“อยู่นี่เอง...” ไมนาสพึมพำกับตนเองหลังเจอกระเป๋าของตน
หลังจากฟื้นตัวจากอาการเ็ปตามร่างกายที่รวดเร็วอย่างน่าประหลาดเด็กหนุ่มได้เดินอย่างหมดเรี่ยวแรงย้อนกลับมาหากระเป๋าที่กระเด็นพลัดหล่นจากการที่เขาถูกโจมตีด้วยเวทย์ลมของกริฟฟ่อนราตรีในครั้งแรกและตรวจดูของด้านในพบว่ายังอยู่ดีโดยเฉพาะห่อเนื้อย่างที่ส่งกลิ่นหอมมาปะทะจมูกในทันทีที่เปิดกระเป๋าทำเอาเด็กหนุ่มรู้สึกหิวขึ้นมาจับใจเพราะยังไม่มีอะไรตกถึงท้องมาทั้งวันแถมยังต้องวิ่งหนีจากการไล่ล่าแทบหมดเรี่ยวแรงแต่เมื่อนึกได้ว่าไม่ไกลจากจุดที่เขาอยู่นั้นมีซากศพของคนที่เพิ่งจะได้พบเจอ แถมยังไม่รู้จักกันด้วยซ้ำแต่ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันเช่นนี้ความหิวที่กำลังโจมตีด้วยเสียงอันดังจากในกระเพาะก็ไม่ได้ทำให้เขามีอารมณ์ที่จะอยากกินอาหารในตอนนี้
แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาทำให้เขาเหลือบไปเห็นซากศพอันเป็ร่างของสามนักผจญภัยที่กองกับพื้นอยู่กันคนละทิศเสมือนเป็สิ่งกระตุ้นเท้าเด็กหนุ่มให้รีบย่างเท้าออกจากที่นี่โดยเร็วแต่สิ่งที่เห็นไปแล้วนั้นก็ทำให้เขารู้สึกขนลุกอย่างน่าสยดสยองาแอันน่ากลัวที่มีเครื่องในและกระดูกโผล่ออกมาด้านนอกส่งคลื่นความผะอืดผะอมอย่างรุนแรงจนต้องก้มหน้าอาเจียนที่ข้างโคนต้นไม้ซึ่งมีเพียงน้ำย่อยในกระเพาะเท่านั้นที่ออกมา
ความรู้สึกแสบร้อนผ่านลำคอได้เรียกสติของเด็กหนุ่มให้รีบก้าวออกไปจากบริเวณนี้แต่ก็ทำได้เพียงฝืนก้าวไปอย่างไร้เรี่ยวแรงและค่อยๆห่างออกจากบริเวณพื้นที่ต่อสู้ไปเรื่อยๆจนในที่สุดอาการผะอืดผะอมของเขาค่อยดีขึ้นมาบ้าง
ในยามค่ำคืนเช่นนี้การเดินหลงป่าเป็เื่ที่ง่ายดายอย่างยิ่งแต่เพราะแสงจันทร์คืนนี้ส่องสว่างแสดงให้เห็นภูมิประเทศอันเป็จุดสังเกตที่ไมนาสจดจำได้จึงช่วยให้เขาพบเส้นทางที่จะพาเขากลับไปยังเรือนโอสถได้
'ถ้าเราอยู่ที่นี่ต่อไปคงได้เดือดร้อนถึงลุงแน่'ไมนาสเตือนตัวเองหลังจากสมองเริ่มปรอดโปร่งในระหว่างทาง
เด็กหนุ่มนึกขึ้นได้ว่าการตายของนักผจญภัยทั้งสามคนนั้นอาจไม่ทำให้เื่เดือดร้อนไปถึงฮิวเบิร์ชเพราะยังไงการตายของทั้งสามก็เป็สัตว์อสูรที่จัดการพวกมันไปแต่ถ้าเขาอยู่ที่นี่ต่อไปอนาคตต้องทำให้ตาลุงต้องเดือดร้อนเข้าสักวัน
ยิ่งตอนนี้เขาก็มีเงินมากพอที่จะตั้งตัวได้แล้วและคิดว่าอย่างไรตนก็อยากจะเข้าไปในเมืองแรกอรุณดูสักครั้งซึ่งเขากำลังชั่งใจว่าจะลองไปเป็นักผจญภัยหรือทำงานอยู่ภายในเมืองอย่างไหนจะดีกว่ากัน
แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าอย่างน้อยการเป็นักผจญภัยก็ยังมีอิสระมากกว่าการต้องทำงานอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้อื่นในชีวิตก่อนหน้าของเขาก็เป็พนักงานบริษัทที่ถูกกฎเกณฑ์และข้อสัญญาผูกมัดให้จมปลักอยู่กับที่ซึ่งมันได้พรากอิสระของเขาไป
ตัวเขาที่เลือกเกิดไม่ได้แถมยังเลือกวิถีชีวิตก็ไม่ได้ในโลกใบเก่าถึงโลกใหม่ใบนี้เขาก็ยังเลือกเกิดไม่ได้แต่การเลือกวิถีในการใช้ชีวิตก็อยู่ในกำมือของเขา
'จะไม่ยอมให้ใครมาตัดสินวิถีชีวิตของเราอีกเป็อันขาด'ไมนาสปฏิญาณกับตนเองในใจและตัดสินใจได้ในที่สุด
*********
"ลุงหายไปไหน?"ไมนาสพึมพำกับตัวเองเมื่อเห็นว่าเรือนโอสถของฮิวเบิร์ชมืดสนิทไร้แสงไฟทั้งๆที่ยังเป็เวลาที่ยังไม่ดึกมากนัก
'คงจะเป็ห่วงเราเลยออกไปตามหาในหมู่บ้านแน่ๆ'เป็ความคิดแวบแรกที่เข้ามาในสมองของเขาที่มีความเข้าใจต่อตาลุงฮิวเบิร์ช
'แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน...' เด็กหนุ่มจึงเข้าไปจัดเตรียมสิ่งของต่างๆเพื่อที่เขาจะเริ่มแผนการออกเดินทางในทันที
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นไมนาสที่เปิดประตูออกมาจากเรือนโอสถซึ่งเป็เวลาเดียวกับที่ตาลุงฮิวเบิร์ชถือคบไฟกลับมาถึงหน้าเรือนโอสถพอดี
"นั่นเ้าเป็ใครกัน!!...เข้าไปทำอะไรในบ้านของข้า?!!"ฮิวเบิร์ชร้องถามอย่างใเมื่อเห็นนักผจญภัยลึกลับออกมาจากบ้านของตัวเอง
"ลุง...นี่ผมเอง"ไมนาสตอบออกไปพร้อมกับเปิดผ้าปิดหน้าตนออก
"เ้าเองหรอกหรือเฮ้อ!...ใจหายใจคว่ำหมด"ฮิวเบิร์ชเมื่อรู้ว่าเป็ไมนาสก็กล่าวออกมาอย่างโล่งอก
"ว่าแต่เ้าไปเถลไถลที่ไหนมาถึงได้กลับมาเอาป่านนี้ไหนยังจะชุดนั่นอีก ข้าไปถามหาเ้าในหมู่บ้านแต่ก็ไม่ได้เื่อันใดมันเกิดอะไรขึ้น?" ฮิวเบิร์ชรัวยิงคำถามใส่เด็กหนุ่มด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม
"เื่มันยาวน่ะลุง..."ไมนาสตอบออกไปเสียงราบเรียบ
"ถ้ามันเื่มันยาวนักเช่นนั้นก็เข้าไปคุยกันข้างในเถิด"ฮิวเบิร์ชที่เห็นท่าทางของเด็กหนุ่มที่ออกมาจากบ้านพร้อมกระเป๋าใบใหญ่ จึงพยายามชักชวนเขาเข้าไปในบ้านด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
"ไม่จำเป็หรอกลุงผมกำลังจะไปจากที่นี่" ไมนาสกล่าวตัดบทพร้อมบอกจุดประสงค์ของตนในทันที
