บทที่ 46 เหอเฉ่า คือคนที่ใช่ที่สุด
ตามหลักแล้วเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ทางบริษัทน่าจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าอย่างน้อยครึ่งเดือน เพื่อให้พนักงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมตัว
แต่เธอกลับไม่รู้อะไรเลย แม้ว่าแผนจะไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง เวลาก็ยังกระชั้นชิดสำหรับเธอ
จิ่งเป่ยเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาคมกริบของเขายิ่งดูลึกลับ “ผมแจ้งให้ผู้บริหารทุกแผนกทราบตั้งแต่ครึ่งเดือนก่อนแล้ว แผนกวางแผนไม่มีใครบอกคุณเหรอ”
พอเขาพูดจบ อันโหรวก็กัดฟันแน่นด้วยความโกรธ แจ้งผู้บริหารระดับสูงแล้วงั้นเหรอ ฉิวซีไม่เคยบอกเธอเรื่องนี้เลย!
ทันใดนั้น อันโหรวก็เข้าใจแจ่มแจ้ง ทุกอย่างเป็นแผนของฉิวซี สำหรับแผนงาน เธอก็น่าจะเป็นคนเปลี่ยนแปลงมันด้วยเช่นกัน
“เท้าของคุณเป็นยังไงบ้าง” สีหน้าของจิ่งเป่ยเฉินอ่อนลง เมื่อเห็นว่าเธอยังมาทำงานได้ เขาก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
“ไม่เป็นอะไรมากค่ะ” อันโหรวส่ายหัว ตอนนี้เธอเอาแต่กังวลเรื่องแผนงาน เธอถอยหลังสองก้าว สีหน้าจริงจังขึ้น “คุณจิ่ง ฉันรายงานเรื่องทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ งานเปิดตัวพรุ่งนี้ ฉันจะไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดแน่นอนค่ะ”
คำพูดนี้ถือเป็นคำสัญญา
หลังจากพูดจบ เธอก็ค่อย ๆ เดินกะเผลกไปที่ประตู ก่อนจะเปิดประตูออกไป
เมื่อกลับมาถึงแผนกวางแผน อันโหรวไม่ได้ตรงไปหาฉิวซีเพื่อถามให้รู้เรื่อง แต่เธอเปิดคอมพิวเตอร์และตรวจสอบไฟล์ในนั้นดูก่อน ไฟล์ยังคงถูกเก็บไว้ในดิสก์เดิม ไม่มีบันทึกว่ามีใครอื่นเข้ามาจัดการ
แต่เมื่อเปิดไฟล์ดู เนื้อหาข้างในกลับผิดเพี้ยนไปหมด ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนหนึ่งคำหรือสองคำ แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่โครงสร้างไปจนถึงแนวคิดทั้งหมด ระดับของมันก็ต่ำจนไม่น่าอ่าน
“ได้รับบาดเจ็บแล้วยังขยันทำงานอีกเหรอ? อันอวี้หาน คุณนี่มันยอดพนักงานจริง ๆ!” ฉิวซีเดินเข้ามาพร้อมกับน้ำเสียงเยาะเย้ย เธอวางมือข้างหนึ่งบนโต๊ะของอันโหรว มองไปที่คอมพิวเตอร์ของเธอ และเลิกคิ้วอย่างพึงพอใจ “ขยันขนาดนี้ งานแถลงข่าวพรุ่งนี้ คุณในฐานะนักวางแผนโฆษณา คงเตรียมตัวเรียบร้อยแล้วสินะ?”
อันโหรวกัดฟัน หันไปมองฉิวซี ใบหน้าของเธอยังคงสงบนิ่ง “เรื่องงานแถลงข่าว ทำไมคุณไม่บอกฉัน? สิ่งที่คุณทำไม่ใช่แค่เล่นงานฉัน แต่คุณกำลังทำลายผลประโยชน์ของบริษัท”
ฉิวซียืดตัวตรง แสร้งทำเป็นไร้เดียงสา กะพริบตาปริบ ๆ “ฉันไม่ได้บอกคุณเหรอ? อันอวี้หาน ฉันจำได้ว่าบอกคุณแล้วนะ หรือว่าคุณหลง ๆ ลืม ๆ ไปเอง?”
