“ฉันขอถามบางอย่างนายหน่อย”
แอชเชอร์อยู่ในท่ายืนตรง กระทั่งนักวิจัยสวมชุดเกราะให้เขาครบจนเหลือเพียงแค่ส่วนใบหน้าที่ไม่มีอะไรปิด เขาก็รออย่างใจจดจ่อกับคำถามที่ผู้บัญชาการอยากจะถามเขา
“เมื่อคืนนายได้วางแผนกันเพื่อนไหม”
“ไม่ครับ”
“จะบอกว่าการขโมยกุญแจหม้อแปลงนายลงมือคนเดียวไม่ได้วางแผนกับใคร”
“ครับ” แอชเชอร์เลิกใหลังจากรู้ว่าผู้บัญชาการ้าถามเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน เขานั้นรู้ดีว่าทุกๆมุมของค่ายฝึกมีกล้อง แต่ก็แกล้งทำเป็เหมือนว่าไม่มีกล้องอยู่เลย พยายามหลบไปตามเงาของตึกบุกไปจนถึงคนดูแลกุญแจหม้อแปลง การที่เขาเดินดุ่มๆไปเลยจะทำให้คนที่มองกล้องสงสัยเกินไป ชีวิตก่อนเขาก็เคยเป็หนึ่งในคนที่นั่งดูกล้องในเหตุการณ์ปล้นอาหาร จึงรู้ว่าเหตุการณ์เมื่อคืนมีใครหลายคนจับตามองดูนักเรียนที่โดดเด่น
“เื่ชุดเกราะฝึกซ้อมที่สวมใส่นอกเวลาฝึก นายไม่กลัวถูกตรวจสอบได้อย่างนั้นเหรอถึงได้กล้านำออกมาใช้งาน”
“ผมได้ลองคิดแล้วว่า การจะปล้นมีความเสี่ยงสูงจึงสวมมันมาด้วย อย่างน้อยๆมันก็เป็สิ่งที่ทำให้ผมมีโอกาสเข้าใกล้หม้อข้าวได้มากยิ่งขึ้น ส่วนการลงโทษผมกลัวเหมือนคนอื่นๆ เพียงแต่ว่าต่อให้ผมจะไม่ใส่หรือใส่ชุดเกราะในคืนที่ผ่านมา การลงโทษก็ยังเกิดขึ้นเช่นเดิม”
“แล้วนายมีจุดประสงค์อะไรไหม ถึงได้ยกหม้อข้าวออกมาให้เพื่อนๆแบบนั้น”
“ผมแค่้าให้ทุกคนได้กินไปด้วยกัน”
“ไม่ใช่ว่านาย้าหาคนมารับโทษด้วย”
“ไม่ครับ” แววตาของแอชเชอร์ยังคงเหมือนเดิม ไม่ได้ตื่นกลัว ไม่ได้ตื่นตระหนกและแสดงออกถึงการโกหกเลยสักนิด ผู้บัญชาการจึงเดินจากไปปล่อยให้เขาได้ฝึกซ้อม
ซึ่งจุดประสงค์ที่แท้จริงของแอชเชอร์ที่ยกหม้อข้าวให้กับคนอื่น ไม่ใช่อย่างที่เขาตอบออกไป จุดประสงค์ของเขาที่นำหม้อออกมาให้นักเรียนคนอื่นๆคือการลดความความเสี่ยงที่เขาจะถูกเกลียดชัง หลังจากเพื่อนมารู้ทีหลังว่าเขาปล้นข้าวได้แล้วนำไปกินคนเดียว แอชเชอร์จึงนำข้าวออกมาให้คนอื่นๆเพื่อกระจายความโกรธจากคนไม่ได้ข้าว ความโกรธที่ถูกลงโทษฟรีจะตกไปอยู่กับคนอื่นๆที่ได้ข้าวไม่ใช่เขาเพียงคนเดียว
ส่วนอีกสาเหตุที่แอชเชอร์จงใจวางข้าวให้เพื่อน ก็เพราะว่าเขา้ากระจายความผิดเหมือนผู้บัญชาการพูด หากว่าการลงโทษมุ่งมายังเขาคนเดียวที่ขโมยข้าว เขาจะถูกลงโทษต่อหน้าทุกๆคน เพื่อให้เขามีเพื่อนรับโทษจึงกระจายข้าวไปแบบนั้น หนำซ้ำการแจกจ่ายข้าวยังทำให้เขาได้รับอารมณ์ด้านบวกจากเพื่อนหลานๆคน
