จิตใจของหวังชงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
หวังชงเห็นปฏิกิริยาของมารดาอย่างชัดเจน กระทั่งการกระทำที่เรียบง่ายเช่นการขอโทษและนั่งอย่างถูกต้องที่โต๊ะอาหาร ก็สามารถทำให้นางมีความสุขได้แล้ว จากสิ่งนี้มันชัดเจนว่าเขาทำตัวแย่มากแค่ไหนในยามก่อนหน้านี้
ในชีวิตก่อนหน้า เขาถูกบังคับให้เข้ามาอยู่ที่นี่จากโลกอื่น ดังนั้นเขาจึงปฏิเสธทุกอย่าง แม้ว่าพวกเขาจะปฏิบัติต่อเขาด้วยดีในฐานะบุตรชายของพวกเขา แต่ลึกๆ ในใจของหวังชง แต่ก็มีความคิดที่วนเวียนอยู่เสมอว่าพวกเขาไม่ได้เป็บิดามารดาที่แท้จริงของเขา
ดังนั้นหวังชงจึงรู้สึกห่างเหินกับพวกเขาเสมอมา
นี่เป็เหตุผลว่าทำไมในชีวิตก่อนหน้าของเขาถึงแม้ว่าจะโดนโบยหรือสั่งสอนใดๆ ก็ตาม เขาปฏิเสธที่จะฟังคำสอนของพวกท่านตลอด หวังชงคิดอยู่เสมอว่านี่ไม่ใช่โลกของเขาและเขาเป็เพียงผู้เดินทางผ่านมาที่นี่
ทุกคนและทุกอย่าง...ราวกับฟองสบู่ที่หายวับไปในชีวิตของเขา อย่างไรก็ตามความจริงได้พิสูจน์ว่าเขาคิดผิด
เฉพาะผู้ที่สูญเสียเท่านั้นจึงจะได้รู้ถึงคุณค่าของสิ่งที่ตนเองมีอยู่ เฉพาะผู้ที่รอดชีวิตเท่านั้นจึงจะได้รู้คุณค่าของทุกสิ่งที่มี
ในชีวิตก่อนหน้าของเขา หลังจากเหตุการณ์ที่ทำให้ตระกูลของเขาตกต่ำย่ำแย่ เขาคิดว่าพฤติกรรมที่เขาแสดงก่อนหน้านี้จะทำให้บิดามารดาและญาติของเขายอมตัดหางปล่อยวัด
แต่ถึงกระนั้นใน่เวลาที่ลำบากที่สุดของเขา พวกเขาเ่าั้ก็ยังคงคอยอยู่เคียงข้างและดูแลเขาตลอดมา
หากมีข้าวเพียง 1 คำ เขาจะเป็คนแรกที่จะได้รับมัน
กระทั่งมาคิดดูว่ายามนั้นมารดาของตนซึ่งอายุยังไม่ถึง 50 ปี แต่กลับมีผมขาวเต็มศีรษะราวกับว่าเป็ผู้สูงวัยอายุ 70 ปี หวังชงก็เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดอย่างมากล้น
มารดาของเขาใช้่เวลาสุดท้ายของชีวิตในอ้อมกอดของเขา ขณะที่ร่างกายร่วงหล่น หวังชงก็ใเมื่อรู้ว่าร่างกายของนางบอบบางและอ่อนแอเพียงใด
จิตใจของหวังชงหลั่งโลหิตเดือดดาลอย่างที่สุด
มันเป็่เวลาที่จิตใจของหวังชงแตกสลาย ในสามสิบปีหลังจากนั้นหวังชงมีชีวิตเพียงร่างกายแต่กับไร้จิตใจ
ท่านแม่! ทำไมท่านต้องปฏิบัติต่อข้าดีเช่นนี้ด้วย?
ในขณะนั้นหวังชงร้องไห้กลางสายฝนที่ตกหนัก เขาคำรามด้วยความเ็ป นั่นเป็ครั้งแรกที่เขาร้องไห้อย่างเ็ปหลังจากมาถึงโลกนี้ ในขณะนั้นทั้งโลกพลันพังทลายลง!
