ไป๋ชิงซินและเฟิงจื่อหานเดินทางเข้าไปยังหมู่บ้านตามที่สองตายายบอกแต่กลับไม่พบโจรมาปล้นดังว่า จึงแวะถามพ่อค้าที่แผงขายหมู
“พี่ชาย ข้าได้ข่าวว่ามีโจรมาปล้นหมู่บ้านนี้ไม่ทราบว่าจริงเท็จประการใด ไยข้าจึงไม่พบเหตุดังว่าขอท่านโปรดไขข้อสงสัยให้ด้วยเถิด”
“ไม่มีนี่ ท่านไปฟังใครเขามาคงถูกเขาหลอกอำเล่นแล้วแหละ”
ชายหนุ่มมองหน้าหญิงสาว
“แย่แล้ว เราโดนแผนล่อเสือออกจากถ้ำรีบกลับไปดูอาหนิวเร็ว”
ครั้นกลับไปถึงกระท่อมที่พัก
“อาหนิว เ้าอยู่ไหนน่ะ” จื่อหานร้องเรียกขณะชิงซินก็เดินค้นหาทั้งหน้าบ้านหลังบ้าน
“พี่อาหนิว พี่อยู่ไหน”
คุณชายเฟิงมองไปทั่วห้องก็ไม่พบร่องรอยการต่อสู้ข้าวของเครื่องใช้ จานชามยังคงวางไว้ที่เดิมดังปกติ
“เราออกค้นหาบริเวณใกล้เคียงนี้กันเถอะเผื่ออาหนิวไปเที่ยวเล่นในป่าเขา แล้วอาจพลัดตกเหว”
“ดีเหมือนกัน ไปกันเถิด”คุณหนูไป๋กำกระบี่ในมือแน่น ขณะก้าวออกจากกระท่อมพร้อมจื่อหาน ในใจก็อดเป็ห่วงอาหนิวไม่ได้เพราะหล่อนเติบโตกับเขามาั้แ่จำความได้
ในห้องอันมืดสลัวมีเพียงแสงไฟสาดส่องบนยกพื้นด้านหนึ่งของห้องหนุ่มกำพร้าอาหนิวซึ่งบัดนี้ถูกจับมัดแขนมัดขาติดกับเก้าอี้ตัวใหญ่ลักษณะคล้ายบัลลังก์ของเ้าสำนัก กำลังดิ้นรนเอาตัวรอดโดยเบื้องหน้าของเขามีกลุ่มคนหลายสิบชีวิตกำลังคุกเข่าก้มกราบ แล้วเปล่งวาจาพร้อมกัน
“ขอคารวะท่านเ้าสำนักน้อยท่านเซียวหลิงเทียนที่เคารพอย่างสูง”
“ข้าไม่ใช่เซียวหลิงเทียน เ้าจับผิดตัวแล้วปล่อยข้า ข้าจะกลับไปหาพี่น้องร่วมสำนักข้า จับข้ามาทำไม ปล่อยนะ”อาหนิวดิ้นจนอ่อนแรง แต่ที่นั่งอันใหญ่โตหนักอึ้งก็ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
ชายกลางคนในชุดจอมยุทธคนหนึ่งดูท่าทางจะเป็ระดับหัวหน้าก็พนมมือคารวะ ก่อนจะกล่าวกับอาหนิว
“เรียนประมุขน้อย นับั้แ่ท่านไปประมือกับคนของจอมมารม่อเทียนหลงที่ในเมืองคราวนั้นคนของเรามารายงานเหตุการณ์ที่ท่านมีแสงสายฟ้าพุ่งออกจากหน้าผากนั่นเป็ลักษณะของคนที่ได้รับการสลักด้วยวิชาค่ายกลผนึกเก้าชั้นฟ้าซึ่งมีแต่อดีตประมุขของเรา เซียวอวิ๋นห่าว เท่านั้นที่ทำได้”
“ท่านคือใคร แล้วประมุขของท่านไปไหนเสียเล่า?”
“ข้าน้อยแซ่จี มีนามว่า กังตำแหน่งหัวหน้าคุ้มกฎของสำนักขอรับ
เป็เวลาเกือบยี่สิบปีแล้วหลังจากม่อเทียนหลงทำการกวาดล้างปรปักษ์ครั้งใหญ่ ตระกูลฝ่ายเทพถูกสังหารไปมากมายรวมถึงครอบครัวของท่านด้วย ต่อมาประมุขเซียวหอบทารกน้อยหายสาบสูญไป จนพวกเรามาพบตัวท่านนี่แล”
“แต่งเื่ได้น่าสนุกดีนี่ คิดหรือว่าข้าจะเชื่อเ้ามีหลักฐานอะไร”
จีกังอ้ำอึ้ง ก่อนจะกล่าว
“นอกจากเื่แสงบนหน้าผากท่านแล้วข้าก็ยังไม่มีสิ่งใดยืนยัน”
“ดังนี้แล้วพวกเ้าจับข้ามาจักมีประโยชน์อันใดเล่า ไยมีปล่อยข้าไป? ”
“เป็ด้วยเราเชื่อว่าท่านคือบุรุษตามคำพยากรณ์500 ปี ที่จะค้นหาคัมภีร์มหายุทธ และเปิดผนึกเพื่อปราบจอมมารม่อเทียนหลงพวกเราจึงต้องตามหาตัวท่านเพื่อการนี้ และปกครองในฐานะประมุขสำนักกระบี่เทวะต่อไป”
“เหลวไหลสิ้นดี จู่ ๆ ก็จับข้ามา แล้วเล่านิทานหลอกเด็กถึงแม้ข้าจะโง่งมสักเพียงใด ก็ไม่หลงกลพวกเ้าหรอก”
หัวหน้าคุ้มกฎชักกระบี่ออกจากฝัก
“หากแม้นว่าท่านมิใช่ประมุขน้อยของเราแล้วคนที่มาล่วงรู้ความลับของสำนักเราเยี่ยงนี้ จะมีชีวิตกลับออกไปมิได้ข้าจะให้กระบี่นี้ได้ดื่มเืของท่าน”
อาหนิวตื่นตระหนกถึงกับหน้าถอดสีแปลกใจว่าสถานการณ์คับขันเช่นนี้ แสงประหลาดบนหน้าผากไยจึงไม่ทำงาน
“ขะ ข้ายอมรับเป็ประมุขก็ได้จะปล่อยข้าได้หรือยังล่ะ”
จีกังยิ้ม ก่อนจะเก็บกระบี่เข้าในฝัก
“ว่าง่ายดังนี้นับเป็ผลดีต่อทุกฝ่าย เอ้า พวกเราพาประมุขน้อยไปอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า จัดเตรียมสุรา อาหารอย่างดีไว้ให้ท่านด้วยเลิกประชุมได้”
“ขอคารวะประมุขน้อย”เสียงคนในสำนักกล่าวพร้อมกันแล้วพากันออกจากห้องไป
ทางด้านไป๋ชิงซินและเฟิงจื่อหานออกติดตามค้นหาอาหนิวตามป่าเขา ลำธาร แม้กระทั่งในหมู่บ้าน ก็ไม่พบแม้แต่เงา
“พี่เฟิงหรือว่าพี่อาหนิวจะถูกคนร้ายจับตัวไปเมืองอื่น”
“เ้าคิดว่าเขาจะจับอาหนิวไปทำไมหรือ”
“หากพี่อาหนิวคือเซียวหลิงเทียนจริงนั่นย่อมหมายความว่าเขาคือผู้สืบทอดความลับของสถานที่เก็บซ่อนคัมภีร์มหายุทธและผู้ที่จับตัวเขาไป ก็ต้องเป็คนที่้าคัมภีร์นี้เช่นกัน”
“นอกจากข้ากับเ้าที่้าตามหาคัมภีร์แล้วก็มีแต่พวกมาร หรือเ้าจะหมายถึงพวกม่อเทียนหลงกระมัง”
“ท่านคงลืมไปแล้วว่าสำนักกระบี่เทวะฟ้าตระกูลเซียว เป็เสาหลักที่คุ้มครองคัมภีร์มหายุทธอยู่ไยเรามิลองไปค้นหาที่นั่นดู”
“จริงสิ ทำไมข้านึกไม่ถึงเช่นนั้นเราตามไปสำนักกระบี่เทวะฟ้ากันเถิด”
ภายในห้องพักของประมุขสำนักกระบี่เทวะฟ้า
อาหนิวกำลังแช่ตัวในอ่างไม้ขนาดใหญ่ภายในมีน้ำอุ่นโรยด้วยดอกไม้หอมและสมุนไพร โดยมีสาวใช้สองคนคอยนวดไหล่ ขัดสีฉวีวรรณให้อย่างกับเขาเป็าาก็ไม่ปาน
“เ้าสองคนชื่ออะไร” อาหนิวเอ่ยถาม
