ความเดิมตอนที่แล้ว ( ไปดูเองอยู่ในตอนที่หก คร่าว ๆ หลังจากที่หยางเฟยได้รับจิติญญาของตงฟางเก้อหลานหยางเฟยก็กำลังจะตรวจสอบแหวนมิติที่ด้านในมีสมบัติของตงฟางเก้อหลานอยู่ )
“ นี่มัน ดาบเล่มนั้น ” หยางเฟยแววตาลุกวาวที่เดียวที่เห็นดาบสนิมเกลอะที่ตงฟางเก้อหลานใช้เพราะถึงแม้ว่าสภาพของมันจะเก่าเหมือนสนิมแต่พลังงานที่ปล่อยออกมาก็ยังคงรุนแรง
“ กระดาษ ( จริงๆก็ไม่ได้เรียกว่ากระดาษแต่ควรจะเรียกว่าใบลานกระมังเพราะมันจะคล้ายๆกับกระดาษสมัยโบราณแต่ถ้าจะให้เรียกใบลานมันก็จะแหม่ง ๆ ) ? ทำไมมีกระดาษติดอยู่ที่นี่” หยางเฟยเหลือบไปเห็นกระดาษที่ติดอยู่กับด้ามของมันเขาค่อยๆหยิบกระดาษนั้นขั้นมาอ่าน
“ เ้าจงสังเวยเืของเ้าลงดาบเล่มนี้ แล้วดาบเล่มนี้จะคืนสภาพที่ควรจะเป็ ” หยางเฟยไม่รอช้ารีบทำตามทันที เขาใช้ดาบกรีดไปที่แขนตัวเองก่อนที่จะหยดมันลงไปบนดาบ
ฉ่า ฟู่ ฉ่า ฟู่ เม็ดเืทุกหยดของหยางเฟยเมื่อกระทบกับดาบเสมือนมันดาบความร้อนของดาบทันทีมันค่อยๆซึยเข้าไปภายในดาบ ดาบจากที่มีสนิมเกาะอยู่ สนิมทั้งหมดก็ค่อยๆ จากหายไปความคมของดาบค่อยๆถูกฟื้นฟู หลังจากนั้นไม่นานหยางเฟยก็ต้องใมากกว่าเดิม
“ เห้ เ้าหนูเหตุใดเ้าถึงมาจับตัวข้าได้ !? แล้วตงฟางเก้อหลานไปไหน ” จู่ ๆ ดาบเล่มนั้นก็กระโจนออกมาจากหยางเฟยพร้อมพูดกับเขา
“ เ้า พูดได้ !? ” หยางเฟยใอย่างหนักเขาไม่เคยพบเห็นอาวุธที่พูดได้มาก่อน
“ ฮ่าๆ นี่เ้าไม่รู้หรอกรึ ว่าอาวุธแบบข้านั้นมีจิติญญาของชนเผ่าิญญาอยู่ ” ดาบเล่มนั้นพูดออกมาพร้อมกับมองไปรอบๆ
“ ชนเผ่าิญญา !? เดี๋ยวนะ เท่าที่ข้ารู้ บนโลกนี้มีเผ่าอยู่ทั้งหมดหกเผ่ามิใช่รึ ประกอบไปด้วย มนุษย์ เอลฟ์ อสูร ปีศาจ เทวา จอมเวทย์ ” หยางเฟยจำได้ว่าที่เขาศึกษามามีเพียงแค่หกเผ่า และไม่น่าจะมีชนเผ่าิญญา
“ หกเผ่า !? เ้านี่ช่างไม่รู้กระไรเสียจริงนะ งั้นข้าจะเล่าให้ฟัง จริง ๆ แล้วโลกใบนี้นั้นประกอบไปด้วย ชนเผ่าทั้งเก้า ประกอบไปด้วย ชนเผ่า ์ เอลฟ์ ิญญา อสูร ปีศาจ เทวา จอมเวทย์ คนแคระ และเผ่ามนุษย์ แต่ด้วยเหตุการณ์บางอย่างที่รุนแรงะเืไปทั่วทั้งโลก ชนเผ่า ์ คนแคระ ิญญาถูกลบเลือนหายไปจากโลกและไม่ใช่แค่นั้นเหล่าพลังปราณที่มนุษย์เช่นพวกเ้าถือครองอยู่นั้นจริง ๆ แล้วมันคือเหล่าชนเผ่าหลายเผ่าที่ถูกทำให้กลายเป็ปราณทั้งสิ้น ” ดาบที่มีจิติญญาของชนเผ่าิญญาค่อย ๆ เล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อครั้งยุคา
