ผมมองดูตัวเลขวันที่บนหน้าจอมือถือสลับกับมองนาฬิกาแขวนผนังในห้องนั่งเล่นด้วยความตื่นเต้นที่ปิดไม่มิด หัวใจของผมเต้นรัวเป็จังหวะสามช่าั้แ่เช้าจนถึงตอนนี้
วันนี้เป็วันที่ 12 สิงหาคม... ใช่ครับ มันอาจจะเป็วันแม่แห่งชาติสำหรับใครหลายๆ คน แต่มันยังมีความสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ผมบังเอิญไปล่วงรู้มา
มันคือ 'วันเกิดของพี่คิริน'
ความลับนี้ผมไม่ได้ไปสืบเสาะมาจากไหนหรอกครับ แต่ผมบังเอิญตาดีไปเห็นบัตรประชาชนของเขาที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะกระจกหน้าทีวีั้แ่วันแรกที่ผมขนของย้ายเข้ามาอยู่ในเพนต์เฮาส์แห่งนี้ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ผมก็เลยแอบมองและจำวันเกิดของเขาฝังหัวมาั้แ่ตอนนั้น
ตลอดเวลาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา พี่คิรินทำอะไรให้ผมมากมายเหลือเกิน ถึงแม้ภายนอกเขาจะดูเป็คนเ็า ดุเก่ง ปากหมา แถมยังชอบทำตัวรุ่มร่ามฉวยโอกาส (ซึ่งหลังๆ มานี่ผมเริ่มจะชิน... หรือไม่ก็อาจจะชอบไปแล้ว) แต่ลึกๆ แล้วผมรู้ดีว่าเขาเป็คนที่ใส่ใจและอบอุ่นมากแค่ไหน เขาทำอาหารให้ผมกินทุกมื้อ คอยไปรับไปส่ง คอยดูแลตอนผมเมา แถมยังเป็ที่พึ่งให้ผมในคืนที่ผมกลัวฟ้าร้องแทบขาดใจ
เพื่อเป็การตอบแทนความรู้สึกดีๆ (ที่ผมยังไม่พร้อมจะยอมรับตรงๆ) ผมก็เลยตั้งใจว่าจะทำเซอร์ไพรส์เล็กๆ น้อยๆ ให้เขาสักหน่อย
แผนการเริ่มต้นขึ้นั้แ่่บ่าย หลังจากเลิกเรียนคลาสสุดท้าย ผมแวะไปที่ร้านเบเกอรี่ชื่อดังหน้ามหาวิทยาลัย จัดการซื้อเค้กช็อกโกแลตฟัดจ์ก้อนเล็กน่ารักที่แต่งหน้าด้วยสตรอว์เบอร์รีลูกโตมาหนึ่งปอนด์ และแอบเอามันมาซ่อนไว้ในช่องแช่เค้กตู้เย็นั้แ่ตอนที่พี่คิรินยังไม่กลับ
แต่แค่เค้กอย่างเดียวมันดูธรรมดาเกินไป ผมอยากจะทำอะไรที่มัน 'แฮนด์เมด' และมาจากใจจริงๆ
เป้าหมายของผมคือ... ต้มจืดเต้าหู้หมูสับ!
ใช่แล้วครับ ผมกำลังจะแหก 'กฎเหล็ก' ข้อสำคัญที่พี่คิรินเคยตั้งไว้ว่า 'ห้ามผมแตะต้องเตาแก๊สเด็ดขาด' แต่อันที่จริง วันนั้นที่ครัวเกือบไหม้มันเป็แค่อุบัติเหตุต่างหากล่ะ ต้มจืดมันทำง่ายจะตาย แค่ต้มน้ำให้เดือด โยนหมู โยนผัก โยนเต้าหู้ลงไป ปรุงรสนิดหน่อยก็เสร็จแล้ว ไม่เห็นจะมีอะไรยากเลย!
