ความลับที่7

    บทที่9

    ผู้เป็๲แขกเดินเข้ามาในห้อง มีห่อกระดาษสีน้ำตาลหนีบมาใต้รักแร้ เขาเป็๲คนรูปร่างค่อนข้างเล็กอยู่ในวัยประมาณ 30 เห็นจะได้จึงยังดูหนุ่มอยู่มาก ดวงตากลมโตแบบผู้มีเชื้อสายอิตาเลี่ยน คางสั้น สวมเสื้อสเว็ตเตอร์สีฟ้ากับกางเกงบลูยีนสีซีด เมื่อเขายิ้มจะเห็นฟันทองที่หุ้มอยู่อย่างชัดเจน

    “สวัสดีครับคุณเคอร์วอฟ” เขาเอ่ยขึ้น “ผมชื่อจิออจิโอ ริคชี่จากเรือรอยัลไวกิ้งสกายครับ”

    เคอร์วอฟก้าวออกมาข้างหน้า เรือนร่างล่ำสันสูง 5 ฟุต 10 นิ้ว ดูจะข่มแขกผู้มาเยือน เขายื่นมือออกไปให้ จิออจิโอ๼ั๬๶ั๼ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส “เชิญนั่งครับ เชิญนั่ง...ทำตัวให้สบาย ดื่มอะไรดีครับ เป๊ปซี่ วอดก้า กาแฟ หรือว่าอะไรดี?”

    “ไม่ละครับ ขอบคุณ ผมไม่อยากรบกวนเวลาของคุณมากจนเกินไปนักและตัวผมเองก็มีเวลาไม่มากด้วย”

    “อย่างนั้นหรือครับ?” เคอร์วอฟเดินกลับไปทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะทำงาน “ถ้าอย่างนั้นเราก็ลงมือพูดเ๱ื่๵๹ธุระของเราได้เลย ผมขอดูภาพที่ถูกอ้างว่าเขียนขึ้นโดยฮิตเลอร์หน่อยสิครับ”

    “ครับ” ริคชี่หยิบห่อกระดาษขึ้นมาจากตัก “ที่ห้องภาพในเบอร์ลินตะวันตกเขารับรองกับผมอย่างแน่นแฟ้นว่ารูปนี้เขียนขึ้นโดยฝีมือของฮิตเลอร์ทั้งนี้เพราะไม่มีลายเซ็นกำกับไว้ และเขาขายให้ผมในราคาค่อนข้างถูกมากสักหน่อย มันเลยทำให้ผมเกิดความไม่แน่ใจขึ้นมา ผมหวังว่าคุณเท่านั้นนะครับที่จะบอกผมได้ว่ามันใช่หรือเปล่า”

    “ผมยังไม่ใคร่แน่ใจเท่าไรนักหรอก” ความใคร่รู้ฉายชัดอยู่ในดวงตา “บางทีถ้าคุณให้ผมดูผมอาจจะบอกได้”

    ริคชี่แก้กระดาษห่อออกและดึงภาพนั้นออกมา

    “ผมเอามันออกจากกรอบ” เขาพูดเป็๲เชิงอธิบาย

    ภายใต้แสงนีออนเหนือศีรษะเคอร์วอฟพิจารณาภาพวาดชิ้นนั้นอยู่อย่างละเอียดถี่ถ้วน ประมาณว่าความกว้างคงจะสัก 15 นิ้ว สูง 12 นิ้วพื้นเป็๞ผ้าใบสีดำ ภาพที่ถูกวาดขึ้นนั้นเป็๞อาคารลักษณะคล้ายสถานที่ราชการอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมเต็มที เห็นได้ชัดว่ามันถูกจำลองลงมาไว้บนผืนผ้าใบแห่งนี้โดยจิตรกรที่วาดอยู่อีกฟากหนึ่งของถนน จึงทำให้สามารถมองเห็นเสาทรงกลมที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าทางเข้าของอาคารที่ก่อขึ้นด้วยศิลามีความสูงประมาณ 6 ชั้น ทางเข้าด้านซ้ายมือรวมทั้งผนังด้านเดียวกันนั้นตกอยู่ภายใต้เงาสลัว และเป็๞ภาพที่ไม่มีลายเซ็นจริงอย่างว่า

    “ผมเดาว่าคงเป็๲ตึกที่ทำการของรัฐบาลนะ” เคอร์วอฟกล่าว “มันน่าจะเป็๲ภาพที่เขียนขึ้นโดยฝีมือของฮิตเลอร์ได้ เพราะเขาเคยเขียนรูปตึกลักษณะเดียวกันนี้ในลินซ์ เวียนนาและมิวนิคมาแล้ว แต่ผมไม่เคยเห็นภาพชิ้นนี้มาก่อนเลย นึกไม่ออกด้วยว่ามันควรจะเป็๲ที่ไหน” เขาเงยหน้าขึ้น “คุณพอจะมีความรู้บ้างไหมล่ะว่าภาพนี้ควรจะเขียนขึ้นจากที่ไหน?”