“ พลังปราณ เกิดจากสิ่งมีชีวิตเช่นนั้นรึ เป็ไปได้อย่างไรก็ในเมื่อ มนุษย์เกิดมาก็มีพลังปราณอยู่แล้วนิ แล้วจะเอาสิ่งมีชีวิตเข้าไปไว้ได้ตอนไหน ” หยางเฟย ยิ่งฟังก็ยิ่ง งงเพราะมนุษย์ส่วนใหญ่เกิดมาก็จะมีปราณติดตัวมาั้แ่เกิด
“ เหตุนั้นก็เป็เพราะ......เมื่อครั้งยุคาหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้โลกทั้งใบต้องะเืจู่ก็ก็มีแสงจำนวนมากพุ่งไปหาแต่ละชนเผ่าเมื่อแต่ละชนเผ่าถูกแสงนั่นก็ทำให้ร่างกายค่อย ๆ เลือนหายไป และแสงจำนวนมากนั้นเองเป็เหตุทำให้ชนเผ่าทั้งสามหายไปจากโลก และมนุษย์ในยุคนั้นเป็มนุษย์ที่ไร้ซึ่งพลังปราณ แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ในครั้งนั้นมนุษย์ทุกคนที่เกิดมาก็จะมีพลังปราณเกิดขึ้นโดยที่มนุษย์เช่นพวกเ้าไม่รู้เลยว่าพลังปราณเ่าั้คือคนของชนเผ่าที่หายสาบสูญไป ” ดาบที่มีจิติญญาตอบคำถามของหยางเฟยอย่างละเอียดถึงความลับของปราณในตัวมนุษย์
“ไม่น่าเชื่อ ว่าปราณที่อยู่ในตัวของมนุษย์นั้นจะเกิดจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น....แล้วเหตุการ์ในครั้งนั้นมันคืออะไรหรอ” หยางเฟยยังคงถามดาบจิติญญาต่อ
“ ข้าเองก็ไม่รู้.........เอาละทีนี้ตาเ้าตอบคำถามข้ามาบ้าง ตงฟางเก้อหลานอยู่ที่ไหน ละที่นี่คือที่ไหน และเ้าเป็ใคร” ดาบจิติญญาส่ายหัวก่อนที่จะถามหยางเฟยกลับบ้าง
“ ท่านตงฟางเก้อหลานถูกข้าดูดซับจิติญญาไปแล้ว ที่นี่คือโบราณสถานใต้ดินที่อยู่ใกล้กลับหุบเขา ข้าชื่อ หยางเฟย ” หยางเฟยพลันรู้สึกไม่ค่อยดีเมื่อพูดถึงตอนที่ตรงฟางเก้อหลานพุ่งเข้ามาเพื่อให้เขาดูดซับจิติญญา
“ เ้าหนูอย่าได้ ซึมเศร้าไปเลย ข้าอยู่กับตงฟางเก้อหลานเป็เวลานาน ข้าย่อมเข้าใจในสิ่งที่เขาทำ จะว่าไปพลังที่อยู่ในตัวเ้าข้ารู้สึกคุ้น ๆ แต่จำไม่ได้ว่าเคยพบที่ใด เหตุเป็เพราะหลังาระหว่าง มนุษย์และจอมมารนั้น ทำให้ข้าหลับใหลเป็เวลานาน เอาหละในเมื่อตงฟางเก้อหลานมอบตัวข้าให้กับเ้า ต่อไปนี้ข้าก็จะเป็อาวุธให้กับเ้า ต่อไปนี้เ้าจงเรียกข้าว่า ดาบฟงหวิ๋น ” เมื่อดาบฟงหวิ๋นพูดจบมันก็ค่อยๆเอาปลายดาบไปพาดอยู่บนคอของอย่าเฟย
