เกิดใหม่มาเติมเต็มท้องนาอันอุดมสมบูรณ์ ท่านอ๋องของข้าหล่อล้ำดั่งบุปผา 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 36 หลอกคนอื่นไม่สำเร็จ กลับถูกหลอกเสียเอง

            เมิ่งอู่เดินออกมาจากตรอกหลังเรือนกลับไปที่ถนนอีกครั้งบนถนนมีผู้คนพลุกพล่าน ตะวันส่องแสงพาให้นางรู้สึกสดชื่นแจ่มใส

            บัดนี้ใกล้เที่ยงแล้วนางไม่มีเวลาเดินเล่น จึงรีบไปซื้อของใช้จำเป็นในบ้าน ทั้งน้ำมัน เกลือ ซีอิ๊วน้ำส้มสายชูล้วนขาดไม่ได้นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่อินเหิงจำเป็นต้องใช้

            เมื่อมีเงินเพียงพอก็สามารถปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นได้อย่างเหมาะสมเมิ่งอู่จึงซื้อขนมไปฝากนางเซี่ย และซื้อไก่ทอดตัวเล็กๆ อีกหนึ่งตัว

            นางดูดอมยิ้มพลางหิ้วถุงใบใหญ่ใบเล็กพะรุงพะรังเดินไปตามถนน

            แต่พอเดินผ่านร้านค้าแห่งหนึ่งนางก็เดินถอยหลังสองสามก้าว

            นั่นเป็นร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปเมิ่งอู่เหลือบไปเห็นเสื้อคลุมสีขาวหิมะแขวนอยู่ในร้าน เสื้อคลุมเรียบง่ายแต่เจริญตามาก

            เมื่อเมิ่งอู่เห็นก็นึกถึงอินเหิงทันควัน

            บางคนเหมาะกับอันใดไม่เหมาะกับอันใด เพียงมองแวบเดียวก็รู้ได้โดยพลัน

            เช่นเดียวกับบุรุษชุดแดงที่นางพบเจอที่บ้านสกุลซวี่เมิ่งอู่รู้สึกว่าเสื้อคลุมสีแดงเข้มเหมาะกับเขามาก ส่วนอินเหิงเหมาะกับสีเรียบๆเช่นนี้

            ภาพแรกที่ปรากฏขึ้นในหัวของเมิ่งอู่เป็นภาพของอินเหิงที่สวมเสื้อคลุมสีขาวหิมะงดงามจริงๆ งดงามยิ่งนัก

            เมิ่งอู่เดินเข้าไปในร้านซื้อเสื้อคลุมสีขาวนั่นจากนั้นจึงเลือกผ้าเรียบง่ายสีสันไม่สะดุดตาอีกสองชิ้นเพื่อให้นางเซี่ยตัดเย็บเสื้อผ้าใหม่

            รอกระทั่งเมิ่งอู่มาถึงประตูเมืองก็หอบสัมภาระมาเต็มพิกัดบ่ายแล้วชาวบ้านผู้นั้นจับจ่ายซื้อของเสร็จแล้วเกวียนวัวก็จอดรออยู่ที่นั่นเช่นกัน

            ชาวบ้านคนนั้นเห็นเมิ่งอู่ซื้อของเยอะแยะก็ตกตะลึงพรึงเพริดมือของนางไม่เหลือที่ว่างแม้แต่นิ้วเดียวขนาดบนตัวก็ยังมีข้าวของห้อยอยู่เต็มไปหมด

            พอขึ้นไปบนเกวียนวัวแล้วเมิ่งอู่ค่อยๆ วางของลงทีละอย่าง เช็ดเหงื่อก่อนกล่าวกับชาวบ้านผู้นั้นยิ้มๆ “ขออภัยที่ให้ลุงหลิวรอนาน”

            ชาวบ้านผู้นั้นกล่าว “เจ้าซื้อของมากมายจริง ครอบครัวของเจ้า...” ไม่ใช่ว่าอัตคัดขัดสนมากหรือเอาเงินมากมายมาจากที่ใด?

