เช้าวันรุ่งขึ้นในสถาบันร่วมสองพิภพไม่เหมือนเช้าใดที่หลิงเฟิงเคยรู้จัก เขาตื่นขึ้นบนเตียงไม้แข็งในห้องเล็กปลายแถว เส้นพลังที่ฟกช้ำจากศึกใต้หอคอยคลายความเจ็บลงมากแล้วด้วยฤทธิ์ยาของเซินหรู ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปมิใช่ร่างกาย หากเป็สายตาของผู้คน เพียงก้าวออกจากห้องไปตักน้ำที่บ่อกลางลาน เสียงกระซิบก็ไหวเป็ระลอกตามหลังเขาไปทุกย่างเท้า “นั่นไง เด็กตราเทาที่ใช้ได้ทั้งสองพิภพ” “ได้ยินว่าซัดเฉินอู่ตราครามร่วงทั้งที่กดพลังเหลือเส้นเดียว” แววตาที่เคยเหยียดหยามเมื่อวานกลายเป็ความตื่นตะลึงปนหวาดระแวง เขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่เื่ดี ป๋ายเหอเคยสอนว่าแสงที่เปล่งเกินผู้อื่นมักถูกล่าก่อน และตอนนี้เขาได้กลายเป็แสงนั้นเสียแล้ว
หลิงเฟิงก้มหน้าตักน้ำเงียบๆ พยายามทำตัวให้เล็กที่สุดเท่าที่เด็กผู้ลือชื่อข้ามคืนจะทำได้ ในใจเขาทบทวนคำเตือนสุดท้ายของเซินหรูเมื่อคืน—‘ของบางอย่างยิ่งกดยิ่งดังเหมือนกัน’ มันจริงเสียจนเจ็บ เขาตั้งใจจะซ่อนตัวเป็เด็กไร้พิษภัย แต่กลับเผยไพ่ครึ่งสำรับต่อหน้าคนทั้งสถาบัน อย่างน้อยความลับชั้นในสุด—‘สีที่สาม’ ที่เคยทำป๋ายเหอหน้าซีด—ยังถูกฝังมิดอยู่ใต้ลิ้นที่เขากัดจนเป็แผล เหรียญทองแดงเก่าในย่ามยังคงเย็นเยียบแนบกายราวเตือนให้ระวัง
เสียงฆ้องสำริดดังกังวานสามครั้งจากหอกลางสถาบัน เรียกศิษย์ใหม่ทั้งหมดให้ไปรวมตัวที่ลานศิลาหน้าหอภารกิจ หลิงเฟิงรีบเก็บกระบอกน้ำ เดินตามกระแสฝูงชนไป ลานศิลากว้างใหญ่ปูด้วยหินสองสี—ฝั่งหนึ่งเป็หยกเขียวแบบบูรพา อีกฝั่งเป็หินอ่อนลายมานาแบบประจิม รอยต่อกลางลานคือเส้นแบ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา ราวกับสถาบันทั้งแห่งถูกสร้างขึ้นเพื่อย้ำเตือนว่าสองพิภพนี้แม้อยู่ร่วมกันก็ไม่เคยหลอมเป็เนื้อเดียว
บนแท่นหินสูงเหนือลาน อาจารย์าุโร่างผอมห่มเสื้อคลุมสีหม่นยืนรออยู่ก่อนแล้ว เคราขาวยาวของท่านพลิ้วไหวในสายลมเช้า ดวงตาเก่าแก่กวาดมองศิษย์ใหม่อย่างเชื่องช้า หลิงเฟิงรู้สึกหนาวสันหลังวูบหนึ่งเมื่อสายตานั้นแวะพักที่เขานานกว่าคนอื่นเสี้ยววินาที เขาไม่รู้เลยว่านี่คือผู้เฒ่าคนเดียวกับที่เมื่อคืนยืนเฝ้าดูเขาจากยอดหอคอย แล้วปล่อยนกกาเถ้าข้ามม่านไป เขารู้เพียงว่าใต้รอยยิ้มใจดีของท่านอาจารย์ มีบางอย่างที่ทำให้ขนลุกโดยไม่ทราบสาเหตุ
