สาวใช้ผู้นั้นไม่คิดว่าฉู่จวินหลันจะเอ่ยถามตน จึงยิ้มตอบ “เรียนคุณหนูสามฉู่บ่าวจะไปมีน้ำหอมดีๆ อะไรได้กลิ่นคงมาจากที่บ่าวคอยดูแลเสื้อผ้ารองเท้าของคุณชายเย่กลิ่นเลยติดมาบนตัวบ้างกระมังเจ้าคะ”
“อย่างนี้นี่เอง”ฉู่จวินหลันยิ้มพลางตบไหล่นางเบาๆ
สาวใช้ชะงักอ้าปากจะพูดแต่กลับไร้เสียง ร่างกายแข็งทื่อ แม้แต่เปลือกตาก็ขยับไม่ได้จะให้ทำอย่างอื่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ขณะที่นางกำลังตื่นตระหนกฉู่จวินหลันก็เดินไปหาสาวใช้อายุราวสิบสามสิบสี่ปีอีกคน “เจ้าทำหน้าที่อะไร”
สาวใช้ตอบเสียงใส“บ่าวคอยชงชารับใช้คุณชายเย่เจ้าค่ะ”
“ในสองสามวันมานี้คุณชายเย่ดื่มชาหรือไม่”
“ดื่มเจ้าค่ะ”สาวใช้พยักหน้า
ฉู่จวินหลันเหลียวไปมองเย่อี่เจี้ยนแล้วยิ้มเล็กน้อยนางดวงตาเป็นประกาย ทว่าเขากลับส่งรอยยิ้มเก้อเขินตอบมา
ฉู่จวินหลันก็ทำเหมือนเดิมตบไหล่นางเบาๆ ผลก็คืออาการไม่ต่างจากสาวใช้ที่ดูแลเสื้อผ้าร่างแข็งทื่อไม่อาจขยับได้
องค์หญิงใหญ่ในตอนนั้นสั่งผู้ดูแลจวนให้มอบรางวัลแก่เหล่าบ่าวรับใช้โดยแบ่งตามระดับขั้นของบ่าวรับใช้ ขั้นหนึ่งได้สองตำลึง ขั้นสองได้หนึ่งตำลึงขั้นสามได้ครึ่งตำลึง
“พวกเจ้าล้วนตั้งใจรับใช้คุณชายเย่อย่างดีทำดีเช่นนี้ต่อไปเถิด วันนี้พอแค่นี้ ทุกคนกลับไปทำงานเถิด”
“เจ้าค่ะ”ทุกคนคุกเข่ารับคำพร้อมกัน
เว้นเพียงสองคนที่ฉู่จวินหลันแตะตัวไว้ก่อนหน้านั้นที่ยังยืนนิ่งอยู่กับที่
องค์หญิงใหญ่กับเย่อี่เจี้ยนเริ่มแปลกใจ
จนเมื่อทุกคนออกไปหมดองค์หญิงใหญ่ก็สั่งผู้ดูแลจวนเสียงเข้ม “ไปเฝ้าหน้าประตูหากข้าไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้ามาก็อย่าเข้ามาเด็ดขาด”
“เจ้าค่ะ”ผู้ดูแลจวนขานรับอย่างจริงจัง จากนั้นจึงถอยออกไปแล้วปิดประตูห้อง
“คุณหนูสามฉู่?”องค์หญิงใหญ่เหลือบมองสาวใช้สองคนนั้น
“พิษเชียนรื่อจุ้ยเป็นพิษเรื้อรังชนิดหนึ่งลักษณะเป็นผงขาว กลิ่นหอมคล้ายกลิ่นกำยานดอกไม้ทั่วไปหากสูดดมเพียงอย่างเดียวไม่เป็นพิษ แต่หากดื่มชาที่ชงจากใบชาเถี่ยกวนอินเข้าไปด้วยพิษจะกำเริบภายในสิบสองชั่วยาม”
ฉู่จวินหลันหันไปมองเย่อี่เจี้ยนก่อนจะกล่าวต่อ“ผู้ที่ถูกพิษจะค่อยๆ อ่อนแรงลง ทำได้เพียงนอนอยู่บนเตียง สติเลอะเลือนช่วงหลังอาการคล้ายคนเมา บ้างก็คล้ายคนเสียสติ หากระหว่างนั้นไม่เกิดอันตรายอื่นอย่างน้อยก็จะทรมานไปสามถึงห้าปีก่อนร่างกายจะถูกกัดกร่อนจนตาย”
ฉู่จวินหลันชี้ไปที่สาวใช้สองคนนั้น“หนึ่งในพวกเจ้ามีกลิ่นพิษเชียนรื่อจุ้ยติดกายส่วนอีกคนดูแลชาครั้งก่อนที่ข้ามาตรวจอาการคุณชายเย่ข้าได้ตรวจสิ่งของที่เขาใช้ประจำแล้ว ตอนนั้นยังไม่พบพิษนี้เลย”
