กลิ่นยาขมคละคลุ่มไปทั่วห้องกว้าง อากาศภายในเรือนใหญ่ถ่ายเทได้สะดวก ข้าวของภายในห้องมิได้มีเพียงตกแต่งให้สวยงามและหรูหรา แต่ยังสามารถใช้งานได้ทุกชิ้น ทหารยามพลัดกันเฝ้าเวรอย่างแ่า แม้เพียงหนูสักตัวก็ไม่มีทางรอดพ้นสายตาเข้ามาในเรือนแห่งนี้ ผ้าขาวที่ถูกสับเปลี่ยนซับโลหิตแดงกองโตถูกนำออกจากเรือนทุกวัน ได้รับการรักษาและตรวจอาการจากหมอหลวงที่ถูกเชิญให้มาพำนักที่จวนประจำหลายวัน เว่ยตงหยางนอนป่วยมาหลายแล้ว อาการของชายหนุ่มดีขึ้นตามอาการ เปลือกตาหนาที่หนักอี้งค่อยๆลืมตาขึ้นด้วยความยากลำบาก เขาพบว่าร่างกายเขาตอนนี้ชาไปทั้งตัว ความเจ็บปะทุขึ้นทวีคูณเมื่อเขารู้สึกตัว
“เว่ยอ๋องฟื้นแล้ว”
เสียงแม่นมเหม่ยที่เฝ้าดูข้างกายตลอดหลายวันไม่ไปไหนรีบเข้ามาหาชายหนุ่มทันที และสั่งให้บ่าวอีกคนไปตามหมอหลวงมาตรวจอาการ
“น้ำ”
เสียงแหบแห้งบอกสิ่งที่ตน้า แม่นมเหม่ยจึงรีบนำน้ำมาให้ทันที ความเจ็บแปล๊บที่แผลทำให้ชายหนุ่มดื่มน้ำอย่างยากลำบาก เพียงไม่นานหมอหลวงก็เข้าตรวจอาการด้วยใบหน้าเร่งรีบ มือหนาวางหงายตรงราบไปกับพื้นเตียงนุ่ม เพียงชั่วครู่หลังจากจับชีพจรก็เป็อันเสร็จ
“เว่ยอ๋องไม่เป็อันใดมากแล้วขอรับ เพียงกินเทียบยาตามที่กระหม่อมจัดไว้ให้และคอยล้างแผลทุกวันมิให้โดนน้ำก็หายดีไม่เกิน 7 วัน”
“อื้ม แม่นมเหม่ยส่งท่านหมอหลวงด้วย”
“เ้าค่ะ”
เว่ยตงหยางเอ่ยบอกก่อนที่ทั้งคู่จะออกจากเรือนไป
“แล้วนางเหล่าเป็เช่นไร”
หลังผู้คนออกไปหมดแล้วเหลือเพียงผู้ช่วยเขาที่ยืนอยู่ข้างๆ
“แม่นางหลี่เองก็ป่วยหนักขอรับ”
ิเพ่ยเอ่ยอย่างรายงาน หากนางที่ผู้เป็นายหมายถึงคือแม่นางหลี่ก็คงไม่มีผู้ใดแล้ว ตอนที่เขาเห็นสภาพตอนหญิงสาวเดินเลื่อนลอยเพื่อตามหาคนมาช่วยท่านอ๋องก็อดนึกสงสารนางมิได้เช่นกัน
“มีหมอไปดูหรือยัง”
“เอ่อ…นางถูกส่งตัวกลับเรือนที่หมู่บ้านเซิ่งฮุนแล้วขอรับ”
“ไล่ออกหรือ ผู้ใดบังอาจตัดสินใจแทนข้า”
เสียงเข้มที่ก่อนหน้านี้ยังเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบดูจะมีน้ำโหขึ้นมาอย่างมิรู้ตัว
“มิได้ไล่ขอรับ แม่นมเหม่ยเห็นว่านางไม่สบายเลยให้ลากลับเรือนได้ 3 วันขอรับ”
ิเพ่ยรีบอธิบายให้ผู้เป็นายได้เข้าใจ
