ตอนที่ 7: พี่ม่อนน้องมีน
“นาย…………” เรายังไม่ทันได้พูดอะไร นายนั่นก็รีบจูงมือเราออกมาจากพี่ส้มโอ และเดินออกมาจากสนามบาสอย่างรวดเร็ว
“จะรีบไปไหนเนี้ยพอได้แล้ว พี่ส้มโอเขาคงไม่ตามเราสองคนมาแล้วหละ” เราพยายามจะหยุดเดินแต่เขายังจูงมือเราเดินไปเรื่อย ๆ จนเราสะบัดมือออกแล้วหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น เขาหันกลับมามองหน้าเราแล้วยืนจ้องหน้าเรา
“มองหน้าทำไม” เราถามแบบกวน ๆ
“ก็ดูคนเหนื่อยอ่ะดิ เหงื่อแตกเชียว หรือกลัวพี่ส้มโอจนตัวสั่น” เขาพูดปกหยอกเรา แล้วหยิบผ้าเช็คตัวผืนเล็กยื่นมาให้เรา “อ่ะเช็ดเหงื่อซะก่อนเผื่อจะดีขึ้น จะได้ไม่ดีดเหมือนตะกี้ ” เราขยับถอยห่างออกมาไม่รับผ้าเช็ดตัวจากเขา
“รังเกียจเหรอผ้าเช็ดตัวม่อนยังไม่ได้ใช้เลย วันนี้ไม่ได้ซ้อมกีฬาไม่ได้ใช้ เอาไปเหอะ” เขาหยิบผ้าเช็ดตัวมาใส่มือเรา วันนี้มาแปลกเรียกตัวเองม่อน ฟังดูไม่ค่อยชิน แต่สุดท้ายเราก็หยิบผ้าเช็ดตัวจากเขามาเช็ด
“สภาพค่อยดูดีขึ้นมานิดนึง” เขามองหน้าเราแล้วยิ้ม
“อ่ะเอาผ้านายคืนไปเหอะ” เรายื่นผ้าเช็ดตัวที่เช็ดเหงื่อจนชุ่มคืนเขาไป
“โหเช็ดซะเปียกขนาดนี้ใครจะเอาคืนนายเก็บไว้เหอะ” เขาปฏิเสธที่จะไม่เอาผ้าเช็ดตัวจากเรา เราก็เก็บผ้าเช็ดตัวนั้นยัดใส่กระเป๋านักเรียนไว้ แล้วถามคำถามใส่เขาทันที
“นาย้าอะไร”
“หมายความว่าอะไร” เขางงกับคำถามเรา
“นายอย่ามาทำเป็ไม่รู้เื่ นายรู้เื่ไข่สีน้ำเงินั้แ่แรกแล้วใช่มั๊ย ไข่ใบนั้นนายเป็คนเอามาใส่กระเป๋ากางเกงเราใช่มั๊ย พี่ส้มโอบอกว่าไข่สีน้ำเงินคนที่มีสิทธิ์ให้คือนายและพี่กอล์ฟเท่านั้นแล้วจะให้เราคิดว่าเป็ใครในเมื่อที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้เราเจอแต่กับนายและไม่ได้เคยเจอพี่กอล์ฟมาก่อนด้วยซ้ำ นายทำไปเพื่ออะไร นายรู้มั๊ยเราไม่เคยที่คิดจะเข้าชมรมบาสเลย และเราก็ไม่ชอบมันด้วย บาสเกตบอลทำให้แม่เราต้องตาย นายรู้มั๊ยแม่เราต้องตายเพราะบาสเกตบอล” เราพูดไปน้ำตาเราก็ไหลออกมา พลางหยิบผ้าในกระเป๋านักเรียนออกมาเช็ดน้ำตาไปอีก
“นายรู้มั๊ยทุกครั้งที่เราเจอนายมีแต่เื่ตลอดไหนจะเจ็บตัว ไหนจะถูกขังในห้องเก็บของ สารพัดเลย นายมันตัวซวยจริง ๆ” ตอนนี้เขาเริ่มแสดงสีหน้าใออกมาแล้วพยายามจะเข้ามาจับตัวเรา เราขยับตัวห่างและหันหลังกำลังจะเดินออกไป เขาคว้ามือเราไปจับไว้จนผ้าร่วงลงพื้นเราพยายรามจะสะบัดมือออกแต่มือเขาใหญ่กว่าและแข็งแรงมากเราสะบัดไม่หลุด