หวังชงได้สติขึ้นมา แต่มันก็สายเกินไป ไม่มีอะไรสามารถเปลี่ยนแปลงได้อีกต่อไป!
บางที์อาจได้ยินเสียงของเขาและตัดสินใจที่จะให้โอกาสเขาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง หวังชงมองดูมารดาของเขาด้วยความรู้สึกปวดใจ
ท่านแม่ไม่ต้องกังวล ในชีวิตนี้ข้าจะไม่ทำให้ท่านเศร้าใจอีก ข้าจะไม่อนุญาตให้ใครทำร้ายท่าน ไม่ว่าใครหน้าไหน!
ใต้โต๊ะ หวังชง ลอบกำหมัดแน่น
“มา ทานข้าว! หยิบตะเกียบของพวกเ้า ไว้เราค่อยคุยกันหลังอาหาร”
จ้าวซูฮัวหยิบตะเกียบ นางคีบไก่ย่างชิ้นใหญ่วางลงในชามข้าวของหวังชง
“ท่านแม่ก็ทานเถิด!”
หวังชงหยิบตะเกียบของเขาและคีบเนื้อชิ้นใหญ่วางบนชามข้าวของมารดาเขาเช่นกัน
นางมีความสุขและโล่งใจเป็อย่างมาก แม้แต่ใบหน้าที่แข็งกระด้างของบิดาเขาก็ยังผ่อนคลายลง ในสามปฏิบัติและห้าคุณธรรม ความกตัญญูมาเป็ลำดับแรก สำหรับเขาที่รู้จักคีบอาหารให้กับมารดา นับว่าเป็การปรับปรุงตัวขนานใหญ่
เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว หวังหยาน ผู้เป็บิดาก็ได้สติขึ้นและมองในความเป็จริงอย่างทะลุปรุโปร่ง
"ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าอยากจะใช้โอกาสนี้เพื่อแจ้งให้พวกท่านทราบบางสิ่ง และข้าหวังว่าพวกท่านทั้งสองจะเห็นด้วยกับข้า”
แต่ทันใดนั้นเมื่อทุกคนกำลังจะเริ่มทานอาหาร หวังชง ก็วางตะเกียบของเขาลง ดวงตาของเขาสั่นไหวและดูเหมือนเขาจะไตร่ตรองว่าเขาควรกล่าวถึงดีหรือไม่
“คราวนี้เ้าคิดจะทำสิ่งใดอีก?”
หวังชงยังไม่ได้กล่าวจบดี บิดาของตนก็จ้องเขม็งมองมา เ้าเด็กคนนี้! คิดว่าเขาจะปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นเสียอยู่แล้ว แต่กลับกลายเป็สันดานมันไปแล้วอย่างนั้นรึนี่
หลังจากที่พูดมามากมายและประพฤติตนอย่างเชื่อฟัง มันกลับกลายเป็ว่าหวังชงทำทุกอย่างเพื่อเตรียมพร้อมที่จะเจรจากับพวกเขา ผู้เป็บิดาจึงอยากรู้ว่าเขาคิดจะทำอะไรอีกในครานี้
“ชงเอ๋อ เ้าอยากจะพูดอะไร”
ไม่เหมือนกับบิดา มารดาของเขามีความสนใจอย่างมากในสิ่งที่หวังชงกำลังจะกล่าวต่อไปนี้ ซึ่งน้ำเสียงของนางค่อนข้างจะมีความคาดหวัง บางทีมันอาจเป็ไปตามธรรมชาติของมารดาที่จะเชื่อในตัวบุตรชายของนางโดยไม่มีเงื่อนไข ซึ่งผิดจากผู้เป็บิดา
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าพิจารณาเื่นี้มานานมากแล้ว…”
เมื่อศีรษะของเขาก้มต่ำลงจะเห็นท่าทีไตร่ตรองปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหวังชง นี่จะเป็กุญแจสำคัญรวมถึงเป็วิธีเดียวที่จะได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่ของเขาอีกครั้ง หวังชงรู้ว่าสิ่งที่เขาจะกล่าวต่อไปนี้ย่อมพลิกเปลี่ยนชีวิตของเขาไปอย่างสิ้นเชิง