            เมิ่งอู่หยิบเหล้าหนึ่งไหกับขาไก่ทอดหนึ่งชิ้นที่ห่อไว้อย่างดีออกมาจากกองข้าวของแล้วยื่นให้เขาเป็นการทำตามธรรมเนียมปฏิบัติก่อนกล่าว “นี่ให้ลุงหลิวเจ้าค่ะ”

            ชาวบ้านผู้นั้นชะงักไปค่อยยิ้มปรีดา แล้วกล่าวอย่างกระดาก “ข้ารับธัญพืชของเจ้ามาแล้วจะรับของพวกนี้ได้อย่างไร”

            “เพื่อแสดงความเคารพลุงหลิว รับไปเถิดเจ้าค่ะ”

            “เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจแล้ว”

            เมิ่งอู่สวมหมวกสานกันแดดนั่งอยู่บนเกวียนวัวชาวบ้านผู้นั้นบังคับเกวียนมุ่งหน้ากลับหมู่บ้านด้วยความตื่นเต้นดีใจ

            ทัศนียภาพสองข้างทางค่อยๆผ่านเลยไป สายลมอ่อนๆ พัดผ่านทุ่งนาอบอุ่นสบาย

            เมิ่งอู่ไม่มีเวลากินมื้อเที่ยงนางซื้อแผ่นแป้งหนึ่งแผ่นให้ตนเอง นางกัดแผ่นแป้งแห้งๆ อย่างยากลำบากหนทางกลับเรือนต้องใช้เวลาอีกกว่าสองชั่วยามกว่าจะถึงเรือนคาดว่าคงเย็นย่ำค่ำมืดแล้วกระมัง

            มาพูดถึงแม่เฒ่าค้ามนุษย์ที่เข้าไปในบ้านสกุลซวี่นางเดินตามผู้คุมงานไปยังสถานที่ลงนามในสัญญา ผู้คุมงานถามชื่อของนางจากนั้นยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งที่เขียนตัวอักษรดำบนกระดาษขาวให้นาง

            แม่เฒ่าพอจะรู้ว่าเวลาบ่าวรับใช้ตระกูลใหญ่รับเบี้ยเดือนจะต้องประทับลายนิ้วมือไว้เป็นหลักฐาน แม่เฒ่าผู้นี้อ้างว่าตนเป็นมารดาของเมิ่งอู่จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้คุมงานให้นางประทับลายนิ้วมือ

            ดังนั้นแม่เฒ่าจึงประทับลายนิ้วมือสีแดงสดลงบนสัญญาอย่างไม่ใส่ใจ

            จากนั้นผู้คุมงานก็เรียกหมัวมัวสองคนเข้ามากล่าวว่า“พานางไปทำความคุ้นเคยกับที่พำนักของคุณชายรองก่อน”

            แม่เฒ่าตกตะลึงถามว่า“ข้าประทับลายนิ้วมือเสร็จแล้วก็กลับได้เลยใช่หรือไม่?”

            ผู้คุมงานตอบ “เมื่อประทับลายนิ้วมือแล้ว ก็ถือว่าเป็นบ่าวรับใช้ของสกุลซวี่จะไปที่ใดได้เล่า?”

            แม่เฒ่าค้าน “จะเป็นไปได้อย่างไร! ข้ามาที่นี่เพื่อรับเบี้ยเดือนของบุตรสาวข้า ไม่สิมารับเบี้ยเดือนของนางเด็กน่าตายนั่น!”

            แม่เฒ่าผู้นี้ไม่ได้โง่เขลาเกินไปนางตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าตนถูกหลอกเข้าแล้ว

            พอซักถามอย่างละเอียดก็รู้ว่านางเด็กน่าตายนั่นไม่ใช่หญิงรับใช้ของสกุลซวี่!

            แม่เฒ่าถูกหมัวมัวสองคนลากตัวไปนางตะโกนว่า “ไม่ใช่ พวกเจ้าฟังข้าก่อนนี่เป็นเรื่องเข้าใจผิด เข้าใจผิด! ข้าไม่ใช่บ่าวรับใช้ของสกุลซวี่!”