การแบ่งข้าวให้เพื่อนด้วยข้ออ้างอยากให้เพื่อนได้กินด้วยกันเป็เพียงแค่เื่เพ้อฝันที่แอชเชอร์พูดออกมา ในชีวิตนี้เขาสัญญากับตัวเองแล้วว่าจะไม่ลงมือทำเพื่อใคร เขาจะเอาชีวิตรอดเพื่อตัวของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น มีชีวิตรอดเพื่อตามหาพี่สาวที่เขาทำไม่สำเร็จในชีวิตก่อน ส่วนเพื่อนที่อยู่รอบๆเป็เพียงแค่หนึ่งในเครื่องมือ
ชีวิตก่อนมันสอนให้เขารู้ว่าการทำเพื่อส่วนรวมไม่ช่วยให้เขาได้รับสิ่งดี ทุกคนที่พูดถึงการกระทำของเขาจะลืมมันไปอย่างรวดเร็ว คนที่ได้หน้าคือผู้มีอำนาจที่เขาสังกัด
“จะเปิดใช้งานระบบจำลองการต่อสู้ในอีก 3 2 1…”
ติ๊ด~!
ชุดเกราะที่แอชเชอร์สวมใส่มีเสียงแจ้งเตือน แม้เขาอยากจะรู้ถึงเหตุผลที่ต้องรีบฝึกระดับ S แอชเชอร์กลับไม่สามารถถามได้เพราะผู้บัญชาการยังไม่คิดจะเอ่ย หากเขาถามออกไปมันจะเป็การอวดฉลาด อวดรู้มากเกินไป อาจจะนำภัยมาสู่ตัวของเขาได้ แอชเชอร์จึงทำเพียงแค่เตือนตัวเองให้รู้ว่าอนาคตอันใกล้กำลังจะมีงานใหญ่รออยู่ สิ่งที่เขาจำเป็ต้องทำในตอนนี้คือฝึกเพื่อให้ตัวเองรอดจากเหตุการณ์นั้น
“ลองขยับชุดเกราะดูหน่อย”
แอชเชอร์ลองทำตามที่นักวิจัยพูด ด้วยการขยับชุดเกราะเขาพบว่ามันง่ายดายมากไม่ต่างจากสวมเสื้อผ้า หากเขายกแขนชุดเกราะที่สวมจะถูกปรับอย่างรวดเร็วเพื่อเคลื่อนตามทิศทางที่เขา้าไป กระทั่งแอชเชอร์ขยับทุกๆส่วนตามที่นักวิจัยบอกเขาก็เริ่มมองจ้องไปยังหินที่ปรากฎด้านหน้าจากภาพจำลอง
“นำมือไปจับมันดูหน่อย”
แอชเชอร์นำมือไปผลักหินปรากฎว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่มือของเขาทะลุก้อนหินที่เกิดมาจากการฉายภาพ แต่เป็มือของเขาเองที่หยุดเมื่อกระทบกับภาพก้อนหินจำลอง มันหยุดเพราะชุดเกราะมีการเชื่อมต่อกับระบบภายในห้องจึงทำให้มันสร้างแรงต้านขึ้นมาให้แอชเชอร์ขยับชุดเกราะไปต่อไม่ได้
เมื่อรู้ว่าชุดเกราะที่สวมใส่เป็สิ่งที่ทำให้เขาเข้าถึงความสมจริงแอชเชอร์จึงลองเตะต่อยหิน จนรับรู้ได้ถึงแรงัับริเวณที่เตะต่อยจากการสร้างขึ้นมาของชุดเกราะ
“เราจะเริ่มส่งมอนสเตอร์ 1 ดาวเข้าไป ชุดเกราะที่นายสวมใส่จะถูกปรับให้มีพลังเท่ากับชุดเกราะมาร์คทู”
