เมื่อถึงระดับไอปราณก็จะได้รับการจัดสรรทรัพยากรจากตระกูล
แม้ว่าจะไม่ทำอะไรก็จะได้รับเงินจำนวนมากและวัตถุดิบยาที่ช่วยส่งเสริมการฝึกฝนส่วนหนึ่งทุกเดือน
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือพอย่างก้าวเข้าสู่ระดับนี้ก็จะมีคุณสมบัติเข้าไปเลือกทักษะปราณที่หอคัมภีร์ของตระกูล
พลังยุทธ์ของผู้บำเพ็ญเพียรคุณภาพของพลังปราณและไอปราณ รวมทั้งทักษะปราณจะเป็ตัวกำหนดประสิทธิภาพในการต่อสู้
และในสามสิ่งนี้ก็ยึดพลังยุทธ์และทักษะปราณมากที่สุด
ทักษะปราณในใต้หล้าแบ่งคร่าวๆได้สี่ระดับ แบ่งเป็ทักษะปราณสีเขียว ทักษะปราณสีฟ้า ทักษะปราณสีม่วง และทักษะปราณสีทองทุกระดับยังแบ่งเป็ขั้นต่ำ กลาง และสูง
แต่ไม่ว่าทักษะปราณระดับไหนต่างก็เป็สิ่งล้ำค่าทั้งสิ้นแค่ทักษะปราณสีเขียวขั้นต่ำก็มีคุณค่าไม่น้อยแล้ว
ตระกูลหยางสืบทอดกันมามากกว่าสองร้อยปีทักษะปราณขั้นสูงที่สุดในหอคัมภีร์ก็แค่สีเขียวขั้นสูงมีเพียงคัมภีร์ลับต้องห้ามของตระกูลหยางอย่าง วิชาผลาญปราณแท้ที่อานุภาพถึงระดับสีม่วงขั้นต่ำ แต่วิชาผลาญปราณแท้เป็วิชาลับที่ทำให้ศัตรูาเ็หนึ่งพันตัวเองาเ็แปดร้อยแตกต่างกับทักษะปราณทั่วไป ด้วยเหตุนี้จึงไม่อาจจัดอยู่ในทักษะปราณได้
ด้วยเหตุนี้จะเห็นได้ว่าทักษะปราณคือของล้ำค่าขนาดไหน
หากปล่อยให้หลันเฟิงเก็บรวบรวมเองเกรงว่าคงต้องเสียเวลาหลายปีถึงจะพอฝืนเขียนคัมภีร์ทักษะปราณสีเขียวขั้นต่ำออกมาได้
แต่การจะอาศัยตระกูลหยางนั้นเขาก็ทำได้เพียงต้องรายงานเื่ที่ตนทะลวงระดับไอปราณแล้วให้ทราบหลังจากที่ถูกบันทึกลงในบันทึกแล้ว ถึงจะมีคุณสมบัติเข้าไปเลือกทักษะปราณในหอคัมภีร์บางทีทักษะปราณสีเขียวขั้นสูงอาจจะยังไม่เหมาะให้เขาฝึกฝนในตอนนี้แต่ทักษะปราณสีเขียวขั้นต่ำและขั้นกลาง เขาจะเลือกระดับไหนก็ได้
นี่คือข้อดีของการเกิดมาในตระกูลใหญ่
แน่นอนว่าเมื่อเทียบกับตระกูลใหญ่ๆในเมืองบริเวณรอบๆ ตระกูลหยางย่อมไม่นับว่ามีค่าอันใด กระทั่งยังมีสำนักหรือพรรคที่ไม่แม้แต่จะมองตระกูลใหญ่ในเมืองบริเวณรอบๆเ่าั้อยู่ในสายตา