“ปล่อย” เราพยายามสะบัดมือ
“พี่ขอโทษมีน” สายตาเขามองมาที่เราอย่างจริงจัง เราอึ้งไปนิดนึงเราไม่เคยเห็นบุคลิกแบบนี้ของเขาเลย เหมือนคนที่เสียใจจริง ๆและอยากขอโทษเราจริง ๆ
เราเริ่มอ่อนลงไม่พยายามสะบัดมือออกจากเขา “ั้แ่เมื่อไหร่” เราถามอีก
“พี่เอาไข่มาใส่กระเป๋ากางเกงมีนั้แ่เมื่อไหร่”
“เอ่ออออออ” พี่ม่อนดูเหมือนจะไม่อยากบอกสักเท่าไหร่
“บอกมาเดี๋ยวนี้ พี่ม่อนรู้มั๊ยว่าเื่ที่มันเกิดขึ้นมาเนี้ยเพราะพี่เลยนะ”
“โอเครๆ พี่บอกก็ได้ วันที่เราติดอยู่ในห้องเก็บของด้วยกัน พี่เป็คนเอาใส่กระเป๋ากางเกงมีนเองแหละ ตอนที่มีนกำลังเคลิ้ม ๆ หลับ” พี่ม่อนอธิบาย
“แล้วเอามาใส่ทำไม คนอื่นก็มีเยอะแยะที่เขาอยากจะเข้าชมรมเดียวกับพี่” เราถาม
“ก็ตอนนั้นเราโดนขังอยู่ในนั้นทั้งคู่แล้วจะให้พี่ทำยังไงเพราะชมรมต้องแจกไข่ให้เสร็จภายในวันนั้นแล้วพี่จะให้ใครได้ในเมื่อในนั้นมีมีนกับพี่แค่สองคน” พี่ม่อนอธิบาย
“มีเหตุผลแค่นี้จริง ๆ นะ” เราย้ำถามอีก
พี่ม่อนหยุดนิ่งไปแป๊บนึง “เอ่อก็ไม่มีอะไรแล้วนี่” แต่เราสังเกตนะว่ามันต้องมีเหตุผลอื่นอีกแน่ ๆ แต่ไม่เป็ไรเื่มาถึงขนาดนี้หละ ก็ต้องดำเนินต่อไป
“พี่ม่อนรู้มั๊ยว่าจากนี้มีนจะต้องเจอกับอะไรและคนในชมรมพี่อีกทุกคนไม่ได้อยากให้มีนเป็ Escort ด้วยซ้ำโดยเฉพาะพี่ส้มโอ”
“พี่รู้ก็ขอโทษอยู่นี่ไง แต่จากนี้ถ้ามีนมีอะไรที่ชมรมมีนบอกพี่นะ พี่จะช่วยเต็มที่”
“แน่ใจนะตอนนี้เราสองคนคิดกันก่อนมั๊ยว่าเจอหน้ายัยแม่มดส้มโอจะทำยังไงก่อนดี” เราเริ่มอารมณ์ดีขึ้น
“ทำไมร้ายไปว่าพี่ส้มโอแบบนั้น” พี่ม่อนเริ่มยิ้มสบายใจขึ้น
“ปล่อยมือได้ยังอ่ะ” เรารีบมองหน้าพี่ม่อน
พี่ม่อนรีบปล่อยมือเราแล้วอมยิ้มแบบเขิน ๆ
“มีน”
“อะไรอีก”
“เราเรียกพี่ว่าพี่ม่อนอ่ะ เรียกแบบนี้ก็ได้นะ รู้สึกเป็กันเองดี”
“มีนเรียกพี่ม่อนเหรอ เอ้ยเรียกนาย เอ้ยพี่ม่อนั้แ่ตอนไหน” เราเริ่มสับสน
“นี่ไงก็เรียกอยู่นี่ไง” พี่ม่อนยิ้ม
เราหยุดนิ่งไปแป๊บนึง “คิดอะไรอยู่มีน” พี่ม่อนถาม
“ป่าวๆไม่ได้คิดอะไร โอเครๆ เรียกพี่ม่อนก็ได้ จะได้เรียกเหมือนคนอื่นๆก็ไม่เห็นแปลกอะไรนี่”
ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์เราดังขึ้นมา เห้ยพี่เมย์นี่หว่าสงสัยโดนด่าแน่ ๆ หรือว่ารอเรายังไม่กลับบ้าน
“ไอ้มีน แกอยู่ไหนฉันโทรหา ไลน์หาไม่ตอบนะแก ไม่รอแล้วนะถึงบ้านแล้ว แกกลับบ้านเองหละกัน” เสียงปลายสายส่งเสียงดังมาก ๆ จนแสบแก้วหู เรายังไม่ทันตอบอะไรพี่เมย์ก็รีบวางสายไปซะก่อน เราหันไปมองหน้าพี่ม่อน น่าจะได้ยินเสียงโทรศัพท์แหละถึงมองหน้าเราแล้วยิ้ม
