หลานไฉ่เตี๋ยตามชีเหนียงกลับบ้านส่วนทางด้านหลี่ซื่อเมื่อเห็นหลานไฉ่เตี๋ยก็ฉุกคิด ตอนนั้นเขาไม่ได้จัดการสตรีนางนี้ให้เสร็จสิ้นไม่รู้ว่าจะเป็นภัยภายหลังหรือไม่ แต่ตอนกลับเมืองหลวง เขาก็เอาภาพวาดของหลานไฉ่เตี๋ยให้กลุ่มค้ามนุษย์ดูแล้วนี่แล้วยังจ่ายเงินให้พวกเขาขายหลานไฉ่เตี๋ยไปให้ยิ่งไกลยิ่งดี เหตุใดคนพวกนั้นเอาเงินไปแต่กลับคว้าน้ำเหลว ตอนนี้หลานไฉ่เตี๋ยกลับมาคลุกคลีกับลั่วชีเหนียงอีกแล้ว
ไม่ได้ต้องกำจัดหลานไฉ่เตี๋ยให้ได้
หลี่ซื่อร้อนตัวตอนนี้สำหรับเขาแล้ว การรับประกันความปลอดภัยของตัวเองต่างหากคือเรื่องสำคัญ
อันอีเห็นเขากลับมาก็กระสับกระส่ายจึงจงใจแกล้งดื่มสุราเสียงดังแล้วตัดพ้อ
“วันนี้พี่หลี่ใจไม่ถึงเลยน้องชายอุตส่าห์แนะนำชีเหนียงให้ เจ้ากลับหลบๆ ซ่อนๆ ไม่เปิดเผยเจ้าไม่รู้แล้วว่ามีคนมากมายเท่าใดในอำเภอเฉาที่อยากรู้จักลั่วชีเหนียงโอกาสดีแบบนี้ เหตุใดไม่ยอมคว้าไว้กัน”
ความขมขื่นในใจของหลี่ซื่อมีหรือจะบอกเขาได้จึงได้แต่กัดฟันกรอด “ก็ข้ารู้ว่าตัวเองไม่คู่ควรนี่นาไหนเลยจะกล้าเข้าหา”
หลังจากอธิบายจบเขาก็กลอกตา “สหาย วันนี้สาวน้อยที่มาหาชีเหนียงเจ้ารู้จักหรือไม่?”
อันอีเห็นเขาถามถึงหลานไฉ่เตี๋ยในฐานะผู้รอบรู้ของหลี่ซื่อ ย่อมไม่รู้จักหลานไฉ่เตี๋ยแต่ในฐานะหัวหน้าหน่วยชื่อเซียว เขาคุ้นเคยหลานไฉ่เตี๋ยเป็นอย่างดี
“รู้จักไหมไม่สำคัญผู้รอบรู้ ขอเพียงมีเงิน ไม่ว่าใครก็รู้จักทั้งนั้น”
หลี่ซื่อได้ยินคำพูดของเขาก็รู้ว่าเขากำลังคิดหาทางล้วงเอาเงินจากตนเองอีกแล้วทว่าครั้งนี้เขายินดีให้
“สาวน้อยคนนั้นข้าว่าไม่เลว หากน้องชายพานางกลับมาได้ พี่ชายอย่างข้าย่อมซาบซึ้งอย่างหาไม่ได้…” หลี่ซื่อจงใจพูดให้ดูคลั่งไคล้เพื่อส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายรู้ว่า หากทำสำเร็จ ต้องตอบแทนอย่างงามแน่
อันอีชั่งน้ำหนักเงินในมือและหัวเราะคิกคัก “พี่หลี่นี่เกรงใจกันจริงๆสาวน้อยคนนั้นเข้าตาท่านในครั้งแรกที่เจอเลยหรือ? ดูจากการแต่งตัวคงอ่อนเยาว์กว่าลั่วชีเหนียงสักหน่อย แต่ไม่ได้รวยเท่านางนี่นา?”
หลี่ซื่อยิ้มอย่างชั่วร้าย “น้องชายคงไม่รู้สตรีที่อ่อนเยาว์ เวลามีอะไรด้วยถึงจะรื่นเริงกว่า!”
“หา…ฮ่าๆๆ!”