หนทางของหลันเฟิงยังอีกยาวไกลวิสัยทัศน์จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงตำบลเฟิงเล็กๆ แห่งนี้
“เมื่อข้ารายงานเื่พลังยุทธ์ของข้าไปก็จะได้เงินมาก้อนหนึ่งปัญหาเื่หินแร่เหล็กก็จะถูกแก้ไข”สำหรับหลันเฟิงที่กำลังประสบปัญหาทางการเงินย่อมนับว่าเป็ข่าวดีเื่หนึ่ง
เงินที่ท่านพ่อหลันเสียนหลงมอบให้เขาเขาไม่กล้าใช้มือเติบ
แต่เงินที่ตระกูลแบ่งให้เขาย่อมใช้ได้อย่างไม่จำกัด
หลันเฟิงนอนอยู่บนแผ่นหินอย่างหมดสภาพผ่านไปเนิ่นนานถึงได้ออกแรงลุกขึ้นยืน แล้วนั่งสมาธิอีกครั้ง
หลังจากมาถึงระดับไอปราณในที่สุดก็สามารถควบคุมไอปราณเสริมความแข็งแกร่งให้ร่างกายอันอ่อนแอของตนเองได้แล้ว
ระหว่างจุดตันเถียนพิษและไอปราณด้านในมีช่องเล็กๆที่จุไอปราณได้จำกัดเพียงสายเดียวด้วยเหตุนี้หลันเฟิงก็ทำได้เพียงควบคุมไอปราณเสริมความแข็งแกร่งให้กายเนื้อโดยการใช้ไอปราณสายนั้นให้หมดแล้วควบคุมไอปราณอีกสายมาเสริมความแข็งแกร่งให้ร่างกายต่อ
แม้กระบวนการนี้ดูค่อนข้างยุ่งยากแต่หลันเฟิงกลับไม่เคยเบื่อเลย
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยามความเหนื่อยล้าในร่างกายของหลันเฟิงก็หายเป็ปลิดทิ้ง
เขายืนขึ้นอย่างกระฉับกระเฉงกำปั้นเล็กๆ กำแน่น ก่อนปล่อยออกไปข้างหน้า
“พรึ่บ”
กำปั้นและไอปราณเสียดสีกันจนเกิดเป็เสียงที่แ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน
หลันเฟิงชักกำปั้นกลับมาอย่างไม่อยากจะเชื่อเขาสูดลมหายใจเย็นะเืเข้าไปเฮือกหนึ่งอย่างอดไม่ได้
เขาเพิ่มความแข็งแกร่งแค่ครึ่งชั่วยามแต่พละกำลังของเขาและความถึกทนกลับเพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งเท่า
หากเทียบกับผู้ชายโตเต็มวัยทั่วๆไป บางทีพลังแค่นี้อาจจะไม่พอ แต่ท่ามกลางชายหนุ่มที่อายุแค่สิบกว่าปีเกรงว่าคงไม่มีผู้ใดเอาชนะเขาได้
ระดับไอปราณเป็ระดับที่มหัศจรรย์ดังคาด
มิน่าล่ะ มีเพียงผู้บำเพ็ญเพียรที่ก้าวเข้าสู่ระดับไอปราณถึงจะเรียกได้ว่ายอดฝีมือระดับดาราถึงจะมีคุณสมบัติรับคำเรียกว่า ‘ยอดฝีมือ’
แต่หลันเฟิงเองก็รู้ดีว่าสาเหตุที่ความสามารถของร่างกายเขาเพิ่มขึ้นได้อย่างก้าวะโนั้นสาเหตุหลักๆก็เพราะเขาเคยถูกพิษผีดิบกัดกร่อน แทบจะถูกกระชากพลังทั้งหมดในร่างออกไป