“ศิษย์ใหม่ทั้งหลาย” เสียงของอาจารย์าุโแ่เบาแต่ดังก้องทั่วลานราวมีพลังหนุน “การร่ำเรียนวิชาในสถาบันแห่งนี้มิได้วัดกันด้วยตำราหรือลานประลอง หากวัดกันด้วยสนามจริง วันนี้พวกเ้าจะได้รับภารกิจแรก—ออกไปยังเขตรอยแยกปนเปื้อนนอกกำแพงสถาบัน เก็บกวาดอสูรเล็กที่เล็ดลอดจากรอย และนำ ‘ผลึกปนเปื้อน’ กลับมาให้ได้ตามจำนวน” ท่านหยุดจังหวะ ดวงตากวาดช้าๆ “และตามกฎใหม่ของปีนี้ พวกเ้าจะออกภารกิจเป็คู่—ศิษย์บูรพาหนึ่ง ศิษย์ประจิมหนึ่ง ผ่านด้วยกัน ตกด้วยกัน”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วลาน ศิษย์บูรพาและประจิมต่างมองหน้ากันด้วยความไม่พอใจที่ปกปิดไม่มิด ร้อยปีแห่งความบาดหมางมิอาจลบเลือนด้วยกฎข้อเดียว หลิงเฟิงยืนนิ่ง ใจหนึ่งหวังว่าจะได้คู่ที่พอคุยกันรู้เื่ แต่ลึกลงไปเขามีลางสังหรณ์ไม่ดี และเมื่ออาจารย์ผู้ช่วยเริ่มขานรายชื่อจับคู่จากแผ่นไม้ในมือ ลางสังหรณ์นั้นก็กลายเป็จริง “เซี่ยหลิงเฟิง ตราเทา ฝ่ายบูรพา” เสียงขานดังขึ้น เว้นจังหวะราวจงใจ “คู่กับ—อาเดรียล แวร์นาธ ฝ่ายประจิม”
ทั้งลานเงียบกริบไปชั่วขณะ ก่อนเสียงกระซิบจะะเิดังกว่าเดิม เด็กไร้สำนักตราเทาต่ำสุด จับคู่กับเ้าชายเวทแห่งแวร์นาธผู้สูงศักดิ์—มันเป็การจับคู่ที่ขัดหูขัดตาที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้ หลิงเฟิงหันไปตามสายตาผู้คน และพบร่างสูงในเสื้อคลุมสีครามเข้มยืนอยู่อีกฟากลาน ผมสีเงินยวงเรียบกริบ ดวงตาสีน้ำเงินเย็นเยียบราวน้ำแข็งกลางฤดูหนาว อาเดรียล แวร์นาธ มองกลับมาที่เขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ราวกำลังประเมินสิ่งของชิ้นหนึ่งมากกว่ามองคน
ความทรงจำจากด่านสามม่านหวนกลับมาในพริบตา—ดาบทองกับเวทครามที่ผสานกันราวซ้อมมาแล้วพันครั้ง แสงดาวสีที่สามที่วาบขึ้นสังหารอสูรหกตา และคำเตือนเ็าของเ้าชายผู้นี้ที่ว่า ‘สิ่งที่เปล่งแสงเกินผู้อื่นมักถูกล่าก่อน’ อาเดรียลคือคนเดียวนอกจากป๋ายเหอที่เห็น ‘สีที่สาม’ ในกายเขาชัดเจน และเก็บมันไว้เป็ความลับ บัดนี้โชคชะตา—หรือมือใครบางคนที่ซ่อนอยู่—ได้ผูกสองคนที่ไม่ควรอยู่ใกล้กันที่สุดเข้าด้วยกันอีกครั้ง
