เช้าวันต่อมาอ้ายกัวก็เอากระเบื้อง 20 แผ่นมาส่งให้ที่บ้านสามสกุลจางั้แ่เช้า เขาซื้อกระเบื้องไว้ั้แ่เมื่อวาน แต่กว่าจะกลับมาถึงหมู่บ้านก็เป็เวลาเย็นมากแล้วเลยยังไม่เอามาส่งให้ เกรงว่าบ้านสามที่มีแต่สตรีแลเด็กอยู่จะลำบากใจ หากให้ผู้อื่นซึ่งเป็บุรุษ เดินเข้าๆ ออกๆ บ้านในเวลาใกล้ค่ำ
ท่านลุงทั้งสองคน จางจื่อฉี จางจื่อเจี้ยน จางลี่จิ่น มาถึงก็เริ่มงานซ่อมแซมบ้านกันทันที ส่วนท่านปู่จางอู่เกิน จางเฟยหรง จางเฟยเทียนและจางลี่ิ ก็แยกไปทางหลังบ้านเพื่อเริ่มพลิกหน้าดินเตรียมแปลงปลูกผัก
จางเฟยอีเอารถเข็นของท่านยายหูมาจัดข้าวของเพื่อเตรียมนำไปทำอาหารที่บ้านใหญ่สกุลจาง เตาไฟที่ก่อใหม่ต้องรอให้แห้งสนิทอย่างน้อยสามวันจึงจะใช้งานได้ นางยังไม่ลืมที่จะเอาของออกจากมิติมาเพิ่มส่วนของท่านยายหูที่นางตั้งใจจะมอบให้แทนน้ำใจที่ท่านยายหูให้ยืมรถเข็นไว้ใช้ถึงสองวันอีกด้วย
เมื่อถึงบ้านใหญ่สกุลจาง ป้าสะใภ้ทั้งสองคนก็ออกไปที่นาแล้ว มีจางจื่อเหมยที่พักผ่อนจนอาการดีขึ้นมากแล้วมานั่งรอจางเฟยอีพร้อมกับจางลี่เจี๋ย และจางลี่หลิน
"พี่จื่อเหมย หายดีแล้วหรือเ้าคะ ออกมานั่งตากลมเช่นนี้เดี๋ยวจะเป็ไข้เอาได้นะเ้าคะ"
"พี่หายแล้วล่ะเฟยอี นอนอยู่แต่ในห้องเบื่อจะแย่ พาลไข้จะกลับเพราะนอนมากเกินไปนี่ล่ะ" จางจื่อเหมยยู่ปากบ่นเล็กน้อย
"พี่จื่อเหมยกับเด็กๆกินข้าวกันหรือยังเ้าคะ เดี๋ยวข้าจะรีบเข้าครัวไปทำให้"
"กินแล้วเฟยอี ท่านแม่ทำโจ๊กผสมฟักทองตามอย่างเ้าให้ทุกคนั้แ่เช้าแล้วล่ะ มา..ลี่เจี๋ย ลี่หลิน ช่วยกันเอาของไปเก็บก่อน"
พี่น้องสี่คนช่วยกันยกผักและเครื่องปรุงที่จางเฟยอีเอามาจากบ้านเข้าไปเก็บให้เรียบร้อย จากนั้นจางเฟยอีก็ชวนพวกนางทั้งสามคนไปที่บ้านยายหูเพื่อส่งคืนรถเข็น
จางจื่อเหมยที่มีปานบนใบหน้า เแม้นางจะไม่คิดอับอายน้อยใจกับเื่รูปโฉมมากนัก แต่หากมีคนคอยจ้องมองอยู่ตลอดเวลาก็รู้สึกอึดอัดอยู่ไม่น้อย จึงไม่ค่อยได้ออกจากเรือนไปไหนมาไหนนอกจากไปทำไร่ทำนา เวลานี้เดินผ่านชาวบ้านหลายคนนางสังเกตเห็นว่าพวกเขามองมายังพวกนางทั้งสี่คนอยู่บ่อยๆ ก็รู้สึกแปลกใจ
"น้องสาวเฟยอี วันนี้คนในหมู่บ้านเป็อะไรกันไปหมดเล่า เหตุใดถึงได้เอาแต่ส่งยิ้มมาทางพวกเราตลอดเลย เ้าดูให้ข้าหน่อยเถิด ว่าเสื้อผ้าของข้ามันขาดตรงไหน น่าอับอายหรือไม่" จางจื่อเหมยกระตุกแขนเสื้อญาติผู้น้องของนางแล้วกระซิบเบาๆ
"ไม่ขาดหรอกเ้าค่ะพี่จื่อเหมย ข้าว่าคงเป็เพราะเขาได้ประโยชน์จากบ้านสกุลจางของพวกเรา เื่ผักและเครื่องปรุง ก็เลยแสดงท่าทีเป็มิตรให้เท่านั้นเองเ้าค่ะ"