ดังนั้นการเพิ่มความแข็งแกร่งนี้จึงนำพลังที่เคยสูญเสียกลับมาด้วยแต่แม้ว่าจะทิ้งสิ่งนี้ไป ผลของร่างกายที่ใช้ไอปราณเสริมความแข็งแกร่งก็ยังน่าตกตะลึงยิ่ง
“ได้ยินว่าท่านผู้นำตระกูลเคยต่อสู้กับยอดฝีมือคนหนึ่งเพียงกระบี่เดียวก็ทำลายเรือนได้ ก่อนหน้านี้ข้าไม่เชื่อแต่ยามนี้ข้าเริ่มเชื่อแล้ว”
มีเพียงเข้าสู่ระดับไอปราณถึงจะเข้าใจความแข็งแกร่งของระดับไอปราณได้
และระดับพลังปราณที่เหนือกว่าระดับไอปราณย่อมเป็อีกระดับที่เขายากจะจินตนาการ
แม้ว่าจะไม่เคยเห็นท่านผู้นำตระกูลหยางเซียวลงมือด้วยตาของตนเองแต่หลันเฟิงกลับเชื่อข่าวลือตามตลาดอยู่บ้าง
หลันเฟิงที่ฟื้นฟูจิติญญาและพลังกายกลับมาคิดจะควบคุมไอปราณเสริมความแข็งแกร่งอีกครั้งแต่ยังไม่ทันได้เคลื่อนไหว ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าแ่เบาดังขึ้นด้านนอกประตูลาน
เงาร่างของท่านพ่อหลันเสียนหลงเข้ามาในครรลองสายตาของหลันเฟิงอย่างรวดเร็ว
บางทีอาจเพราะคุ้นชินกับเงาร่างหลันเฟิงที่นั่งขัดสมาธิจ้องมองเหล็กก้อนเขม็งเมื่อไม่ได้เห็นหลันเฟิงนั่งสมาธิอยู่บนหิน หลันเสียนหลงจึงอดที่จะตกตะลึงไม่ได้
“ท่านพ่อ”สาวเท้ายาวๆ ออกเดิน หลันเฟิงเข้าไปหาบิดา แล้วะโพร้อมกับหัวเราะน้อยๆ
ผ่านการจัดการอารมณ์ความรู้สึกมาระยะหนึ่งตอนนี้เขาไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยวและสิ้นหวังเหมือนตอนที่ชายชราหลับไปอีกแล้ว
เขาในยามนี้คิดออกแล้วว่าชายชราเข้าสู่ภวังค์เพราะกำลังฟื้นฟูตนเองหลังจากที่เขาฟื้นฟูเสร็จก็จะตื่นขึ้นมาอีกครั้งตนเองก็ไม่จำเป็ต้องเจาะเข้าไปในเขาควาย[1]อีก
ความเป็ห่วงทำให้ว้าวุ่นเพราะตนเป็ห่วงการดำรงอยู่ของชายชรามากเกินไป ถึงได้โกลาหลไปเอง
ตอนแรกหลันเสียนหลงยังไม่รู้สึกรอจนหลันเฟิงเดินเข้ามาใกล้เขาถึงได้ััถึงความแปลกประหลาดเล็กๆใบหน้าที่ปกคลุมด้วยสายลมและน้ำค้างแข็งพลันเผยความตกตะลึงระคนดีใจออกมารูม่านตาหดเล็กลงเล็กน้อย เสียงของเขาแทบระงัยบความตื่นเต้นดีใจเอาไว้ไม่อยู่“เฟิงเอ๋อร์ เ้า เ้า...”