“ข้าน้อยชื่อซูฉี ส่วนน้องข้าชื่อซูเม่ย เ้าค่ะ”
“อืม ข้าอยากดื่มสุราชั้นดีของที่นี่ ซูเม่ยเ้าไปนำมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ ส่วนเ้าซูฉี เช็ดตัวให้ข้าซิ ข้าอาบน้ำพอแล้ว”
“เ้าค่ะ” ซูเม่ยกล่าวแล้วเดินออกไป
อาหนิวลุกจากอ่างน้ำ ซูฉีเช็ดตัว ห่มเสื้อคลุมให้เขาชายหนุ่มก็ฉวยจังหวะที่สาวใช้เผลอหันหลังไปเก็บอุปกรณ์อาบน้ำ ทุบที่สันคอจนสลบไป
ณ เชิงเขาเทียนเสินอันเป็ที่ตั้งของสำนักกระบี่เทวะฟ้า
ไป๋ชิงซินและเฟิงจื่อหานเดินทางมาถึงได้พบกับคนเฝ้าทางขึ้น
“พวกท่านเป็ใคร ้ามาเพื่อประสงค์ใด”
“รบกวนท่านไปนำเรียนผู้าุโของท่านด้วยว่าข้าน้อยเป็คนจากสำนักกระบี่หิมะ”
“ได้ ท่านรออยู่ตรงนี้ ข้าจะไปนำเรียนก่อน”หนึ่งในสองผู้พิทักษ์เดินขึ้นบันไดไปสักพักก็กลับมา
“ท่านหัวหน้าเชิญท่านขึ้นไปพบได้ ตามข้ามา”
“ขอบคุณท่านมาก” จื่อหานและชิงซินยกมือพนมแล้วเดินตามขึ้นไป
ในห้องรับแขกของสำนัก
“ข้าน้อยทั้งสองขอคารวะท่านหัวหน้า” หนุ่มสาวกล่าวอย่างนอบน้อม
“มิต้องเกรงใจ เชิญนั่งก่อน”หัวหน้าจีให้การต้อนรับ รอจนแขกนั่งบนเบาะที่ปูบนยกพื้น มีโต๊ะเตี้ย ๆคั่นระหว่างเบาะ แล้วถามแขกสองคน
“ท่านทั้งสองมาวันนี้มีการอันใดให้ข้าช่วยหรือไม่”
“กล่าวอย่างตรงไปตรงมาพวกเรามาตามหาชายหนุ่มอายุสิบแปดปี ชื่ออาหนิว เขาเป็คนของสำนักกระบี่หิมะแต่พลัดหลงกันหลังจากสำนักเขาถูกพวกม่อเทียนหลงบุกทำลาย”
“อ้อ เป็เช่นนี้ข้าก็ได้ยินข่าวเื่สำนักของท่านเช่นกันขอแสดงความเสียใจเื่ประมุขของท่านด้วย ส่วนเื่คนชื่ออาหนิวพวกเราไม่แน่ใจว่าจะเป็บุคคลเดียวกับที่เราไปพบเจอหรือเปล่า ถ้าใช่เขาก็คือประมุขน้อย บุตรชายอดีตประมุขของเรา มีนามว่าเซียวหลิงเทียน”
“จริงหรือ ข้าเชื่อว่าต้องใช่เขาแน่นอน “ไป๋ชิงซินกล่าวอย่างตื่นเต้น แล้วเล่าเหตุการณ์อาหนิวปะทะกับพวกมารเมื่อหลายเดือนก่อนให้ฟัง
“จะใช่หรือไม่ รอประมุขน้อยออกมาพบกับพวกท่านก็จะกระจ่างเอง อาิ เ้าเข้าไปเชิญประมุขน้อยออกมาพบสองท่านนี้ซิ”
“ขอรับหัวหน้า”
จีกังหันไปคุยกับแขกทั้งสองต่อ
“นับั้แ่ประมุขเดิมของเราหายสาบสูญไปชาวสำนักของเราก็เปรียบดังเรือไร้หางเสือ มิรู้ทิศทางจะก้าวเดินไปอย่างไรทั้งยังต้องเผชิญกับการแผ่อำนาจของม่อเทียนหลง ทั้งทางการปกครองที่กดขี่ข่มเหงและการก่อกรรมทำเข็ญไร้ศีลธรรมมากมาย ชาวยุทธต่างอับจนปัญญาที่จะต่อกรกับจอมปีศาจตนนี้”
ยังมิทันขาดคำ อาิก็วิ่งหน้าตาตื่นมารายงาน
“นายครับ แย่แล้ว ประมุขน้อยหายตัวไปครับ”
“ว่าไงนะ พาข้าไปดูซิ”
ทั้งหมดวิ่งตามไปดูที่ห้องพักของอาหนิวแต่ก็พบเพียงสาวใช้ชื่อซูฉีโดนจับเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดผู้ชาย ถูกมัดมือเท้ามัดปาก นั่งดิ้นรนอยู่กับพื้นห้อง ส่วนอาหนิวสวมเครื่องแต่งกายสาวใช้ปลอมตัวหนีไปแล้ว
ห่างออกไปราวสิบลี้บนหนทางระหว่างหุบเขาที่สองข้างทางเป็ป่ารกทึบมีกลุ่มคนขี่ม้าเจ็ดคนเดินทางผ่านมา หนึ่งในเจ็ดก็หยุดม้าเอ่ยขึ้น
“พวกเ้าล่วงหน้าไปก่อนนะ ข้าปวดเบาขอระบายข้างทางนี้ก่อน” ว่าแล้วเขาก็ลงจากหลังม้าไปยืนถ่ายปัสสาวะที่พุ่มไม้ ผิวปากอย่างอารมณ์ดี
แต่แล้วก็มีใครบางคนมาทำร้ายเขาทางด้านหลังจนล้มลงไปนอนกับพื้นหญ้า เนื้อตัวซีดขาว มีเกล็ดน้ำแข็งเกาะตามใบหน้าดูน่ากลัวยิ่งนัก
กลุ่มชายที่ขี่ม้าล่วงหน้าไปมิเห็นเพื่อนตามมาเสียทีจึงกล่าวต่อกัน
“เอ อาเปาทำไมฉี่นานจังป่านนี้น่าจะตามเรามาทันแล้ว ไอ้หมอนี่โอ้เอ้ไม่ได้เื่เลย เรากลับไปตามดูสิเกิดอะไรขึ้น”
“ดีเหมือนกัน ถ้าเจอเหลวไหล แอบจีบสาว ข้าจะอัดให้น่วมเลย”
อาหนิวหลบหนีมาถึงบริเวณที่อาเปายืนยิงกระต่ายเห็นชายหมดสตินอนอยู่ ด้วยนิสัยโอบอ้อมอารีจึงก้มลงไปพลิกตัวขึ้นดู
“พี่ชาย ๆ ท่านเป็อะไรไป ไฉนมีน้ำแข็งเกาะเต็มตัวเช่นนี้ตัวเย็นเฉียบเลย ตื่นสิ”
กลุ่มชายทั้งหกขี่ม้ากลับมาเห็นอาหนิวอุ้มอาเปาอยู่ก็ร้องถาม
“นั่นเ้าทำอะไรเพื่อนเราน่ะแกทำร้ายเขากระนั้นหรือ”
“เปล่านะ ข้าเพิ่งผ่านมา เห็นเขาหมดสติก็เลยคิดจะช่วยเหลือ ข้าไม่ได้ทำเขานะ”
“โกหก ถ้าไม่ใช่เ้าแล้วจะเป็ใครกลางป่ากลางเขาไร้ผู้คนเยี่ยงนี้ เมื่อครู่พวกข้าผ่านมายังไม่เห็นมีใครเลย เฮ้ยพวกเรา จับตัวมันไปส่งเ้าสำนักตัดสินดีกว่า”
“ดีเหมือนกัน จับมันไว้”
อาหนิวถูกนำตัวไปยังห้องโถงของสำนักแห่งหนึ่งพวกนั้นโยนตัวเขาที่ถูกมัดลงกับพื้น พร้อมร่างไร้ิญญาของอาเปา
“ท่านเ้าสำนัก คนนี้แหละครับที่เราพบอยู่กับศพอาเปาสงสัยว่าเป็ฝีมือของมัน แต่อ้างว่าไม่ได้ทำ หรือว่ามันจะเป็คนบ้า ดูการแต่งกายจะชายก็ไม่ใช่ หญิงก็ไม่เชิง จึงนำชุดของสตรีมาสวมมานุ่งเช่นนี้”
เ้าสำนักซึ่งเป็ชายสูงวัยแต่งตัวภูมิฐานผมเผ้าสีขาวสลับเทาลูบหนวดเคราแล้วครุ่นคิด ก่อนจะกล่าว
“อืม พิจารณาจากสภาพศพแล้วมันต้องเป็ฝีมือของภูตน้ำแข็งเพราะเนื้อตัวของเหยื่อจะมีน้ำแข็งเกาะอยู่เต็มไปหมด เอาอย่างนี้แก้มัดให้ไอ้หนุ่มนี่ แล้วให้มันมายืนใกล้ ๆ ข้า”
