักคำ
ส่วนอีเพียงวิ่งออกไปจากเรือนแล้ว
“ทำไมเป็คนพูดไม่รู้ฟังอย่างนี้”แม่ของเพียงลุกขึ้น ทำท่าจะตามลูกสาว
“ไม่ต้องไปตามมัน”
“ถ้าเกิดพลาดท่าเสียทีท้องไส้ขึ้นมาล่ะพี่”
เฒ่าบุญรอดถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ก็แล้วแต่เวรแต่กรรมก็แล้วกันหรือมึงมีปัญญาไปจับอีตัวดีนี่มัดไว้ทั้งวันได้”
สองเท้าหญิงสาวก้าวเดินเร็วๆใต้แสงจันทร์ หญิงสาวหลงรักชายคนนั้นความกล้าหาญของจ้าวปิ่งในวันนั้นติดตรึงในความทรงจำไม่เคยลืมเลือน ยิ่งรอยยิ้มที่เขายิ้มมาให้นั้นทำให้หัวใจของเพียงโบยบินไปหาเขาจนหมดทั้งหัวใจความจริงเพียงรู้ดีว่าเพียงหลงรักจ้าวปิ่งั้แ่วันที่เห็นจ้าวปิ่งขึ้นมาจากทะเลแล้ว
เพียงไม่เคยเห็นใครสวยเท่านี้มาก่อนผิวของจ้าวปิ่งนั้น หากจะบอกว่าขาวเหมือนหยวกกล้วยก็ดูเหมือนจะดูิ่จ้าวปิ่งไปซะด้วยซ้ำปากแดงชุ่มชื้นใต้จมูกของเขานั้นเพียงนึกถึงยามใดมันก็อยากลิ้มชิมรสกลีบปากนั้นเหลือเกิน
มันโกรธพ่อตัวเองที่พูดให้มันเสียใจแต่คำพูดร้ายๆ ของพ่อไม่อาจทำให้มันหยุดที่จะไปหาผู้ชายที่มันรักได้ยิ่งพ่อมันด่ามันมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งวิ่งไปหาจ้าวปิ่งเท่านั้นจ้าวปิ่งพูดภาษาเดียวกับมันไม่รู้เื่แล้วอย่างไรมันไม่สนใจหรอกว่าจ้าวปิ่งจะเอ่ยคำใดออกมา มันแค่อยากมองหน้าจ้าวปิ่งให้นานๆเท่านั้น ให้มันนั่งมองหน้าของจ้าวปิ่งทั้งวันมันก็ทำได้
ถ้าต่อไปอนาคตข้างหน้าพี่จ้าวปิ่งไม่อยู่ที่นี่แล้วอย่างไร มันจะตามพี่จ้าวปิ่งไปทุกที่พี่จ้าวปิ่งจะกลับเมืองจีนอีเพียงก็จะตามไป พี่จ้าวปิ่งจะดำน้ำลุยไฟไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำที่ไหน อีเพียงก็จะตามไปทุกที่
แล้วก็มาถึงเรือนที่ให้พี่จ้าวปิ่งอยู่เรือนนี้เป็กระท่อมหลังเล็กที่ชาวบ้านช่วยกันทำให้พี่จ้าวปิ่งอยู่ไปก่อน หลังจากวันที่พี่จ้าวปิ่งปราบโจรอีเพียงเห็นแค่หลังคามุงจากของเรือนพี่จ้าวปิ่ง หัวใจของอีเพียงก็สั่นเทิ้มแล้ว
มันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เร่งฝีเท้าก้าวเข้าไป แต่ขณะนั้นเองมันก็ได้ยินเสียงเหมือนคนหายใจถี่...ไม่เสียงเดียว แต่เป็เสียงของคนสองคน
มุมปากที่เคยยกยิ้มก็หุบลงตาเบิกโพลงขึ้นทันที คราวนี้อีเพียงค่อยๆ สืบเท้าเข้าไปแล้วกลั้นหายใจฟังเสียงประหลาดนั้น ยิ่งฟังยิ่งแน่ใจว่าเสียงนั้นเป็เสียงหอบหายใจของคนแน่นอน เสียงหนึ่งเป็เสียงของผู้ชายอีกเสียงหนึ่งเป็เสียงของผู้หญิง