“ครับ”
แอชเชอร์รับฟังคำอธิบายของนักวิจัยจากนั้นเขาก็ดึงดาบออกมาจากชุดเกราะแล้วมองตรงไปด้านหน้า ปรากฎเป็มอนสเตอร์รูปร่างคล้ายกับหมูป่า เท้าทั้ง 4 ของมันมีเปลวไฟลุกไหม้ บริเวณหน้าของมันนอกจากจะมีเขี้ยวขนาดใหญ่ยังมีเขางอกออกมาจากกลางหน้าผาก หากเขาถูกมันวิ่งชนร่างกายคงเกิดรู
“มอนสเตอร์ตัวนี้มีจุดอ่อนที่ใต้รักแร้เท้าข้างขวา หากแทงตำแหน่งนั้นจะสามารถส่งคมดาบทะลวงไปถึงหัวใจของมันได้”
จากิัที่ดูเหมือนจะหนาแอชเชอร์ก็รับรู้ได้ว่ามันไม่ใช่มอนสเตอร์ที่จะรับมือได้ง่าย ถึงอย่างนั้นชีวิตก่อนเขาค่อนข้างฆ่ามันบ่อยจึงไม่ได้ตื่นตระหนกใ ที่เขาอยากรู้มากตอนนี้คือการต่อสู้กับมันจะเป็อย่างไรด้วยการเคลื่อนไหวของชุดเกราะที่ถูกเขาควบคุมร่วมกับคอมพิวเตอร์ที่จะคอยบังคับชุดเกราะเพื่อต้านแรงของเขา จนทำให้เกิดความสมจริง
“วิ่งเร็ว ะเิฝีเท้า หลบหลีก”
แอชเชอร์ใช้งานสกิลทั้ง 3 อย่างเงียบๆด้วยการใช้งานมานาในชุดเกราะ เขารู้สึกเสียใจเช่นกันที่ต้องทำแบบนี้เนื่องจากว่าร่างกายของเขาจะไม่ได้รับการพัฒนาหากเขาใช้มานาเป็พลังงาน แต่เขาจำเป็ต้องทำเพราะนักวิจัยกำลังตรวจสอบทุกๆอย่างของเขา ไม่ว่าจะเป็การเคลื่อนไหว การใช้พลังงาน พวกเขาต้องตรวจสอบทุกๆอย่างเพื่อไม่ให้เขาตกอยู่ในอันตราย สิ่งที่แอชเชอร์จะได้จากการฝึกนี้คงมีเพียงแค่การกระตุ้นประสบการณ์เดิมๆของเขาในชีวิตก่อนให้กลับมาทำงานปกติเท่านั้น
พรึ่บ~!
แอชเชอร์ะโหลบมอนสเตอร์ที่วิ่งเข้ามาด้วยความรวดเร็ว พลางถามนักวิจัยถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากเขาถูกหมูตัวนี้พุ่งชน
“นายจะไม่าเ็ เพียงแต่ระบบจะปิดตัวลงหากว่าาแของนาย ระบบวิเคราะห์ว่ามันหนักเกินไปที่จะต่อสู้”
เมื่อรู้ว่าเขาจะไม่ได้รับการโจมตีจากชุดเกราะเพียงแต่ชุดเกราะจะค่อยๆคำนวนาแและปิดการทำงานของชุดเกราะไปทีละส่วนเพื่อทำให้มันดูเหมือนว่าเขาาเ็ แอชเชอร์จึงพุ่งเข้ามอนสเตอร์ด้วยความรวดเร็วกลิ้งลอดใต้ขาของมันระหว่างที่เขากำลังสไลด์ลอดผ่านเขาก็ได้นำดาบออกมาฟันผ่าใต้ท้องของมันจนเกิดแผลตื้นๆ ด้วยวิธีการโจมตีของแอชเชอร์ทำให้นักวิจัยนั่งมองด้วยความลุ้นระทึกว่าแอชเชอร์จะมีความสามารถในการฆ่ามันด้วยตัวของเขาคนเดียวหรือไม่
อู๊ด~!
