กลิ่นอายแห่งายังคงอบอวลอยู่รอบนอกสำนักเมฆาเขียว แต่ภายในห้องพักที่มืดมิด เยี่ยฉินเพิ่งจะลืมตาขึ้นจากการเลื่อนระดับสู่ "ระดับที่ 4: แก่นแท้มนุษย์" พลังวัตรในกายของเขาบัดนี้ไม่ได้ไหลเวียนเหมือนสายน้ำธรรมดาอีกต่อไป แต่มันหนาแน่นและทรงพลังราวกับปรอทที่หลอมเหลว ทุกครั้งที่เขาหายใจเข้าออก มวลอากาศรอบกายจะสั่นไหวเล็กน้อยตามจังหวะการเต้นของหัวใจ
‘ขั้นที่ 4... ในที่สุดข้าก็มีคุณสมบัติพอที่จะควบคุมปราณภายนอกได้โดยตรง’ เยี่ยฉินกำมือแน่น ััถึงพละกำลังที่เอ่อล้น ‘แม้พร์ของข้าจะถูกจำกัดด้วยกายหยาบนี้ แต่ด้วยวิถีแห่งจอมมาร ข้าจะก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ทุกคน’
เช้าวันต่อมา ข่าวเื่การปะทะกันที่ชายป่าทิศตะวันตกแพร่สะพัดเข้ามาในสำนักอย่างรวดเร็ว ผู้าุโมู่เฉิงกลับมาพร้อมกับาแฉกรรจ์ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและโกรธแค้น ฝ่ายสำนักเขี้ยวพยัคฆ์ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและโต้กลับอย่างรุนแรง ทำให้ทั้งสองสำนักสูญเสียยอดฝีมือไปไม่น้อย
ในขณะที่ศิษย์คนอื่นๆ กำลังจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ เยี่ยฉินกลับเดินไปที่โรงครัวเพื่อรับหน้าที่ "ศิษย์รับใช้" ตามปกติ ท่าทางที่ดูเซื่องซึมและไร้พิษสงของเขาทำให้ไม่มีใครสงสัยแม้แต่น้อยว่า เขาคือผู้อยู่เื้ัโศกนาฏกรรมทั้งหมด
"เยี่ยฉิน! เ้ามัวทำอะไรอยู่? รีบยกน้ำแกงไปให้ศิษย์าเ็ที่เรือนโอสถเดี๋ยวนี้!" เสียงตะคอกของหัวหน้าศิษย์รับใช้ดังขึ้น
"ขอรับๆ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้" เยี่ยฉินก้มหัวปรกๆ พลางยกถาดไม้ขึ้นมา
ทว่าในระหว่างทางไปเรือนโอสถ เขาจงใจเดินอ้อมผ่านเส้นทางที่รกร้างหลังหอคัมภีร์ ที่นั่นเขาพบกับร่างของศิษย์รุ่นพี่คนหนึ่งที่กำลังนอนาเ็และพยายามโคจรพลังรักษาตัวเอง คนผู้นี้คือหนึ่งในสมุนของจางหู่ที่รอดชีวิตมาได้จากป่าหมื่นอสูร
"ยะ... เยี่ยฉิน? ช่วยข้าด้วย..." ศิษย์ผู้นั้นร้องขอด้วยเสียงแหบพร่า "ข้าถูกลอบโจมตี... จางหู่หายสาบสูญไป ข้ากลัวว่าจะมีปีศาจซ่อนอยู่ในสำนักเรา"
เยี่ยฉินวางถาดน้ำแกงลงช้าๆ รอยยิ้มที่ดูซื่อๆ ของเขาค่อยๆ เปลี่ยนเป็ความเ็าที่ทำให้อุณหภูมิรอบข้างลดฮวบ "รุ่นพี่... ท่านพูดถูกแล้ว มีปีศาจซ่อนอยู่ในสำนักนี้จริงๆ"
"เ้า... เ้าหมายความว่าอย่างไร?"
เยี่ยฉินสะบัดมือเบาๆ ภูตพิรุณเยือกแข็ง ปรากฏขึ้นในพริบตา แต่มันไม่ได้สร้างเข็มน้ำแข็งเหมือนคราวก่อน ครั้งนี้เยี่ยฉินใช้พลังระดับแก่นแท้มนุษย์สร้าง "หมอกกัดกร่อนิญญา" ขึ้นมาปกคลุมร่างของศิษย์ผู้นั้น
"ความหมายคือ... ปีศาจที่ท่านตามหา กำลังยืนอยู่ตรงหน้าท่านไงเล่า"
"อึก... อัก..." ศิษย์ผู้นั้นพยายามจะร้องเรียก แต่หมอกเย็นจัดกลับแทรกซึมเข้าสู่ปอด บดขยี้อวัยวะภายในจนกลายเป็น้ำแข็งในชั่วพริบตา ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความสยดสยองก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะหลุดลอยไป
เยี่ยฉินค้นตัวศพและพบกับ "ป้ายผ่านทาง" เข้าสู่เขตหวงห้ามชั้นใน ซึ่งศิษย์ผู้นี้ขโมยมาเพื่อหวังจะเข้าไปหาสมุนไพรรักษาตัวเอง
‘ช่างประจวบเหมาะนัก... ์ช่างเป็ใจให้ข้าเสียจริง’
การเผชิญหน้ากับความจริงของเยี่ยฟาน
เยี่ยฉินจัดการลบเลือนร่องรอยศพด้วยการทำให้มันระเหยกลายเป็ไอด้วยปราณกาลเวลาที่เร่งปฏิกิริยาการย่อยสลาย จากนั้นเขาก็มุ่งหน้าไปหาเยี่ยฟานที่กำลังฝึกซ้อมอย่างบ้าคลั่งอยู่ที่ลานส่วนตัว
"เยี่ยฟาน... เ้าหักโหมเกินไปแล้ว" เยี่ยฉินกล่าวด้วยเสียงที่ดูเป็ห่วง
เยี่ยฟานหยุดกระบี่ เหงื่อไหลโชกใบหน้าที่เคยผุดผ่อง "ท่านพี่! ข้าทนไม่ได้ที่เห็นศิษย์พี่ศิษย์น้องต้องตายไปทีละคน ข้าต้องเก่งขึ้น ข้าต้องปกป้องสำนักนี้!"