พวกศิษย์สำนักก็ช่วยแก้มัดอาหนิวปล่อยให้ชายหนุ่มไปยืนงงข้างผู้าุโ
“ให้ข้าลองวัดพลังธาตุในตัวเ้าดูว่าร้อนหรือเย็นก็จะรู้ว่าใช่เ้าทำร้ายอาเปาหรือไม่”เ้าสำนักกล่าวจบก็นำฝ่ามือนาบกับแผ่นหลังของอาหนิวไอร้อนก็แผ่ซ่านออกจากบริเวณที่ัั สักครู่หนึ่งก็ถอนมือออก
“ข้ารู้แล้ว ไอ้หมอนี่ไม่ใช่ฆาตกรหรอกเพราะร่างกายมันมีธาตุหยางแกร่งขณะที่วิชาฝ่ามือภูตน้ำแข็งต้องฝึกจากคนที่มีธาตุหยินแกร่ง เน้นความเย็นเป็หลักเป็ไปไม่ได้ที่จะเป็เขา แกพ้นผิดแล้ว ไอ้หนู”
“ถ้าเช่นนั้นปล่อยตัวข้าไปได้หรือยัง”
เ้าสำนักยิ้มอย่างมีเลศนัยแล้วกล่าว
“อย่าเพิ่งไปสิ คนของสำนักเราล่วงเกินเ้ากล่าวหาว่าเป็ฆาตกร ข้าต้องเลี้ยงรับรองเป็การขอขมาต่อเ้าอยู่กินข้าวด้วยกันก่อน”
“เอ่อ ไม่เป็ไรมิได้ ข้าไม่ถือหรอก ให้ข้าไปเถอะนะ”
“แล้วเ้าจะไปไหน?” เ้าสำนักถาม
“ข้ายังไม่ทราบจุดหมายปลายทาง คงไปตามยถากรรม”
“เหลวไหล เป็ลูกผู้ชายไยจึงไร้เป้าหมายในชีวิตไหนเ้าลองเล่าประวัติชีวิตของตัวเองให้ข้าฟังซิ ชื่อแซ่อะไร เป็ลูกเต้าเหล่าใครมาจากไหน”
อาหนิวก็เล่าเื่ราวในอดีตกระทั่งมาพบเ้าสำนักัฟ้าให้ฟัง
“อืม ข้าพอจะรู้แล้วทำไมเ้าฝึกวิชากระบี่หิมะไม่ก้าวหน้านั่นเพราะร่างกายเ้ามีธาตุหยางแกร่งดังที่บอกไปแล้วและวิชากระบี่ตระกูลไป๋มันเหมาะกับคนมีธาตุหยินแกร่งดังนี้เ้าจึงไม่เข้ากับวิชาของสำนักนั้นแต่น่าแปลกใจที่ประมุขไป๋ไม่บอกเื่นี้แก่เ้า ทนทู่ซี้ให้เ้าฝึกอยู่ทำไมนอกเสียจากเขาเกรงว่าเ้าสำเร็จวิชาแล้วจะไปตามหาคัมภีร์มหายุทธเจอนั่นยิ่งแสดงว่าเขาไม่จริงใจต่อเ้าเลย”
“ขอบคุณท่านเ้าสำนักที่ชี้แนะแต่ถึงอย่างไรประมุขไป๋ก็มีบุญคุณที่ชุบเลี้ยงข้ามาแต่เกิดไม่ต่างจากบิดาบังเกิดเกล้า เขาจะเป็อย่างไรข้ามิอาจลบหลู่ได้”
“อาหนิว หากเ้าคิดจะโลดแล่นไปในยุทธภพจำต้องมีวิชาติดตัว อย่างน้อยก็เอาไว้ป้องกันตัวจากพวกคนพาลข้าจะถ่ายทอดวิชาัสะบั้น์ให้แก่เ้าเพราะว่าข้าไม่มีลูกชายที่จะสืบทอดกิจการสำนัก”
“ข้าน้อยเกรงจะไม่คู่ควรกับวิชาของท่าน”
“เห่ย ข้าพิจารณาดีแล้วเห็นว่าเ้าเป็คนซื่อสัตย์ กตัญญู จึงยอมถ่ายทอดให้เ้าหรือว่าเ้าคิดรังเกียจเจตนาดีของข้าอย่างนั้นฤา?”
“หามิได้ ท่านเ้าสำนัก”
“ถ้าอย่างนั้นก็อย่าปฏิเสธเลยไว้พรุ่งนี้ข้าจะเริ่มฝึกสอนเ้า ว่าแต่วันนี้จะให้เ้าได้พบกับใครบางคนก่อนอาิ ไปเชิญคุณหนูมาสิ”
“ขอรับนายท่าน”
สักพัก ก็มีดรุณีนางหนึ่งก้าวเข้ามาในห้องโถง
หล่อนตัวสูงราวห้าเชียะ ใบหน้ารูปไข่ ผิวขาวเนียนราวหยกเนื้อเกลี้ยงั์ตาเรียวงามดุจตาหงส์ ปากนิด จมูกหน่อย สวมชุดคลุมยาวสีชมพูประดับผมที่เกล้าด้วยปิ่นทองประดับหยกและดอกไม้แซมพองามโดยรวมแล้วเหมือนนางฟ้าจากสรวง์ลงมาเที่ยวเล่นในโลกมนุษย์
“นี่คือเจียงลี่ซือ ลูกสาวคนเดียวของข้าทักทายพี่อาหนิวสิลูก”
“พี่อาหนิว” สาวน้อยทักแล้วหน้าแดง อายม้วนต้วน
“หากเ้าได้แต่งงานกับนางมาเป็เขยของตระกูลเจียง ข้าเฟยหลงคงนอนตายตาหลับแล้ว”ประมุขเจียงกล่าวด้วยความหวังในใจ
“ท่านพี่ ไปเล่นกับข้าทางโน้นกันเถอะ ไปเร็ว”ลื่ซือกล่าวแล้วจูงมืออาหนิวออกไปวิ่งเล่นที่สวนดอกไม้ชายหนุ่มหันมามองประมุขแบบงุนงง เ้าสำนักก็พยักหน้าแล้วยิ้มเป็เชิงว่าตามสบาย
“คุณหนูกับอาหนิวก็ดูเหมาะสมกันดีนะครับ”ผู้ช่วยเ้าสำนักกล่าว
“ข้าก็คิดเช่นนั้นเสียดายลูกสาวข้าอายุสิบห้าแล้ว แต่สติปัญญาเท่ากับเด็กห้าขวบข้าจึงอดเป็ห่วงนางไม่ได้ หากข้าจากไปแล้วนางจะอยู่อย่างไร โชคดีมีอาหนิวเข้ามาคลี่คลายความกังวลนี้ของข้าได้”
ท่ามกลางสวนดอกไม้ที่แวดล้อมไปด้วยทิวทัศน์ของขุนเขาดอกเหมยกำลังบานสะพรั่งเต็มต้นดอกอวี้หลันฮวาเผยอกลีบคล้ายจะแข่งประชันความงามกับสาวน้อยลี่ซือ
กระต่ายสีขาวหลายตัวะโไล่กันไปมาบนสนามหญ้าสีเขียวลูกสาวประมุขก็เอ่ยถามอาหนิว
“พี่รู้มั๊ย ทำไมกระต่ายถึงมีหูยาว”
“หือ ทำไมถึงหูยาวเหรอ ข้าหารู้ไม่”
“มีเื่เล่าว่าเมื่อก่อนกระต่ายก็มีหูสั้นเหมือนแมวน่ะแหละแต่เพราะมันชอบไปแอบฟังเื่ของผู้อื่น เทพเ้าเลยสาปให้มันหูยาวแถมยังเงียบเสียง ไม่ร้องเหมือนสัตว์ชนิดอื่นยังไงล่ะ”
“กระนั้นฤา ข้าเพิ่งจะเคยได้ยิน”อาหนิวทำตาโตแสดงความตื่นเต้น
สาวใช้สองคนถือถาดใส่จานขนมมาวางบนโต๊ะหินที่ศาลาแปดเหลี่ยม
“คุณหนูคะ คุณชาย มาทานขนมก่อนค่ะ”
“พี่อาหนิว เราไปกินขนมกันเถอะ”ลี่ซือพูดแล้วจูงมือหนุ่มน้อยไปด้วยกัน ยามหล่อนวิ่งผ่านกระแสลมก็มีกลิ่นหอมอ่อน ๆจากเรือนร่างโชยมาต้องนาสิกของอาหนิว
เมื่อไปถึงศาลาก็หยิบขนมขึ้นมายื่นให้อาหนิวชิ้นหนึ่ง
“อ่ะ ข้าให้ท่าน” สาวน้อยเปล่งประกายในแววตา
“ขอบใจนะ”
“ข้าชื่นชอบรับประทานยิ่งนัก ขนมกุ้ยฮวานี่”
ลักษณะขนมนุ่มฟูสีขาวตัดเป็ชิ้นสี่เหลี่ยมโรยหน้าด้วยกลีบดอกกุ้ยฮวาหรือดอกหอมหมื่นลี้
อาหนิวครั้นได้ลิ้มลองขนมก็คิดในใจว่าเขารู้แล้วความหอมจากกลิ่นกายของลี่ซือนั้นมาจากขนมกุ้ยฮวาที่หล่อนรับประทานประจำนี่เอง