ภารกิจถูกแจกจ่าย แต่ละคู่ได้รับแผ่นไม้สลักตำแหน่งรอยแยกที่ต้องไป หลิงเฟิงเดินไปรับแผ่นของตนจากโต๊ะหิน อาเดรียลเดินมาถึงพร้อมกันพอดี สองมือเกือบแตะแผ่นไม้เดียวกัน เ้าชายเวทชักมือกลับก่อนอย่างรังเกียจเล็กน้อย “รอยแยกหมายเลขเก้า เขตป่าหินเหนือ” เขาอ่านเสียงราบเรียบ ไม่มองหน้าหลิงเฟิง “ห่างจากสถาบันสามสิบลี้ เป็เขตที่ปนเปื้อนหนักกว่าที่ศิษย์ใหม่ควรได้รับ” เขาขมวดคิ้วบางๆ ราวสังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติ แต่มิได้พูดต่อ
หลิงเฟิงสังเกตเห็นเช่นกัน เขาเหลือบมองแผ่นไม้ของคู่อื่นที่เดินผ่าน ล้วนเป็รอยแยกใกล้กำแพง ปนเปื้อนเบา เหมาะกับศิษย์ใหม่ มีเพียงคู่ของเขาเท่านั้นที่ถูกส่งไปไกลและลึกที่สุด เขาเงยหน้ามองแท่นหินสูง อาจารย์าุโยืนนิ่งอยู่ที่นั่น รอยยิ้มใจดีไม่จางจากใบหน้า แต่ดวงตาคู่นั้นกำลังจับจ้องเขากับอาเดรียลอย่างเงียบงัน หลิงเฟิงรู้สึกเหมือนถูกหมายตา ทว่าเขาบอกตัวเองว่าอาจคิดมากไปเอง เด็กไร้สำนักย่อมได้งานที่ไม่มีใครอยากทำเป็ธรรมดา
พวกเขาออกเดินทางก่อนเที่ยง ผ่านประตูหินด้านเหนือของสถาบันที่สลักลายม่านคลื่นทั้งบูรพาและประจิม ยามเฝ้าประตูเป็ศิษย์ตราครามมองหลิงเฟิงด้วยสายตาแปลกๆ ก่อนโบกมือให้ผ่าน พ้นกำแพงออกไป ภูมิประเทศค่อยเปลี่ยนจากทุ่งหญ้าเขียวขจีเป็ป่าหินสีเทาหม่น ยิ่งเดินลึก ต้นไม้ยิ่งบิดเบี้ยวผิดรูป บางต้นมีใบสีทองอ่อนของชี่ บางต้นเรืองครามของมานา และบางต้น—ที่ทำให้หลิงเฟิงขนลุก—มีทั้งสองสีปนกันอย่างป่วยไข้ ราวกับธรรมชาติเองก็ทนแรงปะทะของสองพลังไม่ไหว
ตลอดทางทั้งสองแทบไม่พูดกัน อาเดรียลเดินนำหน้าด้วยท่วงท่าสง่างามของผู้สูงศักดิ์ที่ไม่เคยต้องเดินดินมาก่อน หลิงเฟิงตามหลังอย่างระวังตัว ความเงียบหนักอึ้งจนแทบกดทับ ในที่สุดหลิงเฟิงก็ทนไม่ไหว “ท่านไม่จำเป็ต้องเกลียดข้าขนาดนั้นก็ได้” เขาพูดขึ้น “เราต้องผ่านภารกิจนี้ด้วยกัน อยากให้รอดกลับไปทั้งคู่ก็ควรอย่างน้อยคุยกันรู้เื่” อาเดรียลไม่หันกลับมา “ข้าไม่ได้เกลียดเ้า” เสียงเ็าตอบ “ข้าแค่ไม่ไว้ใจสิ่งที่ข้าไม่เข้าใจ และเ้า เซี่ยหลิงเฟิง คือสิ่งที่ข้าไม่เข้าใจที่สุดในสถาบันนี้”
คำพูดนั้นทำหลิงเฟิงนิ่งไป มันไม่ใช่คำเหยียดหยาม แต่เป็ความจริงที่เย็นะเืกว่า เขารู้ว่าอาเดรียลหมายถึงอะไร—แสงดาวสีที่สามที่ทั้งคู่ต่างเห็นและต่างเงียบ เขาอยากอธิบาย แต่จะอธิบายสิ่งที่ตัวเองยังไม่เข้าใจได้อย่างไร จึงได้แต่เดินตามต่อไปในความเงียบที่บัดนี้เจือความเข้าใจกันมากขึ้นเล็กน้อย อย่างน้อยทั้งคู่ก็ซื่อสัตย์ต่อกันในเื่นี้