"สำนักเมฆาเขียวไม่ใช่ที่ที่เ้าควรจะเอาชีวิตไปทิ้งเยี่ยฟาน" เยี่ยฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงลึกซึ้ง "โลกภายนอกกว้างใหญ่นัก สำนักระดับล่างเช่นนี้เป็เพียงบ่อโคลนที่ฉุดรั้งัเช่นเ้าไว้"
เยี่ยฟานมองพี่ชายด้วยความสับสน "ท่านพี่พูดเหมือนรู้อะไรบางอย่าง?"
"ข้าแค่เห็น... ในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น" เยี่ยฉินเดินเข้าไปใกล้ "เยี่ยฟาน หากวันหนึ่งสำนักนี้ต้องล่มสลาย เ้าจงเชื่อมั่นในตัวข้าเพียงคนเดียว ข้าจะนำทางเ้าไปสู่จุดที่แม้แต่เทพเ้ายังต้องก้มหัวให้"
คำพูดของเยี่ยฉินในยามนี้ไม่ได้ดูเหมือนคำปลอบโยนของพี่ชายที่อ่อนแอ แต่มันแฝงไปด้วยอำนาจที่ทำให้เยี่ยฟานรู้สึกยำเกรงอย่างประหลาด
ในขณะที่สองพี่น้องคุยกัน บนหลังคาตำหนักไกลออกไป หลิงเซี่ย นางเซียนจากวังวารีศักดิ์สิทธิ์กำลังจ้องมองลงมาด้วยสายตาเ็า นางเพิ่งกลับจากการสำรวจเขตป่าทิศตะวันตกและพบว่าร่องรอยการต่อสู้นั้นดูจงใจเกินไป
‘สำนักเมฆาเขียวช่างโง่เขลานัก ถูกใครบางคนปั่นหัวจนวุ่นวาย แต่เด็กหนุ่มคนนั้น... เยี่ยฉิน...’ นางขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อััได้ถึงกลิ่นอายปราณที่แปลกประหลาดจากร่างของเยี่ยฉินเพียงชั่วครู่ก่อนมันจะหายไป ‘เมื่อคืนเขายังเป็แค่ขยะระดับที่ 2 แต่ทำไมวันนี้เขากลับมีกลิ่นอายของระดับแก่นแท้มนุษย์? หรือว่าเขากำลังซ่อนเร้นบางอย่าง?’
หลิงเซี่ยตัดสินใจที่จะไม่เคลื่อนไหววู่วาม นาง้ารอดูว่า "พยัคฆ์ซ่อนเล็บ" ผู้นี้จะเดินหมากอย่างไรต่อไป เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของนางคือสมบัติที่อยู่ใต้ดินสำนักนี้ และนางอาจจะใช้เยี่ยฉินเป็เบี้ยในการเปิดทาง
แผนการถัดไป: การประลองคัดเลือกศิษย์สายใน
ผู้าุโมู่เฉิงประกาศจัดการประลองคัดเลือกศิษย์สายในเร็วกว่ากำหนด เพื่อทดแทนยอดฝีมือที่สูญเสียไป นี่คือโอกาสที่เยี่ยฉินรอคอยมาตลอด
‘การประลองครั้งนี้จะเป็เวทีที่ข้าจะเปิดตัวอย่างเป็ทางการ... แต่ไม่ใช่ในฐานะวีรบุรุษ’ เยี่ยฉินกลับมาที่ห้องพักและเริ่มเตรียมตัว ‘ข้าจะใช้การประลองนี้เพื่อเข้าถึง "คัมภีร์ลับเมฆาเขียว" ซึ่งซ่อนกุญแจดอกสุดท้ายในการเปิดแท่นบูชาภูตแกนกลางชีวิตเอาไว้’
เขานำ ภูตแกนกลางกาลเวลา ออกมา แสงสีทองของมันบัดนี้เริ่มมีเส้นสายสีดำแทรกซึมเข้าไป มันเริ่มตอบรับกับจิตมารของเยี่ยฉินมากขึ้นทุกที
"ชาติก่อน ข้าถูกตราหน้าว่าเป็จอมมารเพราะข้าเข่นฆ่าผู้คนเพื่อความอยู่รอด... ชาตินี้ ข้าจะเต็มใจรับนามนั้นเอง และข้าจะทำให้คำว่า 'จอมมาร' เป็ชื่อที่สั่นะเืไ
ปทั่วเก้าชั้นฟ้าและสิบแผ่นดิน!"