เสียงร้อง การวิ่ง ทุกๆอย่างไม่ต่างจากมอนสเตอร์ตัวจริงพุ่งเข้ามาหาแอชเชอร์ ถึงอย่างนั้นเขากลับพุ่งไปรอบๆตัวของมันด้วยกำลังเต็มที่ ด้วยชุดเกราะที่สวมใส่นี้แม้มันจะมีพลังมากพอจะสู้กับมอนสเตอร์ 1 ดาว แต่มันก็ยังไม่พอที่จะทำให้เขาฆ่ามันได้ด้วยตัวคนเดียว หากชุดเกราะมาร์คทูฆ่ามอนสเตอร์ 1 ดาวได้ด้วยการต่อสู้ตัวต่อตัว มนุษย์คงไม่ต้องหลบลงมาอยู่ใต้ดินแบบนี้ แต่สำหรับแอชเชอร์ผู้รู้จุดอ่อนและวิธีการฆ่ามันอย่างดี เขาจึงหยุดที่จะวิ่งหนีแล้วเปลี่ยนไปเป็พุ่งเข้าหามันซึ่งๆหน้าแทน
“เขาจะทำอะไร”
“ยังคงอ่อนประสบการณ์ ดีแล้วที่เราให้เขามาทดสอบก่อน ไม่อย่างนั้นได้ตายที่ค่ายฝึกพิเศษแน่”
นักวิจัยถอนหายใจออกมาเมื่อรู้ว่าแอชเชอร์จะถูกมอนสเตอร์ฆ่าตาย แต่แล้วพวกเขากลับย่นคิ้วเมื่อการปะทะกันที่เกิดขึ้นชุดเกราะของแอชเชอร์ไม่ได้ปิดระบบเพราะาแสาหัส สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็ภาพที่พวกเขาไม่อยากจะเชื่อ
แอชเชอร์ที่พุ่งเข้าหามอนสเตอร์เขาได้เอียงตัวเล็กน้อยหลบการพุ่งชนของมอนสเตอร์ไปได้ ระหว่างที่เขาหลบก็ได้คว้ามือขวาไปจับเขี้ยวของมันขณะที่เขาถูกลากไปนั้นตำแหน่งของเขาและขาหน้าด้านขวาของมันก็อยู่ใกล้กัน เมื่อเขาอยู่ในตำแหน่งที่สามารถฆ่ามันได้นั้น แอชเชอร์ได้ใช้มือซ้ายแทงดาบไปใต้รักแร้เท้าขวา แม้มันจะมีิัที่หนา ในจุดที่เขาแทงกลับบางเหมือนกระดาษจนดาบของเขาทะลวงผ่านเข้าไปถึงหัวใจของมัน ก่อนที่ร่างของมอนสเตอร์จะสลายหายไปสร้างความใให้กับนักวิจัยไม่น้อย การฆ่าของแอชเชอร์ไม่เหมือนกับมือใหม่ เขาดูเหมือนกับคนที่เคยฆ่ามอนสเตอร์ตัวนี้มาแล้วหลายครั้ง ต่อให้จะเป็ทหารผู้เชี่ยวชาญยังยากที่จะฆ่ามอนสเตอร์ตัวนี้ได้ในครั้งแรกที่ปะทะแม้จะรู้จุดอ่อนมันก็ตาม
“เราจะเริ่มใหม่อีกครั้ง”