“ข้า้าที่จะเข้าร่วมกองทัพ” หวังชงกล่าว
ทันทีที่คำพูดของเขาดังออกมา ห้องโถงทั้งหมดก็สั่นสะท้าน ใน่เวลานี้ทุกคนพากันตกตะลึงยิ่ง การกระทำก่อนหน้านี้ทั้งปวงยังไม่น่าใเท่ากับประโยคเดียวที่ถูกเอ่ยออกมาในยามนี้
ปากของผู้เป็มารดาสั่นเครือ นางจ้องที่บุตรชายของตนอย่างว่างเปล่าและดูเหมือนว่าคำพูดจะติดอยู่ในลำคอ ข่าวนี้ทำให้นางใเกินไป นางจำเป็ต้องใช้เวลาสักครู่เพื่อดึงสติกลับมา
แม้แต่บิดาของเขา ผู้ซึ่งปฏิบัติกับหวังชงอย่างเ็าตลอดเวลานี้แม้จะไม่ได้มองหน้าเขาตรงๆ ก็ยังอดมีสีหน้าประหลาดใจบนใบหน้าที่แข็งกระด้างของเขาไม่ได้
เขาเป็แม่ทัพของกองทัพและนำทัพไปสู่า เขาเป็คนที่ไม่แม้แต่จะกะพริบตาแม้ว่าูเาจะพังทลายลงมา อย่างไรก็ตามเื่ที่หวังชงพูดถึงนั้นทำให้กลับเขาใเป็อย่างมาก
บุตรชายของเขาคนนี้เป็เด็กที่เกเรไม่เอาอ่าว เขาไม่มีแรงจูงใจใดๆ และใช้เวลาอย่างไร้จุดหมาย อีกทั้งยังคบสหายไม่ดีและเหตุการณ์ย่ำยีหญิงสาวครั้งนี้ทำให้ทั้งตระกูลหวังได้รับความอับอายเป็อย่างยิ่ง จนกระทั่งกลายเป็ตัวตลกให้ผู้คนในเมืองหัวเราะเยาะ
หลังจากความเ็ปในใจของเขาสงบลง ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจที่จะส่งหวังชงไปยังกองทัพ ค่ายทหารท้าทายขีดจำกัดทางร่างกายและจิตใจของผู้คน บางทีมันอาจเป็สถานที่เดียวที่สามารถนำบุตรชายอกตัญญูของเขาไปสู่เส้นทางที่ถูกต้อง
แม้ว่าหวังชงไม่ได้พูดถึงเื่นี้ แต่เขาก็พร้อมที่จะนำเื่นี้มาพูดหลังทานข้าว ความคิดของเขาแน่วแน่ตัดสินใจไปอย่างเด็ดขาดแล้ว ซึ่งไม่ว่าฮูหยินหวังและหวังชงจะเห็นด้วยกับเื่นี้หรือไม่ก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งเขาได้อีกต่อไป
เขาไม่เคยคิดว่าหวังชงจะนำเื่นี้ขึ้นมาพูดก่อนที่เขาจะได้ลงมือ
เนื่องจากรู้ว่าบุตรชายของตนเป็คนประเภทใด ดังนั้นเขาจึงรู้สึกตกตะลึงยิ่ง และเขารู้ดีว่าท่าทางที่ หวังชง กล่าวมานั้นค่อนข้างจริงจัง
การเข้าร่วมกองทัพไม่ใช่เื่ที่สามารถนำมาล้อเล่นได้ มันเต็มไปด้วยอันตรายมากมาย แต่จากการแสดงออกก่อนหน้านี้ของหวังชง ย่อมคิดว่าคงไม่ล้อเล่นเป็แน่
คนที่กลับใจได้ถือมีคุณค่ายิ่งกว่าทองคำ เป็ไปได้ไหมว่าหลังจากผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มามาก บุตรชายอกตัญญูคนนี้ของเขาได้กลับใจในที่สุดและตัดสินใจที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง?