ทางด้านไป๋ชิงซินและเฟิงจื่อหานออกเดินทางตามหาอาหนิวไปจนถึงเมืองจินเฉิงก่อนถึงเขาเทียนเสินราวสามสิบลี้ก็แวะพักโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ แบบชนบท มีโต๊ะให้นั่งรับประทานอาหารอยู่สามสี่ชุด
“เถ้าแก่ขอห้องพักสองห้องนะ”
“คุณชาย ท่านมากับภรรยาเหตุใดไม่พักรวมกันห้องเดียวล่ะครับ”
“พวกเราเป็แค่คู่หมั้นกันยังไม่ได้เข้าพิธีไหว้ฟ้าดินหรอก”
“อ้อถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวข้าไปจัดห้องให้ท่านก่อนนะ เชิญนั่งดื่มน้ำชารอไปก่อน”
ทั้งคู่นั่งจิบน้ำชาได้สักครู่หนึ่งก็มีชายหนุ่มวิ่งกระเสือกกระสนเข้ามาล้มลงข้างโต๊ะ เนื้อตัวเต็มไปด้วยเกล็ดน้ำแข็ง
“วิชาภูตน้ำแข็ง ไยจึงมาปรากฏที่นี่”ไป๋ชิงซินกล่าวด้วยความแปลกใจ
เฟิงจื่อหานวิ่งออกไปดูนอกโรงเตี๊ยม ก็ไม่พบผู้ใดมีแต่จดหมายที่ถูกขว้างมาปักข้างฝาไม้ด้วยแท่งน้ำแข็งแหลมคม เขาคลี่จดหมายออกดู
ส่งตัวเซียวหลิงเทียนมาถ้าไม่อยากให้มีคนตายเพิ่ม
ชายหนุ่มนำมันกลับเข้าไปให้หญิงสาวดูทั้งคู่ต่างก็คิดทบทวนอย่างเคร่งเครียดในสีหน้า
“พวกมันสะกดรอยตามเรามาตลอดหรอกหรือ” ชิงซินกล่าวก่อนที่เถ้าแก่โรงเตี๊ยมจะเดินออกมาพบร่างคนตาย
“ไอ้หยา ทำไมมีคนตายอ่า พวกท่านทำเหรอ”
“ไม่ใช่ ท่านอย่าเข้าใจผิด คนร้ายมันหนีไปแล้วพวกเรากำลังจะออกไปตามล่ามัน เอ้านี่ เงินสิบอีแปะ ขอโทษด้วย เื่ห้องพักเราไม่้าแล้ว ไปกันเถอะน้องหญิง”เฟิงจื่อหานจ่ายค่าเสียเวลาแล้วพวกเขาก็ออกไปสืบหาร่อยรอยของภูตน้ำแข็งกระทั่งไปถึงศาลเ้าร้างแห่งหนึ่ง
สภาพภายนอกอาคารเก่าคร่ำคร่า บางส่วนแตกหักปะปนกับเศษใบไม้ กิ่งไม้ระเกะระกะเต็มพื้น เมื่อเข้าไปภายใน ก็มีหยากไย่มีหนูวิ่งไปมาส่งเสียงจี้ดจ้าด เทวรูปองค์ใหญ่มีฝุ่นจับหนาเตอะลึกเข้าไปห้องด้านหลัง ชายหนุ่มเปิดประตูออกดู ก็พบว่ายังสะอาดพอจะอาศัยนอนได้
“อาชิง ห้องนี้ยังไม่รกเรื้อเท่าใดนักปัดกวาดเล็กน้อยก็พออยู่ได้สักคืน เ้าคงไม่ลำบากใจนะถ้าเราจะนอนห้องเดียวกันคืนนี้”
“ในเมื่อเหตุการณ์บังคับ เราก็พักที่นี่แหละ”ไป๋ชิงซินหยิบไม้กวาดมาปัดฝุ่นตามพื้นห้อง เก็บเสื่อออกไปสะบัดเอาเศษผงออก
เฟิงจื่อหานมองคุณหนูไป๋ต้องมาลำบากแล้วก็ถอนใจ “นับั้แ่ม่อเทียนหลงควบคุมอำนาจของฮ่องเต้บรรดาศาลเ้าบูชาเทพล้วนถูกสั่งให้ทำลายเสียหมดอาณาประชาราษฎร์ไร้ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ช่างน่าอนาถสิ้นดี”
“นี่จึงเป็เหตุผลที่พวกเราต้องรีบตามหาอาหนิวและสืบค้นที่ซ่อนคัมภีร์มหายุทธโดยเร็ว หากกำจัดมารร้ายได้เทพและมนุษย์สงบสุขเสียที” สาวงามกล่าวพลางปาดเหงื่อบนใบหน้า
ยามค่ำคืน เฟิงจื่อหานนอนหันหลังให้โดยมีกระบี่วางคั่นตรงกลางระหว่างเขาและคู่หมั้น มีห่อสัมภาระต่างหมอนไว้หนุนหัว
ไป๋ชิงซินนอนครุ่นคิดถึงอาหนิวจนมิอาจข่มตาหลับได้
พี่อาหนิว เวลานี้ท่านไปอยู่ที่ใดรู้หรือไม่ว่าน้องเป็ห่วงท่านนัก หากิญญาท่านพ่ออยู่แถวนี้โปรดนำพาพวกเราไปพบกันด้วยเถิด
วันรุ่งขึ้นที่สำนักัฟ้า
ประมุขเจียงกำลังสอนท่ากระบวนยุทธขั้นพื้นฐานให้อาหนิว
ชายหนุ่มตั้งใจฝึกฝนโดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเพราะได้กำลังใจจากลี่ซือ ลูกสาวเ้าสำนักมาคอยนั่งเฝ้าเขาอยู่ทุกวัน
“เช็ดเหงื่อสักหน่อยเถิดประเดี๋ยวพี่ฝึกเสร็จแล้ว พักดื่มน้ำชาก่อนนะน้องเตรียมไว้ให้พร้อมขนมเปี๊ยะทางโน้นแล้ว” เด็กสาวใช้ผ้าขาวผืนนุ่มซับใบหน้าและลำคอให้อาหนิว
“ขอบใจเ้ามาก” อาหนิวรู้สึกอบอุ่นใจเพราะนับแต่เกิดมา นอกจากคุณหนูไป๋แล้ว ลี่ซือเป็อีกคนที่ดูแลเอาใจใส่เขาเป็พิเศษ
คืนนั้น คุณหนูเจียงฝันไปว่าตนเองกำลังวิ่งเล่นอยู่บนสายรุ้งกับอาหนิวอย่างสนุกสนานแล้วก็ไปนั่งหันหลังชนกันมองดวงดาวอยู่บนพระจันทร์เสี้ยวหล่อนอยากให้เวลาแห่งความสุขนั้นหยุดนิ่งตลอดไป
วันต่อมา
เฟิงจื่อหานกับไป๋ชิงซินออกเดินทางจากเมืองจินเฉิงมาได้ราวสิบลี้ก็ได้พบกลุ่มชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธดาบ กำลังยืนรุมล้อมชายหนุ่มท่าทางคล้ายบัณฑิตกับผู้ติดตามอีกคนหนึ่งซึ่งนั่งรถม้าบรรทุกสัมภาระมาด้วย
“ส่งของมีค่าออกมาให้หมด นี่คือการปล้น”
“พี่ชายทั้งหลาย ได้โปรดเถิด จะเอาอะไรก็เอาไปอย่าได้ทำร้ายเราเลย” ชายหนุ่มกล่าววิงวอน
“หยุดนะ พวกเ้าจะทำชั่วเยี่ยงนี้มิได้”จื่อหานกำกระบี่ในมือเตรียมพร้อม
“แกมีสิทธิอะไรมาสั่งพวกข้า แหมมีสาวงามมาด้วยอีกคน เฮ้ยพวกเรา เหยื่อรายใหม่มาจ่อถึงปากเลยว่ะจับเอามาทำเมียซะดีไหม ฮ่าฮ่า” ว่าแล้วโจรคนนั้นก็ทำท่าจะเข้ามาลวนลามชิงซินแต่โดนหล่อนใช้ดรรชนีจันทร์เยือกแข็ง ชี้จนร่างกลายเป็เสาหิมะยืนทื่ออยู่ตรงนั้นกลุ่มโจรที่เหลือก็กรูกันเข้ามาจะเอาดาบฟันใส่สองหนุ่มสาวแต่โดนจื่อหานใช้กระบี่พยัคฆ์คำรามฟันเป็วงโค้งฉับเดียวพวกนั้นก็ล้มลงแน่นิ่งอยู่กับพื้นทุกคน
“คุณชายท่านเป็อย่างไรบ้างจื่อหานถามบัณฑิตหนุ่ม”
“ข้าไม่เป็ไร ต้องขอขอบใจท่านมากที่ช่วยชีวิตข้าไว้ ว่าแต่ท่านกำลังจะไปไหนกันหรือ?”