บ่ายคล้อย พวกเขามาถึงปากเขตรอยแยกหมายเลขเก้า อากาศที่นี่ผิดปกติอย่างชัดเจน ลมหายใจเข้าไปแล้วรู้สึกแสบในอก ราวกับชี่และมานาในอากาศถูกบิดเบือนจนกลายเป็พิษ กลางป่าหินเบื้องหน้า รอยแยกบนผืนฟ้าปริออกเป็แนวยาว ขอบของมันเรืองแสงสองสีระยิบระยับ ทว่าสีนั้นขุ่นมัวผิดธรรมชาติ มีไอหมอกสีเทาเถ้าคลุ้งออกมาจากรอย ลอยปกคลุมพื้นดินเป็ชั้นบางๆ หลิงเฟิงนึกถึงนกกาเถ้าที่ไม่เคยเห็น แต่กลับรู้สึกคุ้นกับสีเทาหม่นนี้อย่างประหลาด
“ระวังหมอกนั่น” อาเดรียลยกมือขึ้น มานาสีครามอ่อนเรืองรอบฝ่ามือ ก่อตัวเป็เกราะบางๆ ห่อหุ้มทั้งสองคน “มันคือพลังปนเปื้อน สูดเข้าไปมากเส้นพลังจะแปรปรวน” หลิงเฟิงพยักหน้า ดึงชี่ขึ้นมาประคองลมหายใจตามวิธีที่ป๋ายเหอสอน ทันใดนั้นเสียงคำรามต่ำก็ดังขึ้นจากเงาหินเบื้องหน้า อสูรรูปร่างคล้ายหมาป่าตัวหนึ่งคลานออกมา ขนของมันร่วงหายเป็หย่อม เผยหนังที่เรืองแสงสองสีปนเปื้อน ดวงตาทั้งหกของมันแดงก่ำด้วยความบ้าคลั่ง
“อสูรปนเปื้อนระดับต่ำ” อาเดรียลประเมินอย่างเยือกเย็น “แต่มีมากกว่าหนึ่ง” เสียงคำรามอื่นๆ ดังขานรับจากรอบทิศ เงาอสูรหลายตัวคืบคลานออกจากซอกหินจนนับได้เกือบสิบ หลิงเฟิงชักกระบี่ไม้ออกจากหลัง—กระบี่ไร้คมที่ป๋ายเหอให้มา ทว่าในมือเขามันคือสื่อนำชี่ที่คุ้นเคยที่สุด เขาอัดชี่สีทองเข้าไปจนคมไม้เรืองแสงราวโลหะ “ข้ารับฝั่งซ้าย ท่านรับฝั่งขวา” เขาพูด อาเดรียลชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง แล้วพยักหน้าเล็กน้อยอย่างไม่เต็มใจ นี่เป็ครั้งแรกที่เ้าชายเวทยอมรับคำสั่งจากเด็กตราเทา
อสูรพุ่งเข้าใส่พร้อมกัน หลิงเฟิงทะยานเข้าหาฝั่งซ้าย กระบี่ไม้ฟาดลงด้วยชี่ทองที่คมกริบ ตัดผ่านหนังอสูรตัวแรกได้ แต่าแกลับเรืองแสงเทาแล้วสมานคืนอย่างรวดเร็วผิดธรรมชาติ “าแมันปิดเอง!” เขาะโเตือน ฝั่งขวา อาเดรียลร่ายเวทสายฟ้าครามสาดใส่อสูรสองตัว พลังมานาฉีกร่างมันกระจาย ทว่าเศษเนื้อที่ตกลงพื้นกลับดิ้นรวมตัวกันใหม่ “พลังปนเปื้อนหล่อเลี้ยงมันอยู่” อาเดรียลกล่าวเสียงเคร่ง “ตราบใดที่ยังอยู่ในเขตหมอก ฆ่ามันด้วยพลังสายเดียวไม่ตายจริง”