ใน่เวลานี้บิดาของหวังชงมีความสุขยิ่ง เขาเริ่มเชื่อว่าบุตรชายของเขาเปลี่ยนไปอย่างแท้จริง
เมื่อมองไปที่การแสดงออกของพวกเขา หวังชงรู้ว่าคำพูดของเขาสั่นคลอนจิตใจของพวกท่านได้
ด้วยความรู้จากชีวิตก่อนหน้าของเขา หวังชงรู้ว่าแม้ว่าเขาจะไม่ได้นำเื่นี้ขึ้นมาพูด บิดาของเขาย่อมนำเื่ของการเกณฑ์ทหารในกองทัพขึ้นมาพูดหลังจากทานอาหารมื้อนี้เสร็จ เพื่อเป็การลงโทษสำหรับการกระทำของเขา
และตอนนั้น เขาก็คัดค้านอยู่นาน แต่กลับไร้ประโยชน์ ความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของบิดาของเขาไม่มีสั่นคลอนแม้แต่น้อย เนื่องจากเขารู้ล่วงหน้าในชีวิตนี้ เขาจึงได้รีบฉกฉวยหยิบเอาเื่นี้ขึ้นมาพูดก่อน
ด้วยวิธีนี้เขาสามารถสร้างความประทับใจต่อบิดาและได้รับความไว้วางใจ!
ยิ่งกว่านั้นเมื่อคิดย้อนกลับไป นับว่าเป็การกระทำที่ไม่เลวเลยทีเดียว
“ชงเอ๋อ เ้ายังเด็กเกินไปที่จะเข้าร่วมในกองทัพ แต่ก็ไม่ใช่เื่ใหญ่อันใด แล้วเ้าคิดหรือยังว่าเ้า้าจะเข้าร่วมกับที่ไหน? ข้าจะได้ไปบอกกล่าวแก่พวกมันล่วงหน้า” บิดาของเขาเอ่ยถามขึ้น
ในอดีต เขามักเรียกหวังชงว่าไอ้ลูก อกตัญญู อย่างไรก็ตามในครั้งนี้เขาเลือกที่จะเรียกเขาว่า "ชงเอ๋อ" จากข้อเท็จจริงนี้เองทำให้เห็นได้ชัดว่าการตัดสินใจของหวังชงทำให้เขาดีใจ
“ท่านพ่อ ข้าคิดเื่นี้แล้ว ข้า้าเริ่มต้นจากค่ายฝึกอบรม โลหะจะหล่อหลอมเป็กระบี่ได้จะต้องมีความแข็งแกร่งเพียงพอ ตีดาบก็ควรตีตอนร้อน ข้า้าเข้าค่ายฝึก คุนอู๋ เพื่อฝึกฝนและขัดเกลาศิลปะการต่อสู้ก่อนที่จะเข้าร่วมกองทัพ” หวังชงตอบออกมาหลังจากที่เขาใช้เวลาไตร่ตรองสักครู่
“ค่ายฝึก คุนอู๋?”
คราวนี้บิดาของหวังชงก็ตกตะลึงอย่างแท้จริง เขาเพิ่งได้รับข่าวจากราชสำนักเกี่ยวกับการตัดสินใจของจักรพรรดิในการจัดตั้งค่ายฝึกทหารขนาดใหญ่ 3 แห่ง ได้แก่ คุนอู๋, เสินเวย และ หลงเวย ซึ่งเป็ค่ายฝึกฝนรุ่นเยาว์ของราชวงศ์
เื่นี้เพิ่งได้รับการยืนยันเมื่อไม่นานมานี้ แล้วทำไมบุตรอกตัญญูผู้นี้กลับล่วงรู้ความลับนี้ได้?