"เช่นนั้นมันเกิดเื่อันใดขึ้นเหตุใดเ้าถึงรีบร้อนจากไปเช่นนี้?"ฮิวเบิร์ชยังคงพยายามถามหาสาเหตุต่อ
"มีเื่เกิดขึ้นเล็กน้อยแต่มันก็ผ่านไปแล้วแหละลุงแถมผมยังเริ่มที่จะนึกถึงบางอย่างในเื่ของตัวเองออกบ้างแล้วเลยคิดว่าควรที่จะรีบไปจัดการให้เร็วที่สุดน่ะลุง" ไมนาสกล่าวอย่างรวบรัดโดยไม่เอ่ยถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นในวันนี้และบอกเหตุผลของตนออกไป
"เป็อย่างนั้นเองหรอกเหรอ...เช่นนั้นค่อยออกเดินทางพรุ่งนี้ไม่ดีกว่าหรือ"ฮิวเบิร์ชกล่าวออกความเห็นด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเศร้าสร้อยอยู่ลึกๆ
"ผมตัดสินใจแล้วลุง ไม่ต้องเป็ห่วงผมหรอก..."ไมนาสที่เข้าใจความหมายในคำพูดของตาลุงฮิวเบิร์ชดีจึงพยายามกล่าวเพื่อให้เขาสบายใจกับการตัดสินใจของตน
"เฮ้อ...เมื่อเ้าตัดสินใจแน่วแน่เช่นนั้นข้าก็จะไม่เซ้าซี้เ้าอีกถ้าหากในอนาคตเ้าจัดการเื่ของเ้าเรียบร้อยหรือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จงจำไว้ว่าที่นี่ต้อนรับเ้าเสมอ"
ฮิวเบิร์ชรู้อยู่แล้วว่าสักวันเด็กหนุ่มต้องจากไปแต่ไม่นึกว่าจะรวดเร็วขนาดนี้ ถึงอย่างไรเขาก็เคารพการตัดสินใจของเด็กหนุ่มคนทุกคนย่อมมีเส้นทางเป็ของตนเอง
"ดูแลตัวเองด้วยนะลุง"ไมนาสกล่าวบอกลา
"เ้าเองก็เช่นกัน หากเจออันตรายยากรับมือก็ให้หนีเสียอย่าเอาชีวิตเ้าไปเดิมพันเพื่อผู้อื่นโดยไม่จำเป็ เอานี่ไปด้วย"ฮิวเบิร์ชกล่าวสั่งสอนเด็กหนุ่มเป็ครั้งสุดท้ายพร้อมส่งคบไฟให้เขา
"ขอบคุณครับลุง"ไมนาสรับคบไฟด้วยรอยยิ้มแล้วเดินจากไป
ไมนาสไม่รู้ว่าเื่ราวของตนจะเป็อย่างไรต่อจากนี้ไม่อาจคาดได้ว่าตนจะได้กลับมาที่นี่อีกหรือไม่แต่อย่างน้อยในชีวิตนี้เขาก็ยังมีคนคอยห่วงใยและที่ให้เขากลับไปได้อยู่
"เฮ้อ..."
เมื่อเห็นเงาหลังของไมนาสค่อยไกลออกไปฮิวเบิร์ชก็ถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ตนรู้ตัวว่าไม่มีสิทธิ์ที่จะไปหยุดรั้งเด็กหนุ่มเอาไว้แต่เด็กหนุ่มที่เป็คนดีเช่นนี้ต้องไปเผชิญกับโลกภายนอกที่ไม่อาจคาดเดาถึงอันตรายที่มีอยู่มากมายเช่นนี้เขาก็อดรู้สึกเป็ห่วงไม่ได้
หลังจากเข้ามาในบ้านของตนฮิวเบิร์ชก็พบว่ามีห่อเนื้อย่างวางอยู่ใกล้กับเหรียญทองห้าเหรียญที่วางทับกระดาษแผ่นหนึ่งอยู่บนโต๊ะ
