อ่านก่อนนิดนึงเพื่อความเข้าใจค่ะ
ไท่ซางหวงก็คือตำแหน่งฮ่องเต้องค์ก่อนนะคะ สูงกว่าฮ่องเต้ 1 ขั้น จะพูดยังไงดีล่ะ ถึงไม่มีตำแหน่งด้านการปกครองแล้ว แต่พูดอะไรแล้วฮ่องเต้ก็ต้องฟัง
ส่วนตำแหน่งหวงไทเฮาคิดว่าหลายคนก็คงทราบ ก็คือแม่ของฮ่องเต้นั่นแหละค่ะ ต่ำกว่าฮ่องเต้ 1 ขั้นตามตำราจีน ที่บอกว่าเมื่อเป็บุตรสาวเชื่อฟังบิดา เมื่อเป็ภรรยาเชื่อฟังสามี เมื่อสิ้นสามีเชื่อฟังบุตรชาย แต่ส่วนตัวหมีไม่ค่อยชอบตำรานี้ เพราะฉะนั้นจะใช้ตำราหมีค่ะ แม่ก็คือแม่บอกอะไรต้องฟัง
เกอเกอ แปลว่า พี่ชาย
....
ขบวนเกี้ยวของว่าที่ฮองเฮาเคลื่อนเข้าสู่วังหลวง ข้าราชบริพารทั้งหลายต่างมาเข้าแถวรอรับขบวนว่าที่นายหญิงองค์ใหม่อย่างพร้อมเพรียงกัน
บ้างด้วยความคิดจะจงรักภักดีและบ้างด้วยความคิดจะมาสังเกตการณ์
ขบวนยาวของว่าที่เ้าสาวเคลื่อนเข้าไปเรื่อยๆ
วันนี้ทหารที่ไปรับขบวนว่าที่ฮองเฮาแต่งตัวเต็มยศ นางกำนัลเองก็เช่นกัน แต่พวกเขาสังเกตว่าแต่ละคนผมเผ้ายุ่งเหยิงผิดปกติไปหรือไม่ ขบวนเคลื่อนเข้าไปถึงหน้าลานตำหนักพิธีการ โดยที่มีร่างสูงสง่าของฮ่องเต้ลู่ เหรินจวินนั่งอยู่บนบัลลังก์ัทอง สีหน้าของเขานิ่งสงบไม่ได้บ่งบอกถึงความยินดีหรือร้าย
ด้านขวามือเป็ชายหญิงสูงวัยที่อยู่ในอาภรณ์งดงาม ฮุ่ยิไท่ซางหวงและหงอวี้หวงไทเฮา สองสามีภรรยาที่สละราชบัลลังก์ และให้บุตรชายขึ้นครองตำแหน่งและพักผ่อนในชีวิตบั้นปลาย
ด้านซ้ายเป็สตรีในชุดสีฟ้าอ่อน ผู้มีใบหน้างดงามเยาว์วัยขององค์หญิงอวี้ฮวา
หวงไทเฮายิ้มกริ่มอย่างพึงพอใจในสะใภ้คนนี้ ซึ่งนางเป็คนคัดเลือก จากในบรรดาคุณหนูทั้งหมดมาเอง หวังจินฮวานางเป็บุตรีของขุนนางฝ่ายบู๊ ที่เคยออกศึกรับใช้ชาติมาหลายต่อหลายครั้งด้านความภักดีเป็ที่แน่นอน
ความจริงแล้วจะกล่าวว่าการอภิเษกสมรสฮองเฮาในครั้งนี้ เป็การถ่วงดุลอำนาจก็ว่าได้ เนื่องจากนางเป็บุตรสาวของเสนาธิการฝ่ายบุ๋น ดังนั้นฮ่องเต้องค์ถัดมาจึงจำเป็ต้องสมรสกับขุนนางฝ่ายบู๊เพื่อถ่วงดุลอำนาจให้สมดุล หงอวี้หวงไท่เฮาเลือกสรรลูกสะใภ้คนนี้เอง นางได้ยินคำเล่าลือว่าสตรีนางนี้งดงาม เรียบร้อย และเต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตา นางคิดว่าเด็กคนนี้หัวอ่อนนางจะควบคุมง่าย และอาจจะทำให้วังหลังของบุตรชายวุ่นวายน้อยลง
หงอวี้หวงไทเฮายกชาขึ้นหมายจะจิบ ในตอนนั้นม่านของเกี้ยวเปิดออก ก่อนศีรษะยุ่งๆ ของใครบางคนจะโผล่ออกมา
ร่างบางค่อยๆ กรีดกรายย่างเท้าลงมา ด้วยความที่นางเคยเป็แมวมาก่อน ดังนั้นการเดินจึงงดงามสมฐานะที่นางกำลังจะได้เป็หงส์เคียงั นางเกือบจะงดงามไร้ที่ติอยู่แล้ว หากไม่ติดว่าอาภรณ์สีขาวที่ต้องสวมเตรียมเข้าพิธีอภิเษกสมรสที่จะเริ่มในอีกไม่กี่วัน ไม่ได้เป็สีแดง ผมเผ้าของนางหลายกระจุกไม่ได้ห้อยย้อยลงมา และผิวขาวไม่ได้เป็สีแดงของเืที่อาบเคลือบตัวนาง ดุจนางไปสับใครเป็ชิ้นๆ มา
หงอวี้เห็นว่าที่ลูกสะใภ้ก็ตกตะลึง จนทำถ้วยชาเอียงราดตัวเองจนเปียกยังไม่รู้ตัว ไท่ซางหวงผู้ที่สงบนิ่งเสมอมาเห็นสภาพลูกสะใภ้ตายังเบิกกว้าง องค์หญิงอวี้ฮวาอ้าปากค้างพอจะยัดไข่ลงได้ทั้งฟอง