สถานการณ์พลิกเป็วิกฤตในพริบตา อสูรที่ควรเป็เพียงตัวอ่อนกลับฆ่าไม่ตาย รุมล้อมสองคนเข้ามาทุกขณะ หลิงเฟิงถูกกรงเล็บฟาดเข้าที่ไหล่จนเสื้อขาดเืซึม อาเดรียลเองก็เริ่มหอบ มานาร่อยหรอลงจากการร่ายเวทถี่ๆ หลังทั้งสองชนกันโดยไม่ได้ตั้งใจ ต่างหันมาสบตากันเสี้ยววินาที และในเสี้ยวนั้นเอง ความทรงจำจากด่านสามม่านก็ผุดขึ้นพร้อมกันในใจทั้งคู่—ดาบทองกับเวทคราม ที่เมื่อผสานกันแล้วไม่มีอสูรตัวใดต้านได้
“เหมือนที่ด่านสามม่าน” หลิงเฟิงเอ่ยขึ้น ลมหายใจขาดห้วง “ชี่ของข้าตัดเปิดทาง มานาของท่านถล่มซ้ำตรงแผล—พลังสองสายพร้อมกันมันถึงจะสมานไม่ทัน” อาเดรียลมองเขานิ่งครู่หนึ่ง ดวงตาน้ำแข็งนั้นมีบางอย่างไหวขึ้น ก่อนเขาจะกัดฟันตอบ “...อย่าทำให้ข้าผิดหวัง เด็กบูรพา” แล้วยกมือขึ้นเริ่มสานวงเวท หลิงเฟิงยิ้มจางๆ ทั้งที่เืยังซึมที่ไหล่ ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้ถูกสถานการณ์บีบให้ร่วมมือเหมือนคราก่อน แต่เลือกที่จะเชื่อใจกันเอง
ทั้งสองเคลื่อนไหวพร้อมกันราวเป็ร่างเดียว หลิงเฟิงพุ่งทะยานนำหน้า กระบี่ชี่ทองฟาดเปิดแผลกว้างบนตัวอสูร เสี้ยววินาทีถัดมา หอกมานาครามของอาเดรียลพุ่งตามเข้าเสียบกลางแผลนั้นพอดี พลังสองสายปะทะกันในร่างอสูร ฉีกมันออกจากภายในก่อนพลังปนเปื้อนจะทันสมาน อสูรตัวแรกล้มลงไม่ลุกขึ้นอีก ทั้งคู่สบตากันอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีคำพูด มีเพียงจังหวะที่เข้าขากันอย่างน่าประหลาด ราวกายสองร่างนี้เคยต่อสู้เคียงกันมานานแสนนานก่อนหน้านี้
ดาบและมนตร์สลับกันเปิด-ปิดแผลครั้งแล้วครั้งเล่า อสูรปนเปื้อนล้มลงทีละตัว หลิงเฟิงรู้สึกถึงความลื่นไหลที่อธิบายไม่ถูก ทุกครั้งที่อาเดรียลขยับ เขารู้ล่วงหน้าว่าเวทจะมาจากทิศใด และทุกครั้งที่เขาฟันออกไป อาเดรียลก็เติมเต็มช่องว่างได้พอดิบพอดี มันไม่ใช่แค่การร่วมมือ แต่เป็ความเข้าใจในระดับที่คนเพิ่งรู้จักกันสองวันไม่ควรมี เมล็ดความสงสัยถูกหว่านลงในใจทั้งสอง—เหตุใดเราจึงเข้าขากันราวกับเคยทำมาก่อน
