“หมายความว่ายังไงครับ....”
“ข้าบอกว่า...เ้ามีเวลาสิบปีในการฝึกวรยุทธของพวกเราทั้งสามคนและข้าเป็คนแรกที่เ้าต้องเรียนรู้” ผู้าุโหมัดพูดขึ้นในเย็นวันหนึ่ง
“ความหมายคือภายในสิบปี ผมต้องเรียนรู้จากผู้าุโทั้งสามเหรอครับ”
“ถูกต้อง เ้าต้องเรียนรู้พื้นฐานของร่างกายวิชาหมัดอัคคีจากข้าภายใน 3 ปี และ 3 ปีนี้เ้าต้องบรรลุถึงขั้นอาจารย์ขั้นต้นเป็อย่างต่ำ”ผู้าุโหมัดพูดเหมือนว่ามันเป็เื่ง่ายดาย สิ่งหนึ่งที่จ้าวยูร์ได้อ่านมานั้นคนที่บรรลุถึงขั้นอาจารย์ด้วยระยะเวลาที่สั้นที่สุดคือ10-15 ปี หรือนานกว่านั้นปียิ่งถ้าร่างกายไม่เอื้ออำนวยหรือติดอยู่ด่านคอขวดอาจต้องใช้เวลาเกิน20 ปีด้วยซ้ำ แล้วเขาต้องบรรลุภายใน 3 ปี นี่มันเื่บ้าอะไรกัน
“3 ปี ผมทำไม่ได้หรอกครับ”
“ไม่ได้ก็ต้องได้ เ้าไม่มีทางเลือก”
...อะไรกัน นี่มันมัดมือชกเลยไม่ใช่เหรอ
“ข้าแวะมาบอกเ้าให้เตรียมตัวเท่านั้นพรุ่งนี้เช้าเตรียมยกน้ำชาคารวะพวกเราทั้งสามเป็อาจารย์ด้วย”
“เดี๋ยวก่อนครับ!”เพียงชั่วพริบตาผู้าุโหมัดก็หายไป ปล่อยให้จ้าวยูร์นั่งงงอยู่คนเดียว
เช้าวันถัดมาจ้าวยูร์ยกน้ำชา คำนับผู้าุโทั้งสามเป็อาจารย์ตามลำดับอย่างช่วยไม่ได้และทำการเริ่มต้นการฝึกแทบจะทันทีโดยที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้เลย
“นี่เ้าหนู จากนี้ไปคือชีวิตใหม่ของเ้าทำไมไม่ถือเสียว่าเป็การเริ่มต้นใหม่ เปลี่ยนชื่อไปเลยดีไหม?”ผู้เฒ่าพิษพูดขึ้น จ้าวยูร์เงยหน้ามองผู้าุโทั้งสาม
..ชีวิตใหม่ ชื่อใหม่?
“ข้าเห็นด้วย ในเมื่อเ้าได้ชีวิตใหม่เหมือนได้เกิดใหม่ ข้าว่าเ้าควรมีชื่อใหม่นะ” ผู้าุโหมัดเห็นด้วยกับพี่รองของตน
“ชื่อใหม่..งั้นเหรอครับ..ผมคิดว่าชื่อเดิมมันดีอยู่แล้วผมไม่อยากเปลี่ยนครับ”
“....ไม่อยากเปลี่ยน?”ผู้าุโหมัดย้ำเพื่อความแน่ใจ
“ยูร์เป็ชื่อที่คุณแม่ตั้งให้ ผมอยากใช้ชื่อนี้เหมือนเดิมครับ”
“ในเมื่อเ้าตัดสินใจแบบนั้น พวกเราก็ไม่ขัดข้อง”ผู้าุโดาบเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“จ้าวยูร์ขอบคุณอาจารย์ทั้งสามครับ”
ตลอดสามปีเขาเริ่มเรียนรู้ั้แ่ขั้นพื้นฐานทั้งหมดของร่างกายั้แ่การเปิดจุดตันเถียนและเส้นลมปราณทั้งแปด เส้นทางกระแสเืเพื่อเตรียมพร้อมกับการฝึกวรยุทธในขั้นต่อไป