มีเพียงฮ่องเต้เหรินจวินเท่านั้น ที่ยกคิ้วมองสภาพดังฆาตกรของว่าที่ภรรยาเอก “ท่านแม่นี่คือภรรยาที่ท่านวาดหวังให้ข้าหรือ ติดตราตรึงใจคืนนี้ข้าคงเก็บไปฝันเป็แน่”
ไม่ทราบเหตุใดเมื่ออ้ายเหม่ยได้ยินสุรีย์เสียงของเขา กลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ใบหน้านั้นก็คุ้นเคย ชวนให้นางนึกถึงเ้านายใจดีของนาง
จิงจิงที่ได้ยินดังนั้นก็นึกหวาดกลัวว่าคุณหนูของตนจะต้องรับโทษ เนื่องจากมาเข้าเฝ้าด้วยสภาพที่ไม่เรียบร้อยนางรีบคุกเข่าโขกหัวกับพื้น “คุณหนูของนู๋ปี้ความจริงไม่ได้มีเจตนาิ่พระองค์ ในระหว่างขบวนเข้าวังพวกเราถูกลอบทำร้าย แต่เป็เพราะคุณหนูช่วยพวกเราเอาไว้ คุณหนูใช้เวทที่งดงามดั่งสายน้ำดอกไม้กำราบศัตรูลงไป…” จิงจิงเมื่อได้กล่าวสรรเสริญเยินยอคุณหนูผู้เป็ที่รัก นางก็เริ่มจะหยุดปากตัวเองไม่ได้ “ศัตรูหลายสิบกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง ท่วงท่าในยามนั้นของคุณหนูช่างองอาจสง่างามเสียงกรีดร้องก็ไพเราะดังเสียงนกร้อง คุณหนูต้องเป็เทพธิดาลงมาจุติเพื่อเคียงบัลลังก์ัเสริมสง่าบารมีให้แก่ฮ่องเต้เป็แน่เพคะ…” จิงจิงยังคงเพ้อเจ้อต่อไป ทุกคนฟังนาง พร้อมกับมองหน้าคุณหนูผู้เป็ดั่งเทพธิดาที่ยืนปั้นจิ้มปั้นเจ๋อ จ้องมองหน้าของฮ่องเต้ทั้งที่มันไม่สมควร
ลู่เหรินจวินกล่าวด้วยน้ำเสียงเรื่อยเปื่อยเล็กน้อย “มุสากับเชื้อพระวงศ์มีโทษถึงปะา”
“นู๋ปี๋ไม่กล้ามุสา ทั้งหมดทั้งสิ้นที่กล่าวมาล้วนเป็ความสัตย์จริงไม่เช่นนั้น ลองถามทหารใต้อาณัติของพระองค์ที่ส่งไปรับคุณหนู หรือชาวบ้านบริเวณนั้นได้เพคะ ทุกคำที่นู๋ปี๋พูดล้วนเป็คำสัตย์จริง คุณหนูเป็เทพธิดาอารักษ์แว่นแคว้นนี้” นางกล่าวอย่างจริงจังและเชื่อมั่นความคิดของตัวเองคนเดียวมาก
“ไม่ผิดพ่ะย่ะค่ะเื่อิทธิฤทธิ์ของนาง ข้าเห็นมากับตาคู่นี้”
หวงไทเฮาที่หน้าเสียไปเมื่อครู่กลับมามีเืขึ้นอีกครั้ง “เ้าถูกลอบทำร้ายคงจะเหนื่อยเช่นนั้น กลับตำหนักที่ข้าจัดเตรียมไว้ให้ อาบน้ำผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ให้เรียบร้อย”
เมื่อได้ยินว่าอาบน้ำหญิงสาวขมวดคิ้ว ก่อนจะกล่าวเสียงใสกังวาน “ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์อย่างเดียวได้หรือไม่ ข้าไม่ชอบอาบน้ำ”
อวี้ฮวาที่ได้ยินดังนั้นก็ถึงกับหัวเราะลั่น “ข้าเคยได้ยินมาว่าเทพธิดาไม่ต้องอาบน้ำ เ้าคงเป็เทพธิดาจริงๆ ”
อ้ายเหม่ยไม่เข้าใจในคำพูดหยอกล้อและเหน็บแนมของอวี้ฮวา ก็ขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวออกไปอย่างจริงใจมากว่า “หากใจสะอาดกายก็สะอาดตาม ดังนั้นเทพธิดาจึงไม่ต้องอาบน้ำ”
อวี้ฮวาที่ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะกังวานกว่าเดิม ก่อนจะร้องออกมาว่า “เกอเกอข้าชอบนาง หากท่านไม่แต่งข้าแต่งเอง”
ลู่เหรินจวินขยับตัวเล็กน้อย “เ้าคิดว่าตัวเองเป็เทพธิดาจริงหรือ”
อ้ายเหม่ยยังคงจับกระแสอารมณ์ของแต่ละคนไม่ได้ นางจึงตอบไปอย่างซื่อๆ ว่า “ข้าเป็แมว”
“ยียวนข้าหรือ”
“ยียวนแปลว่าอะไร ข้าไม่เข้าใจคำนี้เลย”
ลู่เหรินจวินมองหน้ามึนๆ งงๆ ของว่าที่ภรรยาตนเอง แล้วเกิดความคิดว่านางคุกเืมาอย่างนี้ นางยังไม่คิดจะอาบน้ำ นางเป็คนรักสะอาดจริงๆ ยิ่งใบหน้ามึนๆ นั่นยิ่งทำให้คันไม้คันมืออยากจะขยี้นัก