เมื่ออสูรตัวสุดท้ายล้มลง ความเงียบกลับคืนสู่ป่าหิน เหลือเพียงเสียงหายใจหอบของสองคนและไอหมอกเทาที่ยังคลุ้งอยู่ อาเดรียลทรุดลงนั่งพิงหิน ใบหน้าซีดจากการใช้มานาเกินขนาด หลิงเฟิงเดินไปนั่งลงข้างๆ ฉีกชายเสื้อพันแผลที่ไหล่ตัวเองอย่างลวกๆ “ขอบใจ” เขาพูดเบาๆ อาเดรียลหลับตาพิงหิน “ข้าทำเพื่อให้ตัวเองรอด ไม่ใช่เพื่อเ้า” “ก็ได้” หลิงเฟิงยิ้ม “งั้นข้าก็ขอบใจที่ท่านอยากรอด” มุมปากของเ้าชายเวทกระตุกขึ้นเล็กน้อย เกือบจะเป็รอยยิ้ม ก่อนเขาจะหันหน้าหนีอย่างรวดเร็ว
พักหายใจได้ครู่หนึ่ง ทั้งสองก็เริ่มเก็บผลึกปนเปื้อนตามภารกิจ ผลึกเหล่านี้คือพลังที่ตกตะกอนจากรอยแยก มีลักษณะเป็ก้อนแก้วสองสีขุ่น พบได้ตามซากอสูรและซอกหิน หลิงเฟิงก้มเก็บผลึกก้อนหนึ่งใกล้ปากรอยแยก ทันใดนั้นเหรียญทองแดงในย่ามก็สั่นะเืเบาๆ แผ่ลมหายใจเย็นเยียบออกมาอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน เขาชะงัก ป๋ายเหอเคยบอกว่าเหรียญนี้จะตอบสนองเมื่อใกล้สิ่งที่เป็อันตรายจริง หลิงเฟิงเงยหน้ามองเข้าไปในรอยแยกเบื้องหน้า และรู้สึกว่ามีบางสิ่งกำลังจ้องมองกลับออกมา
“อาเดรียล” เขาเรียกเสียงเครียด “รอยแยกนี้...มันใหญ่เกินกว่าที่ควรเป็” อาเดรียลลุกขึ้นเดินมายืนข้างเขา ดวงตาน้ำเงินหรี่ลงเพ่งมองรอยฉีกบนฟ้า “เ้าพูดถูก” เขากล่าวเสียงต่ำ “รอยแยกธรรมชาติจะค่อยๆ สมานตามกาลเวลา แต่รอยนี้...” เขาชี้ไปที่ขอบรอยที่ถูกฉีกกว้างขึ้นอย่างผิดปกติ มีร่องรอยคล้ายถูกบางสิ่งงัดเปิดจากภายใน “มีคนหรือบางอย่างกำลังถ่างมันออก จงใจ” ไอหมอกเทาคลุ้งหนาขึ้น และจากส่วนลึกของรอยแยก เสียงหัวเราะแ่เบาดังลอยออกมา—เสียงของมนุษย์ ไม่ใช่อสูร
ทั้งสองตึงตัวขึ้นทันที หลิงเฟิงกระชับกระบี่ไม้ในมือ อาเดรียลสานวงเวทเตรียมพร้อม จากม่านหมอกเทาเบื้องหน้า เงาร่างหนึ่งค่อยปรากฏขึ้น เป็ชายในชุดคลุมของจอมเวทประจิม ทว่าชุดนั้นขาดวิ่นและด่างพร้อยด้วยคราบเทาของพลังปนเปื้อน ใบหน้าซีดเผือดของเขาเต็มไปด้วยเส้นเืสีครามที่ปูดโปนผิดธรรมชาติ ดวงตาเบิกกว้างเรืองแาขุ่น “ผู้มาเยือน...” เขาพึมพำ เสียงสั่นเครือราวคนเสียสติ “นานแล้วนะ ที่ไม่มีใครเข้ามาในเขตของข้า มาดูสิ มาดูพลังที่แท้จริงของรอยแยก”
อาเดรียลสูดหายใจเข้าอย่างใ “เสื้อคลุมนั่น...ตราของหอเวทหลวงแวร์นาธ เขาเคยเป็จอมเวทของอาณาจักร” ชายผู้นั้นหัวเราะแหบแห้ง “เคย...ใช่ ข้าเคยเป็คาลวิน จอมเวทขั้นเจ็ดผู้ถูกส่งมาสำรวจรอยแยกนี้เมื่อสามปีก่อน” เขากางแขนออก พลังปนเปื้อนคลุ้งรอบกายราวอาภรณ์ “แต่ข้าค้นพบความจริงที่งดงาม—พลังในรอยแยกนี้ไม่ได้ทำลายข้า มันยกระดับข้า มันมอบพลังที่หอเวททั้งหลวงมิอาจให้ได้ พวกเ้าสองคน...โดยเฉพาะเ้า” ดวงตาขุ่นของเขาจับจ้องหลิงเฟิง “เ้ามีกลิ่นอายของสองสายที่ท่านผู้นั้นตามหา”