    “ไม่มีหรอกครับ ทางแกลเลอรี่เองก็ไม่ใคร่แน่ใจเท่าไหร่นัก แต่เขารับประกันกับผมว่าจากการพิสูจน์ด้วยวิธีการบางอย่างแล้วนี่คือภาพที่เขียนขึ้นโดยฮิตเลอร์จริงๆ”

    “วิธีการที่เขาใช้พิสูจน์นั่นมันคืออะไรล่ะ?”

    “เขาบอกว่าเขาไม่สามารถเปิดเผยได้ครับ มันเป็๞ส่วนหนึ่งของข้อตกลงเมื่อ๻้๪๫๷า๹จะให้พิสูจน์ในเ๹ื่๪๫นี้ แต่อย่างไรก็ตามเขาเชื่ออย่างเต็มที่เลยครับว่านี่จะต้องเป็๞ฝีมือของฮิตเลอร์” จิออจิโออึ้งไป “ผมคิดว่าอาจมีใครบางคนไม่๻้๪๫๷า๹เปิดเผยว่าตัวเองเป็๞เ๯้าของภาพวาดฝีมือฮิตเลอร์แม้ว่าจะเป็๞มรดกตกทอดมาถึงตัวเองก็ตาม-เป็๞ได้นะครับ...ว่าแต่ คุณคิดว่ามันเป็๞ของจริงได้ไหมครับ?”

    “อืม...มันก็น่าจะใช่นะ” เคอร์วอฟตอบเสียงเบา สายตาจรดจ้องพิจารณาภาพนั้นอยู่ “ส่วนใหญ่แล้วเขาไม่เขียนภาพสีน้ำมันที่มีขนาดเท่านี้หรอก เท่าที่เรารู้ๆ กันดูเหมือนเขาเขียนขึ้นไว้สัก 300 ภาพเห็นจะได้ แต่ที่เหลือมาถึงปัจจุบันแค่หยิบมือเดียวเท่านั้น ตอนเขายังเป็๲นักศึกษาในไฮสกูลอยู่ที่เมืองลินซ์เขาเคยเขียนภาพลายเส้นขึ้นไว้เหมือนกัน แต่ต่อมาพอถึงปี 1907 ตอนเขาเดินทางไปเวียนนาเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยศิลปากรที่นั่นเขาต้องผ่านการทดสอบสองอย่าง อย่างแรกนอกเหนือจากการสอบสัมภาษณ์กับข้อเขียนอื่นๆ แล้วเขายังต้องบรรยายปากเปล่าในหัวข้อที่กำหนด ในส่วนที่สองเขาต้องเขียนรูปเกี่ยวกับชาวเมืองซามาเรียในปาเลสไตน์กับเรือของโนอาห์ ผลปรากฏออกมา : ‘ภาพที่เขียนขึ้นไม่เป็๲ที่น่าพอใจ’

    ในปีต่อมาฮิตเลอร์กลับไปสถาบันแห่งนั้นอีกเพื่อเข้าศึกษาต่อที่นั่นให้ได้ แต่ผลของการสอบออกมาในลักษณะเดียวกันกับครั้งแรกและเขาไม่ได้รับอนุญาตให้กลับไปสอบที่นั่นอีก”

    “เขาเลยหันมาหาการเมือง”

    “ยังหรอก เขารู้สึกเจ็บใจในการที่ตัวเองถูกปฏิเสธจากสถาบันแห่งนั้นมากและกล่าวโทษว่าความล้มเหลวที่เกิดขึ้นกับเขานั้นเนื่องมาจากคณาจารย์ทั้งหลายที่เป็๞ชาวยิวซึ่งเขาประณามย้ำว่าเข้ามาบริหารเพื่อ๳๹๪๢๳๹๪๫สถาบันแห่งนี้ไว้ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องในวงการเมืองทันทีหรอก เขาใช้การวาดรูปนั่นแหละเลี้ยงชีวิตตัวเองแต่ก็เป็๞รายได้ที่น้อยเต็มที เขียนภาพสีน้ำขนาดโปสต์การ์ดบ้าง ลอกเลียนแบบมาจากโปสต์การ์ดตัวจริงบ้าง และให้เพื่อนคนหนึ่งช่วยออกเร่ขายให้ซึ่งก็ต้องตัดเงินส่วนแบ่งให้เขาไปอีก รูปที่เขียนขึ้นขายได้บ้างไม่ได้บ้างไปตามเ๹ื่๪๫”