            ผู้คุมงานชูกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาตรงหน้ากล่าวว่า“เจ้าลงนามในสัญญาขายตัวแล้วและรับเงินไปแล้ว ยังคิดจะปฏิเสธอีกหรือ?!”

            แม่เฒ่าร้องเหมือนผีหอนเหมือนหมาป่า “ข้า… ข้าอ่านหนังสือไม่ออก!”

            มีสตรีชนบทในสมัยโบราณสักกี่คนที่รู้หนังสือ? กระดาษขาวตัวหนังสือดำถูกวางไว้ตรงหน้าแม่เฒ่านางคิดว่านั่นเป็นเพียงใบรับเบี้ยเดือนผู้ใดจะไปรู้ว่านั่นเป็นสัญญาขายตัวของนางเอง!

            ยามซวี่เฉินฟางกลับมาแม่เฒ่าผู้นั้นที่ถูกลากมายังลานเรือนของเขากำลังร้องเอะอะโวยวายเสียงดัง

            หมัวมัวอีกคนกล่าวด้วยความโมโห “โบยสักรอบประเดี๋ยวนางก็สงบเสงี่ยมเชื่อฟัง ถ้ารอบเดียวไม่พอ ก็โบยสองรอบ!”

            ซวี่เฉินฟางเดินเข้าห้องหมัวมัวคนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานก็ยกน้ำชามาให้เขาในเวลาที่เหมาะสมเขายกขาเรียวยาวขึ้นพาดโต๊ะอย่างสบายๆ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเกียจคร้านจิบชาพลางฟังเสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดของแม่เฒ่าที่ดังแว่วมาจากข้างนอก

            ซวี่เฉินฟางถอนหายใจนับจากนี้ไปในลานเรือนของเขาคงมีแต่หมัวมัวแก่ๆ หน้าตาขี้ริ้วพวกนี้

            แม่เฒ่าถูกโบยอย่างหนักหนึ่งรอบจึงยอมสงบเสงี่ยมหมัวมัวผู้นั้นพานางเข้ามาคุกเข่าอยู่แทบเท้าซวี่เฉินฟาง

            ท่าทางเย่อหยิ่งจองหองของนางอันตรธานสิ้นนางหมอบลงกับพื้นพลางร่ำไห้โฮ “นายน้อยรอง คุณชายรองข้าถูกหลอกมาขายจริงๆ เจ้าค่ะ ข้างนอกข้ายังมีหลานชายอีกสองคนพวกเขารอให้ข้าไปหาเลี้ยง คุณชายรองโปรดเมตตาปล่อยข้าไปเถิดเจ้าค่ะ!”

            ชายเสื้อสีแดงของซวี่เฉินฟางทิ้งตัวลงข้างเก้าอี้ขณะเขาเอนศีรษะอย่างเกียจคร้านเรือนผมดำขลับปอยหนึ่งพาดระลงมาก่อนทิ้งตัวลงมาด้านหลังพนักเก้าอี้ทั้งหมดสง่างามตามแบบภาพวาดจากตำราเอ๋อร์หย่าอี้ [1]

            เขาโค้งเรียวปากนิดๆแล้วยิ้มกล่าว “เป็นสองคนที่อยู่นอกประตูหลังเรือนใช่หรือไม่?ข้าเคยเห็นพวกเขาต่อสู้เพื่อแย่งเงินไม่กี่เหรียญที่ได้จากการขายเจ้า”

            แม่เฒ่าทั้งโกรธจัดทั้งชิงชังกล่าวว่า“เป็นเพราะนางเด็กสารเลวน่าตายนั่น!นางอ้างว่าเป็นหญิงรับใช้ของสกุลซวี่จะเข้ามารับเบี้ยเดือน!นางหลอกล่อข้าให้มาที่นี่ ช่างน่าขยะแขยงยิ่งนัก!”