อย่างไรก็ตามเมื่อคิดถึงเื่นี้อีกครั้ง บุตรชายอกตัญญูคนนี้ได้คบกับสหายที่ไม่ดี ดังนั้นบางทีเขาอาจได้ยินข่าวเื่นี้มาจากพวกมันก็เป็ได้
“ทำไมเ้าถึงเลือกค่ายฝึกอบรมคุนอู๋?” บิดาของหวังชงฟื้นความสงบอย่างรวดเร็วและถามออกมา “มีค่ายฝึกอบรมเสินเวยและหลงเวยด้วยเช่นกัน ค่ายฝึกอบรมคุนอู๋ถูกสร้างขึ้นเป็พิเศษสำหรับบุตรชายของนายทหารธรรมดา ขณะที่ค่ายฝึกอบรมเสินเวยและหลงเวยอยู่ในระดับที่สูงกว่าค่ายฝึกอบรมคุนอู๋มาก มันถูกวางแผนฝึกฝนมาสำหรับบุตรชายของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ผู้มีสิทธิ์เข้าไปโดยเฉพาะ การฝึกอบรมที่นั่นน่าจะเพียบพร้อมกว่าและเหนือกว่าค่ายฝึกอบรมคุนอู๋”
“มันย่อมให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าในอนาคต หากเ้า้าข้าสามารถใช้อิทธิพลของท่านปู่ในการนำเ้าไปเข้าร่วมกับค่ายฝึกอบรมเสินเวยและหลงเวยได้”
บิดาของหวังชงเป็เพียงแม่ทัพรักษาการณ์ประจำแถบชายแดนซึ่งเขาไม่ได้เป็ขุนนางแต่อย่างใด เช่นนี้หวังชงจึงเป็เพียงบุตรชายคนหนึ่งของแม่ทัพ
อย่างไรก็ตาม ปู่ของหวังชงนั้นต่างออกไป เขาเป็คนช่วยเหลือให้จักรพรรดิองค์ปัจจุบันได้ขึ้นครองราชย์ หลังจากนั้นเขาก็ได้รับการเลื่อนสถานะตำแหน่งให้เป็เสนาบดีฝ่ายซ้าย อีกทั้งสหายของเขาล้วนแต่อยู่เป็ขุนนางาุโภายในวังทั้งสิ้น
แม้ว่าเขาจะเกษียณไปแล้ว แต่ก็ยังนับว่ามีอิทธิพลอย่างมาก
ด้วยใช้อิทธิพลของปู่ หวังชง การเข้าร่วมค่ายฝึกอบรมเสินเวยหรือหลงเวยย่อมไม่ยากเย็นอันใด
หวังชงไม่ได้ตอบสิ่งใดกลับไป บิดาของเขาหวังดี แต่หวังชงรู้ว่าความจริงนั้นตรงกันข้ามกับสิ่งที่บิดาของเขากล่าวมา เนื่องจากสามค่ายฝึกอบรม ค่ายฝึกอบรมที่ยอดเยี่ยมที่สุด คือ คุนอู๋
ในชีวิตก่อนหน้าของเขา ใน่เวลานี้จักรพรรดิปราชญ์้าเลือกบุคลากรที่มีความสามารถจากบุตรชายขุนนางและเหล่าแม่ทัพเพื่อจัดกองทัพรุ่นเยาว์ขึ้น ดังนั้นเขาจึงจัดตั้งค่ายฝึกอบรมคุนอู๋ เสินเวย และหลงเวยขึ้นมา
แม้นทุกอย่างยังอยู่ใน่เริ่มต้น ทุกคนต่างคิดว่าค่ายฝึกอบรมเสินเวยและหลงเวย มีสถานะระดับที่สูงกว่าคุนอู๋ อีกทั้งยังเป็ตัวเลือกที่ดีกว่า
หลังจากนั้น มีหลายคนที่พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อเข้าไปในค่ายฝึกอบรมทั้งสองนี้ อย่างไรก็ตามหวังชงรู้ว่าในท้ายที่สุดแล้วค่ายฝึกอบรมคุนอู๋ นั้นเป็ค่ายฝึกดีที่สุดในสามค่าย
ใน่ต่อมาเมื่อเกิดหายนะครั้งนั้น ทั่วทั้งแว่นแคว้นก็ตกอยู่ในความโกลาหล แม่ทัพแนวหน้าทั้งหมดล้วนล้มหายตายจากลงไปเรื่อยๆ เกือบสิบส่วนของแม่ทัพขุนพลผู้มีความสามารถเลิศล้ำที่ปรากฏขึ้นในราชวงศ์ ล้วนมาจากค่ายฝึกอบรมคุนอู๋ทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม มันเป็เื่ยากที่จะอธิบายเื่นี้ให้บิดาเข้าใจได้
“ท่านพ่อ ข้าคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว ซึ่งข้าก็ยังคิดว่าค่ายฝึกอบรมคุนอู๋นั้นเหมาะกับข้ามากกว่า ข้ารู้จักบรรดาทายาทส่วนใหญ่ในเมืองหลวง หากท่านพ่อ้าให้ข้าไปที่ค่ายฝึกอบรมหลงเวยหรือเสินเวยจริงๆ คนอื่นๆ ก็ย่อมคิดเหมือนท่านอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นไม่เท่ากับว่าข้าต้องไปพบปะกับหม่าโจวและคนอื่นๆ อีกหรือ?”