ผมจัดการหยิบผ้ากันเปื้อนสีเทาเข้มของพี่คิริน (ที่ตัวใหญ่กว่าผมไปหลายเบอร์) มาสวมทับเสื้อนักศึกษา มัดสายรัดรอบเอวให้แ่า เตรียมพร้อมลงสนามรบในห้องครัว
ผมเริ่มต้นด้วยการหั่นผักกาดขาว... ซึ่งมันออกมาเป็ชิ้นสี่เหลี่ยมบ้าง สามเหลี่ยมบ้าง ชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ปะปนกันไปตามยถากรรม จากนั้นก็หั่นเต้าหู้ไข่ ซึ่งก็เละคามือไปซะครึ่งหลอด
"โอเค... หน้าตาไม่สำคัญ รสชาติสำคัญกว่า"
ผมปลอบใจตัวเอง หยิบหมูสับมาปั้นเป็ก้อนกลมๆ โยนลงไปในหม้อน้ำที่กำลังเดือดปุดๆ
แต่ปัญหาคือกะปริมาณเครื่องปรุงไม่เป็นี่แหละ ผมเหยาะซีอิ๊วขาวลงไป สลับกับน้ำปลา พริกไทย และซอสหอยนางรม กะเอาด้วยสายตาและความรู้สึกล้วนๆ
"ชิมหน่อยดีกว่า..." ผมตักน้ำซุปขึ้นมาเป่าจนหายร้อน แล้วซดเข้าปาก
"พรวดดดด!"
ผมแทบจะพ่นน้ำซุปออกมา เค็ม! โคตรเค็ม! เค็มเหมือนทำเกลือหกใส่ไปทั้งกระสอบ
ผมลุกลี้ลุกลนรีบเติมน้ำเปล่าลงไปอีกแก้วใหญ่เพื่อเจือจางความเค็ม แต่พอน้ำเยอะขึ้น รสชาติมันก็จืดชืดจนต้องเติมซีอิ๊วลงไปอีก วนลูปแบบนี้อยู่สองสามรอบ จนสุดท้ายต้มจืดเต้าหู้หมูสับของผมก็กลายสภาพเป็น้ำซุปสีเข้มที่รสชาติปะแล่มๆ เค็มโดดปนหวานแปลกๆ แถมเต้าหู้ไข่ยังแตกเละเป็เศษซากอยู่ในหม้อ
ผมถอนหายใจยาว ทิ้งตัวลงพิงเคาน์เตอร์ครัวอย่างหมดแรง สภาพห้องครัวตอนนี้บอกเลยว่าเละเทะไม่ต่างจากวันแรกที่ผมทำครัวไหม้ เศษผักกระเด็นตกพื้น คราบน้ำซุปหยดเป็ทาง ซิงก์ล้างจานเต็มไปด้วยกะละมังและเขียงที่ยังไม่ได้ล้าง
"ช่างเถอะ... กินได้ก็กิน กินไม่ได้ก็เททิ้งแล้วกัน"
ผมปลอบใจตัวเองรอบที่ร้อย จัดการตักต้มจืดหน้าตากะพร่องกะแพร่งใส่ชามใบสวย ยกไปวางไว้ที่โต๊ะอาหาร
จากนั้นก็จัดการนำเค้กช็อกโกแลตออกจากตู้เย็น นำมาวางไว้ตรงกลางโต๊ะ ปักเทียนวันเกิดรูปตัวเลขลงไปเตรียมพร้อม
ติ๊ก... ติ๊ก... ติ๊ก...
เสียงเข็มนาฬิกาเดินไปเรื่อยๆ ท่ามกลางความเงียบของห้อง ตอนนี้เป็เวลาทุ่มครึ่งแล้ว พี่คิรินน่าจะใกล้กลับมาถึงแล้ว
ผมล้างมือให้สะอาด จัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เข้าที่ นั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโต๊ะอาหาร สองมือประสานกันแน่นด้วยความตื่นเต้นและประหม่า
เขาจะโกรธไหมนะที่ผมทำครัวเละเทะ?
เขาจะด่าผมไหมที่แหกกฎแอบทำอาหาร?
แล้วต้มจืดห่วยๆ นี่ เขาจะกินมันลงหรือเปล่า?
ความกังวลตีรวนขึ้นมาในหัวจนผมเริ่มอยากจะยกชามต้มจืดไปเททิ้ง แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว...
ติ๊ด... แกร๊ก!