หลันเฟิงมองบิดาแล้วหัวเราะหึๆ จากนั้นพลันพยักหน้าเล็กน้อย “ใช่แล้ว ข้าถึงระดับไอปราณแล้ว”
เมื่อได้รับการยืนยันจากหลันเฟิงร่างกายของหลันเสียนหลงก็สั่นเทา ไม่อาจระงับความตื่นเต้นและดีใจได้อีก “ฮ่าๆๆ ฮ่า! เยี่ยม เยี่ยมไปเลย!”เสียงหัวเราะเบิกบานราวกับเมฆหมอกถูกปัดเป่าดังออกมาจากปากของชายที่เงียบขรึมมาเนิ่นนาน
ภายใต้เสียงหัวเราะนี้ความเหนื่อยล้าของเขาก็ดูเหมือนจะหายไปจนเกลี้ยง หางตาเองก็มีหยาดน้ำตาเม็ดเล็กๆ ไหลหยด
ชายหนุ่มมองท่าทางของบิดาแล้วก็รู้สึกซึ้งใจและบอกตนเองว่าการไม่ปิดบังเื่นี้เป็ทางเลือกที่ถูกต้องแล้ว
ผ่านไปชั่วครู่ หลันเสียนหลังค่อยๆปรับอารมณ์ ก่อนดึงมือของชายหนุ่มแล้วสาวเท้าออกเดินพร้อมกับหัวเราะร่า “ไปพวกเราไปรายงานตระกูลกัน”
ยอดฝีมือระดับดาราคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เื่เล็ก แม้ว่าคนในตระกูลหยางจะมีมากมาย ถือเป็ครอบครัวขนาดใหญ่แต่จำนวนของยอดฝีมือระดับดารากลับมีจำกัด ดังนั้นยอดฝีมือระดับดาราทุกคนล้วนเป็พลังที่ไม่อาจดูแคลน
ยอดฝีมือระดับดารานับว่าเป็พลังแกนกลางของตระกูลหยางส่วนยอดฝีมือระดับพลังปราณหรือระดับจันทราที่อยู่เหนือพวกเขานั้นถือเป็หัวหลัก
ดังนั้น ปกติแล้วพลังที่ใช้ได้จริงๆก็คือยอดฝีมือระดับดารา
หลันเฟิงก้าวเดินตามหลันเสียนหลงไปรายงานกับตระกูลโดยไม่ได้ปฏิเสธข้อเสนอของบิดาเพราะมีแต่ข้อดีไม่มีข้อเสีย
ทั้งสองออกเดินจากเรือนหมายเลขสองไปยังลานชุมนุมไม่นานก็มาปรากฎตัวด้านนอกลานชุมนุม
ลานชุมนุมเป็สถานที่ที่ผู้าุโของตระกูลหยางใช้จัดการเื่ราวต่างๆท่านผู้นำตระกูล าุโใหญ่หยางเอ้า าุโรองหยางเจิ้นและพวกผู้าุโคนอื่นๆ แทบจะทำงานอยู่ที่นี่กันทั้งหมดที่นี่คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของตระกูลหยาง และยังเป็ศูนย์รวมอำนาจอีกด้วย
หลันเฟิงพ่อลูกเดินเข้าไปในลานชุมนุมทีละคน
ในลานไม่มีคนพอดีหยางเซียวและเหล่าาุโจึงสังเกตเห็นพวกเขาทันที
“ท่านผู้นำตระกูล”
“ท่านาุโใหญ่”
“ท่านาุโรอง”
“ท่านาุโสาม”
“ท่านลุงเหลียง”
“ท่านลุงฝู”
ในฐานะที่เป็สมาชิกที่อายุน้อยที่สุดของตระกูลหยางเมื่อเผชิญหน้ากับทุกคนในเรือน หลันเฟิงก็ทำเคารพหมด แม้ท่าทางไม่นับว่าเคารพนบน้อมแต่ก็ทำให้ผู้คนหาจุดตำหนิไม่ได้
หลันเสียนหลงดูพึงพอใจเป็อย่างมากเขาพยักหน้าให้ทุกคนในเรือนนับว่าเป็การทักทาย
ทว่าทุกคนกลับไม่โกรธเพราะความสนใจของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่เรือนร่างของหลันเสียนแต่พากันมองไปที่หลันเฟิงตั้งนานแล้ว