“แล้วนี่ข้าสลบไปนานกี่วัน”
“3 วันขอรับ”
“สืบเื่ได้เช่นไรบ้าง”
“เรียนท่านอ๋อง คนร้ายที่แฝงเข้ามาเป็คนเลี้ยงม้าเมื่อหลายวันก่อน ตอนนี้ถูกขังที่คุกได้ดินขอรับ สอบสวนแล้ว แต่ทำเช่นไรก็มิเอ่ยปากขอรับ ยังรอท่านไปสอบสวนอีกครา แต่เพราะท่านเกิดเหตุตกแม่น้ำลิ่งชวนเสียก่อน ทำให้ตอนนี้ยังคงถูกขังอยู่เช่นเดิม ส่วนม้าที่พยศเกรงว่าจะมีสาเหตุมาจากคนผู้นี้ด้วยขอรับ หญ้าที่มันกินเข้าไปมีผงคล้ายแป้งที่ทำจากดอกกันชวี่ มีฤทธิ์ทำให้มอมเมาแต่อาการจะคล้ายปกติ เมื่อมีสิ่งทำให้ใจะออกฤทธิ์กระตุ้นทันทีขอรับ”
ปัง!
เสียงทุบโต๊ะดังลั่นจนลืมความเจ็บ มันเป็ใครถึงกล้าแหย่เสือเช่นเขากัน คงคิดว่าอ๋องอย่างข้าผู้ใดจะจัดการได้ง่ายๆเช่นนั้นหรือ มิประเมินตัวเอง เมื่อเป็เช่นนี้เขาจะตอบแทนมันคืนอย่างสาสม
……
ภายในห้องนอนเล็กๆของเรือนเก่าแต่กลับดูอบอุ่นยิ่งกว่าหาสิ่งใดเทียบ เสียงของเม็ดฝนตกกระทบหลังคาที่ทำจากหญ้าคา ยามโดนน้ำแปรเปลี่ยนเป็สีเข้มขึ้นแต่มันกลับใช้งานได้ดีไม่มีรอยรั่วของน้ำฝนหยดลงกลางเรือนเลยแม้แต่น้อย หน้าต่างไม้เพียงบานเดียวในห้องถูกเปิดกว้างให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก อีกทั้งเสียงน้ำฝนที่กระทบพื้นดินด้านนอก ยังชวนให้บรรยากาศดูสดชื่นขึ้นอีกด้วย กระถางดอกไม้ป่าที่บิดาเก็บติดไม้ติดมือมาฝากบุตรสาวถูกปลูกไว้ข้างหน้าต่าง ่เวลาที่พืชทุกชนิดต่างแข่งกันเติบโตและเบ่งบานล่วงเลยจนเข้าฤดูวสันต์อย่างเต็มตัว
“เ้าพึ่งหายป่วย เหตุใดถึงเปิดหน้าต่างทิ้งไว้เช่นนั้น”
เสียงของหญิงวัยกลางคนบ่นให้บุตรสาวขณะที่เดินเข้ามาในห้อง
“ท่านแม่มาพอดีเลยเ้าคะ ท่านช่วยดูผ้าผืนนี้สิเ้าคะ ใช้ผ้าแบบใด เนื้อผ้าเช่นไรกันข้าหาซื้อมาแล้วยังไม่เจอเนื้อผ้าดีเช่นผืนนี้เลย “
หลี่ซิวอิงพยายามเปลี่ยนเื่ เมื่อหลายวันก่อนหลังจากกลับมาที่จวนเว่ยอ๋องก็นอนซมที่ห้องสาวใช้ถึง 2 วัน เมื่ออาการดีขึ้นแม่นมเหม่ยจึงได้ให้นางลาหยุดกลับมาพักผ่อนที่เรือนได้ ซึ่งอาจเป็เพราะนางได้ช่วยเว่ยอ๋องไว้จึงได้ถูกอนุญาตเป็กรณีพิเศษ และพอทราบมาว่าวันแรกที่ตนมาถึงหมู่บ้านเซิ่นฮุ่น ท่านอ๋องก็ฟื้นวันนั้นพอดี
”เ้าทำอันใดกัน“