“หืม..........” หยางเฟยพลันใทันทีที่ดาบมาพาดอยู่บนคอของเขา
“อย่าได้ใไปนี่คือพีธีทำพันธะสัญญาของดาบจิติญญาเช่นข้า” ออร่าสีขาวอมทองจำนวนมากค่อยๆไหลออกมาจากตัวดาบเข้าไปสู่ตัวของหยางเฟย หยางเฟยรับรู้ได้ถึงพลังงานที่บริสุทธิ์และอบอุ่นไหลเข้ามาภายในปราณของเขาจำนวนมาก
“ ข้าฟงหวิ๋น นับจากนี้ไปจะเป็อาวุธฟาดฟันเหล่าศัตรูให้กับท่าน จะเป็ดังเช่นสหายร่วมรบตราบสิ้นร่างกายของข้าจะพังสลาย เจตจำนงแห่งฟ้าดินเอ๋ย จงเป็สักขีพยานในครั้งนี้ เพื่อรับรู้ว่าต่อจากนี้ไปโลกทั้งใบต้องสั่นะเืด้วยนามของพวกเราทั้งสอง ” แสงออร่าสีขาวอมทองพลันเปลี่ยนเป็สีทองอร่ามทันทีและไหลบ่าเข้าไปสู่ในร่างของหยางเฟย
“นี่มัน.......” หยางเฟยรับรู้ได้ถึงพลังงานธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่เป็อริกับพลังมารได้ไหลเขามาภายในตัวของเขา
“ เข้าหนู จงรีบดูดซับพลังงานศักดิ์สิทธิ์เ่าั้เสีย และเตรียมตัวนำเม็ดยาต่าง ๆ ในแหวนมิติที่ได้รับจากตงฟางออกมากลืนกินทั้งหมดซะ เพราะพลังงานเหล่านี้คือพลังงานจาก์ ” ดาบฟงหวิ๋นพลันกลายเป็ออร่าแสงสีทองและซึมเข้าไปในมือของหยางเฟยทันทีและกลายเป็ตราอักขระโบราณบนมือของหยางเฟย
หยางเฟยไม่รอช้ารีบนำเม็ดยาจำนวนมากออกมาจากแหวนมิติและกลืนกินเข้าไปทั้งหมดทันทีซึ่งหยางเฟยไม่ได้สังเกตุเลยว่า ยาที่เขากินข้าไปนั้นมียาอะไรบ้าง
ครื่น ครืน ครืน ปราณอสูรทั้งห้าของหยางเฟยรับรู้ได้ทั้งพลังงานศักดิ์สิทธิ์จำนวนมากที่ไหลเข้ามาทันที
“ฮ่าๆ ๆ ให้มันได้แบบนี้สิวะ สมกับที่ข้าลงแรงไปตั้งเยอะ รอก่อนเถอะหากข้าเจอพวกมันอีก ผนึกพวกนี้ข้าจะทำลายให้สิ้น” เสียงของวิหค์พลันดังออกมาแต่ถึงกระนั้นตัวมันก็ขยับไปไหนมาไหนไม่ได้มากนักได้แต่รอรับพลังงานศักดิ์สิทธิ์ในสภาพที่มี โซ่สีเงินจำนวนมากตรึงร่างกายมันไว้
“ เห้อ ” เหล่าปราณอสูรทั้งสามถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ พวกมันรู้ดีว่าต่อให้แข็งแกร่งมากเพียงได้ก็มิอาจต่อกรกับผนึกลึกลับนี้ได้
“ เงียบปากไปซะ เ้าวิหค อยู่นิ่งๆแล้วดูดซับพลังงานศักดิ์สิทธิ์นั้นซะ” เสียงนั้นดังออกมา ราวกับลำคาญสิ่งที่ได้ยิน เพียงแค่ได้ยิน เหล่าปราณอสูรทั้งสี่ ก็พลันหน้าถอดสี