ทุกคนในที่นี้มีระดับพลังยุทธ์สูงสุดของตระกูลหยางแล้วและไอปราณที่แผ่ออกมาจากเรือนร่างของหลันเฟิงย่อมไม่อาจปิดบังพวกเขาได้
พวกเขาถึงได้มีท่าทีเสียอาการเช่นนี้
การเสียอาการนี้แม้กระทั่งเผยความตื่นตกตะลึงออกมาหลายส่วน
“เสี่ยวเฟิงเ้า...เ้าถึงระดับไอปราณแล้ว?”แม้แต่ท่านผู้นำตระกูลที่ควบคุมความเป็ตายของคนในตระกูลหยางอย่างหยางเซียวก็ยังไม่อาจสุขุมเยือกเย็นได้ในยามนี้
หยางเอ้าและพวกก็จ้องมองหลันเฟิงเขม็งด้วยความตกตะลึงระคนสงสัยเช่นกันแววตาเผยแววไม่อยากจะเชื่อออกมา
เมื่อครึ่งเดือนก่อนในพิธีสวมกวานของหยางกวงพวกเขาพบว่าหลันเฟิงในตอนนั้นแม้ว่าจะฟื้นฟูพร์กลับมาแล้วแต่ก็ยังคงอยู่ในระดับรวบรวมปราณ และถึงพวกเขาจะรู้ว่าหลันเฟิงกลับมาฝึกบำเพ็ญเพียรได้อีกครั้งแต่กลับไม่รู้แน่ชัดว่าพลังยุทธ์ของหลันเฟิงอยู่ในระดับรวบรวมปราณขั้นไหนกันแน่
ทว่ายามนี้เพิ่งจะผ่านไปแค่ครึ่งเดือนหลันเฟิงกลับเข้าสู่ระดับไอปราณแล้ว ช่างเป็เื่ที่น่าใยิ่งนัก
ยามที่ยังเยาว์วัยพวกเขาเองก็เคยออกไปผจญโลกภายนอก ระหว่างที่ขึ้นเหนือลงใต้ก็ได้เห็นอัจฉริยะต่างๆมากมาย
แต่ทว่ากลับไม่เคยเห็นอัจฉริยะคนไหนที่ทำให้พวกเขาตกตะลึงได้ขนาดนี้
เ้าเด็กคนนี้เป็คนไร้ค่าไปสามปียามนี้กลับมาถึงระดับไอปราณได้ในระยะเวลาสั้นๆพร์ระดับนี้มันจะเกินไปหน่อยกระมัง
หลันเฟิงจุดสนใจแห่งสายตาตกตะลึงที่มองสลับกันไปมายิ้มเล็กน้อย “ดูเหมือนจะถึงแล้วขอรับ”
ปากของชายหนุ่มค่อยๆเปล่งคำพูดสองสามคำออกมา ทำให้ทุกคนในห้องตกตะลึงไม่น้อย
พลันมีเสียงสูดลมหายใจเย็นะเืดังขึ้นหลายครั้งไม่รู้ว่าดังมาจากไหน
ยามนี้ท่านผู้นำตระกูลหยางเซียวที่เยือกเย็นมาโดยตลอดกลับอดที่จะเปล่งเสียงหัวเราะลั่นไม่ได้“ฮ่าๆๆ !”
หลันเฟิงเมื่อสามปีก่อนเคยใช้การฝึกบำเพ็ญเพียรอย่างหนักเพื่อสำแดงพร์ที่เหนือชั้นกว่าคนธรรมดาออกมารวบรวมวงแหวนลำแสงอัจฉริยะมากมายมาอยู่ที่ตนเองแต่ถึงอย่างไรเสียนั้นก็เป็ของปลอม เมื่อถึงจุดหนึ่ง สุดท้ายก็ถูกทุบตีกลับไปเป็ดังเดิมแต่เขาในสามปีหลังจากนั้นกลับมีพร์สัตว์ประหลาดอย่างแท้จริงเป็อัจฉริยะที่ไม่กลัวการทดสอบใดๆ
เมื่อนึกถึงสิ่งที่เคยทำกับหลันเฟิงพ่อลูกหยางเจิ้นก็อดรู้สึกขมปร่าในปากไม่ได้
ในหัวของเขามีความคิดหนึ่งแวบผ่าน“ยุคของหนุ่มน้อยผู้นี้กำลังมาถึงแล้ว!”
หลังจากวันนี้ไปชื่อของหลันเฟิงจะดังะเิในตำบลเฟิงอีกครั้ง
ะเิครั้งนี้เรียกว่า‘ะเิหลันเฟิง!’
[1] เจาะเข้าไปในเขาควายหมายถึง ดันทุรัง จริงจังเกินเหตุ