หลิงเฟิงรู้สึกเืเย็นวาบ ‘ท่านผู้นั้น’—คำเดียวกับที่เงาสาวกเคยใช้ ป๋ายเหอเคยเล่าถึงผู้ที่หว่านเมล็ดไว้ในตัวเขา หัวใจเขาเต้นแรง คาลวินมิใช่เพียงจอมเวทเสื่อมที่บังเอิญหลงเข้าไป แต่เป็คนของบางสิ่งที่ใหญ่กว่านั้นมาก เหรียญทองแดงในย่ามสั่นแรงขึ้นจนเย็นจับใจ ราวเตือนภัยถึงขีดสุด อาเดรียลขยับมายืนเคียงเขาโดยไม่ต้องนัดหมาย “ระวัง” เ้าชายเวทกระซิบ “พลังของมันไม่ใช่ระดับศิษย์ใหม่ เราอาจหนีไม่ทัน”
คาลวินเดินคืบเข้ามา พื้นดินใต้เท้าของเขาเรืองแสงเทาทุกย่างก้าว อสูรปนเปื้อนที่ล้มไปแล้วเริ่มกระตุกตัวลุกขึ้นใหม่ภายใต้อิทธิพลของเขา “อย่ารีบไปสิ ผู้มาเยือน” เขายิ้มกว้างจนมุมปากฉีก “ท่านผู้นั้นสั่งไว้ว่า หากพบเด็กที่เปล่งแสงดาว ให้พามาหา...เป็ๆ” มานาครามขุ่นพวยพุ่งจากฝ่ามือเขา ก่อตัวเป็หอกพลังขนาดมหึมาที่หลิงเฟิงรู้ทันทีว่าเกินกำลังของเด็กตราเทาและเ้าชายที่มานาร่อยหรอจะรับไหว
หลิงเฟิงกัดฟัน มือหนึ่งกุมกระบี่ไม้ อีกมือแอบเลื่อนไปแตะเหรียญทองแดงที่ป๋ายเหอสั่งให้บีบแตกยามคับขันจริงเท่านั้น เขาลังเล—หากใช้มันตอนนี้ จะเหลืออะไรไว้ยามเผชิญสิ่งที่เลวร้ายกว่า แต่หากไม่ใช้ ทั้งเขาและอาเดรียลอาจไม่ได้กลับสถาบัน ในใจเขาแว่วเสียงเตือนของเซินหรู ของป๋ายเหอ และเสียงหัวเราะของเงาที่หว่านเมล็ดในตัวเขามาแต่ต้น เขาสบตาอาเดรียลครู่หนึ่ง เ้าชายเวทพยักหน้าเบาๆ ราวเข้าใจสิ่งที่เขากำลังคิด แล้วยกมือขึ้นรวบรวมมานาที่เหลือทั้งหมด
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” อาเดรียลกล่าวเสียงเรียบแต่หนักแน่นผิดจากความเ็าที่ผ่านมา “อย่าปล่อยให้มันเห็นแสงดาวของเ้าเด็ดขาด ไม่งั้นเ้าจะกลายเป็ของล้ำค่าที่มันไม่มีวันปล่อยไป” หลิงเฟิงตะลึงกับคำเตือนนั้น—มันคือการปกป้องความลับของเขาทั้งที่อาเดรียลไม่จำเป็ต้องทำ ในวินาทีคับขันที่สุด เ้าชายผู้ไม่ไว้ใจสิ่งที่ไม่เข้าใจ กลับเลือกยืนเคียงข้างเขา เขากำเหรียญทองแดงแน่นขึ้น สูดลมหายใจลึก ขณะหอกพลังของคาลวินพุ่งเข้าหา และไอหมอกเทาทั้งเขตรอยแยกพลันสั่นไหวราวมีชีวิต