เสียงปลดล็อกประตูดิจิทัลดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงผลักประตูบานหนาให้เปิดออก ผมสะดุ้งเฮือก รีบคว้าไฟแช็กขึ้นมาจุดเทียนวันเกิดบนก้อนเค้กอย่างรวดเร็ว
ไฟในห้องนั่งเล่นและโซนครัวถูกปิดมืดสนิท มีเพียงแสงสว่างสีส้มอมเหลืองจากเปลวเทียนเท่านั้นที่ส่องสว่างไสว
พี่คิรินในชุดนักศึกษาที่พับแขนเสื้อขึ้นจนถึงศอก เดินถือแฟ้มเอกสารและกระเป๋าแล็ปท็อปเข้ามาในห้อง ใบหน้าหล่อเหลาของเขาดูอิดโรยและเหนื่อยล้าจากการปั่นโปรเจกต์จบที่คณะมาทั้งวัน
แต่ทันทีที่สายตาของเขาปะทะเข้ากับแสงเทียนวิบวับ และร่างของผมที่อยู่ในชุดผ้ากันเปื้อนนั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหาร ฝีเท้าของเขาก็ชะงักกึกหยุดอยู่กับที่ราวกับถูกแช่แข็ง
ผมสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี เปล่งเสียงร้องเพลงวันเกิดออกมาท่ามกลางความเงียบ
"Happy birthday to you... Happy birthday to you... Happy birthday... Happy birthday..."
เสียงของผมสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น ผมทอดสายตามองผ่านเปลวเทียนไปที่คนร่างสูงตรงหน้า
"Happy birthday to you... มีความสุขมากๆ นะครับ พี่คิริน"
พี่คิรินยืนนิ่งงัน แฟ้มเอกสารในมือของเขาร่วงหล่นลงพื้นเสียงดัง 'ตุ้บ' แต่เขาไม่ได้สนใจมันเลยสักนิด ดวงตาคมกริบที่เคยมองทุกสิ่งด้วยความเ็า บัดนี้เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ั์ตาสีเข้มสั่นไหวระริกอย่างรุนแรง มันเต็มไปด้วยความตกตะลึง ความไม่อยากจะเชื่อ และ... ความตื้นตันใจที่ปิดไม่มิด
เขาคงไม่คิดว่าจะมีใครมานั่งเซอร์ไพรส์วันเกิดให้เขาง่ายๆ แบบนี้ในห้องพักส่วนตัว
ผมส่งยิ้มกว้างไปให้เขา เป็รอยยิ้มที่ออกมาจากความรู้สึกอบอุ่นในใจจริงๆ
"ยืนอึ้งทำไมล่ะครับ มาเป่าเทียนสิ เดี๋ยวน้ำตาเทียนหยดใส่เค้กหมดนะ"
พี่คิรินเหมือนเพิ่งได้สติ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ค่อยๆ ก้าวเท้าเดินช้าๆ เข้ามาที่โต๊ะอาหาร สายตาของเขาไม่ได้มองที่ก้อนเค้กเลย แต่เขากลับจ้องมองมาที่ใบหน้าของผมอย่างไม่วางตา
เขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าผม โน้มตัวลงมาใกล้ ก่อนจะหลับตาลงเพียงเสี้ยววินาที แล้วเป่าลมรวดเดียวจนเทียนดับวูบลง
"ขอบใจนะ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแ่เบาในความมืด ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือไปกดเปิดสวิตช์ไฟตรงผนัง
แสงสว่างกลับคืนสู่ห้องอีกครั้ง เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่ยังคงมีร่องรอยของความประหลาดใจ ผมรีบดันชามต้มจืดที่เริ่มจะเย็นชืดไปตรงหน้าเขา
"เอ่อ... คือ... ผมทำต้มจืดเต้าหู้หมูสับให้พี่กินด้วย แต่หน้าตามันอาจจะดูไม่ได้ แถม... แถมผมยังทำครัวเลอะเทอะไปหน่อยด้วย พี่อย่าเพิ่งด่าผมนะ"
ผมรีบออกตัวแก้ตัวเป็พัลวัน หลับตาปี๋เตรียมรับฟังคำด่าเื่แหกกฎครัว
พี่คิรินก้มลงมองชามต้มจืดที่น้ำซุปสีเข้มปี๋ เต้าหู้เละเทะ และผักที่หั่นขนาดไม่เท่ากันเลยสักชิ้น เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
