เมื่อเหล่าอาจารย์แยกย้ายออกไป เหลือเพียงความเงียบ เทพีน้ำค้างเหมันต์ถอนหายใจเบาๆ ก่อนเดินออกมาสำรวจการฝึกของบรรดาศิษย์ของสำนักเช่นเคย
ศิษย์สำนักทานตะวันหลายร้อยคนยืนจัดแถวอย่างเป็ระเบียบ ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวลและไม่แน่ใจว่าชะตากรรมของพวกเขาจะเป็เช่นไร
ท่ามกลางความตึงเครียด ร่างของเทพีน้ำค้างเหมันต์ก้าวออกมาอย่างสงบ ดวงตาสีฟ้าครามวาววับราวกับน้ำทะเล นางกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ด้วยสายตาที่จับจ้องเป็พิเศษ เพื่อประเมินความสามารถของแต่ละคน
เมื่อสายตาสะดุดเข้ากับศิษย์สำนักทานตะวัน นางจึงเอ่ยด้วยเสียงดังชัดเจนและหนักแน่นก้องกังวานไปทั่วทั้งลานฝึก
“พวกเ้าคือผู้รอดจากไฟา ข้าเห็นถึงความเหน็ดเหนื่อยและความทุ่มเทในกายพวกเ้าแล้ว ั้แ่วินาทีนี้ ข้าไม่ได้มองพวกเ้าเป็เชลย หากแต่เป็สหายร่วมอุดมการณ์ ข้าสัญญาว่า ข้าจะดูแลเ้าและครอบครัวของพวกเ้า มิให้เดือดร้อน เพียงขอให้พวกเ้าซื่อสัตย์และภักดีต่อข้าเท่านั้น”
เสียงเงียบงันแผ่ซ่านไปชั่วขณะ ก่อนที่เสียงซุบซิบเล็กๆ จะกลายเป็แรงสั่นะเืในใจผู้ฟัง บางคนเผลอหลั่งน้ำตา บางคนกำหมัดแน่นราวกับได้รับโอกาสครั้งใหม่
“พวกเ้าจะอยู่ในฐานะกองทหารใหม่แห่งสำนักเทพอัสนีย์ ที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และจะไม่มีผู้ใดข่มเหงหรือเหยียดหยามพวกเ้า อนาคตของพวกเ้าคืออนาคตของข้า อนาคตของข้า คืออนาคตของสำนัก!!” เทพีน้ำค้างเหมันกล่าวด้วยความเด็ดเดี่ยว
ทหารคนหนึ่งก้าวออกมา น้ำเสียงสั่นแต่หนักแน่น “องค์เทพี...ท่านมิได้มองเราเป็ผู้แพ้ แต่เป็ผู้ที่ยังมีอนาคตร่วมเดินไปกับท่าน”
ทันทีที่สิ้นคำ เสียงโห่ร้องดังกึกก้องราวกับคลื่นทะเลซัดกระทบฝั่ง กองทหารใหม่แสดงความฮึกเหิมอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวเมื่อวาน ถูกแทนที่ด้วยประกายแห่งศรัทธา
เทพีน้ำค้างเหมันต์ยืนนิ่งท่ามกลางเสียงโห่ร้อง ดวงตาแวววับด้วยความมุ่งมั่น นางรู้ดีว่าแผลเก่าในใจของพวกเขายังไม่ลบเลือน แต่หากสามารถผูกหัวใจพวกเขาด้วยความเมตตาและศรัทธา วันหนึ่งกองกำลังนี้จะกลายเป็เกราะกำบังชั้นเลิศ และเป็ดาบที่คมที่สุดในมือของนาง
เช้าวันต่อมา ณ พระราชวังน้ำแข็งใต้ทะเลมรกตในหุบเขาอัสนีเทวะ
ในห้องโถงฝึกวิชาฉับพลันก็ปรากฏกลุ่มพายุหิมะหมุนวนพร้อมกับสายฟ้าแลบแปลบปลาบ ร่างของเทพีน้ำค้างเหมันต์ได้ก้าวเดินออกมาด้วยพลังเหมันต์ที่เปล่งรอบกาย ทำให้ทั้งพระราชวังสั่นสะท้าน ดวงตาสีฟ้าสดใสคู่นั้นคมกริบเปี่ยมไปด้วยปัญญา จับจ้องมองเทพฟ้าดินที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า
แม้จะเป็ถึงมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ แต่ลึกๆ แล้วเทพฟ้าดินก็ยังรู้สึกถึงแรงสั่นะเืในใจ นี่คือโอกาสที่นางรอคอยมานับพันปี โอกาสที่จะก้าวข้ามพันธนาการของตนเอง