หลี่ซูหลินเอ่ยถามบุตรสาวด้วยความสงสัย ผ้าเนื้อดีหลายผืนกองอยู่ตรงหน้าหญิงสาว
“ข้าทำเสื้อคลุมสหายเสียหายเลยจะตัดให้เขาใหม่เ้าค่ะ แต่เนื้อผ้าและการตัดเย็บดีเสียยิ่งกว่าร้านขายผ้าจะทำได้ เลยอยากทำให้เขาเองเ้าค่ะ“
“เ้าเย็บผ้าเป็หรือ”
แฮร่~~
หลี่ซิ่วอิงยิ้มแห้งออกมาให้ผู้เป็มารดา อันที่จริงนางแค่จะเลือกเนื้อผ้าที่ดีใกล้เคียงผ้าผืนเก่าและขอร้องให้มารดาตัดเป็เสื้อคลุมให้เท่านั้น เพราะฝีมือมารดาตนนับว่าดีกว่าร้านเย็บปักใหญ่ๆในตลาดเสียอีก หลี่ซูหลินช่วยบุตรสาวเลือกผ้าก่อนที่จะเย็บเสื้อคลุมให้ไหม่ ส่วนตัวเดิมที่มีรอบขาด ก็เย็บซ่อมและปักลวดลายใหม่จนดูไม่ออกว่าเสื้อคลุมนั้นเลยเสียหายมาก่อน ด้วยความสามารถและฝีมือก็สามารถทำเสร็จได้ภายในคืนนี้เป็แน่
เสียงไก่ขันใน่เช้าตรู่ปลุกให้หญิงสาวที่นอนหลับสบายอยู่ใต้ผ้าห่มหนาให้ตื่นขึ้น สองมือบิดี้เีทั้งที่ยังหลับตาอยู่ แต่เพราะวันนี้นางต้องเดินทางกลับไปที่จวนสกุลเว่ยแล้ว ถึงแม้จะอยากหยุดต่อมากเพียงใดก็ทำไม่ได้ ความรู้สึกเหมือนโลกใบเก่าที่ได้หยุดใน่สุดสัปดาห์ที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เหมือนกับพริบตาเดียวเท่านั้นก็ถึงวันจันทร์ทำงานอีกแล้ว มือบางเอื้อมไปเปิดหน้าต่างไม้ แสงแดดสีทองอบอุ่นใน่เช้ากระทบใบหน้างาม หลายวันแล้วที่ไม่ได้เห็นพระอาทิตย์อุ่นใน่เช้าแบบนี้เพราะฝนพายุ เท้าบางที่ตอนนี้ยังคงพันด้วยผ้าพันแผลก้าวลงที่พื้นเย็นอย่างเคยตัว ความเจ็บที่ปลายเท้าเตือนให้หญิงสาวระวังตนเองมากขึ้น ใบหน้างานยับยู่ยี่ก่อนที่จะเดินกระเพกไปอาบน้ำเตรียมตัวออกเดินทาง
“เดินทางปลอดภัยนะลูก แม่เตรียมขนมเอาไว้ให้เ้ากินระหว่างทางด้วย”
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านแม่”
มือเรียวกุมมือผู้เป็มารดาเอาไว้ก่อนที่จะกอดกันอย่างมิอยากจากลา
“ท่านพ่อ~”
ใบหน้างามหันมาทางผู้เป็บิดาน้ำตาลื่น ก่อนที่จะเข้าสวมกอดเช่นกัน มือหยาบกร้านที่ทำงานหนักเพื่อเลี้ยงบุตรสาวตนมาอย่างดีลูบที่หลังบางด้วยความรัก
“ท่านสองคนดูแลตัวเองด้วยนะเ้าคะ หากมีเื่อันใดเกิดขึ้นต้องรีบไปส่งจดหมายบอกข้าที่ร้านเหมยกุ้ยเลยนะเ้าคะ”