หวังชง ได้แต่หาเหตุผลอื่นๆ เพื่อโน้มน้าวบิดา
ในขั้นต้นบิดาของหวังชงก็ยังไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของหวังชง อย่างไรก็ตามหลังจากเขาบอกความคิดนี้ออกไป ประจวบกับหวังชงเพิ่งจะพบกับสิ่งที่ไม่ดีที่บรรดาสหายร่วมกันก่อไว้ หากปล่อยให้พวกเขาคบค้าสมาคมกันอีกทุกอย่างคงต้องสูญเปล่า เขาจะไม่เสียใจกับมันตลอดชีวิตหรือ?
“ในเมื่อเ้า้าเช่นนี้ ข้าก็จะทำตามที่เ้า้า” บิดาของหวังชง กล่าวพลางทำหน้านิ่วคิ้วขมวด
เขาไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของหวังชง แต่สิ่งที่หวังชงพูดก็สมเหตุสมผลเช่นกัน เขาได้แต่ยอมรับคำอธิบายของหวังชงอย่างไม่เต็มใจ
“ไม่ว่าพ่อลูกจะพูดอะไรกันต่อ ค่อยทำหลังรับประทานอาหารเสร็จ ชงเอ๋อ ไม่ต้องสนใจบิดาของเ้า มาทานข้าวต่อเถิด! " มารดาได้ยินทุกอย่างอย่างชัดเจนอยู่ข้างๆ ขณะนี้นางจึงมีอารมณ์ดีเป็พิเศษ
ในขั้นต้นเมื่อนางได้ยินว่าหวังชง้าเข้าร่วมกองทัพ นางรู้สึกหวาดกลัวหวาดกลัวเป็อย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามเมื่อได้ยินว่ามันเป็เพียงค่ายฝึกอบรม นางก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ตระกูลหวังเป็ครอบครัวของแม่ทัพและหวังชงมีอายุ 15 ปีแล้ว การไปที่ค่ายฝึกอบรมก่อนที่จะเข้าร่วมกองทัพอย่างเป็ทางการเป็สิ่งที่นางยอมรับได้
นี่เป็เื่ธรรมดาสำหรับตระกูลแม่ทัพส่วนใหญ่ในเมืองหลวง ในฐานะที่เป็ลูกหลานของตระกูล พวกเขาจะต้องก้าวเข้าสู่สนามรบในไม่ช้าก็เร็ว
นี่เป็สิ่งที่บรรดาผู้เป็มารดาในเมืองหลวงต้องเตรียมใจและยอมรับมันให้ได้ั้แ่แรกเริ่ม
หวังชงไม่พูดอะไรอีก เขาหยิบตะเกียบขึ้นมาและเริ่มทานอาหารทันที
“ข้าสงสัยว่าท่านพ่อจะยอมรับสิ่งที่ข้าจะพูดต่อไปหลังจากนี้ได้หรือไม่?” หวังชงเป็กังวลเล็กน้อย
แม้ว่าเขาจะสร้างความประทับใจให้กับบิดามารดาของตนได้แล้ว แต่หวังชงก็รู้ว่านี่เป็เพียงก้าวแรกเท่านั้น ก้าวต่อไปคือสิ่งที่สำคัญที่แท้จริง!
...........................