เมื่อหยิบแผ่นกระดาษที่มีลายมือเหมือนเด็กหัดเขียนขึ้นมาอ่านก็มีเนื้อความว่า"วันนี้มีเื่ราวมากมายผ่านเข้ามาและได้ทำให้ผมนึกถึงเื่ราวของตนเองได้ในที่สุดถึงแม้ว่ามันจะยังไม่กระจ่างมากนัก แต่หากเดินไปตามเส้นทางของตัวเองไปเรื่อยคงได้พบคำตอบในที่สุด ่นี้ลุงอย่าได้เข้าไปในป่า เพราะผมได้ยินมาว่ามีสัตว์อสูรดุร้ายยิ่งกว่าหมาป่าเขี้ยวทมิฬวนเวียนอยู่แถวนั้นเนื้อย่างที่วางไว้เป็ส่วนของลุง เหรียญทองคือค่ารักษาพยาบาลและค่ากระเป๋าของลุง หวังว่าจะเพียงพอโปรดรักษาตัวด้วย ลาก่อน" เนื้อความจดหมายจบลงเท่านี้
"ไอ้เด็กโง่...ค่ารักษากับกระเป๋าของข้าไม่ได้แพงเช่นนี้เสียหน่อย...ลายมือเ้าทำให้ข้าอยากจะร้องไห้เสียจริงๆ"ฮิวเบิร์ชพึมพำกับตัวเองในขณะที่ในตาเริ่มน้ำใสๆออกมา
*********
ไมนาสกำลังมุ่งหน้ากลับเข้าไปยังหมู่บ้านโดยจุดมุ่งหมายคือเข้าไปพักที่โรงแรมที่เขาพบเจอระหว่างเดินสำรวจหมู่บ้านเพื่อรอวันนัดหมายในการรับอาวุธที่ตนได้สั่งทำไว้กับช่างฝีมือร้านไอเทม
ที่เขารีบบอกลากับฮิวเบิร์ชเพราะไม่อยากที่จะเอาเื่เดือดร้อนที่ไม่คาดคิดหรือคาดเดาได้มาถึงตัวฮิวเบิร์ช
เขาไม่ได้เป็ห่วงว่าเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้จะส่งผลถึงฮิวเบิร์ชเพราะอย่างไรเสียนักผจญภัยทั้งสามก็ตายลงภายใต้การจู่โจมของสัตว์อสูรและคาดว่าอีกไม่กี่วันย่อมมีข่าวการตายของพวกมันทางสมาคมนักผจญภัยย่อมไม่อยู่เฉยแน่ๆ
ไมนาสมาถึงหมู่บ้านใน่ดึกพอสมควรโชคดีที่โรงแรมยังเปิดทำการแต่ก็ใกล้เวลาปิดเต็มที โรงแรมแห่งนี้มักจะรับพ่อค้าและเหล่านักผจญภัยจากต่างถิ่นอยู่เสมอจึงไม่ได้มีมาตรการอะไรมากมายนักหากมีเงินพอจ่ายค่าเช่าเขาตัดสินใจเลือกเช่าห้องหนึ่งเพื่อรอวันนัดหมายและสั่งให้นำอาหารทุกมื้อไปให้ที่ห้องเขาตั้งใจจะเก็บตัวอยู่ที่นี่และคอยฟังข่าวคราวเกี่ยวกับสามนักผจญภัยผู้โชคร้ายอย่างเงียบๆ
การพักอยู่ที่นี่เด็กหนุ่มเองก็ไม่ได้อยู่เฉยเขาคอยศึกษาข้อมูลจากคู่มือนักผจญภัยที่จ่ายเงินซื้อมาจากสมาคมและได้เรียนรู้เื่ราวต่างๆเกี่ยวกับสมาคมนักผจญภัยมากขึ้นทั้งประวัติของสมาคมที่มีมาอย่างยาวนานหลายร้อยปีแถมยังมีความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการเป็นักผจญภัยและข้อมูลพื้นฐานต่างๆเหล่าอสูรและสัตว์อสูร
สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขามากที่สุดก็คือการแบ่งระดับตัวตนของนักผจญภัย โดยมีการจัดไว้ั้แ่ระดับ ไอร่อน,บรอนซ์, ซิลเวอร์, โกลด์,แพลตตินั่ม จนไปถึง ไดม่อน ไว้ในหนังสือคู่มือแต่ละระดับนั้นยังมีขั้นย่อยอยู่สิบขั้น เริ่มั้แ่ ไร้ขั้น, ขั้นหนึ่ง, ขั้นสอง ไปจนถึงขั้นเก้าแล้วจึงค่อยก้าวไปยังระดับถัดไปทำให้เขายิ่งเข้าใจโครงสร้างของโลกนักผจญภัยมากยิ่งขึ้น
