ตอนที่ 14 แยกบ้านมันแน่อยู่แล้ว (1)
อันเสี่ยวเย่ว์พอถามออกมา พวกเด็กๆ ก็ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว แย่งกันพูดคนละคำ แทบกล่าวได้ว่าบอกเล่าหมดเปลือกจนไม่เหลืออะไรให้เล่าอีก
ในที่สุดอันเสี่ยวเย่ว์ก็เข้าใจแล้ว ลุงใหญ่อันลี่จู้ไม่ใช่สายเืของบ้านตระกูลอัน แต่เป็ลูกของหลี่ซื่อที่อันเฉิงเยี่ยรับเลี้ยงดูเพื่อตอบแทนบุญคุณช่วยชีวิตที่สหายหลี่ซื่อช่วยเขาไว้ตอนออกไปล่าสัตว์ ตอนรับเลี้ยงอันลี่จู้ อันเฉิงเยี่ยยังไม่แต่งงาน นี่เป็เื่ที่คนทั้งหมู่บ้านทราบดี ตอนนั้นผู้คนพากันบอกว่าอันเฉิงเยี่ยมีคุณธรรมน้ำมิตร แต่คิดไม่ถึงว่าตอนนี้อันลี่จู้กับภรรยาฝานซื่อ รวมทั้งอันเสี่ยวเหมยลูกสาว กลับต้องอยู่อย่างไม่เป็ธรรมและถูกเหยียบย่ำจมดินในบ้านตระกูลอัน
ส่วนบิดานางอันลี่เปิ่น เป็บุตรของซุนซื่อภรรยาคนแรกที่ตกเืจนตาย พอข้ามปี อันเฉิงเยี่ยก็แต่งงานใหม่กับหม่าซื่อภรรยาคนปัจจุบัน
หม่าซื่อพอแต่งเข้าบ้านตระกูลอัน ก็ให้กำเนิดบุตรชายหญิงสี่คน ไม่เพียงมีอันลี่ฝู อันลี่กุ้ยและอันอวี้เอ๋อที่นางเคยพบแล้ว ยังมีอันอวี้ซิ่วลูกสาวคนโตอีกคนที่แต่งไปอยู่ในตัวเมือง หม่าซื่อมีนิสัยก้าวร้าวเอาแต่ใจ ทั้งเข้าข้างลูกของตัวเอง จึงข่มเหงรังแกลูกเลี้ยงและลูกเมียใหญ่อย่างหนัก อย่างเื่เสี่ยงอันตรายเข้าป่าล่าสัตว์ ก็ให้อันลี่เปิ่นไปทำเพียงคนเดียว ส่วนคนที่ไปเป็แรงงานรับจ้างบ้านเ้าของที่ดินเกาก็ให้อันลี่จู้ไปทำ
“เลวมาก!” อันเสี่ยวเย่ว์ตบโต๊ะ “อ๋อ เป็เพราะเหตุนี้ใช่ไหมที่ท่านพ่อกับลุงใหญ่แม้จะมีอายุมากแล้วกลับแต่งงานช้ากว่าอาสาม กลายเป็ว่าอายุของพวกเรายังน้อยกว่าลูกของอาสามเสียอีก”
“เสี่ยวเย่ว์ ไม่เพียงอาสามได้แต่งงานก่อนท่านพ่อกับลุงใหญ่ อาสี่ยังได้แต่งก่อนด้วย เพียงแต่บ้านอาสี่แท้งลูกสาวไปคนหนึ่ง หากนับอายุแล้วยังโตกว่าข้าขวบหนึ่งเลย!” อันเสี่ยวหลีกล่าว “ท่านย่าใช้เงินในบ้านช่วยอาสามอาสี่แต่งภรรยาแล้ว จึงค่อยนึกถึงท่านพ่อกับลุงใหญ่ หากไม่ใช่กลัวว่าพวกชาวบ้านจะนินทา ชั่วชีวิตนี้ท่านพ่อกับลุงใหญ่ก็อย่าหวังจะได้แต่งงาน พวกเราก็คงไม่ได้เกิดมาหรอก นอกจากนี้ ท่านแม่ของพวกเราเป็พวกอพยพหนีความอดอยากมาที่หมู่บ้าน ท่านป้าสะใภ้ใหญ่เป็ช่างปักผ้าที่ถูกทำโทษขายออกมาจากบ้านตระกูลใหญ่ ดังนั้น ท่านแม่ข้ากับท่านป้าสะใภ้ใหญ่อยู่ที่บ้านนี้จึงถูกข่มเหงรังแกตลอดอย่างไรเล่า”
“พวกเราหลายคนต่อให้มีชีวิตอยู่ยังมิสู้ตายเลย! เอะอะก็ถูกทุบตีทำร้ายและอดข้าว บางครั้งข้าขึ้นเขาไปตัดฟืน เห็นหน้าผาสูงยังอยากจะะโลงไปให้ตายๆ ไปเสีย แต่หากข้าเกิดเื่ขึ้น แม่ข้าคงไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ ข้าก็เลยอดทนไว้” อันเสี่ยวเหมยบอกเล่าเื่พวกนี้พลางน้ำตาคลอเบ้าแทบจะไหลออกมา
“พี่หญิงเสี่ยวเหมย ไม่ต้องห่วงนะ พี่หญิงรองข้าหายดีแล้ว นางบอกว่าจะไม่ให้พวกเราถูกรังแกอีก วันนี้ท่านก็ได้เห็นแล้ว! สะใจจริงๆ เลย!” อันหยวนเซิงดึงมืออันเสี่ยวเหมยไว้ อาจเป็เพราะรู้สึกว่าเป็ผู้อ่อนแอที่ถูกรังแกเช่นเดียวกัน ที่ผ่านมาเด็กๆ หลายคนนี้จึงมีความสัมพันธ์ค่อนข้างดี
“ใช่ มีข้าอยู่ ข้าจะไม่ให้พวกเ้าถูกรังแกอีก วางใจได้!” อันเสี่ยวเย่ว์พูดพลางหันไปเห็นเสี่ยวเอ้อร์เดินเข้ามา “อาหารมาแล้ว พวกเรากินข้าวก่อน คิดว่าพวกเ้าคงไม่ได้กินอิ่มมานาน วันนี้กินให้เต็มที่สักมื้อ ขอแค่ไม่กินจนท้องแตกก็พอ”
อาหารจานเนื้อเน้นๆ เรียงเต็มโต๊ะ เด็กๆ กลับไม่ขยับตะเกียบ เพียงแค่มองดู
“ทำไมพวกเ้ายังไม่กินล่ะ” อันเสี่ยวเย่ว์แปลกใจอย่างยิ่ง “กินสิ!”