“พวกเรากำลังเดินทางตามหาญาติคนหนึ่งเขาถูกคนร้ายลักพาตัวมาทิศทางนี้ แต่ยังไม่ทราบเบาะแสของเขาเลย”
“อ่อถ้าเช่นนั้นขอเชิญพี่ชายพี่สาวทั้งสองเดินทางไปพักที่บ้านของข้าก่อนอยู่เมืองกัวโจว ห่างจากนี้ราวห้าลี้ บิดาของข้าเป็เ้าเมืองคงพอจะช่วยหาร่องรอยติดตามญาติท่านได้อีกทางหนึ่ง”
จื่อหานมองหน้าชิงซินแล้วกล่าว
“ความจริงพวกเราก็เกรงใจท่านแต่คงต้องขอพึ่งบารมีบิดาท่านช่วยตามหาญาติแล้ว”
“เช่นนั้นก็เดินทางไปด้วยกันเถิดรถม้าของข้ายังพอมีที่นั่งอยู่”
“ขอบคุณคุณชายมาก”
ขณะนั่งรถไปด้วยกัน ชิงซินก็เอ่ยถาม
“ถ้าไม่เป็การล่วงเกิน ข้าขอถามคุณชายเหตุใดพวกท่านจึงมาพบพวกโจรในที่นั้นได้ละคะ”
“อ๋อ ข้าได้รับมอบหมายจากบิดาให้ไปตามเก็บภาษีที่เมืองบริวารกำลังเดินทางกลับ หากมิได้ท่านมาช่วย พวกโจรคงเอาเงินไปหมดแล้ว”
“คงเป็วาสนาของเราที่ได้มาพบท่านต่างหากกระมังคะ”
“ว่าแต่พวกท่านชื่อแซ่นามใด ข้าชื่อหลี่เจียเป่า”
“ข้าชื่อเฟิงจื่อหาน”
“ข้าไป๋ชิงซิน”
“พี่เฟิง เจ้ไป๋ ข้าจะไม่ลืมบุญคุณของท่านเลย”
ทางด้านเมืองกัวโจว ณ จวนเ้าเมือง ยามสนธยา
แสงไฟจากประทีปถูกจุดสว่างไสวไปทั่วบริเวณนิวาสสถานของเ้าเมืองภายในห้องโถง มีโต๊ะทรงกลมขนาดใหญ่เรียงรายไปด้วยอาหารนับสิบอย่างทั้งคาวหวานที่เหล่าคนรับใช้กำลังขะมักเขม้นจัดแจงแต่งจาน
“สุราชั้นดีก็เตรียมมาให้พร้อมนะคุณชายของเราใกล้จะเดินทางกลับมาถึงแล้ว จะได้ให้เขาดื่มกินทดแทนความเหน็ดเหนื่อย”ฮูหยินเ้าเมืองสั่งการ
“อาฝูส่งคนของเราออกไปรอต้อนรับคุณชายที่หน้าประตูเมืองด้วยนะ”
“ได้ขอรับนายท่าน ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”อาฝูก้าวเดินออกไปไม่ทันพ้นประตูจวน ก็ต้องใแทบสิ้นสติ เมื่อพบกับ...
หญิงสาวในชุดดำมีผ้าปกปิดใบหน้าเหลือแต่ั์ตากำลังนั่งเป่าขลุ่ยไม้ไผ่ซึ่งมีข้อเป็ปล้องใหญ่ ส่งสำเนียงโหยหวนอยู่บนโลงศพที่ปกคลุมด้วยผ้าสีดำล่องลอยมาบนอากาศ เคียงข้างด้วยบริวารถือช่อดอกเบญจมาศสีขาวที่ปกติจะใช้ในงานศพและคนถือป้ายข้อความไว้อาลัยเป็ภาษาจีนทั้งสองฝั่งอีกสี่ป้าย ทั้งหมดพุ่งตรงไปยังอาคารใหญ่ซึ่งเ้าเมืองนั่งรอบุตรชายอยู่
อาฝูวิ่งหันหลังกลับเพื่อจะมาเตือนเ้านายแต่กลับถูกสาวลึกลับใช้ผ้าแพรผืนยาวสีดำ สะบัดปลายผ้ากระทบหลังพ่อบ้านอย่างแ่เบาเขาก็ร้องลั่นบ้านก่อนจะสิ้นใจตายที่ปากประตูเรือนเหล่าคนรับใช้และองค์รักษ์วิ่งกรูกันออกมา บ้างก็ชูดาบชูอาวุธพร้อมต่อสู้กับผู้บุกรุก ก็ถูกนางมารทำร้ายด้วยผืนผ้าจนนอนตายเกลื่อนลานกว้าง
แล้วสตรีชุดดำก็ะโตีลังกากลับหลังปล่อยให้โลงศพลอยฟ้าพุ่งเข้าไปในห้องโถงกลางเรือนบ้านเ้าเมืองดังโครมโต๊ะอาหารที่เตรียมไว้พังทลาย จานชามถ้วยตะเกียบกระจัดกระจายเต็มห้อง ก่อนนางจะลงมายืนจังก้าส่งเสียงหัวเราะอย่างเยือกเย็นท่ามกลางความตกตะลึงของคนทั้งบ้าน
"หลี่เนี่ยนเจินนี่คือของขวัญจากจอมมารม่อเทียนหลง บิดาของข้า โทษฐานที่เ้าฝ่าฝืนคำสั่งทางการที่ให้ทุบทำลายศาลเ้าแต่เ้ายังบังอาจปล่อยให้ชาวบ้านบูชาเทพเซียนอยู่อีกมันผู้ใดเป็ปฏิปักษ์ต่อม่ออ๋อง ข้า จะนำงานศพไปสู่ครอบครัวของมันผู้นั้น เหอ เหอเหอ”
“ม่อซั้งซั่ง เทพีแห่งงานศพ!”เ้าเมืองอุทานได้ประโยคเดียว เขาและภริยา รวมถึงคนรับใช้ล้วนถูกนางปีศาจใช้พลังฝ่ามือปรากฏควันดำพุ่งเป็สายพรากเอาิญญาออกจากร่างทุกคนหมดทั้งจวน
หลี่เจียเป่ากับสองจอมยุทธเดินทางมาถึงหน้าจวนก็แปลกใจในความเงียบงันครั้นเดินเข้าไปภายในลานกว้างก็ต้องพบกับภาพอันน่าสลดของซากศพที่นอนกลาดเกลื่อนคุณชายหนุ่มร้อนใจรีบวิ่งเข้าดูในบ้านก็ต้องตกตะลึงกับร่างของคนในครอบครัวที่ชีวิตหาไม่แล้ว
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ใครทำร้ายพวกท่านถึงเพียงนี้พวกเราไปทำอะไรให้” เขากอดศพพ่อ ร้องไห้คร่ำครวญปานจะขาดใจ
เฟิงจื่อหานและไป๋ชิงซินก็โศกสลดไปกับสิ่งที่พบเห็นเช่นกันแล้วเขาทั้งสองก็สะดุดตากับป้ายผ้าผืนหนึ่งที่พาดอยู่กับโลงศพ
อภินันทนาการจากม่อเทียนหลง แด่ตระกูลหลี่ด้วยความอาลัยยิ่ง