ระหว่างนี้เขายังคงไปอ่านตำราที่หอความรู้เพิ่มเติมเป็ประจำรวมถึงศึกษาเื่สมุนไพรต่าง ๆจ้าวยูร์รู้สึกแปลกใจไม่น้อยที่ร่างกายของเขาสามารถปรับเข้ากับการฝึกได้อย่างรวดเร็วแม้ว่า่แรกเขาเหนื่อยสายตัวแทบขาด ตื่นั้แ่พระอาทิตย์ยังไม่โผล่จนกระทั่งพระอาทิตย์ลับขอบฟ้ามีเวลาพักระหว่างวันไม่นานเขาหยุดทุก ๆ 10วันเพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อน
การฝึกทุกอย่างเป็ไปด้วยดีได้รับคำแนะนำจากผู้าุโทั้งสามอยู่ตลอดโดยเฉพาะผู้าุโพิษที่คอยนำยาชนิดต่าง ๆ มาให้เขาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการฝึก หรือพูดอีกนัยหนึ่งระหว่างเรียนรู้กับผู้าุโหมัดเขาได้ถูกผู้าุโพิษใช้เป็หนูทดลองยานั้นเอง
“ร่างกายเ้าหนูนี่เหมาะกับการฝึกวรยุทธจริง ๆสินะ” จ้าวยูร์มองดูร่างกายตัวเองที่เปลี่ยนแปลงไปไม่เหลือเค้าเดิม กล้ามเนื้อทั้งหมดเต็มไปด้วยพลังลมปราณความสูงที่เพิ่มขึ้น ใบหน้าที่งดงามมากกว่าคำว่าหล่อเหลา เส้นผมสีดำสนิทยาวจนถึงกลางหลังภายในเวลาแค่ไม่กี่ปี
“แต่ข้ายังไม่บรรลุถึงขั้นอาจารย์ตามที่กำหนดเลยนะขอรับ”จ้าวยูร์พูดกับผู้าุโหมัดที่นั่งอยู่ตรงม้านั่ง เขาโบกมือไปมา
“ไม่เป็ไร ๆ ยังไงเ้าต้องบรรลุถึงขั้นอาจารย์อยู่แล้วถึงไม่ใช่กับข้าก็เถอะ ข้าเชื่อว่าภายในไม่กี่ปีนี่เ้าต้องทะลวงถึงขั้นอาจารย์หรือสูงกว่านั้นแน่”
“ขอบคุณอาจารย์สามขอรับ”
“หากเ้าอยากขอบคุณข้าจริง ๆวันนี้ทำของอร่อยเยอะ ๆหน่อย” จ้าวยูร์ยิ้ม
“ศิษย์ขอตัวไปเตรียมมื้อเย็นก่อนขอรับ” ลับหลังจ้าวยูร์ไปผู้าุโทั้งสองเดินเข้ามานั่งร่วมโต๊ะกับผู้าุโหมัด
“อีกไม่กี่เดือนก็ครบสามปีแล้วสินะที่เ้าหนูนั้นมาอยู่ที่นี้”
“ข้าไม่อยากเชื่อเลยว่าจ้าวยูร์คนนั้นสามารถเรียนรู้หมัดอัคคีของข้าทั้งหมดได้แค่ไม่กี่ปี”
“ฮ่า ๆ เพราะหมัดอัคคีเ้ามันห่วยยังไงล่ะ ฮ่าๆ” ผู้าุโหมัดเหลือบตามอง
“เ้าพูดดีไปเถอะ ข้าจะคอยดูว่าตอนที่เ้าหนูนั้นเรียนรู้พิษจากเ้าทั้งหมดเ้าจะทำหน้ายังไงตาแก่พิษ”
“ฮ่า ๆ ข้ารอไม่ไหวแล้ว ไหน ๆเ้าก็ไม่มีอะไรจะสอนแล้วยกเขาให้ข้าพรุ่งนี้เลยสิ”
“ไม่ได้!ยังไงข้าต้องได้สอนเขาครบสามปีตามกำหนด!”
“เ้าสาม ก่อนครบ 3 ปีเ้าพาเขาลงเขาไปสิ”
“หะ ห๊า!!”