ระหว่างที่ฉู่จวินหลันพูดสาวใช้คนที่อายุมากกว่าหน้าซีดเผือด ร่างแข็งทื่อพูดไม่ได้ทำอะไรไม่ถูกได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่ ส่วนสาวใช้อายุน้อยกว่าเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่ออ้าปากแต่กลับเปล่งเสียงไม่ออกเช่นกัน
ฉู่จวินหลันยิ้มพลางหันไปทางองค์หญิงใหญ่“ที่เหลือ ข้าไม่ถนัดแล้วเจ้าค่ะ”
องค์หญิงใหญ่ตื่นตะลึง“คุณหนูฉู่ ขอบใจเจ้ามาก ครานี้เป็นบุญคุณใหญ่จริงๆข้าจะสืบเรื่องของสาวใช้สองคนนี้ให้ถึงที่สุด”
“ดีแล้วเจ้าค่ะไม่รู้ว่าพวกนางจะเกี่ยวข้องกับพิษก่อนหน้านี้หรือไม่ แต่องค์หญิงใหญ่ไม่จำเป็นต้องเกรงใจและดีที่ข้าสามารถถอนพิษเชียนรื่อจุ้ยนี้ได้ เพียงแต่...”ฉู่จวินหลันหันมองเย่อี่เจี้ยนด้วยสีหน้าเข้มงวด “ต่อให้หมอดีเพียงใดหากคนไข้ไม่ทำตามคำสั่งก็รักษาไม่หายข้าเคยกำชับคุณชายเย่แล้วว่าห้ามกินเนื้อสัตว์ ของเผ็ดร้อน ของแสลง ห้ามดื่มสุราห้ามดื่มชา และห้ามมีสัมพันธ์ทางกาย”
เย่อี่เจี้ยนหน้าแดงระเรื่อก้มหน้าพูดเสียงเบา “เป็นความผิดของข้าเอง ที่งานชุมนุมวันนั้นข้าดื่มชาไปเห็นว่าไม่เป็นอะไรก็เลย...”
ฉู่จวินหลันมองค้อนเขาพลางกล่าว“ข้าพยายามรักษาท่าน แต่ท่านกลับไม่ยอมทำตามเช่นนี้ไม่เท่ากับว่าเราสองคนดื้อดึงกันหรือ ข้ารักษาให้ดีขึ้นนิดหนึ่งท่านกลับทำให้ทรุดลงอีก เช่นนี้ท่านคิดจะลองดูหรือไม่ ว่าระหว่างยาที่ข้าปรุงกับพิษที่ท่านได้รับอะไรจะออกฤทธิ์แรงกว่ากัน”
น้ำเสียงของฉู่จวินหลันแม้จะราบเรียบแต่ทุกถ้อยคำล้วนตรงไปตรงมาจนเย่อี่เจี้ยนหน้าแดงเถือก
“เป็นความผิดของข้าเองข้าจะทำตามคำสั่งท่านอย่างเคร่งครัด จะไม่ทำอีกแล้ว”
องค์หญิงใหญ่จึงเสริมว่า“ต่อไปเราจะคอยดูแลเขาเอง คุณหนูสามฉู่อย่าได้ถือโทษเลยนะ”
ฉู่จวินหลันเอ่ยอย่างจริงจัง“เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชีวิต ข้าไม่ได้พูดเกินจริงองค์หญิงใหญ่และคุณชายเย่ควรใส่ใจให้มาก ครานี้ถูกวางพิษอีกครั้ง ไม่รู้ว่าจะส่งผลต่อพิษประหลาดคราวก่อนหรือไม่หากเกิดอะไรขึ้นมา เกรงว่าเรื่องจะยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่”
ทันใดนั้นด้านนอกมีเสียงผู้ดูแลจวนแจ้งอย่างระมัดระวัง“องค์หญิงใหญ่ สมุนไพรต้มสำหรับอาบพร้อมแล้ว จะให้ยกเข้ามาเลยหรือไม่ขอรับ”
“รีบยกเข้ามา!”องค์หญิงใหญ่ก้าวไปเปิดประตูด้วยตนเอง
ฉู่จวินหลันกล่าวต่อ“ข้าต้องการสุราหนึ่งชาม”
“ขอรับบ่าวจะไปเตรียมเดี๋ยวนี้” ผู้ดูแลจวนรีบสั่งการลงไปทันที
ครั้นสิ่งของครบถ้วนฉู่จวินหลันจึงเข้าไปตรวจดูสมุนไพรต้มที่ห้องอาบน้ำ พอแน่ใจว่าไม่ผิดพลาดจึงออกมากล่าวกับเย่อี่เจี้ยนว่า “ท่านลงแช่ก่อน อีกหนึ่งก้านธูป[1]ข้าจะฝังเข็มให้”