“เป็ฝีมือของพวกจอมมารชั่วม่อเทียนหลงอีกแล้วหรือ”คุณหนูไป๋ร้องเสียงดังด้วยความเจ็บแค้นเพราะตระกูลไป๋ของนางก็ประสบชาตะกรรมคล้ายคลึงกัน จากศัตรูคนเดียวกับของตระกูลหลี่
“ไอ้มารชั่ว พวกแกทำเกินไปแล้วข้าขอจองเวรทุกชาติไป” คุณชายหลี่ะโเสียงดัง แล้วหมดสติฟุบไปกับกองซากศพนั่นเอง
รุ่งเช้าวันต่อมา
“คุณชายฟื้นแล้ว” เสียงไป๋ชิงซินกล่าวก่อนจะนำอ่างน้ำและผ้าขาวมาให้เจียเป่าล้างหน้า “ล้างหน้าล้างตาก่อนนะคะ”
“ท่านหักจิตห้ามใจจากความโศกเศร้าเสียเถิดคุณชายหลี่ข้าเข้าใจความรู้สึกของท่านในยามนี้ คงยากที่จะยอมรับได้แต่ท่านต้องไม่ปล่อยให้คนในครอบครัวต้องตายไปอย่างไร้ความหมายเช่นนี้”จื่อหานกล่าว
“ใช่ค่ะ ท่านต้องลุกขึ้นสู้เรียกร้องความยุติธรรมให้ท่านพ่อท่านแม่เถิดคุณชาย”
“ข้าขอขอบใจสำหรับกำลังใจที่มอบให้แต่ข้าหาได้มีฝืมือทางวิทยายุทธแม้แต่น้อย เคยแต่ร่ำเรียนหนังสือ แต่งโคลงกลอนตำราวิชาการ กับประดิษฐ์สิ่งของประหลาดของข้าไปตามเื่ เพิ่งสำนึกผิดได้ในยามนี้ซึ่งบิดาเคยเคี่ยวเข็ญให้ฝึกวรยุทธ แต่ข้ากลับดื้นรั้นไม่ยอมฝึก ข้าเสียใจนัก”
“ท่านยังหนุ่มยังแน่นเริ่มฝึกั้แ่บัดนี้ก็ยังไม่สาย ข้าสองคนจะถ่ายทอดวิชาให้ท่านเอง”จื่อหานกล่าวพร้อมกับลูบหลังคุณชายหลี่เบา ๆ
บัณฑิตหนุ่มหันมามองหน้าจอมยุทธเฟิงและคุณหนูไป๋แล้วกล่าว
“ถ้าเช่นนั้นข้าขอคารวะท่านทั้งสองเป็อาจารย์นับแต่วันนี้”เขาก้มลงเอาศีรษะโขกพื้นสามครา จื่อหานรีบประคองเขา
“ไม่ต้องมากพิธี ลุกขึ้นเถิด”
“ต่อแต่นี้ไปขอเชิญอาจารย์ทั้งสองพำนักอยู่กับข้าที่นี่ศิษย์จะฟื้นฟูจวนนี้ให้เป็สำนักวิทยายุทธเพื่อต่อกรกับมารร้ายต่อไป”
“ด้วยความยินดียิ่ง” จื่อหานกล่าวชิงซินก็พยักหน้ารับ
“ว่าแต่ เราจะตั้งชื่อสำนักว่ากระไรดีล่ะอาจารย์”
“ให้ชื่อว่า สำนักพิทักษ์ธรรม ดีไหมล่ะ”แม่นางไป๋เสนอ
“ดีทีเดียว ตกลงใช้ชื่อนี้แหละ”เจียเป่ายิ้มอย่างมีความหวัง
สามปีผ่านไป ทั่วทั้งยุทธภพเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย ในสำนักัฟ้าอาหนิวบัดนี้กลายเป็จอมยุทธหนุ่มฝีมือฉกาจ เขาร่ายรำกระบวนท่าัสะบั้น์กลางลานกว้างแล้วซัดพลังฝ่ามือไปยังก้อนศิลาใหญ่ข้างหน้าผาก็ทำให้หินนั้นะเิเป็เศษกรวดในพริบตา
“ฝีมือเ้าก้าวหน้าไปมาก อาหนิว ข้าภูมิใจที่เ้าประสบความสำเร็จในการฝึกนะขอให้หมั่นซักซ้อมให้คล่องแคล่วต่อไป”
“ขอบคุณท่านเ้าสำนัก”ชายหนุ่มประสานมืออย่างนอบน้อม
“พี่อาหนิวเก่งจังเลย”ลี่ซือวิ่งมาหาศิษย์หนุ่มของพ่อแล้วถกกระโปรงะโขี่หลังเขา
“ข้าอยากขี่ม้า ท่านพี่เป็ม้าให้น้องขี่หน่อยสิฮี้ ก็อบ ๆ”
ประมุขเจียงได้เห็นกิริยาของบุตรสาวปัญญาอ่อนของตนก็ส่ายหน้าด้วยความสมเพชท่ามกลางบ่าวไพร่บริวารที่ยืนนิ่ง เพราะประสบพบเจอจนชินชาเสียแล้วกับวีรกรรมของคุณหนู ซึ่งสร้างความปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน
“ลูกเอ้ย เ้าโตจนอายุสิบแปดแล้วนะยังจะเล่นเป็เด็กอยู่อีก อย่ารบกวนพี่เขานักเลย เพิ่งฝึกวิชามาทั้งวันกำลังเหน็ดเหนื่อย”
อาหนิวมิรู้จะปฏิเสธอย่างไรใจหนึ่งก็รู้ว่าคุณหนูโตแล้ว มิบังควรใกล้ชิดกันให้เป็ที่ติฉินนินทาแต่อีกใจหนึ่งก็เกรงลี่ซือจะอาละวาดเอาแต่ใจยอมคลานสี่ขาให้หล่อนคุมบังเหียนเล่นอย่างเพลิดเพลิน
“วิ่งไปข้างหน้าอีก เร็วอีกสิ เ้าม้าเฒ่า”ลูกสาวเ้าสำนักะโสั่งก่อนจะใช้ฝ่ามือขวาตบลงกลางกระหม่อมของอาหนิวดังป้าบ
ทันใดนั้น คล้ายดังโลกพลิกกลับเหมือนแสงสีฟ้าพลุ่งพล่านในวังวนลึกลับอาหนิวเห็นนิมิตเป็ภาพย้อนอดีตเมื่อชาติก่อนเมื่อตนเองเป็เทพบุตรในชุดขาวถือกระบี่อยู่ท่ามกลางเทพมารดาหนี่วาเทพีผู้ให้กำเนิดมนุษย์กับเทพบิดรฝูซี เทวะกษัตริย์พระองค์แรกในตำนานของจีนทั้งยังเป็พี่ชายและสามีของหนี่วา
“เฟยหรง ลูกจงจุติลงไปเกิดเป็มนุษย์เพื่อตามหาคัมภีร์มหายุทธ แล้วปราบจอมมารม่อเทียนหลงที่เหิมเกริมยึดอำนาจของกษัตริย์ ก่อกรรมทำเข็ญกับผู้บูชาเทพเซียน อิทธิฤทธิ์ของมันร้ายนักเหล่าเซียนสามัญมิอาจต่อกรกับมันได้
และนามในโลกมนุษย์ของเ้าคือ เซียวหลิงเทียน...”