“ใอะไรในเมื่อที่ผ่านมาเ้าก็พาเขาลงเขาไปล่าอสูรประจำอยู่แล้วไม่ใช่หรือ”
“ข้าไปด้วย ข้าต้องล่าแก่นอสูรพิษมาให้มากหน่อยเ้าหนูนั้นจำต้องใช้เยอะแน่ ๆ”
“เ้าก็ล่าของเ้าไปสิ ห้ามมารบกวนข้ากับลูกศิษย์”
“ตอนนี้เขาล่าอสูรระดับอาจารย์ได้แล้วไม่ใช่หรือทั้งที่อยู่แค่ระดับเชี่ยวชาญขั้นสูงเท่านั้น” ผู้าุโดาบถามน้องสามของตน
“นี่เ้าหนูจ้าวยูร์สามารถฆ่าอสูรขั้นอาจารย์ได้แล้วงั้นหรือดี ๆ แบบนี้ข้าต้องล่าอสูรระดับปรมาจารย์แล้วล่ะ”
“พลังของเขาก้าวหน้าไปกว่าขั้นของตนเองหลายเท่าจนน่าทึ่งเลยล่ะ”
“อาจารย์ขั้นสูงภายในสองปีกว่างั้นหรือ....” ผู้าุโดาบยิ้มสะบัดผัดในมืออย่างครุ่นคิด
“อีก 5 วันข้าพาเ้าหนูลงเขาเลยแล้วกัน”
“ข้าไปเตรียมตัวดีกว่า” ผู้าุโพิษหายไปชั่วพริบตาเหลือไว้เพียงแค่ผู้าุโทั้งสองเท่านั้น
ย่างเข้าปีที่ 4 จ้าวยูร์ได้เรียนรู้ทักษะพิษกับผู้าุโพิษจ้าวยูร์ไม่ได้รู้เลยว่าร่างกายของเขานั้นได้รับพิษมาั้แ่ต้นปีที่ 3 เพื่อเตรียมร่างกายสู่การรับพิษที่รุนแรงขึ้นเขาต้องทรมานครั้งแล้วครั้งเล่ากับการดื่มยาพิษและปรุงยาแก้พิษอย่างเช่นวันนี้ร่างกายของเขากำลังทรมานกับพิษเก้า์ ลมปราณภายในปั่นป่วนจนเขาแทบควบคุมมันไม่ได้
“ข้าบอกเ้ากี่ครั้งแล้วว่าอย่าร้อนใจเวลาโดนพิษไม่อย่างนั้นธาตุไฟเข้าแทรกแน่ อืม...ร่างกายเ้านี่เหมาะกับการทดลองพิษจริง ๆ”ผู้าุโพิษยิ้มกว้างมองจ้าวยูร์กำลังควบคุมพลังลมปราณอยู่ ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าผู้าุโพิษนั้น“แตกต่าง” จากอาจารย์ทั้งสองอยู่มาก แต่เขาไม่คิดว่าความแตกต่างที่เขาคิดนั้นมันเข้าขั้นโรคจิตขนาดนี้
“เอ๋...อะไรกันนี่เ้าขับพิษได้แล้วเหรอ ฮ่า ๆเก่งเกินไปแล้ว คิดว่าข้าจะยอมแพ้งั้นเหรอ” ผู้าุโพิษฝังเข็มพิษลงบนร่างกายของเขาอีกครั้งร่างกายร้อนรุ่ม เหงื่อไหลจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม
“ควบคุมลมปราณได้แล้วเ้าควรรีบปรุงยาแก้พิษนะไม่อย่างนั้นครั้งนี้เ้าได้ตายแน่” จ้าวยูร์ลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาแดงกล่ำ ฟันของเขากระทบกันเสียงดังกึกๆ
“ฮ่า ๆ อดทนได้ดี ฮ่าๆ” จ้าวยูร์ลุกขึ้นช้า ๆเดินไปปรุงยาแพ้พิษทั้งสองที่อยู่ในร่างกายอย่างเชื่องช้า
“สกัดจุดป้องกันพิษงั้นหรือ...” ผู้าุโพิษเดินวนรอบชายหนุ่มครุ่นคิด สายตามองไปยังตัวยาที่เขากำลังหยิบจับ
“ไม่ไหวๆ แค่อึดใจเดียวเ้าสามารถหายาแก้พิษข้าได้แล้วข้าไม่ยอมแพ้หรอก” ผู้าุโพิษหายเข้าห้องปรุงยาของตนเองไม่ได้สนใจว่าจ้าวยูร์สามารถปรุงยาแก้พิษได้หรือไม่นั้นไม่ใช่เพราะเขาไม่สนใจ เพียงแค่ว่าเขามั่นใจในฝีมือของลูกศิษย์คนนี้เท่านั้นเอง
่เวลา 3 ปีที่อยู่กับผู้าุโพิษร่างกายของจ้าวยูร์เหมือนดื่มกินพิษอยู่ตลอดเวลาทั้งแก่นอสูรพิษ ยาพิษ แช่และอาบพิษจนก่อเกิดร่างกายมายาพิษ์ผู้ที่สามารถต้านทานพิษชนิดต่าง ๆ และยังกลั่นพิษได้จากเืในร่างกายอีกด้วย
“ข้าไม่เชื่อ! ข้าไม่ยอม! ทำไมๆเ้าหนู เ้าต้องโกงข้าแน่ ๆใช่ไหมพี่ใหญ่” ผู้าุโดาบวางถ้วยชาลง
“โกงหรือไม่ตอนนี้เ้าก็เห็นด้วยตาตัวเองแล้วไม่ใช่หรือร่างกายของจ้าวยูร์สามารถต้านทานพิษทุกชนิดของเ้าได้ทั้งหมดทางที่ดีเ้าควรคิดค้นพิษใหม่ๆ ได้แล้วนะ”
“หุบปากไปเลยตาแก่บ้าพลัง!เพราะเ้านั้นแหละที่ส่งมอบลมปราณแห่งอัคคีให้เ้าหนูนั้นพิษของข้าเลยทำงานได้ไม่เต็มที่”
“นี่เ้าบอกให้ข้าหุบปากงั้นเหรอ!คิดว่าเ้าเก่งนักเหรอตาแก่แพ้เด็ก!”