แม้ฉิวซีจะพูดด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา แต่แววตาเจ้าเล่ห์ของเธอนั้น ใครที่ไม่ได้ตาบอดก็มองออก
มือที่วางอยู่บนคีย์บอร์ดของอันโหรวกำแน่น ฉิวซี ผู้หญิงคนนี้ไม่มีความสามารถอะไร นอกจากเล่นสกปรก ลอบแทงข้างหลังคนอื่น
“ไม่มีปัญญาก็อย่ารับงานหนัก พรุ่งนี้ฉันจะรอดูคุณหน้าแตก แล้วถูกไล่ออกจากบริษัทจิ่ง!” ฉิวซีพูดพร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็น ใบหน้าเต็มไปด้วยความอาฆาต
“ฉิวซี คุณคิดว่าแค่เปลี่ยนไฟล์งานของฉัน แล้วไม่บอกเรื่องงานแถลงข่าว ก็สามารถไล่ฉันออกจากบริษัทจิ่งงั้นเหรอ?” อันโหรวเยาะเย้ย เธอยันโต๊ะลุกขึ้น แล้วตอบโต้กลับอย่างไม่ยอมแพ้ “พรุ่งนี้ คุณลืมตาให้กว้าง ๆ รอดูได้เลย”
ฉิวซีตัวเตี้ยกว่าอันโหรว บรรยากาศจึงพลิกผันไปในทันที เธอกลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัว สูดลมหายใจแรง ๆ ก่อนจะเหยียบส้นสูงแปดเซนติเมตรเดินจากไปด้วยท่าทีหยิ่งผยอง
เมื่อเอ่ยคำพูดที่แข็งกร้าวออกไปแล้ว ก็ต้องทุ่มเทอย่างเต็มที่ เวลามีน้อย เธอต้องรีบเร่งแข่งกับเวลา
งานพรีเซ็นเตอร์โฆษณาชิ้นนี้ เป็นโฆษณาหลักของบริษัทจิ่งในช่วงครึ่งปีหลัง หากทำพัง เธอคงต้องเก็บข้าวของออกไป
อันโหรวคิดไปคิดมา ก่อนจะตัดสินใจชวนเหอเฉ่าออกมา เพราะเธอเป็นพรีเซ็นเตอร์ในครั้งนี้
อันโหรวหยิบรายชื่อศิลปินออกมาจากลิ้นชัก พลิกไปที่หน้าของเหอเฉ่า ด้านบนมีข้อมูลโดยละเอียด
เธอโทรไปตามหมายเลขที่อยู่ด้านบน เสียงเรียกเข้าดังอยู่นาน อีกฝ่ายจึงรับสาย เสียงหวานละมุนพูดว่า “สวัสดีค่ะ ฉันเหอเฉ่าค่ะ”
“สวัสดีค่ะ คุณเหอ ฉันอันอวี้หาน พนักงานแผนกวางแผนของบริษัทจิ่งค่ะ…” อันโหรวกล่าวถึงสาเหตุอย่างฉะฉาน มือเคาะเบา ๆ บนโต๊ะ แล้วพูดเข้าประเด็นทันที “คุณเหอคะ คุณพอจะมีเวลาว่างตอนนี้ไหมคะ มาที่บริษัทจิ่งสักครู่ได้ไหมคะ”
คำพูดของอันโหรวทำให้เหอเฉ่าตื่นเต้นจนเกือบกรี๊ด เธอปิดปากแน่น ดวงตาใสเป็นประกายแวววาว
“ฉัน...ฉันได้รับเลือกจริงเหรอ” เหอเฉ่ายังคงไม่อยากเชื่อ น้ำเสียงของเธอสั่นเครือ มือทั้งสองข้างก็สั่นไม่หยุด เรื่องนี้เธอไม่ได้คาดหวังอะไรไว้มาก
อันโหรวยกยิ้มมุมปาก ยันโต๊ะลุกขึ้นยืน แจ้งอย่างรวดเร็วและชัดเจน “แน่นอนว่าเป็นเรื่องจริง คุณเหอ พรุ่งนี้เป็นงานแถลงข่าวเปิดตัวพรีเซนเตอร์โฆษณาสินค้าใหม่ของคุณจิ่ง คุณสะดวกที่จะมาบริษัทจิ่งเลยไหมคะ”