อาหนิวตะลึงงัน จิตใจว้าวุ่น สับสน ปนหวาดกลัวมือเท้าเยียบเย็น ร่างยังคงค้างในท่าคลานสี่ขาเช่นนั้น จนลี่ซือสะกิดเรียก
“พี่อาหนิว พี่อาหนิว ท่านเป็อะไรไป”
ชายหนุ่มจึงได้สติแล้วเล่นเป็ม้าให้สาวน้อยขี่ต่อไป
กระทั่งค่ำคืนนั้น เขานอนก่ายหน้าผากครุ่นคิดถึงนิมิตที่เห็นเมื่อกลางวัน มันเกิดจากธาตุอาหารไม่ย่อยหรือว่าเขาป่วยทางจิตไปแล้วกันแน่
อาหนิวยิ่งคิดก็ยิ่งสับสนทั้งเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เขาเป็ทายาทเทพ์ตามคำพยากรณ์ 500 ปีจริงหรือ
ทางด้านสำนักพิทักษ์ธรรม
เฟิงจื่อหานกำลังนั่งดูหลี่เจียเป่าประกอบหุ่นไม้ที่ติดตั้งกลไกให้ขยับเขยื้อนได้ราวกับมนุษย์เมื่อสวมเสื้อผ้าให้มันแล้ว ดูราวกับคนจริง ๆ
“ท่านจะสร้างมันขึ้นเพื่อจุดประสงค์อันใดหรือคุณชายหลี่” จื่อหานถาม
“ก็ให้มันช่วยทำงานในบ้านนะสิขอรับเช่นปัดกวาดใบไม้ตามลานกว้าง หรือทำงานอื่นที่ต้องทำซ้ำเป็เวลานานซึ่งหากให้มนุษย์ทำ อาจสร้างความเบื่อหน่ายหรือเมื่อยล้า แต่กับหุ่นที่ไร้ชีวิตมันจะมิบ่นเลย”
ไป๋ชิงซินเพ่งดูเหล่าหุ่นไม้แล้วก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้น
“แล้วท่านสามารถสร้างพวกมันในจำนวนมากได้หรือไม่”
“ย่อมได้ อาจารย์้ากี่ตัวล่ะขอรับ”
“สิบตัว ร้อยตัวก็ได้ ยิ่งมากยิ่งดี”
จากนั้นแม่นางไป๋ก็พาบรรดาศิษย์สำนักออกไปสร้างศาลเ้าขนาดเล็กกว้างยาวหนึ่งศอกไว้ตามริมถนนหนทางต่างๆ พร้อมติดป้ายไม้เขียนอักษรแปดคำว่า 恢復神靈,消滅惡魔(ฟื้นฟูเทวะ กำจัดมารร้าย)
ศิษย์บางคนก็ถามนาง
“อาจารย์หญิงทำเช่นนี้มิเกรงกลัวพวกม่อเทียนหลงตามมาจับไปลงโทษหรือครับ”
“หากกลัวก็คงไม่ทำข้าเจตนาให้พวกมันพบเห็นอยู่แล้ว” สาวงามยิ้มด้วยแววตามีเหลี่ยมเล่ห์เพทุบาย
ไม่กี่วันหลังจากนั้น
ท้องฟ้ามืดครื้ม แม้เป็เวลาเที่ยงวันกระแสลมแรงพัดผ่านยอดไม้ในบริเวณสำนักพิทักษ์ธรรมจนโอนเอนสะบัดกิ่งก้านใบให้หลุดปลิวตามสายลม ก่อนที่ร่างหนึ่งจะปรากฏขึ้น...
ใบหน้าเลื่อมเงาคล้ายฉาบทาด้วยผงเงินยวงขอบตาคล้ำออกสีม่วง ผมเผ้าสีขาวฟูฟ่องยุ่งเหยิง มันห่มร่างด้วยผ้าคลุมยาวสีเทาก้าวเท้าอย่างเชื่องช้าผ่านประตูสำนักไปยังลานกว้างที่มีคนหมู่ใหญ่ก้มหน้ากวาดพื้นอย่างตั้งอกตั้งใจ
อาคันตุกะนั้นะโเข้าไปทาบฝ่ามือทั้งสองเข้ากลางหลังของคนคู่หนึ่งจนล้มลงแต่ร่างนั้นกลับกลายเป็หุ่นไม้ แทนที่จะเป็ศพเกล็ดน้ำแข็งเช่นเดิมสร้างความงุนงงให้มันอย่างมาก
“ฮ่าฮ่า ทำอะไรไม่ถูกละสิ ภูตน้ำแข็งเ้าแยกแยกไม่ออกหรือว่าอันไหนคน อันไหนหุ่นไม้” เฟิงจื่อหานเยาะเย้ย
ผู้บุกรุกก็ซัดพลังฝ่ามือเข้าใส่คู่สนทนาหมายจะแช่แข็งเขาทั้งเป็เหมือนเหยื่อรายเก่าก่อนแต่กลับถูกไป๋ชิงซินใช้วิชาดรรชนีจันทร์เยือกแข็งสะท้อนไอเย็นกลับจนมันกระอักเืทรุดตัวลงกับพื้นหายใจรวยริน
“ความจริงวังน้ำแข็งกับสำนักกระบี่หิมะต่างก็มีปรมาจารย์เป็พี่น้องกัน มิดาดวันนี้กลับต้องมาเข่นฆ่ากันเอง”แม่นางไป๋กล่าวขณะดูท่าทีผู้าเ็
“ฝ่ายหนึ่งรับใช้เทพ อีกฝ่ายรับใช้มารย่อมต้องปะทะกันเป็ธรรมดา จะฆ่าก็เชิญฆ่า อย่ากล่าวให้เสียเวลาไปเลยข้าแค่ทำงานตามคำสั่งที่ม่อเทียนหลงสั่งมา”
ไป๋ชิงซินโดยถุงผ้าใบเล็กให้ภูตน้ำแข็งก่อนกล่าว
“นี่คือยาบรรเทาอาการาเ็ ก่อนอาหารเช้าวันละเม็ดท่านรับประทานแล้วคงทุเลาในสามวัน จงกลับไปรายงานนายของท่านเถิดพวกเรายินดีต้อนรับเสมอ”
“ขอบคุณที่ไว้ชีวิต ขอลา”แล้วมารน้ำแข็งก็กระเสือกกระสนเดินออกไป
ณ ตำหนักของม่อเทียนหลง
“ซั่งเอ๋อ ข้าให้เ้าไปล้างตระกูลของเ้าเมืองกัวโจวแล้วมิใช่หรือไยจึงมีคนแซ่หลี่กลับไปตั้งสำนักในจวนของเนี่ยนเจินได้อีก”
“เรียนท่านพ่อ เป็เพราะหลี่เจียเป่ามิได้อยู่บ้านในเวลาเกิดเหตุจึงรอดชีวิตไปได้ และบัดนี้มันร่วมกับอดีตศิษย์สำนักกระบี่หิมะ เฟิงจื่อหานไป๋ชิงซินรวบรวมผู้คนมาฝึกวิทยายุทธเพื่อหวังต่อต้านเราเ้าค่ะ”
“แล้วเื่ไอ้เซียวหลิงเทียนล่ะเ้าตามไปถึงไหนแล้ว?”
“เรายังไม่พบร่องรอยของมันเลยไม่ทราบเป็เพราะมีพลังวิเศษในตัวของมันบังตาพวกเราไว้หรือไม่”
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะยิงศรดอกเดียว ให้ได้นกทั้งป่าจงถ่ายทอดคำสั่งออกไป ให้เ้าเมืองทุกเมืองประกาศให้เซียวหลิงเทียนออกมามอบตัวมิเช่นนั้นจะปะาคนในเมืองนั้นวันละคนจนกว่าจะหมดเมือง”
“เ้าค่ะ”
นับจากนั้นเมืองทั้งหลายในแผ่นดินก็เต็มไปด้วยเสียงร่ำไห้เพราะคนในครอบครัวต้องถูกปะาโดยไร้ความผิดวันละคนใบปิดประกาศจับเซียวหลิงเทียนถูกแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว
ณ สำนักพิทักษ์ธรรม
“อาจารย์ท่านดูใบประกาศนี่สิครับ”
ไป๋ชิงซินและเฟิงจื่อหานรับมาดูแล้วกล่าว
“นี่ประกาศจับอาหนิวนี่ เขาอยู่ที่ไหนกันนะยิ่งรอนาน ชาวบ้านยิ่งตายมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาจะรู้ตัวไหมว่าเป็เขา” จื่อหานกล่าว
“พวกเราก็สืบหามานานแล้วไม่รู้พี่อาหนิวไปอยู่ที่ไหน”
“เจียเป่า เกาะติดข่าวสารไว้ให้ตลอดนะ หากมีอะไรคืบหน้ารีบมารายงานให้อาจารย์ทราบ”
“ได้ขอรับ”
ณ สำนักัฟ้า
“เฮ้ ดูนี่สิ ใบปิดประกาศตามจับเซียวหลิงเทียนหากไม่ยอมมอบตัว ทางการจะปะาชาวเมืองวันละคน จนกว่าจะมอบตัว”
“แล้วไอ้เซียวผู้นี้มันไปมุดหัวอยู่ที่ไหนล่ะปล่อยให้ชาวประชาต้องมาตายเพราะมัน ช่างน่ารังเกียจนัก”
อาหนิวได้ยินศิษย์ร่วมสำนักก่นด่าตนเองทุกวันจนผ่านไปร่วมเดือนก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
“ท่านเ้าสำนัก พาข้าไปมอบตัวกับทางการทีเถิดข้าสงสารชาวเมืองที่ต้องมาโดนปะาทุกวัน ข้าทนไม่ไหวแล้ว”
“เ้าว่ายังไงนะ แล้วแกไปเกี่ยวอะไรกับเซียวหลิงเทียน”
“ข้ารู้ความจริงแล้ว ข้าเองคือเซียวหลิงเทียนบุตรของเซียวอวิ๋นห่าว เ้าสำนักกระบี่เทวะฟ้า”
“เ้ารู้ได้อย่างไร ใครบอกเ้า”
“พอดีวันนั้นที่ข้าเล่นกับน้องลี่ซือนางตบหัวข้าจนได้เห็นภาพนิมิต ระลึกชาติได้ว่าข้าคือเซียนกระบี่จุติลงมาเป็เซียวหลิงเทียน”
“เหลวไหล เ้าโดนลูกสาวข้าตบจนสมองกระทบกระเทือนเห็นภาพหลอนเสียมากกว่า เดี๋ยวข้าไปเชิญหมอมารักษาอาการให้เ้าดีไหม”
“แล้วท่านจะทนดูคนถูกเข่นฆ่าโดยไร้ความผิดทุกวันได้หรือท่านเ้าสำนัก”
“เอ่อ ข้า...”