สายตาของคนทั้งสองสื่อสารความใจตรงกันของผู้ชายจากนั้นก็หัวเราะออกมาโดยไม่ต้องก็เข้าใจกัน
ตกดึกคืนนั้นชีเหนียงก็รู้แผนการของหลี่ซื่อจากปากของอันอี
“ช่างหน้าไม่อาย! เขาคิดจะฆ่าปิดปากหลานไฉ่เตี๋ย”
ชีเหนียงมีหรือจะคาดเดาความคิดหลี่ซื่อไม่ได้เดิมทียังคิดจะรอให้แน่ใจ แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว เรื่องคดีฆาตกรรมโรงชานมในตอนนั้นจะต้องเป็นความคิดของหลี่ซื่อคนนี้แน่นอน
“ฮูหยินมีความเห็นอย่างไรขอรับ?”
“เจ้ามีวิธีทำให้เขาคายความจริงออกมาหรือไม่?”
อันอีพยักหน้าเล็กน้อย “มีขอรับ”
“เช่นนั้นก็ไม่ต้องรอแล้วทำให้เขาคายความจริงออกมาให้ได้มากที่สุดเสียข้าอยากรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอำเภอเฉาเหล่านี้มีกี่เรื่องที่มาจากฝีมือของจี้ฉงเหวิน” นางอยากจดบันทึกไว้ให้หมด
พูดจบชีเหนียงก็มองดูท้องฟ้าข้างนอก “ข้ารู้ว่าขอบเขตความสามารถของพวกเจ้ายิ่งใหญ่นักสถานการณ์ทางเรือนพักผ่อนเล่าเป็นอย่างไรบ้าง?”
หลายวันก่อนเถ้าแก่ฝางพาคนมาโวยวายอยากเจอชีเหนียงที่ตีนเขาเรือนพักผ่อน จากนั้นก็ส่งคนมาก่อกวนที่ตีนเขาไม่เว้นวันหากไม่ใช่ทำลายแผงร้านค้า ก็จงใจบอกว่าอาหารของเรือนพักผ่อนแห่งนี้มีปัญหาแม้ว่าคนที่มาเรือนพักผ่อนจะค่อนข้างเชื่อถือที่นี่แต่ก็ทนไม่ได้ที่เวลามาเที่ยวเล่นจะต้องเจอคนมาก่อปัญหาทุกรอบ นานวันเข้า คนที่มาเยือนเรือนพักผ่อนจึงน้อยลงทุกวัน
เมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้สิงเหล่าซื่อจึงออกความเห็นว่าควรใช้วิธีแบบตาต่อตา ฟันต่อฟันพวกเขากล้ามาหาเรื่องถึงที่ เช่นนั้นก็ต้องหาทางเอาคืน เมื่อแข่งกันเรื่องอาละวาดคนกลุ่มใดบ้างที่จะชำนาญไปกว่าพวกเขา แต่โจวย่าอวิ๋นไม่เห็นด้วย
“ที่คนเหล่านี้กล้าทำย่อมต้องไม่หวาดกลัว เราห้ามตกหลุมพรางเด็ดขาด” สำหรับเบื้องลึกของเรือนพักผ่อนแม้ว่าชีเหนียงจะไม่เคยบอกกับเขา แต่พอรู้จักกับคนที่นี่นานขึ้น จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะพบเห็นถึงความไม่ปกติบ้างคนที่เคยเป็นโจร แม้ว่าจะปกปิดตัวตนความเป็นโจรอย่างไร แต่เวลาเผชิญกับเรื่องราวก็มักจะเปิดเผยตัวตนออกมา
และด้วยการคาดเดานี้แม้โจวย่าอวิ๋นจะรู้ว่านี่คือความคิดที่ดี แต่กลับไม่ยอมอนุญาตให้พวกเขาทำ เพราะกลัวว่าจะมีหลุมพรางอันตรายกว่าอยู่
“เจ้ามันพวกรังแกคนอ่อนแอแต่กลัวคนแข็งแกร่งข้าจะบอกเจ้าให้ เจ้าโจวย่าอวิ๋นกลัว แต่ข้าสิงเหล่าซื่อไม่กลัว เรื่องเรือนพักผ่อนแห่งนี้ข้ารู้ดีที่สุด คนเหล่านี้ดูหมิ่นเรา ไม่อยากให้ข้ามีหนทางใช้ชีวิตแล้วข้าจะปล่อยพวกเขาทำตามอำเภอใจได้หรือ! นั่นคือเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด”
