เสียงลมยามค่ำพัดซู่ซ่าผ่านยอดไม้สูง
ลู่ทางเดินดินที่ทอดยาวสู่ป่าด้านหลังแคมป์มืดสนิทยกเว้นเพียงแสงจากโคมไฟเ้าพายุที่ถูกแขวนไว้ประปราย
เสียงจักจั่นยังคงขับขานอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยแต่ในบรรยากาศกลับมีความเย็นะเืแ่ ๆ แทรกเข้ามาทำให้คนในแคมป์รู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
มธุรสเดินกลับจากเต็นท์พยาบาลด้วยสีหน้าครุ่นคิดหลังจากตรวจาแของลูกน้องเสี่ยโตที่าเ็เมื่อคืนก่อน
เธอหยุดมองไปทางเต็นท์ใหญ่ซึ่งพ่อของเธอกำลังประชุมกับหัวหน้าคนงานและเสี่ยโตเสียงถกเถียงลอดออกมาเป็ระยะ แต่เธอไม่อยากเข้าไปยุ่ง
ระหว่างที่กำลังจะเดินกลับเต็นท์ตัวเองต้องตาเดินสวนมาพร้อมสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวง
“อย่าคิดนะว่าฉันไม่รู้...เมื่อคืนเธอหายไปไหน”น้ำเสียงแข็งกร้าว
มธุรสเลิกคิ้ว“ฉันอยู่ในเต็นท์ตลอด จะหายไปไหนได้”
ต้องตาส่ายหน้าเบาๆ ก่อนหัวเราะเยาะ “ก็แน่ล่ะ...จะยอมรับทำไมว่ามีของบางอย่างที่เธอปล่อยให้มันออกมาฆ่าคน”
คำพูดนั้นเหมือนเข็มแหลมจิ้มลงในใจมธุรสพยายามไม่ตอบโต้ เธอเดินผ่านไปโดยไม่หันกลับแต่ก็รู้สึกได้ว่าต้องตายังคงจ้องตามหลังเธออยู่
ในเต็นท์ใหญ่ดร.ชำนาญนั่งฟังเสี่ยโตพล่ามเื่แผนขุดเพิ่มเติม
“ด็อกเตอร์...ผมว่าตรงเนินดินด้านทิศตะวันออกนี่ต้องมีอะไรแน่ๆ เครื่องสแกนโลหะของผมมันดังชัดเลย” เสี่ยโตเคาะโต๊ะเบา ๆ อย่างตื่นเต้น
ดร.ชำนาญส่ายหน้า“ตรงนั้นเป็เขตที่ยังไม่ได้รับอนุญาต ถ้าขุดโดยไม่ผ่านขั้นตอนจะมีปัญหา”
“โธ่...ก็แค่ลองเจาะดูสักหน่อยไม่ต้องบอกใครก็ได้ ผมมีลูกน้องที่ไว้ใจได้”
บริเวณหลุมขุดค้น
แดดยามบ่ายลอดผ่านพุ่มไม้ลงมาเป็แถบสลัวบนผืนดินคัมภีร์ยืนก้มตรวจเศษภาชนะดินเผาที่เพิ่งขุดขึ้นมา ข้าง ๆมีเศษกระดูกที่ผุกร่อนจนแทบจับไม่ติดรูปเดิม
“ลวดลายพวกนี้...เป็ลายเถาวัลย์พรรณพฤกษ์”คัมภีร์เอ่ยพลางใช้แปรงขนนุ่มปัดเศษดินออก
ดร.ชำนาญก้าวเข้ามาดูใกล้ๆ “ถ้าดูจากเนื้อดินและวิธีการเผา คงมีอายุไม่ต่ำกว่าสองพันปีบางทีอาจร่วมยุคราชวงศิขเรศวร”
มธุรสย่อตัวลงใกล้หลุมขุด“ฉันเคยอ่านตำนานว่าพระราชวังของราชวงศ์นี้ถูกสร้างด้วยหินสีเทาอมน้ำตาลที่หาได้จากูเาทางตะวันออกแล้วก็มีการฝังเครื่องใช้และของมีค่าไปพร้อมกับผู้ตาย...นี่อาจเป็หนึ่งในนั้น”
เสียงคนงานคนหนึ่งแทรกขึ้น“แม่ข้าเคยเล่าว่า ถ้าเจอไหหินให้รีบหนีเพราะิญญาเ้าของมันจะตามเอาชีวิตคนที่ไปแตะต้อง”
คนงานอีกคนหัวเราะ“ถ้าผีมีจริง ข้าก็ขอให้มันโผล่มาเอารางวัลจากเสี่ยโตดีกว่า”
ดร.ชำนาญหันมามองทั้งคู่“อย่าล้อเล่นกับสิ่งที่เราไม่เข้าใจ” น้ำเสียงเขาจริงจังจนคนงานเงียบกริบ
ในเต็นท์ส่วนตัวเสี่ยโตนั่งไขว่ห้าง โทรศัพท์ดาวเทียมในมือดังขึ้น เขากดรับอย่างเร่งรีบ
“ว่าไง...คุณเกรแฮม?”