"ใครบอกว่าพี่จะด่า" เขาตอบเสียงเรียบ หยิบช้อนขึ้นมาคนต้มจืดในชามเบาๆ
"หนูอุตส่าห์ตั้งใจทำ 'ของขวัญแฮนด์เมด' ให้พี่ทั้งที พี่จะด่าได้ยังไง"
"พะ... พี่กินได้จริงๆ เหรอ รสชาติมันอาจจะหมาไม่แดกเลยนะ" ผมเตือนด้วยความหวังดี ไม่อยากให้เขาต้องมาท้องเสียเพราะอาหารฝีมือผม
"ถ้าเป็ฝีมือหนู ต่อให้เป็ยาพิษ พี่ก็จะกิน"
คำพูดเลี่ยนๆ ที่หลุดออกมาจากปากผู้ชายหน้านิ่ง ทำเอาผมหน้าเห่อร้อนขึ้นมาทันที ไอ้พี่คิรินบ้า! จะหยอดอะไรไม่ดูเวล่ำเวลาเลย
พี่คิรินไม่พูดอะไรต่อ เขาตักน้ำซุปขึ้นมาเป่าเบาๆ แล้วซดเข้าปาก ผมกลั้นหายใจลุ้นระทึก จ้องมองปฏิกิริยาของเขาตาไม่กะพริบ
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย (คงเพราะความเค็มที่พุ่งปรี๊ดขึ้นสมอง) แต่เพียงเสี้ยววินาที เขาก็คลายคิ้วออก แล้วตักหมูสับกับผักกาดขาวเข้าปากตามไปเคี้ยวตุ้ยๆ
"เป็ไงพี่... กินได้ไหม" ผมถามเสียงอ่อย
"ก็... พอใช้ได้ สำหรับมือใหม่" เขาตอบสั้นๆ ไม่ได้ชมว่าอร่อย แต่ก็ไม่ได้บ้วนทิ้ง
และสิ่งที่ทำให้ผมต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง คือการที่เขานั่งตักต้มจืดเค็มๆ ชามนั้นกินหน้าตาเฉย กินไปเรื่อยๆ โดยไม่บ่นสักคำ กินจนข้าวเปล่าหมดจาน และต้มจืดในชามก็ร่อยหรอลงไปจนเกือบหมด
เขา... กินมันเข้าไปจริงๆ ด้วย!
"พี่! พอแล้ว! ถ้ามันเค็มก็ไม่ต้องฝืนกินหรอก เดี๋ยวเป็โรคไตนะเว้ย!"
ผมรีบร้องห้าม เอื้อมมือไปดึงชามต้มจืดออกห่างจากเขา
พี่คิรินยอมวางช้อนลง เขาหยิบกระดาษทิชชู่ขึ้นมาเช็ดปากอย่างลวกๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินอ้อมโต๊ะมาหาผม
ผมเงยหน้ามองเขาด้วยความงุนงง ยังไม่ทันได้ถามอะไร ฝ่ามือใหญ่ที่อบอุ่นของเขาก็ทาบทับลงบนกลุ่มผมของผม เขาออกแรงขยำและขยี้เส้นผมของผมจนยุ่งฟูไปหมดด้วยความมันเขี้ยว
"งื้อออ พี่คิริน ผมผมเสียทรงหมดแล้ว" ผมโวยวาย พยายามปัดมือเขาออก
แต่เขาไม่ยอมหยุดแค่นั้น เขาเปลี่ยนจากขยำหัวมาเป็ใช้สองมือบีบดึงแก้มทั้งสองข้างของผม แล้วโยกไปมาอย่างแรงด้วยความเอ็นดูสุดหัวใจ
"โอ๊ย! เจ็บๆๆๆ!" ผมร้องลั่น น้ำตาแทบเล็ด
"ทำไมน่ารักแบบนี้ หืม? หมูสับของพี่"
เขาก้มหน้าลงมากระซิบใกล้ๆ จมูกโด่งรั้นของเขาชนเข้ากับปลายจมูกของผมเบาๆ
รอยยิ้มบางๆ ที่หาดูได้ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร ผุดขึ้นบนริมฝีปากหยักของเขา แววตาของเขาไม่ได้เ็าอีกต่อไป แต่มันเต็มไปด้วยความอบอุ่น ความสุข และความคลั่งรักที่ทลายกำแพงทุกอย่างลงมาจนหมดสิ้น
"ขอบคุณนะ ต้นหนาว... นี่เป็วันเกิดที่ดีที่สุดในชีวิตพี่เลย"
ประโยคสั้นๆ แต่ออกมาจากความรู้สึกจริงๆ ของเขา ทำเอาหัวใจที่เต้นรัวของผมอ่อนยวบลงไปกองกับพื้น ความภาคภูมิใจและความสุขเอ่อล้นขึ้นมาในอก
ผมยิ้มกว้างตอบกลับเขาไป ยอมปล่อยให้เขาดึงแก้มและขยี้ผมต่อไปโดยไม่บ่นอีก
การทำต้มจืดห่วยๆ แลกกับรอยยิ้มและความสุขของผู้ชายหน้าตายคนนี้... มันเป็การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในโลกเลยล่ะครับ