เพียงแนบใบหน้าเข้าไป มองผ่านฝาขัดแตะที่แม้เพิ่งจะทำขึ้นมาใหม่แต่ก็มีช่องให้มองลอดผ่านเข้าไปได้ แล้วมันก็เห็นฉากบาดตาบาดใจเมื่อเห็นเงาร่างสีขาวนวลเนียนของพี่จ้าวปิ่งโขยกขึ้นๆ ลงๆอยู่บนร่างผู้หญิงที่นอนอยู่ข้างล่าง
ในชั่วแวบนั้นความโกรธของอีเพียงก็บังเกิดขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนหัวใจของมันเหมือนถูกบดขยี้มันไม่รู้หรอกว่าผู้หญิงที่อยู่ใต้ร่างพี่จ้าวปิ่งนั่นมันคือใคร ถึงมันยังเด็กแต่มันก็รู้ดีว่าที่สองคนนั้นกำลังทำมันคืออะไรอีเพียงที่ทนดูต่อไปไม่ได้ก็สะบัดหน้าแล้ววิ่งหนีออกไปพร้อมน้ำตาแห่งความผิดหวังที่ไหลท่วมคลองดวงตา
พอจ้าวปิ่งปลดปล่อยกระแสแห่งความกำหนัดออกไปแล้วสตรีที่อยู่เบื้องล่างก็ครวญครางออกมาอย่างพึงพอใจ นางดึงเขาเข้าไปหาชายหนุ่มปล่อยให้ร่างของตัวเองล่องไปตามกระแสแห่งความปรารถนาของหญิงสาวเขาผวาเข้าไปหานาง สองหนุ่มสาวแลกรสจูบกันและกัน ทั้งเรียวแขนเรียวขาของฝ่ายหญิงกอดรัดร่างเพรียวของชายหนุ่มรูปงามไว้แน่น ปานประหนึ่งอยากจะกลืนกินเขาทั้งเป็
เพลิงสวาทมอดไปแล้วแต่คนทั้งคู่ก็ยังกอดกันแน่น อีสายังคงกอดร่างจ้าวปิ่งไว้แน่นปากมันยังคงดูดลิ้นของชายผู้ได้หัวใจและร่างกายของมันไว้ไม่ปล่อยตัวมันเองสมสวาทแล้ว แต่มันยังคงดูดเอาๆประหนึ่งว่าชาตินี้มันจะไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสนี้อีก
สักพัก อีสาก็คลายปากนั้นมันยังคงกอดชายรูปงามไว้แน่น สองมือมันประคองสองแก้มนั้นแนบปลายจมูกมันกับปลายจมูกงามของเขา แล้วมันก็ยิ้มกว้าง พร้อมกับหัวเราะคิกคัก
“สุข”
“???” เ้าปิ่ง
“ฉันเป็สุข” อีสามองหน้างามนั้นอย่างอิ่มอกอิ่มใจขนาดของชายที่มันรักที่สอดเข้ามาในกายก็เต็มอิ่มเช่นกัน “รู้จักไหม ความสุขน่ะ”
ชายหนุ่มไม่ตอบจ้าวปิ่งเข้าใจว่าสิ่งที่หญิงสาวจะสื่อถึงเขานั้นคืออะไร แต่ถึงเวลานี้เขาก็คิดว่าความรู้สึกชั่วประเดี๋ยวประด๋าวที่เขาเพิ่งได้รู้สึกเป็ครั้งแรกของชีวิตนั้นมันก็เพียงแค่ลมที่พัดมาแล้วก็ผ่านไป
อีสาไม่คิดจะซักถามอะไรกับผู้ชายคนนี้อีกมือมันลูบไล้ัักายแกร่งที่เพรียวงามนั้นไม่หยุดผิวของผู้ชายคนนี้ยิ่งลูบก็ยิ่งเพลินมือ ทั้งนุ่มนิ่มทั้งลื่นเนียนจับแล้วมีความสุขเหลือเกิน
“ทำไมไม่มาให้เร็วกว่านี้” อีสาเอ่ยถาม“ทำไมท่านไม่มาให้เร็วกว่านี้เล่า”
“...” จ้าวปิ่ง
แล้วน้ำตาของอีสาก็ไหลออกมาอีกครั้งพ่อผู้เป็ญาติคนเดียวในชีวิตของมันไม่อยู่บนโลกหล้านี้แล้วมือของมันจากที่ลูบไล้กายงามนั้นก็เปลี่ยนเป็จิกเล็บเข้าไปในแผ่นเนื้อเสียงสะอึกสะอื้นของอีสาก็แทรกอยู่ในร่างที่แนบติดกัน