ปลายสายมีเสียงผู้ชายพูดภาษาอังกฤษสำเนียงอังกฤษแท้“ผม้าหอกทองและแหวนโบราณที่คุณพูดถึง ส่งด่วน ยิ่งเก่ายิ่งดี ราคาผมเพิ่มให้”
เสี่ยโตเหลือบมองไปรอบๆ ก่อนตอบ “ไม่ใช่เื่ง่ายนะ ของพวกนี้ฝังลึกในเขตต้องห้ามแต่ถ้าผมได้มา...คุณต้องเพิ่มอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์”
เกรแฮมหัวเราะ“คุณยังคงเป็นักธุรกิจชั้นดีเหมือนเดิม...ตกลง”
ทันใดนั้นเสียงฮุนเจียดังแทรกมาจากวิทยุสื่อสารอีกเครื่อง “โต ระวังอย่าให้ดร.ชำนาญจับได้เขาอาจจำเื่สัญญาเก่าได้”
เสี่ยโตหัวเราะหยัน“คุณพ่อวางใจเถอะ ผมรู้ว่าต้องทำยังไงให้เขามองไม่เห็น”
ณ หลุมขุดค้น
ขณะคัมภีร์ง่วนอยู่กับการใช้แปรงค่อยๆ ปัดฝุ่นเศษผงที่ปกคลุมโบราณวัตถุอย่างแ่เบา
ต้องตาเดินถือขวดน้ำเกลือแร่ตรงมาที่เขา
“พักดื่มเกลือแร่สักหน่อยค่ะพี่คัมภีร์ อากาศร้อน ๆ เสียเหงื่อมาก”
ชายหนุ่มหันมามองแล้วรับเครื่องดื่มไว้อย่างเสียไม่ได้
“ขอบคุณครับทีหลังไม่ต้องลำบากนะครับ ผมเกรงใจ”
ต้องตา “ แหมไม่ต้องเกรงจง เกรงใจ อะไรหรอกค่ะ คนกันเองแท้ ๆ ตาก็เป็ห่วงคุณนะเห็นทำงานลำบากตรากตรำ กลางแดด กลางฝน แบบนี้ กลัวว่าคุณจะไม่สบาย”
คัมภีร์ “ผมสบายดีครับ ขอบคุณอีกครั้ง คุณต้องตาก็ห่วงตัวเองบ้าง โดนแดดโดนลมมากจะเป็ไข้เอานะครับ”
ยังคุยกันไม่ทันจบมธุรสก็เดินถือกระป๋องกาแฟมา
ต้องตาเห็นดังนั้นก็กล่าวกับคัมภีร์ด้วยสีหน้าเ้าเล่ห์
“ตาไปก่อนนะวันหลังจะมาเล่นด้วยใหม่”หล่อนเดินสวนจนไหล่กระทบกับมธุรสกระเทือนไปเล็กน้อยเหมือนจงใจ
ลูกสาวด็อกเตอร์ก็ยื่นกระป๋องกาแฟให้ชายหนุ่ม
“กาแฟเย็น ๆค่ะ พี่คัมภีร์”
“ขอบใจนะ”
“ต้องตาเขามาคุยอะไรกับพี่หรือคะ”
“อ๋อไม่มีอะไรหรอก เขาเอาน้ำเกลือแร่มาให้ขวดนึง แค่นั้นเอง ไม่มีอะไร”
“ไม่มีอะไรแน่นะ”มธุรสถามย้ำ
คัมภีร์หันไปมอง“ทำไม หึงพี่เหรอ”
มธุรส “ บ้าอยากคุยกับใครก็คุยไปสิ ใครจะไปหึงตัวเองล่ะ”
สาวงามบิดตัวแล้วหันหลังกลับ เดินออกมาแต่แอบยิ้ม
ยามค่ำเสี่ยโตยืนบนตอไม้พูดกับกลุ่มชาวบ้านและคนงานราวสิบคน
“ฟังนะพวกเอ็งไม่ต้องไปเชื่อเื่ผีห่าอะไรทั้งนั้นสิ่งที่อยู่ในป่าคือทองคำและของมีค่าที่คนโบราณซ่อนไว้ ถ้าเราขุดได้แค่ชิ้นเดียวก็ขายได้เป็ล้าน”
ชาวบ้านคนหนึ่งยกมือขึ้น“แต่เมื่อคืนมีคนตาย...เืหายหมด”
เสี่ยโตหัวเราะ“ตายเพราะสัตว์ป่าหรือไม่ก็คนงานมันทะเลาะกันเอง ผีอะไรกันคนตายเพราะความกลัวมากกว่า”
เขาเดินลงมาหยิบถุงผ้าโยนใส่มือคนงานคนหนึ่ง เสียงเหรียญและธนบัตรดังกรุ๋งกริ๋ง