หลี่ซิ่วอิงเอ่ยอย่างกำชับก่อนที่นะขึ้นรถม้าที่จ้างมาก่อนแล้ว นางแบ่งเงินที่ขายตนเองเข้าจวนให้ทั้งสองครึ่งหนึ่งเพื่อใช้ยามฉุกเฉิน ส่วนอีกครึ่งนางเก็บไว้กับตน การเป็บ่าวที่จวนสกุลเว่ยนอกจากกินฟรีอยู่ฟรีแล้วยังได้เงินทุกเดือนอีกด้วย นางแทบไม่มีค่าใช้จ่ายอันใดเพียงแค่เก็บเงินไถ่ตัวเองออกมาให้เป็อิสระในบ้านปลายชีวิต ตามกฎแคว้นฉินการขายตัวเองเข้าเป็บ่าวได้เงินไม่มากมายนัก แต่หากจะไถ่ตนออกมานั้นกลับต้องจ่ายมากกว่าเดิมสิบเท่า ถึงกฎจะดูไม่ยุติธรรมไปบ้างแต่การเป็บ่าวรับใช้ก็มีข้อดีมิน้อยหากเจอจวนสกุลไหนที่ดูแลบ่าวไพร่ดีอย่างเช่นจวนอ๋องเว่ย
รถม้าเคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้านเซิ่นฮุนออกมาเกือบครึ่งชั่วยามแต่นางไม่ได้ตรงดิ่งกลับจวนสกุลเว่ย แต่ตรงไปจวนสกุลโจ้ว นางตั้งใจนำเสื้อคลุมไปคืนเ้าของ วันนี้เป็วันสุดท้ายที่นางได้หยุดพักและไม่รู้จะได้หยุกแบบนี้อีกตอนไหน ตอนนี้สามารถเที่ยวเล่นได้อีกวัน เอาไว้่เย็นๆค่อยกลับจวนก็มิสาย
“มาหาผู้ใด”
เสียงบ่าวหน้าจวนสกุลโจ้วเอ่ยทักหญิงสาวที่ลงจากรถม้ามา
“คารวะพี่ชาย ข้ามิได้มาหาผู้ใด เพียงอยากฝากของให้คุณชายโจ้วยู่ร์เฟิง หากมิเช่นนั้นก็ให้ท่านอาเตียนก็ได้เ้าค่ะ”
“จากผู้ใดหรือ”
“หลี่…เอ่อ…เดี๋ยวพอคุณชายเห็นสิ่งนี้ก็จะรู้เองเ้าค่ะ”
หลี่ซิ่วอิงเอ่ยจบก็ยื่นถาดไม้ที่มีเสื้อคลุมสองตัว หนึ่งคือเสื้อที่เ้าของให้นางมา อีกตัวคือเสื้อคลุมตัวใหม่ที่ท่านแม่นางเย็บให้”
“ทราบแล้ว”
“แต่เดี๋ยว…ท่านมีกระดาษกับพู่กันหรือไม่”
หลี่ซิ่วอิงเอ่ยถามก่อนที่จะรับกระดาษกับพู่กันมา จากนั้นตั้งใจบรรจงเขียนข้อความในกระดาษลงไป
“เรียนคุณชายโจ้วยู่ร์เฟิง ข้านำเสื้อคลุมของท่านมาคืนตามสัญญาเ้าค่ะ แต่ข้าสะเพร่าทำเสื้อคลุมท่านเสียหาย ข้าได้แก้ให้ท่านแล้ว ถึงอย่างไรข้าก็ต้องรับผิดชอบอยู่ดีจึงได้ตัดเสื้อคลุมตัวใหม่ตามขนาดเดิม ข้ารับรองว่าฝีมือการเย็บปักไม่แพ้เสื้อคลุมตัวเก่า”
หลี่ซิ่วอิงเขียนเสร็จก็ใส่ใต้เสื้อคลุมตัวนั้นก่อนที่จะขึ้นรถม้าตรงกลับจวนสกุลเว่ยทันที หลังหญิงสาวออกจากหน้าจวนได้ไม่นาน โจ้วยู่ร์เฟิงและลูกน้องคนสนิทก็ออกมาจากจวนพอดี
“ผู้ใดกัน”
“เรียนคุณชาย แม่นางท่านหนึ่งขอรับ”