ในตอนที่ไมนาสไปขึ้นรางวัลที่สมาคมซึ่งเขาได้รู้ในตอนนั้นเองว่าภารกิจล่าหมาป่าเขี้ยวทมิฬนั้นอยู่ในระดับซิลเวอร์ขั้นสองทำให้เขาพอจะคาดเดาได้ว่าตนเองนั้นคงมีระดับตัวตนที่เหนือกว่าซิลเวอร์ขั้นสองเล็กน้อย
ในเื่ของไอเทมยุทธภัณฑ์ก็เช่นกัน ก็มีการแบ่งระดับชั้นของมันในลักษณะเดียวกันและไมนาสได้รับรู้ในตอนนี้เองว่าไอเทมยุทธภัณฑ์ที่มีการแบ่งระดับชั้นนั้น เป็เพราะว่าไอเทมทุกชิ้นในโลกของนักผจญภัยจะต้องถูกหล่อเลี้ยงด้วยพลังมานาของผู้ใช้จึงจะสามารถแสดงประสิทธิภาพของมันได้อย่างเต็มที่ ซึ่งการจัดระดับของไอเทมนั้นมีมาเพื่อกำหนดว่าไอเทมชิ้นนั้นๆจะเหมาะสมกับนักผจญภัยระดับใดเพราะหากไอเทมมีระดับสูงกว่าผู้ใช้ พลังมานาที่ไอเทมดูดกลืนย่อมเกินกำลังของผู้ใช้และอาจทำให้ผู้ใช้ตกอยู่ในสถานะการวิกฤตได้เลยทีเดียวเพราะถึงแม้จะสามารถใช้งานไอเทมที่มีระดับเหนือตนเองซึ่งช่วยให้ะเิพลังออกมาได้อย่างมหาศาลแต่ก็เป็เพียงชั่วขณะเท่านั้นก่อนที่ผู้ใช้จะถูกดูดพลังมานาจนหมด และความอ่อนเปลี้ยเพลียแรงย่อมถาโถมเข้ามารวมทั้งไอเทมที่ไม่มีพลังมานาคอยหล่อเลี้ยงก็ไม่สามารถเปล่งอานุภาพของมันได้อีกย่อมไม่ต่างอะไรกับเศษเหล็กเศษผ้า หากอยู่ในสถานการณ์ต่อสู้กับสัตว์อสูรแล้วนักผจญใช้มานาของตนจนหมดย่อมนึกภาพออกอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนที่สามนักผจญภัยผู้ที่มีระดับซิลเวอร์ขั้นหนึ่งไล่ล่าไมนาสอย่างยาวนานจนใช้พลังมานาไปมากมายก่อนจะถูกกริฟฟ่อนราตรีจู่โจมซึ่งกริฟฟ่อนราตรีถูกจัดอยู่ใน่ระดับซิลเวอร์ขั้นสองถึงขั้นสี่ย่อมไม่มีทางที่นักผจญภัยขั้นหนึ่งที่เหลือมานาไม่มากเพียงสามคนจะรับมือได้เลยและด้วยปัจจัยเหล่านี้ทำให้การต่อสู้จบลงไปอย่างรวดเร็ว ยังรวมไปถึงมีดของเขาที่หักอย่างง่ายดายนั้นถึงแม้จะไม่ใช่อาวุธคุณภาพดีแต่ถ้าหากมีมานาคอยหล่อเลี้ยงย่อมต้องใช้งานได้ดีกว่านี้แน่นอน
แม้แต่เหล่าอสูรและสัตว์อสูรที่ทางสมาคมนักผจญภัยทำการศึกษามาอย่างยาวนานโดยได้จัดระดับความแข็งแกร่งและข้อมูลเฉพาะเอาไว้ในคู่มือนักผจญภัยด้วยเช่นกันซึ่งจะแบ่งระดับตามความสามารถที่เทียบเคียงกับระดับตัวตนของนักผจญภัยแต่เมื่อถูกจัดเป็ระดับของภารกิจนั้นจะเป็อีกเื่หนึ่งทันทีอย่างเช่นสัตว์อสูรบางประเภทที่มีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับหนึ่ง แต่เมื่อถูกพบว่ามันมีลักษณะการอยู่อาศัยแบบรวมฝูงเมื่อถูกตั้งเป็ภารกิจของทางสมาคมนักผจญภัย ก็ย่อมต้องถูกประเมินให้มีระดับที่สูงขึ้นกว่าความแข็งแกร่งของมัน