เย่อี่เจี้ยนพยักหน้าก้าวเข้าไปในห้องอาบน้ำอย่างอ่อนแรง
เพิ่งถอดเสื้อนั่งลงในอ่างไม้ก็เห็นฉู่จวินหลันเดินอ้อมฉากกั้นเข้ามา
เย่อี่เจี้ยนสะดุ้งรีบจมกายจนบ่าหายลงไปอยู่ใต้น้ำสีน้ำตาลเข้ม
ฉู่จวินหลันเลิกคิ้ว“อายหรือ ท่านจะให้ข้าฝังเข็มที่ศีรษะหรืออย่างไร”
ใบหน้าเย่อี่เจี้ยนแดงก่ำขึ้นมาทันที
องค์หญิงใหญ่รู้นิสัยหลานชายดีจึงเอ่ยปลอบ “เจี้ยนเอ๋อร์ รักษาโรคสำคัญกว่า” แล้วหันมาถามฉู่จวินหลัน“คุณหนูสามฉู่ หากเราจะสอบสวนสาวใช้สองคนนี้ จะทำอย่างไรให้นางเอ่ยปากได้”
ฉู่จวินหลันใช้สุราเช็ดเข็มเงินพลางตอบทั้งที่ยังก้มหน้าอยู่“รออีกครึ่งก้านธูปก็พอแล้ว”
องค์หญิงใหญ่พยักหน้าแล้วสั่งให้คนยกสาวใช้สองคนนั้นที่พูดไม่ออกขยับไม่ได้ออกไปทันที
ฉู่จวินหลันลงมือฝังเข็มให้เย่อี่เจี้ยนอย่างคล่องแคล่วไม่เพียงตามลำตัว แม้แต่จุดบนต้นขาและปลายเท้าก็ไม่เว้น
เมื่อเสียงวิหคดังก้องขึ้นอีกครั้งร่างเย่อี่เจี้ยนก็แดงจัดราวกุ้งต้ม หัวใจเต้นรัวไม่ต่างจากกลองศึกไม่กล้าเงยหน้ามองนางเลยสักนิด
แต่ฉู่จวินหลันหาได้ใส่ใจนางหยิบจดหมายที่เย่อี่เจี้ยนเคยมอบให้ขึ้นมา ยิ้มบางกล่าว “คุณชายเย่ข้าขอคืนจดหมายถึงใต้เท้าหวังให้ท่าน”
เย่อี่เจี้ยนเงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจทั้งใบหน้ายังร้อนผ่าว“เพราะเหตุใดหรือ ท่านมีความกังวลอันใด”
ฉู่จวินหลันเพียงยิ้ม“ข้าไม่ได้กังวล เพียงแต่คดีของสหายที่ถูกใส่ร้ายพลิกฟื้นแล้วจดหมายนี้จึงไม่จำเป็นแล้ว”
“เป็นเช่นนั้นเอง”เย่อี่เจี้ยนพยักหน้าด้วยความโล่งใจ “เช่นนั้นก็ดีแล้ว”
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังสนทนากันเสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นจากด้านนอก ตามด้วยเสียงองค์หญิงใหญ่
“เจี้ยนเอ๋อร์หมอหลวงจางจากสำนักหมอหลวงมาตรวจอาการของเจ้าโดยเฉพาะ”
เย่อี่เจี้ยนชะงักสีหน้าดูกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง
ในเมื่อฉู่จวินหลันกำลังรักษาได้เป็นอย่างดีแต่บัดนี้ท่านยายกลับเชิญหมอหลวงมาอีกเกรงว่าจะทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าเขาไม่ไว้ใจฉู่จวินหลันหรือไม่
ฉู่จวินหลันเพียงเลิกคิ้วไม่พูดอันใดเห็นว่าถึงเวลาแล้วจึงหยิบเข็มเงินขึ้นมาฝังต่อ
หมอหลวงจางที่ก้าวอ้อมฉากกั้นเข้ามายังห้องอาบน้ำเห็นฉู่จวินหลันกำลังลงเข็มพอดีมือขาวราวหยกกดลงเบาๆ เข็มเงินก็ปักอย่างแม่นยำ เพียงหมุนปลายนิ้วเล็กน้อยเสียงหงส์พลันดังก้องประสานกับเสียงก่อนหน้า ช่างน่าตรึงใจ
หมอหลวงจางถึงกับสูดลมหายใจเย็นยะเยือกเข้าลึกเขาชำนาญด้านการฝังเข็ม แต่ไม่เคยพบผู้ใดที่ฝีมือล้ำเลิศถึงเพียงนี้!
[1] หนึ่งก้านธูป หมายถึง ประมาณครึ่งชั่วโมง