“ ท่านพี่ใหญ่ โปรดระงับโทสะ ข้ามิได้้ารบกวนท่านพี่ท่านพี่ได้โปรดอภัยให้กับข้าด้วย ” วิหค์อสูรผู้เย่อหยิ่งแต่เมื่ออยู่กับปราณอสูรตนที่หนึ่งก็ราวกับแมวเชื่อง ๆ ตัวหนึ่งเท่านั้น
“ อย่าได้มีครั้งหน้าอีก..... ” หลังสิ้นเสียงพลังงานมหาศาลก็มาครอบคลุมเหล่าปราณอสูรอีกสี่ตนทันที
เฮือก!!!!! เหล่าปราณอสูรทั้งสี่นั้นพลันใอย่างมาก เนื่องด้วยตอนยุคานั้น พี่ใหญ่ของพวกมันนั้นเป็คนที่สุภาพและดีกับพวกมันแต่หลังเหตุการณ์ในยุคาเขาก็เปลี่ยนไป
กลับมาที่ตำหนักภายในโบราณสถานใต้ดิน
“ ฟู่.............พลังนี่ใช่เล่นเลย พลังนี้ต้องเป็ธาตุแสงอย่างแน่นอนสมแล้วที่เคยเป็อาวุธของท่านตงฟางเก้อหลานฟาดฟันเหล่ามารหลายร้อยชีวิตและด้วยพลังนี้ทำให้ข้าอยู่ในขั้นปราณ์ขั้นที่สี่จนเกือบจะเลื่อนเป็ระดับห้าแล้ว เอาละได้เวลาออกไปจากโบราณสถานใต้ดินแล้ว” หยางเฟยอดมีความสุขไม่ได้เนื่องจากวันแห่งการแก้แค้นของเขาค่อยๆใกล้สู่ความเป็จริง เขาค่อยๆลุกเพื่อที่จะออกไปยังโบราณสถานใต้ดิน
“ ไอหนู อย่าเพิ่งลุก!!!! ” เสียงดาบฟงหวิ๋นดังออกมาเพื่อเตือนหยางเฟยทันที
“ มีอันใด..........เอ๋!!! ” หยางเฟยพูดออกไปได้เพียงไม่กี่คำเขาก็รู้สึกหน้ามึดขึ้นมาและร่างกายค่อยๆร่วงลงไปสู่พื้น
“ เห้อ.........ข้ากำลังจะบอกว่าเมื่อเ้ารับพลังธาตุแสงไปจำนวนมากแล้วร่างกายของเ้าต้องได้รับการพักผ่อนสักระยะ ช่วยไม่ได้ละนะ ในระหว่างนี้ข้าจะคุ้มกันเ้าเองละกัน ”ดาบฟงหวิ๋นส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้
ภายใน หุบเขา์ฟ้า
“พลังที่ข้า ตรวจจับได้เมื่อซักครู่............อืม.......นั่นมันพลังของปราณอสูร อสูรตนที่สามสินะ วิหค์...... รู้สึกว่าวันที่ข้าต้องไปหาเด็กนั่นคงต้องไวกว่ากำหนด ” เสียงของัดำตัวหนึ่งดังออกมาจากหุบเขา์ฟ้า
“ หลินหง.........มนุษย์นั้นเชื่อใจมิได้ ถึงกระนั้นเ้าก็ยังจะเป็ห่วงเ้าเด็กนั่นรึ ” เสียงหนึ่งดึงออกมาไม่ไกลนักมันเป็อสูรที่มีหัวเป็หมาสามหัวมีหางทั้งหมดสามหางทุกหางล้วนเป็เพลิง
“ เ้าเองรึ เฮลเบลรอส..........ถึงมนุษย์นั้นจะเชื่อใจไม่ได้แต่เด็กนั่นมีพลังของเหล่าอสูรศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้า กิเลนทมิฬ เต่าโลกันต์ วิหค์ ันภา และอสูรผู้อยู่เหนือทุกๆสิ่งราชันย์ัจตุรเทพ เ้าก็รู้มิใช่รึเฮลเบลรอส ” หลินหงกล่าวออกมาหลังจากที่ได้ยินเสียงของหมาสามหัว