“ได้ค่ะ ฉันจะไปที่นั่นทันที”
……
เหอเฉ่าเช็ดน้ำตาที่หางตา ก้มมองแม่ที่นอนหลับอยู่บนเตียงคนไข้ แล้วเปิดประตูออกไปอย่างเงียบ ๆ ตอนที่เดินผ่านหน้าห้องพยาบาล เธอก็หยุดและทักทายพยาบาลคนหนึ่งที่ค่อนข้างสนิทกัน “เหยียนเหยียน ฝากดูแลแม่ฉันด้วยนะ ฉันออกไปข้างนอกแปบนึง”
หลังจากพูดจบ เหอเฉ่าก็ไม่รอคำตอบ รีบเดินเข้าลิฟต์ไป จนกระทั่งเธอเรียกรถแท็กซี่มาถึงทางเข้าของบริษัทจิ่ง เธอก็ยังสงบสติอารมณ์ไม่ได้
เหมือนฝันไปเลย
อันโหรวรออยู่ที่ล็อบบีชั้นหนึ่งของบริษัทจิ่ง พอเหอเฉ่าลงจากรถ เธอก็เห็นเข้าพอดี จึงรีบเดินไปหา
“คุณเหอใช่ไหมคะ” อันโหรวแกล้งถาม
เหอเฉ่ามองคนตรงหน้า พลางพยักหน้าอย่างตื่นเต้น “ใช่ค่ะ ฉันเอง”
“ฉันชื่ออันอวี้หานค่ะ ดูแลเรื่องการวางแผนงานโฆษณาในครั้งนี้โดยเฉพาะ คุณเหอไม่ต้องประหม่านะคะ เชิญทางนี้ค่ะ”
เหอเฉ่าใจเย็นขึ้น พลางยิ้มบาง ๆ ให้กับอันอวี้หาน ก่อนจะเดินตามเธอเข้าไป
อันอวี้หานไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมาตลอดทาง มีเพียงรอยยิ้มที่ดูเป็นทางการ เธอพาเหอเฉ่าเข้าไปในลิฟต์โดยไม่ได้ไปที่แผนกวางแผน แต่กลับไปที่ห้องพักผ่อนแทน
“คุณเหอ เชิญนั่งก่อนค่ะ” อันอวี้หานยื่นมือไปที่เก้าอี้ตรงข้าม ก่อนจะลุกขึ้นไปรินน้ำส่งให้ “รีบมาเหนื่อยไหมคะ ดื่มน้ำก่อนค่ะ”
“ขอบคุณค่ะ” เหอเฉ่ายื่นมือไปรับแก้วน้ำ จิบเบา ๆ แล้ววางลงบนโต๊ะ
อันอวี้หานแอบมองเหอเฉ่าอย่างพิจารณา ตั้งแต่เจอเธอครั้งแรกที่สวนสนุก จนถึงตอนนี้ที่เจอกันเป็นครั้งที่สอง เธอก็ยังคงไม่เปลี่ยนไป ยังดูสดใสสะดุดตาเช่นเดิม
เหอเฉ่ามัดผมหางม้าธรรมดา เผยให้เห็นหน้าผากที่เนียนสวย และดวงตากลมโตที่ดูสดใสเป็นประกาย ดวงตาแบบนี้ทำให้รู้สึกถึงความอ่อนโยน เป็นความอ่อนโยนที่ส่งออกมาจากภายใน เป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของเธอ
ประกอบกับผิวที่ขาวเนียนและใบหน้าเล็ก ๆ ทำให้เธอดูโดดเด่นกว่าเหล่าดาราดัง ๆ เสียอีก เสื้อเชิ้ตสีขาวยัดอยู่ในกางเกงยีนส์สีซีด การแต่งกายแบบนี้ไม่ได้ทำให้เธอดูจน แต่กลับทำให้รู้สึกสะอาดตาและดูสบาย
สรุปแล้วอันอวี้หานชอบมาก นี่แหละคือสิ่งที่เธอต้องการ