“นี่คือค่ามัดจำใครกล้าไปกับข้า พรุ่งนี้เช้าเจอกันที่ทางเข้าเขตต้องห้าม”
คนงานหลายคนเริ่มมองหน้ากันด้วยแววลังเลบางคนยิ้มบางเพราะต้านความโลภไม่ไหว
เย็นวันเดียวกันมธุรสเข้ามาหาพ่อ สีหน้าห่วงกังวล
“พ่อคะ...ฉันกลัวว่าพวกต้องตากับเสี่ยโตจะทำให้การขุดค้นเสียหายหรือเอาของไปขาย พ่อจะห้ามพวกเขาได้ไหม”
ดร.ชำนาญถอนหายใจ“พ่อก็ไม่อยากให้เกิดเื่ แต่ในสภาพนี้เรายังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าพวกเขาทำผิดถ้าห้ามโดยไม่มีเหตุผล พ่อจะถูกฟ้องกลับ”
มธุรสเม้มปากไม่พูดอะไรต่อ แต่ในใจเธอรู้ดีว่าพวกนั้นกำลังทำอะไรอยู่และจะไม่ยอมให้โบราณวัตถุเหล่านี้ตกไปอยู่ในมือคนผิด
ก่อนฟ้ามืด คัมภีร์เดินผ่านบริเวณเต็นท์เสี่ยโตได้ยินเสียงหัวเราะและบทสนทนาขาด ๆ หาย ๆ เกี่ยวกับ “ไหหิน” และ “ของในหลุมลับ”
เขาแอบหยุดฟังแต่ไม่ทันได้จับใจความ เสี่ยโตเหลือบมาเห็นพอดี
“ไงไอ้หนุ่มสนใจทำเงินเร็ว ๆ ไหม” เสี่ยโตยิ้มกว้าง
คัมภีร์ยิ้มตอบอย่างสุภาพ“ผมมาที่นี่เพื่อช่วยงานวิชาการ ไม่ใช่ล่าสมบัติ”
เสี่ยโตหัวเราะในลำคอ“งั้นก็อย่ามาเสียใจทีหลังแล้วกัน”
เช้าวันต่อมาข่าวลือเกี่ยวกับ “วังเก่ากลางป่า” และ “ิญญาดูดเื” เริ่มแพร่ในหมู่คนงานเสียงซุบซิบดังไปทั่วแคมป์ หลายคนเริ่มเก็บของเตรียมจะกลับบ้านแต่เสี่ยโตกลับใช้โอกาสนี้หว่านเงินเพิ่ม เพื่อจ้างคนลับ ๆแอบขุดหาสมบัติในเขตต้องห้าม
คัมภีร์เดินผ่านกลุ่มคนงานเห็นพวกเขากำลังเตรียมเครื่องมือแบบเร่งรีบ เขาหันไปมองมธุรสที่ยืนอยู่ไม่ไกล
“คุณได้ยินข่าวลือพวกนี้ไหม”เขาถาม
“ได้ยิน...แต่ฉันสนใจมากกว่าทำไมบางคนถึงอยากเสี่ยงขนาดนี้”มธุรสมองตามกลุ่มคนงาน “แล้วพี่กล้าลองไปดูไหม”
คัมภีร์ยิ้มบาง“ถ้าคุณไป ผมก็ไป”
ทั้งคู่แอบเดินเลียบป่าไปทางทิศตะวันออกตอนกลางวันแสงแดดลอดผ่านพุ่มไม้สูงเป็ลายพร้อยบนพื้นพื้นที่ต้องห้ามเต็มไปด้วยตะไคร่และเถาวัลย์เลื้อยคลุมซากกำแพงหินโบราณมธุรสก้าวเข้าใกล้แล้วชะงักทันทีแหวนโบราณที่สวมอยู่ร้อนวาบขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
“มันร้อนอีกแล้ว...”เธอพึมพำ
คัมภีร์เอื้อมมือมาจับกำแพงหินพลันภาพแวบก็แล่นเข้ามาในหัว
ภาพตนเองในชุดขุนนางโบราณยืนอยู่ข้างชายหนุ่มในเครื่องทรงกษัตริย์ และหญิงสาวในชุดเ้าหญิง
คัมภีร์ผงะถอยออกมา“แปลก...ผมเห็นภาพอะไรบางอย่าง เหมือนอยู่ที่นี่ แต่...เมื่อหลายร้อยปีก่อน”
มธุรสมองเขานิ่งเหมือนอยากถามต่อ แต่เลือกจะเงียบ เพราะสีหน้าเขาดูจริงจังเกินไป