“แม่นางหรือ”
โจ้วยู่ร์เฟิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“แม่นางท่านนั้นบอกว่าให้เอาของสิ่งนี้ให้คุณชาย แล้วท่านจะรู้เองขอรับ”
บ่าวรับใช้ยื่นถาดไม้ที่ใส่เสื้อคลุมให้ชายหนุ่ม มือหนาเอื้อมไปััเนื้อผ้าก็รู้ได้ทันทีว่านางคือผู้ใด ก่อนที่จะเห็นว่ามีจดหมายน้อยอยู่ จึงหยิบขึ้นมาอ่าน ข้อความด้านในทำให้มุมปากหนาโค้งขึ้นด้วยความพอใจ นี่นางอ่านออกเขียนได้จริงๆสินะ บ่าวรับใช้ผู้นี้ทำให้เขารู้สึกสนใจขึ้นมามิน้อย ในจดหมายมิได้บอกชื่ออีกทั้งไม่ยอมบอกบ่าวรับใช้หน้าจวนว่าเป็ของผู้ใด วันงานเลี้ยงที่จวนสกุลจางวันนั้น เขาเองก็จำไม่ได้ว่านางชื่ออันใดเพราะฟังไม่ค่อยชัดมากนักตอนที่แอบฟังนางคุยกับเฉินชินหยาน ก่อนจะแยกกันก็ลืมถามชื่อนางเอาไว้เสียด้วย
“ให้ข้าตามสืบเื่นางหรือไม่ขอรับ”
อาเตียนเอ่ยถามผู้เป็นายอย่างรู้หน้าที่
“มิต้อง ข้ากับนางคงได้พบกันอีกไม่นาน ข้าจะรอวันนั้น
ชายหนุ่มเอ่ยจบก็เก็บจดกมายของหญิงสาวเข้าแขนเสื้อของตนและหยิบเสื้อคลุมตัวที่เขาให้นายืมติดมือมาด้วยตรงดิ่งขึ้นรถม้าไป
……
“ท่านอ๋องพร้อมแล้วขอรับ”
อี้เจ๋อเข้ามารายงานผู้เป็นายของตนที่กำลังนั่งทำแผลอยู่ ด้วยยาที่ช่วยสมานาแจากทั่วแคว้น และยาต้มที่ช่วยบำรุงร่างกาย นับว่าเป็ยาที่ดีที่เลยก็ว่าได้ถูกนำมารวมอยู่ที่จวนสกุลเว่ยั้แ่ฮ้องเต้ได้รับข่าว ที่แขนข้างซ้ายถูกพันด้วยผ้าพันแผลอย่างดี ก่อนที่จะสวมทับด้วยอาภรณ์สีดำทั้งตัวอย่างที่เขาใส่เป็ประจำจนผู้คนในจวนเคยชิน จากนั้นเดินออกจากเรียนไปยังคุกใต้ดิน
เสียงร้องโหยหวนจากการทรมานต่างๆนาๆ และนักโทษคนอื่นๆที่ถูกขังเป็ห้องๆ ตลอดทางเดินที่เข้าไปด้านในสุด เสียงโซตรวจและกลิ่นสาบของเืคละคลุ้งไปทั่วคุกแห่งนี้ แสงจากไฟที่ถูกจุดตลอดทางเดินนำทางไปยังนักโทษที่ถูกหิ้วปีกไว้กับไม้ เสื้อผ้าขาดริ้วจากการถูกทรมานจนมีโลหิตสีแดงสดและาแทั่วร่างกาย อุปกรณ์ทรมานทุกชนิดเรียงราย มือใหญ่หยิบครีบเหล็กใหญ่ขนาดพอดีมือขึ้นอย่างพอใจ
“จวนใดหรือ…หากบอกข้าตอนนี้เ้ายังตายอย่างสงบได้”
“……”
“ข้านั้นเกียจคนถามแล้วไม่ตอบเป็ที่สุดเ้ามิทราบหรือ เป็ผู้มาสืบข้าแท้ๆเหตุใดถึงมิรู้“
เพล้ง!