“เ้า!ๆ”ทั้งสองลุกขึ้นประจันหน้าไม่มีใครยอมใคร
“พวกเ้าไปทะเลาะกันไกล ๆ ข้า” เพียงสะบัดพัดในมือทั้งสองก็ปลิวไปอยู่ลานประลองเรียบร้อย
“เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับอาจารย์” จ้าวยูร์วางอาหารลงบนโต๊ะหันไปมองลานประลองที่ผู้าุโทั้งสองกำลังปะมือกันเป็เื่ธรรมดา
“ไม่มีอะไรหรอก ได้ยินว่าเ้าบรรลุถึงขั้นอาจารย์ขั้นสูงแล้วหรือ”
“ขอรับ”
“ไม่ถึง 6 ปีดีเ้าทำได้ถึงเพียงนี้เหนือความคาดหมายของข้าจริงๆ”
“ขอบคุณอาจารย์ที่ชมขอรับ”
“จ้าวยูร์ เ้ารู้เื่ “กระดูกั” หรือไม่”
“ขอรับ?”
กระดูกั คือ ชื่อเรียกของผู้ที่มีร่างกายที่สมบูรณ์เหมาะสำหรับการฝึกยุทธผู้ที่มีกระดูกันั้นสามารถเรียนรู้วรยุทธหรือทักษะที่ต้องใช้พลังลมปราณได้เร็วกว่าคนอื่นมากกว่าหลายเท่าตัวและไม่ใช่ทุกคนที่สามารถมีกระดูกั อาจเป็หนึ่งในหมื่นหรือในหลายหมื่นถึงจะหาเจอสักหนึ่งคน
“อาจารย์จะบอกว่าในตัวข้ามีกระดูกังั้นหรือขอรับ”
“...เ้าไม่เคยเรียนรู้เื่วรยุทธมาก่อนแต่ภายในไม่กี่ปีเ้ากลับสามารถบรรลุถึงขั้นอาจารย์ได้ในขณะที่บางคนใช้เวลาอย่างน้อยสิบปีหรืออาจนานกว่านั้นในการเข้าสู่ขั้นอาจารย์”จ้าวยูร์ครุ่นคิด เขาเองกำลังหาคำตอบให้กับเื่นี้อยู่เหมือนกัน เขาคิดว่าอาจได้รับความช่วยเหลือจากอาจารย์ทั้งสามแต่ไม่ได้คิดถึงความพิเศษของร่างกายของตน
ตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่แห่งนี้ จ้าวยูร์ได้ใช้เวลาศึกษาความรู้แขนงอื่นๆ จากหอความรู้ไปไม่น้อย หอความรู้แต่ละชั้นแตกต่างกันตามความยากง่ายของตำราที่อยู่ในชั้นนั้นๆโดยแต่ละชั้นถูกผนึกเอาไว้ด้วยวงแหวนเวทย์การเปิดประตูในแต่ละชั้นต้องใช้พลังลมปราณในการเปิดเพื่อขึ้นไปสู่ชั้นถัดไปยิ่งสูงความยากยิ่งเพิ่มขึ้นเหมือนเป็การบังคับให้ฝึกความแข็งแกร่งของพลังลมปราณไปในตัวหาก้าเข้าสู่หอความรู้ชั้นถัดไป