“ยังไงดีหละ” พี่ม่อนถามเรา
“มีนคงกลับบ้านเลย งั้นมีนกลับก่อนนะ เดี๋ยวที่บ้านเป็ห่วง” พูดเสร็จเราก็กำลังเดินออกมา
“มีน” เสียงพี่ม่อนเรียกตามหลังมา
เราหันไปมองหน้าพี่ม่อนแบบงงๆ
“พี่ไปส่งมั๊ย”
“จะดีเหรอทางกลับบ้านพี่ไปทางเดียวกับมีนมั๊ยอ่ะ ก็นั่งรถเมล์ไปพร้อมกันได้”
“ป่าวพี่เอาเวสป้ามา เดี๋ยวซ้อนพี่ไปก็ได้”
“เอ่ออออออเอาไงดี” เรากล้าๆ กลัวๆ
อยู่ ๆ พี่ม่อนก็เดินมาจูงมือเราไปเลย “เดี๋ยวๆพี่ม่อน” เราเหลือบไปเห็นผ้าเช็ดตัวที่ร่วงพื้นพอดีเลยก้มไปหยิบมันเอามาใส่กระเป๋านักเรียนเหมือนเดิม และพี่ม่อนก็จูงมือเรามาถึงที่ลานจอดรถ และพาเดินมาถึงเวสป้าของพี่ม่อน เวสป้าสวยจังสีเขียวพาสเทล เพ้นรูปนกกางปีกไว้ข้างๆ สวยดี แปลกมากเหมือนเราเคยเห็นเวสป้าคันนี้ที่ไหน นึกไม่ออก
“มีนๆๆ คิดไรอยู่” พี่ม่อนถาม
“ป่าวๆๆ รถสวยดีเน้อเพ้นท์รูปนกกางปีกด้วยสวยดี แต่แอบมีรอยนะเนี้ยตรงปีกนก ”
“อ๋อพี่ไปทำรถล้มมาเลยเป็รอย จริงๆพี่ชอบรูปนกกางปีกนะมันมีความหมายกับพี่มาก” ดูเหมือนถามเื่นี้สีหน้าพี่ม่อนดูเศร้าจัง
“พี่ม่อนเป็อะไรหรือเปล่า” เราถามด้วยความสงสัย
“ไม่มีอะไร มีนพร้อมนะ อ่ะเอาหมวกกันน๊อคพี่ใส่แทนหละกันมีใบเดียว” พี่ม่อนยื่นหมวกกันน๊อคให้เรา
“คนขี่ควรใส่มากกว่าคนซ้อนนะ”
“แต่ตอนนี้คนขี่เป็ห่วงคนซ้อนมากกว่า”
“ว่าไงนะ” เราฟังไม่ถนัด
“ก็มีนไม่ค่อยได้นั่งมอไซด์พี่กลัวจะตกเลยให้ใส่หมวกกันน๊อคแทนแหละดีแล้ว” พี่ม่อนดูเขินๆ
“อ๋อเหรอ”
“ไปกันได้หละ”
แล้วเวสป้าสีเขียวคันนี้ก็ค่อยๆออกตัวไป ผ่านหน้าโรงเรียนและออกถนนไป พี่ม่อนขี่เวสป้าไปอย่างช้าๆ ไม่เร็ว
“มีนเป็ไงบ้างกลัวมั๊ย” พี่ม่อนหันหน้ามาพูดกับเรา
“อะไรนะพี่ม่อนมีนได้ยินไม่ชัด” เราเปิดที่กันลมขึ้นแล้วถามอีกครั้ง “พี่ม่อนว่าไงนะ”
“พี่ถามว่ามีนกลัวมั๊ย” พี่ม่อนหันหน้ามาหาเรา
“ไม่กลัวฮะสบายมาก ไปโลดเลย” เราชี้มือไปข้างหน้า
“งั้นพี่เร่งหละนะเกาะเอวพี่ไว้ดีๆ บ้านมีนจากนี้ไปอีก4ป้ายรถเมล์เข้าซอยเลี้ยวขวานะ” แล้วพี่ม่อนก็เร่งความเร็วในทันที
ทำไมมาถึงเวลานี้เราตื่นเต้นอีกแล้ว อาการวูบๆ หวิวๆ ใจเต้นแรง แต่มันเป็อาการที่มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก จะเกาะเอวพี่ม่อนดีมั๊ยอ่ะลองดูหละกันว่ะมีนและแล้วมือของเราก็ไปโอบที่เอวของพี่ม่อนซะแล้วตอนนี้ไม่อยากให้ถึงบ้านเลยตอนนี้ อยากนั่งวนไปมาอยู่แบบนี้ไปนานๆ ทำไมมีความสุขจัง นี่เราเป็อะไร มีนเธอเป็อะไร