"อ้อ เป็เช่นนั้นเอง ข้าตกอกใแทบแย่เลย ขอบใจนะเฟยอีที่แบ่งของมาให้พวกเราด้วยน่ะ"
"พี่จื่อเหมย อย่าได้เกรงใจอันใดเลย ข้าแยกบ้านออกไปแต่ก็ยังเป็คนสกุลจางอยู่นะเ้าคะ ข้ารู้..หากเป็ท่าน ท่านก็จะทำเช่นเดียวกับข้า"
จางจื่อเหมยเหม่อมองญาติผู้น้องที่โตมาพร้อมกับนางอย่างสุขใจ ดีเหลือเกินที่น้องสาวผู้นี้ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองมาเป็คนใหม่ เสียงของนางก็ไพเราะ หน้าตาก็งดงามทั้งยังมีจิตใจดีอีก หากรู้ว่าการที่ตนเองเป็ลมล้มศีรษะกระแทกพื้นครั้งนี้ จะทำให้น้องสาวพูดเก่งและกล้าหาญขึ้นได้ รู้เช่นนั้นนางนึกเจ็บใจว่าเหตุใดนางจึงไม่ล้มป่วยไปเสียตั้งนานแล้ว
จางเฟยอีเห็นว่าพี่สาวจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ก็คิดไปว่านางคงจะอับอายรอยปานบนใบหน้า ก็รีบเข้าไปกุมมือจางจื่อเหมยเอาไว้แล้วพากันเดินต่อไปบ้านท่านยายหู
ท่านยายหูซื่อเป็สตรีหม้ายสามีเสียชีวิตไปแล้ว นางมีบุตรสาวที่ออกเรือนไปแล้วหนึ่งคน เวลานี้อาศัยอยู่กับบุตรชายอายุ 40 กว่าปีอีกหนึ่งคนที่แต่งงานแล้วเช่นกัน มีหลานชายวัย 20 ปีและหลานสาววัย 12 ปี บุตรชายและลูกสะใภ้ทั้งสองคนมีอาชีพสานตะกร้าส่งไปชายในเมืองเฉินหนง ครอบครัวมีที่นาไม่มากนัก แต่ความเป็อยู่ไม่ลำบากยากเข็ญจนเกินไป เพราะเวลาที่มีภัยแล้งก็ยังมีรายได้จากการสานตะกร้าออกไปขายมาจุนเจือครอบครัวได้อยู่บ้าง
หลานชายคนโตของท่านยายหูนามว่า หูอี้เหวิน อายุ 20 ปี ยังไม่ได้แต่งงานเพราะเขาเกิดมามีนิ้วเท้าสิบเอ็ดนิ้ว ชาวบ้านคิดว่าเขาเป็คนพิการ จะนำพาความโชคร้ายไปสู่ผู้อื่น จึงไม่มีใครอยากให้บุตรสาวของตนออกเรือนมากับเขา
จางเฟยอีและจางจื่อเหมยเพิ่งเคยเข้ามาในลานเรือนของบ้านท่านยายหูเป็ครั้งแรก ที่นี่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆของไม้ไผ่ที่ใช้สานตะกร้า มีตะกร้า กระบุง กระจาด หมวกฟาง หลายแบบ หลายชนิด ทั้งที่ทำเสร็จแล้วและกำลังสานค้างไว้อยู่วางอยู่อย่างเป็ระเบียบหลายกอง เวลานี้มีเพียงนางหูซื่อและหลานชายคนโตหูอี้เหวิน อยู่ในเรือนกันแค่เพียงสองคน คนอื่น ๆ ไปแบกน้ำรดต้นข้าวในนากันหมดแล้ว
จางเฟยอีมองดูแล้วลองเปรียบเทียบกับของใช้เครื่องสานยุคปัจจุบันที่นางเคยเห็น ก็พบว่าท่านลุงหูมีฝีมือดีไม่น้อยเลยทีเดียว ฝีมือการจักสานประณีต ละเอียดลออ เพียงแค่มีรูปแบบน้อยกว่าสมัยใหม่ไปหน่อยเท่านั้นเอง
"ท่านยาย ข้าเอารถเข็นมาคืนให้ท่านเ้าค่ะ ยังมีฟักทอง กับฟักเขียวอีกอย่างละลูกอีกด้วย แตงกวากับถั่วลิสงข้าเห็นว่าเหลือไม่มากแล้วจึงเก็บไว้ให้ท่านปู่ ไม่ได้หยิบเอามาด้วยท่านอย่าได้ขุ่นเคืองใจเลยนะเ้าคะ"