เสียงคีมเหล็กที่ถูกดัดแปลงจนเป็เครื่องมือพิเศษกระทบกระถางไฟร้อนที่ลุกโชนแดงก่ำ ไฟร้อนเคลื่อนตัวมายังคลีบเหล็กจนเป็สีส้มแดง ความร้อนกำลังได้ที่แต่ชายหนุ่มยังใจเย็นเหมือนกับว่าเขาไม่ได้เร่งรีบอันใด สามารถอยู่ที่นี่ได้นานเท่าไหร่ก็ได้
” ข้าให้เ้าเลือกแล้ว…ในเมื่อเ้าปฏิเสธข้าเช่นนี้ก็อย่าหาว่าข้าไม่ให้โอกาสคน“
เขาไม่เอ่ยเปล่าแต่ยกคีมเหล็กที่ร้อนระอุขึ้นมาอย่างพอใจ
“อีเจ๋อ”
“ขอรับ”
อีเจ๋อนำยาที่ต้มร้อนๆ กรอกเข้าปากของนักโทษผู้นั้น ควันร้อนออกจากปากจนทำให้เขาสำลักเป็โลหิตสีแดงสดออกมา
ใบหน้าคมถูกโลหิตสีแดงกระเด็นเข้าหน้าจนดูสยดสยอง คีมเหล็กร้อนถูกง้างออกจากนั้นหนีบเข้ากับนิ้วมือของชายนักโทษที่ถูกกอกยาเมื่อสักครู่ เว่ยตงหยางออกแรงเพียงนิดนิ้วมือทั้งนิ้วก็ขาดออกจนเกิดเป็โลหิตสีแดงสด
ตุบ!
เสียงนิ้วโป้งตกกระทบที่พื้น ตามด้วยเสียงร้องโหยหวนของร่างที่ถูกทรมานๆ เนื้อหมดหยุดที่ถูกความร้อนเหมือนย่างเนื้อสดส่งกลิ่นชวนอาเจียน จนเหล่าลูกน้อยที่ยื่นข้างๆผู้เป็นายต้องหันหน้าหนี
“หนึ่งนิ้ว”
เสียงเข้มเอ่ยด้วยท่าทีสบายๆ ก่อนที่จะนำคีมเหล็กจากไฟออกมาอีกครั้งและงับไปที่นิ้วชี้อีกนิ้ว
อร๊าก~~~~~~
เสียงร้องอย่างทุรนทุรายพร้อมตด้วยโลหิตสีแดงกระจายทั่วบริเวณ รวมถึงกระเด็นเปรอะเปื้อนทั่วอาภรณ์ของชายหนุ่มด้วย
ตุบ! อร๊าก~~~ ตุบ! ตุบ! ตุบ! ตุบ! ตุบ! ตุบ! ตุบ! ตุบ! เพล้ง!