“มีนๆๆ” พี่ม่อนสะกิดเรา
“ถึงแล้วเหรอ” เรายังฟินอยู่เลย
“ถึงหละครับ ดูจะชอบนะเนี้ย”พี่ม่อนแซวเรา
“ก็งั้นๆแหละ” เราหันหน้าไปยิ้มทางอื่นแทน แล้วเราก็เดินไปเปิดประตูบ้านและกำลังจะเข้าบ้าน
“มีน” พี่ม่อนเรียกอีกครั้ง
“มีอะไรอีก” เรามองหน้าพี่ม่อน
“พี่จะทำให้มีนรักกีฬาบาสเกตบอลและรู้สึกดีกับชมรมบาสเกตบอลให้ได้นะ วันนี้มีนอาจจะยังไม่ชอบมันวันหนึ่งพี่จะทำให้มีนรักมันให้ได้”พี่ม่อนดูมั่นใจมากๆ
เราไม่พูดอะไรหันมายิ้มให้พี่ม่อนแล้วก็เข้าบ้านไป และยืนรอหลังประตูบ้านมองดูพี่ม่อนขี่เวสป้าออกไปจนพ้นเขตหน้าบ้าน
วันนี้เหนื่อยและเจอเื่อะไรเยอะแยะจริงๆ แต่วันนี้อย่างน้อยเรากับพี่ม่อนได้รู้จักกันมากขึ้น เื่ไข่ที่ค้างคาเราก็หมดข้อสงสัยแต่เหตุผลที่พี่ม่อนบอกเรามันต้องมีมากกว่านั้นที่พี่เขาไม่บอกเรา ไม่เป็ไรเราไม่ได้อยากรู้ขนาดนั้น ขึ้นไปอาบน้ำและลงมากินข้าวเย็นดีกว่า ป่านนี้ทุกคนคงกินกันหมดแล้ว ในขณะที่คิดอะไรเพลินๆกับเื่ที่เกิดขึ้นวันนี้และกำลังก้าวเท้าขึ้นบ้าน
“มีน ใครมาส่งแกหน้าบ้าน” พี่เมย์ถาม
“เพื่อน” เราตอบสั้นๆ
“เพื่อนแกคนไหน พอร์ชเหรอ”
“อืม” เราพยายามตัดบท
“มีน ทำไมแกหน้าแดง” พี่เมย์จ้องหน้าเรา
“อะไรอ่ะพี่เมย์ หน้าดงหน้าแดงอะไรกัน มีนจะขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำและลงมากินข้าว” เรารีบเดินขึ้นบันไดอย่างรวดเร็ว
“อะไรของมัน” พี่เมย์บ่นพึมพำ
พี่เมย์จะเห็นหรือเปล่าว่าเรามากับพี่ม่อน ไม่น่าจะเห็นนะไม่งั้นก็คงถามเรามากกว่านี้แล้ว แต่ถ้ารู้ว่าเรามากับพี่ม่อนต้องเป็เื่และถามเยอะกว่านี้แน่ ๆ ก็เล่นเป็ FC พี่ม่อนซะขนาดนั้น เราส่องกระจกในห้องน้ำไปพลางคิดอะไรเพลิน ๆ นึกขึ้นได้ว่ามีผ้าของพี่ม่อนในกระเป๋านักเรียน เรารีบวิ่งไปหยิบมันมา ผ้าผืนเล็กสีเขียวอ่อน เราคลี่ดูมีรูปนกกางปีกอยู่ตรงมุมของผ้าด้วย ทำให้นึกไปถึงตอนที่พี่ม่อนบอกว่ารูปนกกางปีกมีความหมายกับพี่เขามาก ฉะนั้นเราคงต้องซักและเอาไปคืนดีกว่า เพราะเราคิดว่ามันต้องสำคัญกับพี่เขาแน่ๆ และเราก็ซักผ้าของพี่ม่อนอย่างตั้งใจอมยิ้มไปด้วย ทำไมเรารู้สึกมีความสุข และใจมันวูบๆ หวิวๆ ขึ้นมาอีกแล้ว หรือว่าเราจะชอบพี่ม่อน เป็ไปไม่ได้ หรือยังไงกัน สับสนไปหมดแล้ว
“เห้ย” เราใขยี้ผ้าพี่ม่อนซะรุนแรงเลย บ้าจัง
………………..