ถ้าจ้าวปิ่งมาเร็วกว่านี้อีกหน่อยพ่อก็ไม่ตาย ทำไมต้องเป็พ่อด้วย ทำไมต้องเป็กูด้วย ทำไมเขาไม่มาเร็วกว่านี้ล่ะทำไม? – คำถามที่ไร้ประโยชน์ที่แล่นพล่านอยู่ในห้วงคำนึงของอีสา
แล้วผู้โฉมยงนั้นก็เคลื่อนร่างอยู่บนตัวอีสาอีกครั้ง
เสียงสะอึกสะอื้นยังคงแว่วอยู่เป็เสียงสะอื้นที่ทั้งเสียใจและซ่านสวาท อีสาทั้งครางทั้งร้องไห้ในคราวเดียวมันขบกลีบปกตัวเองจนลิ้นรับรู้หยดเื แล้วมันก็ร้องเสียงดัง
“ทำไมไม่มาให้เร็วกว่านี้”
“ข้าน้อยเกลียดท่าน”
“เกลียดท่าน”
“ข้าน้อยรักท่าน”
“รักท่าน”
“รัก”
“แล้วทำไมเป็กูล่ะ...ทำไม”
ร่างชายหนุ่มเคลื่อนไปตามจังหวะแห่งสัญชาตญาณมนุษย์ความรู้สึกวาบๆ หวิวๆยามที่ส่วนนั้นของตนเองเคลื่อนเข้าออกในกายผู้หญิงมันก็มอบความเพลิดเพลินให้เขาอยู่บ้างแต่ประหลาด ยิ่งทำเท่าไหร่ ฉากที่ปากแม่น้ำถานเจียงเมื่อครั้งสุดท้ายที่เขายังเป็ปุถุชนอยู่ก็วาบเข้ามาในห้วงความคิดราวกับย้อนอดีตไปเมื่อวันนั้น
ผืนธงโบกสะบัดทั้งแพทั้งเรือนับหมื่นพัน ความเครียด ความหิว ความสิ้นหวังภาพการต่อสู้ที่เขาไม่เคยเข้าใจว่าจะต่อสู้ไปเพื่อเหตุอันใดก็ฉายเข้ามาในห้วงความคิด
“ค้ำแผ่นดินหนานซ่ง”
“ปกป้องฝ่าา สละชีพเพื่อแผ่นดิน”
ผืนน้ำกลายเป็สีแดงเืศพคนกลายเป็สิ่งดารดาษ คาวเือันโสโครกเป็สิ่งหาได้ง่ายกว่าน้ำใสชีวิตผู้คนมลายหายไปกับกระแสธารแห่งกาลเวลา กี่หมื่นกี่แสนและสักกี่คนกันหนอที่ต้องอาดูรเพราะต้องสูญเสียผู้คนอันเป็ที่รัก
แล้วไฉนเป็ข้าล่ะ? –ชายหนุ่มคิดในขณะที่เคลื่อนร่างไม่หยุดความวาบหวิวอันเกิดจากกามารมณ์ไม่สามารถหยุดยั้งสิ่งที่จ้าวปิ่งสงสัยและดูเหมือนว่าความรื่นรมย์ที่ได้มาจากเพศรสนั้นก็คล้ายจะกระตุ้นความไม่เข้าใจต่อชะตาชีวิตตัวเองของสองหนุ่มสาวยิ่งขึ้นไปกว่าเดิมอีก
สุ้มเสียงแห่งรสสวาทก็แว่วคลอไปอย่างนั้นจนดึกดื่นในคืนนั้นก็มีผู้หญิงอีกหลายคน ที่เจ็บใจและเสียใจว่าสิ่งที่ตัวเองหมายปองไว้นั้นถูกอีสาจับจองเอาไว้แล้วตัวอีสาเองมันได้สมสวาท ความปรารถนาของมันถูกเติมเต็มอย่างอิ่มอร่อย ความโศกเศร้าอาดูรก็ถูกปลดเปลื้องออกไปบ้างมันเข้าสู่ห้วงนิทราทั้งที่จ้าวปิ่งยังเข้าๆ ออกๆ ในกายมัน
แต่มันไม่รู้เลยว่าหลังจากชายหนุ่มได้ลิ้มลองรสสวาทครั้งแรกในชีวิตของเขาแล้วจิตใจของเขากลับจมดิ่งสู่ความโศกเศร้าภาพจำในอดีตเมื่อครั้งเขายังเป็เพียงมนุษย์ธรรมดาย้อนกลับมาอีกครั้งจ้าวปิ่งรู้สึกคล้ายดั่งว่าตัวเองนั้นกระโจนลงสู่ผืนน้ำครั้งแล้วครั้งเล่าผืนน้ำที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเืและความคลั่งแค้น
จ้าวปิ่งนอนไม่หลับกระทั่งรุ่งสางเขานั่งเหม่อลอยมองจันทร์เพ็ญอย่างเดียวดาย