เมื่อปลายนิ้วของเทพีน้ำค้างเหมันต์แตะลงบนหน้าผาก พลังเหมันต์อันแสนเยือกเย็นก็แผ่ไหลเข้าสู่ร่างกาย เทพฟ้าดินรู้สึกได้ทันทีว่ามีกระแสพลังมหาศาลไหลทะลุเส้นปราณของตน ทว่าในเส้นปราณหลักกลับมีถึง สามเส้น ที่ตีบตันอย่างเหนียวแน่น นางเบิกตากว้าง หัวใจเต้นระส่ำ
“ร่างกายของข้าบกพร่องมาตลอด โดยที่ข้าไม่ทันรู้ตัว…” ความสิ้นหวังแล่นเข้ามาในใจของเทพฟ้าดิน
เทพีน้ำค้างเหมันต์อมยิ้มบางๆ แล้วกล่าวปลอบนาง “อย่าหวาดหวั่นไปเลย ข้าจะทะลวงมันให้เ้าเอง”
สิ้นคำ เสียง พรึ่บ! ของพลังเหมันต์ะเิขึ้น กระแสพลังเย็นะเืแทรกซึมเข้าสู่เส้นปราณราวกับคมมีดที่กรีดผ่านผืนหินแข็ง เส้นปราณที่เคยตีบตันแ่าราวกับโซ่เหล็กเริ่มเกิดรอยร้าวเล็กๆขึ้น
เทพฟ้าดินกัดฟันแน่น ความเ็ปเสียดแทงไปถึงกระดูก ราวกับร่างกายถูกแช่แข็งและบดขยี้พร้อมกัน แต่ทุกครั้งที่เส้นปราณแตกออกเป็ริ้วเล็กๆ พลังที่ถูกกักเก็บมานานก็ไหลทะลักออกมาเหมือนแม่น้ำที่ถูกปลดปล่อยจากเขื่อน
“ข้าจะไม่ยอมแพ้… ข้าจะฝ่าฟันทุกสิ่งที่ขวางหน้า!” เสียงในใจเทพฟ้าดินดังขึ้น พร้อมกับแรงศรัทธาที่ทวีสูงขึ้น
เทพีน้ำค้างเหมันต์ยังคงนิ่งสงบ แต่แววตาของนางเฉียบคมราวกับกำลังมองทะลุไปถึงแก่นแท้ของเส้นปราณแต่ละเส้น นางเร่งส่งปราณเหมันต์เข้าไปในจุดที่เหนียวแน่นที่สุด
เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!
เสียงแตกดังสะท้อนในร่างของเทพฟ้าดินทีละจุด เส้นปราณทั้งสามเส้นที่เคยเป็พันธนาการมานับพันปีกลับถูกทะลวงไปทีละเส้น
เมื่อเส้นสุดท้ายถูกทะลวงสำเร็จ เสียง ตูมมม! ดังก้องกังวานไปทั่วพระราชวังน้ำแข็ง คลื่นพลังมหาศาลปะทุขึ้นจากร่างเทพฟ้าดินเหมือนพายุโหมซัด นางรู้สึกเหมือนเกิดใหม่ แขนขาเบาสบาย หัวใจกระชุ่มกระชวย พลังที่ไม่เคยััมาก่อนกำลังหลั่งไหลออกมาจนแทบล้นร่าง
จากมหาเทพระดับ 100 นางก้าวข้ามสู่ ขั้นเทพจักรพรรดิ ระดับ 90 อย่างสมบูรณ์!
เทพฟ้าดินเงยหน้ามองอาจารย์ ดวงตาของนางเอ่อท้นไปด้วยความเคารพและขอบคุณอย่างหาที่สุดมิได้
เทพีน้ำค้างเหมันต์กล่าวเสียงเรียบ แต่ทรงพลัง “เ้าทะลวงผ่านพันธนาการแล้ว บัดนี้ข้าแต่งตั้งเ้าให้เป็ ผู้เฒ่าสูงสุดแห่งสำนักเทพอัสนีย์ จงใช้พลังใหม่นี้นำพาเหล่าเทพให้ก้าวหน้า และปกป้องสำนักไว้ให้มั่นคง”
เทพฟ้าดินก้มศีรษะลง จิตใจของนางเต็มไปด้วยปณิธานอันแน่วแน่ “ข้าจะไม่เพียงเป็ผู้เฒ่าสูงสุด แต่จะเป็ดาบและโล่คุ้มครองอาจารย์และสำนักตลอดไป”
“เราไปกันเถอะ กลับสำนักเทพอัสนีย์กัน” เทพีน้ำค้างเหมันต์พูดพลางจูงมือเทพฟ้าดิน แล้ววาร์ปกลับสู่สำนักเทพอัสนีย์ในทันที
เมื่อถึงสำนักเทพอัสนีย์ เทพีน้ำค้างเหมันต์จึงเรียกประชุมสภาอาจารย์ทันที เสียงกลองประชุมดังก้องสะท้อนไปทั่วทั้งสำนักเป็สัญญาณเรียกประชุม ณ หอประชุมใหญ่
ไม่นานนักก็ครบองค์ประชุม เทพอัคคีลุกขึ้นกลางที่ประชุม ดวงตาเปล่งประกายดุจเปลวเพลิง “ข้าขอเสนอ… ให้เทพีน้ำค้างเหมันต์เป็ประธานสภาอาจารย์ และขึ้นเป็ ผู้นำสูงสุดแห่งสำนัก นับแต่นี้เป็ต้นไป!”
สายตาของเทพทั้งหลายจับจ้องมาที่เทพีน้ำค้างเหมันต์ ภายในใจของพวกเขาเต็มเปี่ยมด้วยความเห็นพ้อง