เสียงร้องโหยหวนด้วยความทรมานสลับกับเสียงนิ้วที่ตกลงพื้นจนครบนิ้วมือที่มีอยู่ ก่อนที่เขาจะทิ้งคีมเหล็กในมือลง
“หากคราวหน้าข้ายังมิได้คำตอบ นิ้วเท้าเ้าก็จะเป็ดังนิ้วมือ หรือครั้งหน้ายังไม่พอ…ข้าคงต้องยืมนิ้วของคนในครอบครัวเ้ามาเสียแล้วล่ะ”
เว่ยตงอย่างเอ่ยเสียงเรียบเหมือนอย่างสนทนากับสหาย ก่อนที่จะรับผ้ามาเช็ดมือที่เปลี่ยนโลหิต
“ทรมานต่อไป”
ชายหนุ่มเอ่ยจบก็เดินออกมาจากคุกใต้ดิน เขาให้นักโทษดื่มยาชนิทหนึ่งที่ถึงอยากตายก็ตายไม่ได้ ต่อจะให้ถูกทรมานมากแค่ไหนก็ตาม
“ท่านอ๋อง ท่านไปอาบน้ำก่อนขอรับ”
ิเพ่ยเอ่ยบอกผู้เป็นาย สภาพของชายหนุ่มตอนนี้คราบโลหิตเต็มเสื้อผ้า ไหนจะใบหน้าคมอีก หากผู้ใดมาเห็นเข้าคงถูกร่ำลือเสียหายอีกเป็แน่
ว๊าย~ ตุบ!
” แม่นางหลี่ เ้าเป็อันใดหรือไม่ “
ิเพ่ยรียเอ่ยถามหญิงสาวทันที ท่าทางของหลี่ซิ่วอิงตอนนี้ตัวสั่นเทาล้มลงไปนั่งกับพื้น สองมือเรียวปิดปากตนเอาไว้ ดวงตาแดงก่ำและเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตาอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ นางจ้องมองมาทางชายหนุ่มเหมือนคนกลัวจนสุดขีดไม่ได้สติ
“เป็อันใดหรือไม่”
เสียงเข้มเอ่ยถาม ขณะที่ตนเองยื่นมือเข้าไปหวังจะช่วยนาง แต่หญิงสาวรีบถอยหลังคลานออกไปอย่างกับเขาเป็ผีสาง กลิ่นคาวโลหิตตลบอบอวนประทะจมูกเรียว
“ทะ…ท่านอ๋อง ขะ…ขอตัวเ้าค่ะ อ้วก… ”
หลี่ซิ่วอิงเอ่ยจบก็วิ่งไปอ้วกอย่างทนมิไหว ใบหน้าแดงก่ำจากอาการใสุดขีดวิ่งขากระเพกออกจากบริเวณตรงนั้นให้ไวที่สุด ดวงตาคมมองคนตัวเล็กที่วิ่งเชาอย่างไม่คิดชีวิตก็ได้แต่ส่ายหน้า หลังจากเกิดเหตุนี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้พบนาง…
……
โอ๊ย~~~~ ทุกค๊นนนน เลือกใครดีอ่าา อีกคนก็ดีอีกคนก็อยากได้ ะโลงเรือไหนดีค่ะ คนพ่ายดีทั้งสองลำแบบนี้~~~~~~~
ปล.แต่ว่าอีพี่ตื่นมาก็ถามหาน้องเลยนะ กิกิ
———-
ไรท์จะพยายามลงทุกวันฝากทุกคนกดหัวใจที่หน้าปก ติดตาม คอมเม้นเป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยน๊าาา???? ไรท์จะลงวันละ 1 ตอน เวลาประมาณ 1 ทุ่มของทุกวันน๊าาา
---------
1 เค่อ คือ15 นาที
1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง
1 ชั่วยามมี 8 เค่อ
1วันมี 100 เค่อ
1 ลี้ เท่ากับ 500 เมตร 2 ลี้ เท่ากับ 1 กิโลเมตร
ยามจื่อ คือ 23.00 - 24.59 น.
ยามโฉ่ว คือ 01.00 - 02.59 น.
ยามอิ๋น คือ 03.00 - 04.59 น.
ยามเหม่า คือ 05.00 - 06.59 น.
ยามเฉิน คือ 07.00 - 08.59 น.
ยามซื่อ คือ 09.00 - 10.59 น.
วสันต์ = ฤดูใบไม้ผลิ คิมหันต์= ฤดูร้อน สารท= ฤดูใบไม้ร่วง เหมันต์= ฤดูหนาว
——————————