"ดูเ้าพูดเข้าสิหลานสาว ข้าจะไปโกรธเคีองเื่ใดกับเ้าได้เล่า เ้ามีใจนึกถึงคนแก่อย่างข้า ข้าก็ดีใจแล้ว รถเข็นนั่นจะใช้เพียงวันที่ต้องส่งตะกร้าไปขายในเมืองเท่านั้น วันอื่นหากเ้า้าใช้ก็มาขอยืมได้ ไม่ต้องเอาของมาตอบแทนข้าหรอก" นางหูซื่อตอบเด็กสาวด้วยน้ำเสียงและสายตาอ่อนโยน
จางลี่เจี๋ยและจางลี่หลินเด็กน้อยสองคนได้เห็นตะกร้าใบเล็กๆ น่ารัก ยังมีหมวกกุ้ยเล้ย (หมวกสานทรงสูง) ที่มีดอกไม้ผ้าดอกเล็กประดับอยู่ด้วย ก็ยิ่งตื่นตาตื่นใจ จับจูงมือจางจื่อเหมยไปดูข้าวของเครื่องจักสานที่วางอยู่ทั่วลานบ้านของท่านยายหูอย่างสนุกสนาน จางจื่อเหมยเองก็ไม่ค่อยได้ไปที่ใดมากนัก เมื่อเห็นสิ่งของแปลกตาตรงหน้าก็เพลิดเพลิน หยิบนู่นจับนี่ดูกับน้องสาวทั้งสองไปด้วย
หูอี้เหวินซึ่งกำลังเหลาไม้ไผ่อยู่ ก็มองตามหญิงสาวที่มีปานบนใบหน้าอยู่ครู่ใหญ่ นางมีปานใหญ่เช่นนั้นบนใบหน้าแต่นางกลับร่าเริงมีชีวิตชีวาได้ถึงเพียงนั้น ต่างกับเขาที่มีนิ้วเท้าเกินไปหนึ่งนิ้ว ทั้งยังสวมรองเท้ากับถุงเท้าปิดเอาไว้มิดชิด แต่เขากลับไปอยากออกไปเผชิญหน้ากับผู้ใด
หัวใจของเขาเต้นแรงยิ่งขึ้น เหตุใดนางจึงดูงดงามได้ถึงเพียงนั้น ทั้งๆที่ใบหน้าของนางมีปานใหญ่แต่เขากลับไม่เห็นว่ามันจะเป็ปัญหาที่ตรงไหน นางยังไม่รู้สึกต้อยต่ำอันใดแล้วเหตุใดเขาจึงต้องโทษตัวเองโดยไร้เหตุผลไปเปล่าๆ ด้วยเล่า
คิดได้ดังนั้นหูอี้เหวินก็ค่อยๆ เดินไปใกล้ๆ จางจื่อเหมยและน้องสาวทั้งสองคน ชวนพูดคุยด้วยอย่างเป็กันเอง จางจื่อเหมยก็ตั้งคำถามเขาเื่นั้นเื่นี้อย่างไม่เขินอายอันใด ทำให้หูอี้เหวินยิ่งรู้สึกมั่นใจในตนเองมากขึ้น สตรีผู้นี้ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจเขาเลยแม้แต่น้อย บุรุษที่พูดน้อยเช่นเขาเวลานี้พูดเป็ต่อยหอย จะว่าไปวันนี้เขาพูดมากกว่าเอาคำพูดทั้งปีมานับรวมกันเลยก็ว่าได้
ท่านยายหูซื่อและจางเฟยอีพูดคุยกันเสร็จพอดี ส่วนใหญ่สตรีผู้สูงวัยก็จะเอ่ยตักเตือนสอนจางเฟยอีเื่การดูแลน้องๆ การระมัดระวังความปลอดภัยทั้งจากคนและจากสัตว์ เพราะบ้านสามสกุลจางอยู่ท้ายหมู่บ้าน ห่างไกลจากบ้านเรือนของชาวบ้านออกไปมากหน่อย ทั้งยังมีูเาสองลูกอยู่ทางด้านหลังอีก
จางจื่อเหมยเห็นทางด้านนั้นพูดคุยกันเสร็จแล้ว ก็บอกลาหูอี้เหวิน เด็กหญิงทั้งสองก็โบกมือร่ำลาเขาอย่างน่าเอ็นดู พอสตรีสกุลจางทั้งสี่กลับออกไปจนลับตาแล้ว หูอี้เหวินก็ยังคงเหม่อมองตามไปด้วยแววตาอ่อนโยนอยู่ที่เดิม