ภาพลักษณ์ของเหอเฉ่านั้นเป็นที่น่าพอใจ แต่มีอยู่จุดหนึ่งที่ต้องแก้ไข คือต้องดูเรียบร้อยและมีมารยาท
อันโหรวเขียนมาตรฐานบางอย่างที่เธอกำหนดไว้ก่อนหน้านี้ลงในกระดาษแผ่นหนึ่งแล้วยื่นให้เหอเฉ่า พร้อมกับพูดว่า “งานเปิดตัวสินค้าพรุ่งนี้ แน่นอนว่าคุณต้องไปร่วมงานในฐานะพรีเซนเตอร์สินค้าใหม่ บริษัทจิ่งเป็นบริษัทใหญ่ คุณต้องไม่ตื่นเวทีเชียวล่ะ”
เหอเฉ่ารับกระดาษมาก้มดูคร่าว ๆ แล้วพยักหน้าอย่างใจเย็น “ถึงแม้ว่าเวลาจะกระชั้นไปหน่อย แต่ฉันเชื่อว่าฉันทำได้ คุณอันโหรววางใจได้เลยค่ะ”
อันโหรวพยักหน้า ยิ้มบาง ๆ แล้วไม่ได้พูดอะไรต่อ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาโทรหาหลินจือเสี่ยว “จือเสี่ยว เธอพอจะทราบไหมว่าร้านที่บริษัทจิ่งเลือกชุดราตรีสำหรับเข้าร่วมงานทุกปีคือร้านไหน”
บริษัททุกแห่งล้วนมีร้านตัดชุดประจำที่คอยให้บริการ เพื่อความสะดวกและการันตีคุณภาพ แน่นอนว่าบริษัทจิ่งก็ต้องมีเช่นกัน
หลินจือเสี่ยวในฐานะเลขา เธอรู้เรื่องพวกนี้เป็นธรรมดา ไม่ต้องคิดให้เสียเวลา เธอเอ่ยชื่อร้านออกมาทันที “ร้านมหัศจรรย์แห่งการเปลี่ยนแปลง”
มหัศจรรย์แห่งการเปลี่ยนแปลง? เป็นร้านนั้นจริง ๆ ด้วย!
มิน่าล่ะ ครั้งล่าสุดที่จิ่งเป่ยเฉินไปที่ร้าน ถึงดูชำนาญราวกับเป็นบ้านของตัวเอง ที่แท้ร้านนั้นเป็นร้านที่ให้บริการบริษัทจิ่งโดยเฉพาะ
หลังจากวางสาย อันโหรวก็ลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว เธอดึงเหอเฉ่าแล้วพูดว่า “ฉันจะพาคุณไปเลือกชุดที่ต้องใส่ในวันพรุ่งนี้”
เหอเฉ่างงงวย ไม่รู้ว่าควรทำตัวอย่างไร ก่อนจะถูกอันโหรวลากออกมา
เมื่อมาถึงหน้าร้าน อันโหรวจ่ายค่าโดยสารให้กับคนขับแท็กซี่ แล้วลงจากรถ
เหอเฉ่ามองร้านที่หรูหราอลังการเบื้องหน้า เธอเคยได้ยินเพื่อนร่วมชั้นพูดถึงร้านแห่งนี้อยู่บ่อยครั้งว่าโด่งดังมาก
“อย่ามัวแต่ดูเลยค่ะ เข้าไปกันเถอะ” อันโหรวตบเบา ๆ บนบ่าเหอเฉ่าที่ยืนเหม่ออยู่ ก่อนจะเดินนำเข้าไปในร้าน
“สวัสดีครับคุณผู้หญิง ยินดีต้อนรับสู่ร้านของเราครับ” พนักงานชายในชุดสูทโค้งคำนับอย่างสุภาพ “เชิญด้านในเลยครับ”
อันโหรวยิ้มบาง ๆ ก่อนจะกล่าวด้วยท่าทีสุภาพเช่นกัน “ฉันเป็นพนักงานของบริษัทจิ่ง มารับชุดราตรีที่จะใช้ในงานเปิดตัวโฆษณาใหม่ของบริษัทจิ่งในวันพรุ่งนี้ค่ะ”