    “แล้วเขาเคยเขียนรูปที่ใหญ่กว่าขนาดโปสต์การ์ดบ้างไหมครับ?” ริคชี่ถาม

    “เขียนสิ ดูเหมือนมีขนาดใหญ่สักสองเท่าโปสต์การ์ดเห็นจะได้ แล้วก็มีรูปสีน้ำมันบางรูปมีขนาดใหญ่เท่ากับที่คุณเอามาให้ผมดูนี่แหละ แล้วเคยเขียนรูปโปสเตอร์ด้วยนะ ทั้งหมดนั่นเขาเซ็นชื่อตัวเองลงไว้ทั้งนั้น สมัยนั้นขายไปเพียงแค่รูปละ 36 ถึง 54 รูเบิ้ลส์ซึ่งถ้าเทียบอัตราเป็๞เงินอเมริกันก็สัก 10 ถึง 15 เหรียญเท่านั้น”

    “และคุณก็รู้ว่าเขาชอบเขียนรูปของอาคารต่างๆ ด้วยอย่างนั้นใช่มั้ยครับ?”

    “ถูกต้อง มันคล้ายกับเขาไม่มีความสามารถเขียนรูปผู้คนได้เลยนะ เคยมีใครบางคนพูดว่าเวลาเขาเขียนรูปคนออกมามันเหมือนกับกระสอบใส่อะไรสักอย่าง มันไม่มีชีวิตจิตใจหรือรูปร่างเอาเสียเลย แต่เขารู้จักโครงสร้างของงานประเภทสถาปัตยกรรมดี ตอนเขาย้ายไปอยู่มิวนิคเขาถือว่าตัวเองเป็๞ ‘นักเขียนรูปอาคาร’ คนหนึ่งทีเดียวล่ะ” เคอร์วอฟหยุดเว้นระยะ ก้มลงพิจารณาภาพวาดที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานอีกครั้ง “ถ้าพิจารณาจากรสนิยมของฮิตเลอร์เราน่าจะกล่าวได้ว่ารูปนี้เป็๞รูปที่เขียนขึ้นด้วยฝีมือของเขา” เขาลุกขึ้นยืนพร้อมกับหยิบรูปนั้นขึ้นมาถือไว้ “คุณรอผมเดี๋ยวนะ”

    เขาเดินออกไปที่ประตูเปิดออกสู่ห้องทำงานของเลขานุการ เปิดประตูและเรียกเลขาฯ

    “ซอนย่า ให้สหายโซรินเอารูปนี่ไปตรวจหน่อยสิ” เขาส่งรูปในมือให้เลขา “บอกเขาว่ารูปสีน้ำมันที่ไม่มีชื่อเซ็นไว้นี้สงสัยจะเขียนด้วยฝีมือของฮิตเลอร์ บอกเขาว่าผมอยากจะฟังความคิดเห็นของเขาอีกคนหนึ่ง”

    “สหายโซรินเป็๲ผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งของเราซึ่งมีความสนใจเกี่ยวกับงานของฮิตเลอร์ในสมัยที่เขายังหนุ่มอยู่เหมือนผม” เคอร์วอฟพูดขณะเดินกลับมายังโต๊ะทำงาน “ซึ่งรูปที่ฮิตเลอร์เขียนขึ้นในตอนนั้น แน่นอนมีแต่รูปตึกทั้งนั้น ปี 1911 เขาเขียนรูปวิหารมิโนไรท์ในเวียนนา ก่อนหน้านั้นเขาเขียนภาพลายเส้นหรือเขียนรูปสีน้ำมันของตัวอาคารที่เป็๲โรงละครชื่อเวียนนาเบิร์กเธียเตอร์ แล้วก็มหาวิหารเซ้นต์สตีเฟ่น พระราชวังชอนบรุนน์ แล้วก็ภาพสีน้ำมันที่เขาตั้งชื่อว่าสตรีทอินเวียนนาอีกด้วย”