สิงเหล่าซื่อโพล่งออกมาด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดที่ผ่านมาพี่น้องในเรือนพักผ่อนอันหยางนิสัยสุขุมกว่าเดิมขึ้นมาก กระทั่งมีหลายคนที่เริ่มมีครอบครัวภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้มาจากเรือนพักผ่อนอันหยางเขาจะยอมให้คนมาทำลายที่นี่ไม่ได้
“ข้ารู้ว่าเจ้ากลัวว่าชีวิตของพี่น้องและสหายจะเปลี่ยนไปตอนนี้ข้ารายงานเรื่องนี้กับนายหญิงแล้ว รอเพียงนายหญิงตอบกลับ เจ้าต้องรู้ไว้ว่านี่ไม่ใช่แค่เลือดเนื้อหยาดเหงื่อของเจ้า แต่เป็นเลือดเนื้อหยาดเหงื่อของนายหญิงด้วยแม้ว่านายหญิงจะเป็นสตรี แต่กลับไม่ได้ด้อยกว่าบุรุษเลย หากนางรู้เรื่องนี้ จะต้องหาหนทางแก้ไขปัญหาได้แน่”
เมื่อเลี่ยงไม่ได้โจวย่าอวิ๋นจึงต้องอ้างชีเหนียงมาเพื่อข่มขวัญสิงเหล่าซื่อดีที่สิงเหล่าซื่อไม่ได้ถูกความโกรธครอบงำสติจนเลอะเลือนเมื่อได้ยินชื่อของลั่วชีเหนียง จิตใจก็สงบลง แต่โจวย่าอวิ๋นรู้ว่านี่เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น หากนายหญิงยังไม่หาทางสักที เกรงว่าสิงเหล่าซื่อคงสะกดกลั้นไม่อยู่เป็นแน่
.…..
ด้านเฉียงจื่อไม่ง่ายดายกว่าจะหาลั่วจิ่งเฉินกับลั่วจิ่งซีพบ เขาที่เสื้อผ้าหลุดลุ่ยโอบแขนของสองพี่น้องก่อนจะเริ่มร้องไห้โอดครวญ
“คุณชายใหญ่คุณชายรอง ในที่สุดข้าก็เจอพวกท่าน! ข้าช่างน่าอนาถเหลือเกิน!”
ตอนที่มาถึงเขาไม่รู้สถานที่พำนักของชีเหนียง จึงได้แต่สอบถามโรงเตี๊ยมต่างๆใครจะรู้ว่าใช้เวลาสืบหลายวันก็ยังไม่มีวี่แววของชีเหนียงต่อมานึกได้ว่าคุณชายใหญ่กำลังเตรียมสอบ จึงไปสืบในสถานที่ที่มีบัณฑิตเยอะ จนมีคนคิดว่าเขาคือบ่าวรับใช้ของตระกูลใดสักตระกูลที่มาสืบคำตอบจึงแกล้งหลอกเอาเงินเขา ต่อมาพบว่าเขาไม่มีเงินติดตัวจึงขายเขาไปเป็นลูกจ้างในตลาดมืด
หากมิใช่เพราะเฉียงจื่อสังเกตเห็นความผิดปกติเกรงว่าตอนนี้คงยังต้องทำงานในตลาดมืดโดยไม่รู้วันรู้คืนดีที่สวรรค์ไม่ทอดทิ้งคนดี ตอนที่เขาหนีออกมา มองเห็นคนคล้ายลั่วจิ่งเฉินจึงรีบวิ่งตามหลังมา
“เจ้ากินช้าๆหน่อย!”
มองดูเฉียงจื่อที่กินข้าวไปสิบถ้วยกระทั่งลั่วจิ่งซีที่กินเก่งก็ยังอดไม่ได้ที่จะบอกให้เขากินช้าลงหน่อย
“เอ๊ะ! ฮูหยินไปแล้วหรือ? แล้วนี่จะทำอย่างไรดี?”
เฉียงจื่อคิดไม่ถึงว่าตนเองเสียเวลาที่นี่นานเพียงนี้เช่นนั้นเรือนพักผ่อนจะทำอย่างไร?
ลั่วจิ่งเฉินปลอบเขา “แม้ว่าท่านแม่จะไปแล้วแต่เรายังอยู่ คนเหล่านั้นผิวเผินเหมือนอยากจะมาร่วมงานแต่ความเป็นจริงแค่อยากเจอท่านแม่ พวกเขาเป็นคนค้าขายการเจรจาการค้าสามารถเข้าใจได้ แต่ตอนนี้การกระทำการสวนทาง คิดว่าคงมีคนอยากเล่นงานท่านแม่”
-----