            แม่เฒ่าผู้นี้คิดจะหนีดังนั้นเมื่อซวี่เฉินฟางถามอันใด นางจึงตอบตามตรง

            ที่แท้แม่เฒ่าผู้นี้พาลูกสมุนอีกสองคนออกล่าเหยื่อตามท้องถนนบังเอิญเห็นเมิ่งอู่เพิ่งเดินออกจากร้านขายยาของสกุลซวี่และเป็นเด็กสาวที่มาเพียงลำพัง จึงคิดว่าจะลงมือได้ง่ายดังนั้นจึงสะกดรอยตามนางมาตลอดทาง

            ในที่สุดก็จับนางได้และเตรียมขายนางต่อทว่านางบอกว่านางเป็นหญิงรับใช้ตระกูลซวี่และต้องการมารับเบี้ยเดือนตนเลยตามนางมาด้วย แต่กลับถูกขายแทน

            ข่าวลือเกี่ยวกับซวี่เฉินฟางแพร่สะพัดไปทั่วเมืองเรื่องที่เขาไล่หญิงรับใช้ออกและกำลังรับหมัวมัวไม่ใช่ความลับแต่อย่างใด

            เขาหัวเราะเบาๆ “มิน่าเล่าถึงได้บอกว่า ข้าไม่ค้าคน หากคนไม่ค้าข้า”

            จากนั้นซวี่เฉินฟางก็ชักขากลับปัดชายเสื้อแล้วลุกขึ้นยืน ก่อนเดินออกไปพลางกล่าวเฉื่อยเนือย “ข้าคิดว่าเจ้าไม่ได้ตั้งใจจะทำงานที่นี่ หมัวมัว ส่งนางออกไปจากเรือนเถิด”

            หมัวมัวคนนั้นเอ่ยถาม “คุณชายรอง ทาสหญิงผู้นี้ลงนามในสัญญาขายตัวแล้วจะปล่อยนางไปเช่นนี้หรือเจ้าคะ?”

            แม่เฒ่าพลันรู้สึกมั่นใจเอ่ยอย่างชั่วร้าย “พวกเจ้าไม่ได้ยินที่คุณชายรองกล่าวหรือยังไม่รีบปล่อยข้า!”

            ซวี่เฉินฟางหยุดอยู่ที่ประตูแล้วเหลียวกลับมามอง กล่าวว่า “ยายเฒ่าค้าคนผู้นี้หลอกลวงผู้อื่นแน่นอนว่าย่อมต้องส่งตัวไปให้ทางการจัดการ”

            พอได้ยินดังนั้นแม่เฒ่าพลันตระหนกว้าวุ่น ขอร้องว่า “อย่า อย่าอย่า คุณชาย คุณชายรอง ท่านเป็นคนใจกว้างผู้เปี่ยมด้วยความเมตตา!ข้าขออยู่ทำงานที่นี่ได้หรือไม่เจ้าคะ!”

            บ่ายวันนั้นลูกค้าที่แวะเวียนมาที่ร้านขายยาซวี่จี้น้อยลงมากในที่สุดผู้ดูแลกับลูกจ้างจึงมีเวลานั่งพักหายใจ

            ลูกจ้างหลายคนงีบหลับอยู่หลังโต๊ะ

            เมื่อซวี่เฉินฟางมาถึงผู้ดูแลก็รีบร้อนออกมาต้อนรับพร้อมกับเหงื่อท่วมตัว

            ……….

            [1] เป็นตำราอรรถาธิบายหรือพจนานุกรมพร้อมอภิธานศัพท์เล่มแรกของจีนประพันธ์โดยหลัวย่วนในสมัยราชวงศ์ซ่งและเป็นหนึ่งในหนังสือที่สำคัญที่สุดสิบสามเล่มของลัทธิขงจื่อ


             

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเติมเต็มท้องนาอันอุดมสมบูรณ์ ท่านอ๋องของข้าหล่อล้ำดั่งบุปผา 【จบ】 ที่คุณอ่าน