“เป็ครั้งแรกที่ข้าได้เห็นอาหารดูดีขนาดนี้ อยากจะดูนานๆ สักหน่อย” อันหยวนเซิงน้ำลายสอแทบจะไหลออกมาอยู่แล้ว เขาหยิกแก้มตัวเองอย่างแรงทีหนึ่ง “ข้าไม่ได้ฝันไป มีของอร่อยตั้งมากมายขนาดนี้จริงๆ ด้วย!”
“เ้าไม่ได้ฝันไป ไม่ต้องหยิกตัวเองแล้ว เดี๋ยวเป็แผลขึ้นมาพี่ๆ ได้สงสารตายเลย” อันเสี่ยวเย่ว์ลูบแก้มน้อยๆ ที่อันหยวนเซิงหยิกตัวเองจนเป็รอยแดง แล้วคีบอาหารให้เขา “มา กินน่องไก่!”
“อื้อ! ขอบคุณพี่หญิงรอง!” อันหยวนเซิงยิ้มหน้าบาน เริ่มแทะน่องไก่ด้วยสีหน้าปลื้มปริ่มจนมึนเมา
“พวกเรากินของดีกันขนาดนี้ ท่านพ่อท่านแม่กลับกินไม่อิ่มสักมื้อ...” อันเสี่ยวหลีถอนใจ
“ตอนเที่ยงแม่ข้าถูกท่านย่าทำโทษ ยังไม่ได้กินอะไรเลย” อันเสี่ยวเหมยพลอยมีสีหน้ารู้สึกผิดไปด้วย ไม่ใช่ว่านางไม่อยากกิน แต่ไม่อาจกินโดยไม่คิดมากได้
“พี่หญิง พี่หญิงเสี่ยวเหมย ข้าเข้าใจความรู้สึกของพวกท่าน ตอนกลับบ้าน พวกเราก็แอบเก็บไว้สักหน่อย ต้องไม่ให้ท่านพ่อท่านแม่กับลุงใหญ่ป้าสะใภ้ใหญ่ต้องหิ้วท้องแน่” อันเสี่ยวเย่ว์กล่าว “อีกอย่าง ไม่กินก็ไม่ได้ด้วยสิ! เงินก็จ่ายไปแล้ว คงไม่ถึงกับโยนทิ้งไปหรอกกระมัง”
“ทิ้งไม่ได้นะ ทิ้งไม่ได้! ของดีขนาดนี้ ทิ้งไม่ได้นะ เสี่ยวเหมย เสี่ยวเย่ว์ พวกเรากินด้วยกันเถอะ” อันเสี่ยวหลีคีบเนื้อวัวให้อันเสี่ยวเหมยชิ้นหนึ่ง แล้วคีบเป็ดตุ๋นทรงเครื่องให้อันเสี่ยวเย่ว์
เด็กๆ พวกนี้ปกติไม่ได้กินอิ่มท้อง วันนี้มีของอร่อยวางอยู่ตรงหน้า ไม่เพียงได้กินเป็ครั้งแรก ยังได้เห็นเป็ครั้งแรกอีกด้วย เพียงไม่นานก็กินจนปากมันเยิ้ม ตั้งอกตั้งใจกินจนไม่สนใจเื่อื่นอีก เดิมทีอันเสี่ยวเย่ว์คิดจะเตือนเด็กหลายคนนี้ไม่ให้กินอิ่มเกินไปจนไม่ย่อย อีกทั้งพวกเขากินอาหารไร้ไขมันเป็เวลานาน พอได้กินอาหารที่มีไขมันมากเข้า กระเพาะลำไส้จะปรับตัวไม่ทัน แต่สุดท้ายนางก็ยั้งปากไว้ ไม่ได้เอ่ยปากห้าม คิดว่ารออีกเดี๋ยวจะซื้อถังหูลู่[1]ให้พวกเขากิน ซานจา[2]ช่วยย่อยอาหารได้ มีนางอยู่ทั้งคน อย่างมากก็ขึ้นเขาเก็บสมุนไพรมารักษาพวกเขาเท่านั้นเอง ถึงอย่างไรวันนี้ก็ปล่อยให้พวกเขาได้กินจนพอใจเถอะ
เชิงอรรถ
^ ขนมหวานทางภาคเหนือของจีน ใช้น้ำตาลเคลือบบนผิวของผลไม้สดที่เสียบก้านไม้ยาว แบบดั้งเดิมใช้น้ำตาลเคลือบผลซานจาสด^ จัดอยู่ในตระกูลเบอรี่ชนิดหนึ่ง มีรสเปรี้ยวจัด ใช้เป็นยาสมุนไพร มีฤทธิ์ช่วยย่อย