กริ้งๆๆๆๆๆๆ เสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์ดังขึ้น เรางัวเงียยังไม่ลืมตาเอามือควานหาโทรศัพท์และปิดเสียงกะจะนอนต่ออีกสักแป๊บกำลังหลับสบายอยู่เลย และพลิกตัวไปอีกทางแล้วลืมตาไปเห็นผ้าที่ซักไว้เมื่อคืนผึ่งอยู่ตรงเก้าอี้ตรงหน้าเรา เราตื่นขึ้นมาทันทีแล้วรีบลุกไปจับผ้าของพี่ม่อนว่าแห้งหรือยัง
“แห้งแล้วและก็หอมด้วย” เราจับผ้าแล้วดมอย่างชื่นใจ เหมือนรับกลิ่นแห่งความสุขยามเช้า แล้วเอื่อมมือไปหยิบกระดาษกับดินสอมาเขียน
“มีนซักให้แล้วนะ หอมชื่นใจ ขอบคุณครับ… มีน” เราเขียนข้อความใส่กระดาษแล้วใส่ไว้ในผ้าพับอย่างดีและเอาใส่กระเป๋านักเรียนไว้ก่อนเดี๋ยวกลัวลืมอันนี้สำคัญที่สุด
“มีนแกเสร็จยัง”เสียงที่คุ้นเคยมาแล้วไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็ใครพี่สาวตัวแสบของเรานี่แหละ เราต้องรีบจัดการตัวเองให้เรียบร้อยก่อน
“10นาทีดี๋ยวลงไป” เราะโลงไป
“เอ่อให้เร็วเลย”
………………………
“มีน ฉันว่าแกควรไปเช็คสมองแกได้หละนะ ไม่ลืมนั่นก็ลืมนี่ ลืมได้ทุกวันจริงๆ ดีนะวันนี้รถไม่ติดมากไม่งั้นแกโดนด่าเยอะกว่านี้อีก”พี่เมย์ลงจากรถพ่อมาก็บ่นๆๆใส่เรา
“จะบ่นทำไมเยอะแยะ ก็แค่ลืมกระเป๋าสตางค์และนี่ก็ไม่สายด้วยเดินสบายๆยังได้เลย”เราเดินตามพี่เมย์ไป
“สงสารพ่อด้วยมั๊ยขับรถออกมาก็วกกลับไปเอาของที่แกลืมทุกๆครั้ง”พี่เมย์หันมาว่าเรา
“รู้แล้วจะพยายามไม่ลืม พูดอยู่ได้ บ่นจริงๆ”
“ให้มันจริงเหอะมีน” ในขณะที่พี่เมย์กับเรากำลังเดินเข้าไปในโรงเรียนก็มีเวสป้าสีเขียวขับผ่านหน้าเรากับพี่เมย์ไป เรารู้ในทันทีเวสป้าคันนี้เป็ของใครเพราะเมื่อวานเรายังนั่งมันอยู่เลย
“พี่ม่อน” เราพูดออกมาแบบไม่ทันคิด
“ไหนๆน้องม่อนเหรอมีน” พี่เมย์หันมาถาม และก็มองไปรอบๆหาพีม่อน
“หูฝาดป่าว มีนไม่ได้พูดไรเลย”
“แล้วแกเป็อะไรอยู่ๆก็หน้าซึมขึ้นมา ตะกี้ยังเถียงฉันอยู่ฉอดๆ เอ่อช่างเหอะไปหละนะเย็นนี้ค่อยเจอกัน” พี่เมย์เดินไปห้องเรียนอย่างรวดเร็ว
ทำไมจู่ๆเราถึงรู้สึกแย่ขึ้นมา ทำไมเราถึงรู้สึกหดหู่ขึ้นมา ทำไมเป็แบบนี้ ทำยังไงดี เราจะต้องทำยังไง …………