ไมนาสใช้เวลาศึกษาข้อมูลต่างๆจากคู่มือมาสามวันแล้วซึ่งในวันนั้นเองที่เขาได้ทราบข่าวคราวจะพนักงานที่นำอาหารมาให้ว่าตอนนี้มีนักผจญภัยที่ออกทำภารกิจนอกหมู่บ้านและพบเข้ากับศพของนักผจญภัยสามคนทางตะวันตกเฉียงใต้ของหมู่บ้าน ซึ่งเป็ทิศทางเดียวกับจุดที่เกิดเหตุการณ์ในตอนนั้นเมื่อเขาสอบถามเพิ่มเติมถึงเื่ราวก็ได้ความว่า นักผจญภัยที่ไปพบศพนั้นได้กลับมาแจ้งกับทางสมาคมว่าศพเ่าั้มีร่องรอยจากการต่อสู้กับสัตว์อสูรซึ่งคาดการณ์ได้ว่าเป็กริฟฟ่อนราตรีจากการที่มีขนของมันตกอยู่ในที่เกิดเหตุทางสมาคมจึงได้รีบแจ้งเื่ไปยังสำนักงานใหญ่ประจำเมืองแรกอรุณให้ประสานกับทางกิลด์เหยี่ยวเพลิงอันเป็ต้นสังกัดของนักผจญภัยทั้งสามที่เสียชีวิตไมนาสคาดว่าคงไม่นานที่นักผจญภัยระดับสูงจะถูกส่งมาจัดการเื่ราวดังกล่าวซึ่งทำให้เด็กหนุ่มเบาใจลงได้บ้างที่อย่างน้อยอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับตาลุงฮิวเบิร์ชผู้สันโดษจะได้รับการจัดการเสียทีและผลก็เป็อย่างที่เด็กหนุ่มหวังเอาไว้
เื่ราวเช่นนี้ควรจะถูกเก็บเป็ความลับเพื่อไม่ให้เกิดความแตกตื่นเป็วงกว้างของเหล่าประชาชนแต่โชคร้ายที่นักผจญภัยกลุ่มที่ไปพบศพนั้นเป็เพียงมือใหม่เมื่อเจอกับภาพอันน่าสยดสยองของซากศพที่ถูกปล่อยทิ้งไว้สามวัน ทำให้สติแทบไม่อยู่กับเนื้อกับตัวและเผลอหลุดปากกันระหว่างที่รีบเดินทางกลับมายังสมาคมนักผจญภัยจึงทำให้เกิดความโกลาหลขึ้นอีกครั้งหลังจากเหตุการณ์ที่ คลอเดียผู้เป็ภรรยาของฮิวเบิร์ชถูกฆ่าตายจากหมาป่าเขี้ยวทมิฬเหตุการณ์ครั้งนั้นย่อมไม่สามารถปกปิดข่าวได้เพราะผู้ตายคือชาวบ้านและนักผจญภัยที่ออกล่าหมาป่าเขี้ยวทมิฬก็ไม่พบกับมันในละแวกนั้นอีกจึงคาดการว่ามันคงจากที่นี่ไปแล้วเพราะมันก็ถูกโจมตีาเ็ไปเช่นกันแต่เหตุการณ์คราวนี้ย่อมต่างออกไปเพราะผู้เคราะห์ร้ายก็คือนักผจญภัยเองจึงยิ่งสร้างความตื่นกลัวให้กับชาวบ้านเป็อย่างมาก
เมื่อเทรวิสหัวหน้าหมู่บ้านรู้เช่นนั้นก็ถึงกับนำชาวบ้านไปกดดันที่หน้าสมาคมนักผจญภัยให้รีบจัดการกับเื่นี้เพื่อให้เหล่าชาวบ้านสงบลงโดยเร็วทางสมาคมเมื่อเห็นว่าเื่ราวเริ่มเลยเถิดจึงรีบติดต่อไปยังสำนักงานใหญ่ประจำเมืองแรกอรุณในทันที