นักวิจัยเริ่มสร้างมอนสเตอร์ตัวใหม่ขึ้นมามันเป็หมูเหมือนเดิม พวกเขาอยากจะได้คำตอบว่าการฆ่าที่เกิดขึ้นแอชเชอร์โชคดีหรือว่าเขาทำได้ด้วยความสามารถ ครั้งนี้การต่อสู้ต่างออกไปเพราะมอนสเตอร์เลือกที่จะอ้าปากพ่นไฟ แต่มันก็ถูกแอชเชอร์พุ่งเข้าไปใกล้แล้วฟันเข้าไปในตำแหน่งจุดอ่อนของมันได้จนตกตายในที่สุด นักวิจัยยังคงไม่เชื่อพวกเขาสร้างมอนสเตอร์ออกมาเรื่อยๆ แต่แล้วแอชเชอร์ก็ลงมือสังหารมันอย่างง่ายดาย ด้วยการเคลื่อนตัวหลบเล็กน้อยแล้วฟันไปยังตำแหน่งจุดอ่อนของมันด้วยความแม่นยำ
“ฉันอยากเห็นเปอร์เซ็นต์ความแม่นยำของเขา”
เหล่านักวิจัยเปิดตัวเลขการขยับร่างกายของแอชเชอร์ ก่อนที่พวกเขาจะตื่นใเพราะการต่อสู้ที่เกิดขึ้นแอชเชอร์สามารถโจมตีเข้าไปยังจุดอ่อนได้ถึง 100 % จากการโจมตีที่เกิดขึ้นทั้งหมด ไม่มีการโจมตีไหนพลาดเลยสักครั้งเดียว
“แอชเชอร์ มอนสเตอร์ตัวต่อไปมีจุดอ่อนใต้แผงคอ ”
มอนสเตอร์ 1 ดาวตัวใหม่ถูกเพิ่มเข้ามา โดยนักวิจัยพากันตื่นเต้นจนลืมไปว่าแอชเชอร์พึ่งใช้ความสามารถของชุดเกราะมาร์คทูจัดการมอนสเตอร์ 1 ดาวด้วยการต่อสู้แบบตัวต่อตัว
กรี๊ด~!
ตั๊กแตนตัวสีเขียวสูง 5 เมตรปรากฎในห้องฝึกซ้อม แม้ส่วนใหญ่ร่างกายของมันจะเหมือนตั๊กแตนตำข้าว มันกลับมีแผงคอเหมือนสิงโต มือของมันกลับมีถึง 6 ด้วยการมีมือเป็ใบมีดทำให้มันรับมือได้ยาก อย่างไรก็ตามการที่มันมีแขนถึง 6 ข้างกลับมีจุดอ่อนใหญ่หลวง นั่นคือมันไม่สามารถฟันสิ่งที่อยู่ในระยะ 1 เมตรห่างจากตัวของมันได้ สิ่งที่แอชเชอร์ต้องทำคือการเข้าไปอยู่ใน 1 เมตรนั้นแล้วโจมตีแผงคอของมันที่เป็จุดอ่อน
พรึ่บ~!
ร่างของแอชเชอร์พุ่งเข้าหามอนสเตอร์อีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เขากลับทำให้นักวิจัยตื่นเต้นเมื่อเขาะโหลบแขนข้างหนึ่งของมอนสเตอร์แล้วใช้มือจับแขนนั้นให้เป็ฐานใช้แรงแขนของเขาดึงตัวเองลอดผ่านเข้าไปในระยะจุดอ่อนของมัน เพียงแค่การเคลื่อนไหวครั้งเดียวของแอชเชอร์กลับทำให้มอนสเตอร์ถึงกับตาย
“เหลือเชื่อ เขาทำได้ยังไงกัน”
“ส่งมอนสเตอร์เข้าไปอีก”