คืนนั้นลมแรงผิดปกติ เสียงไม้เสียดสีกันดังกึกก้องเหนือหัว ทุกคนในแคมป์พยายามหลับแต่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาก็มีเสียงะโโหวกเหวกดังขึ้น คนงานวิ่งกันวุ่นมีคนหายตัวไปอีกหนึ่งคน
คัมภีร์คว้าไฟฉายวิ่งตามเสียงไปในป่ากลิ่นดินชื้นผสมกลิ่นคาวเืคละคลุ้ง เขาส่องไฟไปพบร่างชายคนงานนอนหมดสติตัวซีดเหมือนเืถูกสูบออกไปจนหมด ใกล้กันมีเงาร่างผู้หญิงผมยาวยืนอยู่ไกล ๆก่อนจะหายวับไปในความมืด
“เดี๋ยวก่อน!”คัมภีร์วิ่งไล่ แต่สะดุดรากไม้ล้มลง แขนถลอก เืซึม
มธุรสที่วิ่งตามมาทีหลังช่วยพยุงเขาขึ้น“พี่เป็อะไรคะ ไล่ตามอะไรในป่ากลางคืนแบบนี้”
“ผมเห็นเธอ...คนเมื่อคืนที่ช่วยผม...แต่สายตาเธอวันนี้ต่างไป”
เธอพาเขากลับมาที่เต็นท์พยายามทำแผลให้ เขานั่งนิ่งมองหน้าเธอแสงจากตะเกียงน้ำมันทำให้เส้นผมของเธอดูเปล่งประกาย
“ไม่รู้ทำไม...แต่ผมรู้สึกว่าเราสองคนเคยผ่านอะไรบางอย่างมาด้วยกัน...นานแล้ว”เขาพูดเสียงแ่
มธุรสหยุดมือชั่วขณะเงยหน้ามาสบตาเขา แต่อีกวินาทีถัดมา เธอก็ยิ้มบางแล้วหันไปเก็บอุปกรณ์ปฐมพยาบาล
เช้าวันรุ่งขึ้น
บุรุษไปรษณีย์มาส่งพัสดุกล่องใหญ่ให้โดยมีชื่อดร.ชำนาญเป็ผู้รับ
มธุรสเซ็นรับของแล้วถือกล่องไปในเต็นท์อำนวยการ
“พ่อคะมีพัสดุมาจากคุณอาชาญชัยค่ะ”
นักวิชาการใหญ่เปิดกล่องออกดูพบว่าภายในบรรจุไว้ด้วยเอกสารใบลานโบราณหลายมัด ห่อด้วยผ้าไหมอย่างดีหลายชั้น
มีกระดาษบันทึกข้อความว่า
“พี่ชำนาญผมให้คนมาขุดบ่อน้ำท้ายสวนหลังบ้าน ก็ไปเจอหีบเหล็กบรรจุสิ่งที่ผมส่งมาให้นี้พี่เชี่ยวชาญอักษรโบราณ น่าจะพออ่านออกนะ”
เมื่อดร.ชำนาญพลิกดูแต่ละหน้าก็ต้องเบิกตาโพลงด้วยความตื่นเต้น
มธุรสถามด้วยความแปลกใจ“ มีอะไรหรือคะพ่อ”
ดร.ชำนาญ “นี่มันบันทึกลำดับวงศ์ตระกูลของเรานี่ พ่อไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้ ในใบลานบอกว่าปู่ของปู่ของปู่ของเรา.....
.......เป็ผู้สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์ศิขเรศวรสายตรงจากพระเ้าอิทรวรมัน พระบิดาของเ้าหญิงอัญญาวดี ผ่านทางเ้าชายสิทธิวรมันผู้รอดชีวิตจากการลุกฮือของเหล่าทาสชาวขมวย ก่อนจะหลบหนีไปยังเมืองละโว้”
มธุรสยืนนิ่งทบทวนสิ่งที่ประสบมาตลอดหลายสิบวัน เพื่อปะติดปะต่อเื่ราวเข้าด้วยกัน
“หนูพอจะเข้าใจอะไรขึ้นบ้างแล้วละค่ะ คุณพ่อ”
จบตอนที่ 5
(แต่งจบตอน 10ส.ค. 68 )
โปรดติดตามตอนที่6 การสอบสวน และสายลับข้ามชาติ