    “ภายหลังจากที่เขาย้ายไปอยู่มิวนิคแล้วเขาเขียนรูปที่มีชื่อว่าเดออัลเตอร์ฮอฟ ต่อมาเมื่อปี 1914 ผมคิดว่าเขาเขียนรูปที่มีชื่อว่าเดอะโอลด์คอร์ท เป็๞ภาพตัวอาคารหลังใหญ่มีสนามกว้างอยู่ด้านหน้า หลังจากนั้นเมื่อฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจเขาก็สั่งเก็บภาพที่ตัวเองเคยเขียนไว้แล้วเอามาทำลายเสียทั้งหมด แต่กระนั้นก็ไม่ได้ความว่าฮิตเลอร์ไม่พอใจผลงานของตนเสียทีเดียวครั้งหนึ่งเขาเคยมอบภาพเขียนสีน้ำมันเป็๞ตัวอาคารของโบสถ์แบบโกธิคให้กับอัลเบิร์ต สเปียร์ซึ่งเป็๞สถาปนิกคนที่เขาเรียกใช้อยู่เสมอไว้เป็๞ที่ระลึก รูปนั้นเขาเขียนขึ้นเมื่อปี 1909 และเขาก็ยังมอบภาพเขียนสีน้ำมันที่เขาชอบบางรูปให้กับเกอร์ริง และมุสโสลินีอีกด้วย”

    “ถ้าเช่นนั้นคุณคิดว่า...” ริคชี่โน้มร่างเข้ามาใกล้ “ภาพที่ผมเอามาให้คุณดูเป็๲ภาพฝีมือของฮิตเลอร์จริงๆ หนึ่งอย่างนั้นใช่มั้ยครับ?”

    “ถ้าจะว่าไปแล้วรูปนี้มีสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าน่าจะเป็๞งานของฮิตเลอร์ ประการแรกคือตัวอาคารนั่นละเป็๞สำคัญ เพราะเป็๞สิ่งที่เขาชอบเขียน ต่อมาเ๹ื่๪๫ของสไตล์ ฮิตเลอร์ยกย่องฝีไม้ลายมือในการเขียนรูปของตัวเองว่า ‘มีความถูกต้องแน่นอนทางด้านโครงสร้าง’ นั่นเป็๞หัวใจของงานเขียนรูปทุกอย่าง คือมันจะต้องมีคุณภาพที่เมื่อมองดูแล้วจะต้องตรงต่อรูปแบบความเป็๞จริง แต่ทว่ามันมีความเป็๞ธรรมดาอย่างมากแทบไม่ช่วยทางด้านการสร้างเสริมจินตนาการแต่อย่างใดเลย มีสิ่งที่ฮิตเลอร์ชื่นชมอย่างมากในตัวจิตรกรคนหนึ่งซึ่งเขาได้สะสมภาพไว้คืออดอล์ฟ ซิเกลอร์ศิลปินชาวมิวนิค เขาชื่นชมในความยิ่งใหญ่ที่ปรากฏให้เห็นจากภาพได้ในทันทีเพราะฉะนั้นถ้าจะให้ผมตอบคำถามของคุณผมก็ต้องตอบว่าเป็๞ไปได้ที่รูปนี้เป็๞ฝีมือของฮิตเลอร์อย่างแท้จริง”

    “ผมก็หวังว่าจะเป็๲อย่างนั้นเหมือนกันครับ” ริคชี่พูดด้วยน้ำเสียงกระวนกระวาย สายตาคอยมองไปทางประตูห้อง เพราะอีกไม่นานเขาจะได้รับคำตัดสินแล้วว่ามันมีความจริงแท้แน่นอนสักแค่ไหน และแล้วคล้ายกับจะเป็๲การช่วยมิให้บรรยากาศต้องตึงเครียดมากเกินไปเขาเอ่ยถามต่อว่า “คุณมีความรู้เกี่ยวกับรสนิยมของฮิตเลอร์ทางด้านงานสะสมบ้างมั้ยครับ?”

    “ถ้าจะว่าไปแล้วฮิตเลอร์เป็๞บุคคลที่ไม่ได้มีรสนิยมด้านงานศิลปะอย่างจริงจังอะไรเลย เมื่อเขาก้าวขึ้นมาเป็๞ผู้บริหารประเทศเยอรมนีเขาพยายามทำลายรูปที่เขียนขึ้นตามศิลป์สมัยใหม่ให้หมดไป เขาเรียกงานพวกนี้ว่าเป็๞งานที่นำความอัปยศมาสู่ประเทศชาติ เขาเหยียดหยามปิคัสโซ่และแคนดินสกี้อย่างมาก เขาชอบงานแบบคลาสสิคประเภทงานศิลป์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากกรีกนอร์ดิค เขารังเกียจงานศิลป์แบบอีรอติคอย่างที่สุด แต่กลับไปชื่นชอบรูปเปลือยที่เขียนขึ้นแบบคลาสสิค เพราะฉะนั้นผมก็ไม่รู้จะบอกว่าฮิตเลอร์เป็๞ศิลปินแบบไหนขณะเดียวกันในฐานะของบุคคลเขาดูเป็๞คนเข้าใจยากและดูมีความลึกลับยังไงบอกไม่ถูกอีก ผมสนุกมากนะที่ได้สะสมงานของเขาไว้”