"แล้วอย่างไรเล่า ถึงแม้ว่าจักมิมีเหล่าอสูรศักดิ์สิทธิ์ข้าก็จักหาวิธีทำให้เหล่าพี่น้องของข้าที่กลายเป็ปราณของมนุษย์ผู้โง่เขลาเบาปัญญาเ่าั้เอง มิจำเป็ต้องเพิ่ง พลังของผู้อื่นโดยเฉพาะมนุษย์" หมาสามหัวหันหลังและเดินกลับเข้าไปภายในถ้ำของตนเองทันที
“ เห้อ.......เ้าเฮลเบลรอส มนุษย์นะมิได้เป็อย่างที่คิดซะหมดหรอกนะ ศิษย์ข้า....เ้าจงแข็งแกร่ง แกร่งพอที่จะควบคุมปราณทั้งห้า ” หลินหงวิตกกังวลเล็กน้อยก่อนจะมองไปยังทิศทางของพลังปราณอสูรหรือทิศทางที่หยางเฟยอยู่นั่นเอง
ณ สถานที่ที่ไกลออกไป สุดปลายเขตของทวีป์ใต้ เมืองลอยฟ้า
“ ข้าตรวจจับคลื่นพลังของวิหค์ได้ ไวเวิร์นจงส่งคนของเ้าไปตรวจสอบซะ หากพบวิหค์นั่นให้กลับมารายงานข้า ” ชายมีปีกสีแดงคนหนึ่งนั่งอยู่บนบัลลังค์และสั่งการกับชายผิวสีขาวมีปีกด้านข้างของตน
“ ค่ะ ท่านประมุข ” หลังจากนั่นไม่นานชายมีปีกผิวสีขาวก็กลางร่างเป็ัสีขาวมีปีกก็พุ่งออกไปจากตำหนัก พร้อมกับเหล่าัสีดำตามไปอีกห้าตัว
“ วิหค์.......อสูรศักดิ์สิทธิ์ซึ่งน่าจะหายสาปสูญไปแล้วกว่าหนึ่งหมื่นปี เหตุใดจึงมาโผล่ในยุคนี้ หรือว่าเ้าันภาจักตื่นขึ้นมาด้วยนะ ไม่ได้กาลข้าต้องนำเื่นี้ไปบอกกับท่านผู้นั้น” ไม่นานนักชายมีปีกแดงแดงก็เดินออกจากบัลลังค์พร้อมกับแปลงกายเป็ัเพลิงขนาดั์ตรงไปยังทวีป์ทิศตะวันออก
กลับมาทีตำหนักภายในโบราณสถานใต้ดิน ในขณะที่หยางเฟยค่อยๆลุกขึ้นมา
“ ตื่นแล้วรึไอหนู เช่นนั้นข้าก็จะกลับเข้าไปในมือของเ้า ” ดาบฟงหวิ๋นหลังจากเห็นหยางเฟยฟื้นตัวขึ้นมาเสร็จมันก็พุ่งกลับเข้าไปยังมือและกลายเป็ตราโบราณอีกครั้ง
“ ...........เอาละได้เวลากลับไปยังเมืองฟ้าครามทิศตะวันออก เพื่อตรวจสอบเื่ของตระกูลแล้ว ” หยางเฟยหลังจากที่มองดาบฟงหวิ๋นเข้าไปยังมือของตนเองแล้วก็มุ่งหน้าไปยังเมืองฟ้าคราม ในขณะเดียวกัน้าท้องฟ้า
“ หืม...........ในระแวกนี้ข้ามิเห็นจักจับพลังของอสูรวิหค์ได้เลย มีเพียงมนุษย์ซึ่งเป็เพียงรุ่นเยาว์เท่านั้น ข้าคงต้องตรวจสอบแถว ๆ นี้อีกหน่อย ” ัสีดำบินพาดผ่านบนท้องฟ้า เหล่าัพวกนี้นั้นมีพลังที่สามารถลบกลิ่นอายหรือการอำพรางได้ในระดับที่สูงมาก มีเพียงพลังปราณขั้นเซียน์ระดับสามขึ้นไปเท่านั้นถึงจะตรวจสอบได้