“หากท่านไม่ยอมพาไป ข้าจะไปมอบตัวเอง” อาหนิวกล่าวอย่างเคร่งเครียดแล้วเดินดุ่มๆ ออกไป
“อ้าว เดี๋ยว อาหนิว รอก่อนพวกข้าจะไปส่ง”
ณ เมืองเป่ยเฉิง เชิงเขาเทียนเสิน
ขบวนแห่นักโทษมุ่งหน้าสู่ลานปะาเป่ยเฉิงท่ามกลางเสียงร่ำไห้และความโกรธแค้นของชาวบ้านชาวเมืองนับร้อยนับพันต่างยืนเรียงรายสองฝั่งถนนเพื่อรอดูโฉมหน้านักโทษตามประกาศจับ นามว่าเซียวหลิงเทียน
หลายคนก่นด่า บ้างก็ปาข้าวของใส่เนื่องจากญาติพี่น้องของคนเ่าั้ต้องมาวายชีวิตด้วยเขาเป็สาเหตุ
อาหนิวถูกจับมัดมือมัดเท้านั่งอยู่ในกรงเหล็กขนาดใหญ่ซึ่งวางอยู่บนรถกระบะไม้มีวัวสีขาวสองตัวลากจูง โดยมีทหารนับสิบคอยคุ้มกันรอบด้าน
ชายหนุ่มรู้สึกสับสนระหว่างการเสียสละเพื่อประชาชนและการทำตามภารกิจติดตามคัมภีร์มหายุทธ
บรรดาคนในสำนักัฟ้ามีเพียงไม่กี่คนที่กล้าตามมาส่งอาหนิวถึงแดนปะา ในจำนวนนี้มีเจียงเฟยหลงเ้าสำนักตามด้วยลูกสาวแสนสวย เจียงลี่ซือ และศิษย์สำนักาุโอีกไม่กี่คน
หลังนำตัวออกจากกรงขังหลิงเทียนก็ถูกลากไปนั่งคุกเข่าอยู่บนแท่นสีแดง ต่อหน้าผู้คุมแดนปะาโดยมีเสียงกลองตีรัว ๆ สร้างความระทึกปนความสยดสยองท่ามกลางเปลวแดดที่แผดจ้าของเวลาใกล้เที่ยงวัน
“พี่อาหนิว ไม่นะ ข้าไม่อยากให้ท่านตาย”เสียงของลี่ซือร้องไห้ข้างลานปะา
ชายหนุ่มหันไปมองเสียงนั้นน้ำตาลูกผู้ชายก็หลั่งรินหยดลงพื้นสีแดงนั้น
“ดูแลตัวเองนะ อย่าดื้อล่ะ” อาหนิวะโบอกคุณหนูที่เขารักดั่งน้องสาว
“ได้เวลาแล้ว ปะาได้”ผู้คุมหยิบติ้วไม้สัญลักษณ์ของคำสั่งปะาโยนลงพื้นหน้าโต๊ะเพชฌฆาตตัวใหญ่ั์ยกดาบเล่มใหญ่ขึ้นเงื้อเตรียมฟันคออาหนิว
ทันใดนั้น
เสียงะเิพร้อมกลุ่มควันสีดำผุดขึ้นรายรอบสถานที่ปลิดชีพนักโทษสร้างความหวาดกลัวจนชาวเมืองทื่ยืนมุงต่างวิ่งหนีเอาตัวรอดไปหมด
เปลวหิมะพวยพุ่งเข้าจับร่างของมือสังหารจนกลายเป็เสาน้ำแข็งมันเป็วิชาดรรชนีจันทร์เยือกแข็งของไป๋ชิงซินนั่นเอง
เฟิงจื่อหานใช้วิชาตัวเบาะโขึ้นไปวิ่งเหยียบหัวพลทหารสี่ห้าคนที่คุ้มกันแดนปะาเข้าไปด้านหลังผู้คุมเอากระบี่พาดคอหอยไว้แล้วออกคำสั่งด้วยเสียงดุดัน
“สั่งปล่อยนักโทษเดี๋ยวนี้ ไม่ยังงั้นคอแกขาดแน่เร็วสิ”
“อะ อะ ปล่อยนักโทษ.....”ผู้คุมกล่าวเสียงสั่นเครือ ตาเหลือกลานด้วยความกลัว
บรรดาศิษย์สำนักพิทักษ์ธรรมนำโดยหลี่เจียเป่าแบ่งกองกำลังออกเป็สองส่วนบ้างก็ใช้อาวุธฟาดฟันกับเ้าหน้าที่ลานปะา เพื่อถ่วงเวลาให้บางส่วนช่วยกันแก้มัดให้หลิงเทียนแล้วนำตัวของเขาหลบหนีออกจากเมือง
นอกเมืองเป่ยเฉิง บ่ายวันนั้น
เซียวหลิงเทียน เฟิงจื่อหาน ไป๋ชิงซิน กล่าวคำอำลาต่อเ้าสำนักัฟ้าและสำนักพิทักษ์ธรรมที่ตามมาส่ง
“ท่านเ้าสำนักโปรดถนอมสุขภาพด้วยลี่ซือเ้าก็อย่าดื้อ อย่าเอาแต่ใจนะ” อาหนิวกล่าวกับคุณหนูคนสวย
“ข้าสัญญาจะไม่ดื้อแต่ท่านต้องรีบกลับมาหาข้าเร็ว ๆ นะ”
“ได้ ถ้าเสร็จธุระแล้วพี่จะรีบกลับมาจะหาขนมมาฝากเ้าด้วย”
“เย้ ดีใจจังเลย อยากกินหนม”ลี่ซือกล่าวแล้ววิ่งเข้าไปกอดอาหนิว
ไป๋ชิงซินถึงกับเพ่งมองชายหนุ่มหญิงสาวอย่างงุนงงสงสัยปนกับความรู้สึกหึงหวงอยู่ส่วนลึกภายใน
เซียวหลิงเทียนรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของคุณหนูไป๋รีบแกะแขนของสาวน้อยออก แล้วหันไปกล่าวกับชิงซินว่า
“ไม่มีอะไรคุณหนูเจียงชอบกลั่นแกล้งข้าเล่นเช่นนี้แหละ”
“ข้าก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่ เ้าร้อนตัวไปไย”ไป๋ชิงซินแกล้งทำเมินหน้าแต่หางตายังจับจ้องชายหนุ่มมิวาง
เฟิงจื่อหานมองทั้งสองคุยกันก็อมยิ้มหันไปสบตากับคุณหนูไป๋ ต่างก็พยักหน้าเล็กน้อย เป็ทำนองว่าเข้าใจกัน
“เจียเป่า ท่านก็สานต่อสำนักเอาเองนะมิทราบอีกนานเพียงใด เราจึงจะได้กลับมา” ชิงซินกล่าวกับประมุขหลี่
“วางใจเถิดท่านอาจารย์ข้าจะดูแลศิษย์ให้คุ้มครองรักษาคุณธรรมดังชื่อสำนัก มิให้ท่านผิดหวัง”
“เช่นนั้นพวกเราขออำลา ณ ที่นี่ ลาก่อน”เฟิงจื่อหานประสานมือให้ทุกคน
“โชคดีนะทั้งสามคน” ประมุขเจียงกล่าวทั้งน้ำตาลื่ซือก็โบกมือลา
บัดนี้ หนึ่งหญิง สองชาย ร่วมมรรคาเดียวกันคือตามหาคัมภีร์มหายุทธ
แต่ปณิธาณของทั้งสามกลับแตกต่างกัน
เซียวหลิงเทียน ตามหาเพื่อปราบจอมมารม่อเทียนหลง
ไป๋ชิงซิน ตามหาเพื่อทำลายคัมภีร์มิให้ตกไปอยู่ในมือมาร
เฟิงจื่อหาน ตามหาเพื่อหวังยุทธภพ
หนทางนี้อีกยาวไกลนัก
จบตอนที่ 2 โปรดติดตามตอนที่ 3 เผ่าฮูลาปาชีโหยวและ 80 ตัวประหลาด
(แต่งตอนที่ 2 จบเมื่อ 12 ก.พ. 68 เวลา 00.52 น.)